วิจัยกรุงศรี เผยผลสำรวจเรื่อง “เศรษฐกิจคนโสด” หรือ The Single Economy Survey เพื่อศึกษาพฤติกรรมและทัศนคติของทั้งกลุ่มคนโสดและกลุ่มที่มีครอบครัวแล้ว ตั้งแต่วัยเริ่มต้นทำงานจนถึงวัยเกษียณ เพื่อศึกษาวิถีชีวิตตลอดจนความต้องการที่แตกต่างกันของคน 2 กลุ่มนี้ โดยได้ส่งแบบสอบถามที่มุ่งเน้นสำรวจพฤติกรรมและทัศนคติของผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองที่มีอายุตั้งแต่ 24 ปีขึ้นไป ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2568 ซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้ร่วมตอบแบบสำรวจทั้งสิ้น 2,202 คน ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยมีข้อมูลน่าสนใจคือ ผู้ตอบแบบสำรวจกลุ่มใหญ่ที่สุด 41% ระบุว่าตนเองมีสถานะ “โสด” รองลงมาคือผู้ที่สมรสแล้วซึ่งมีประมาณ 38% (รวมที่จดทะเบียนสมรสและไม่ได้จดทะเบียนสมรส) กลุ่มที่เหลือคือผู้ที่มีแฟน/คู่รัก แต่ยังไม่ได้สมรส (17%) และผู้ที่เป็นหม้ายหรือหย่าร้าง (4%)
สัดส่วนผู้ตอบแบบสำรวจเพศหญิงสูงที่สุดถึง 73% โดยในบรรดาผู้ตอบฯ ทั้งหมด กลุ่มใหญ่ (45%) อยู่ในวัยสร้างตัว (Career Builders) หรือมีอายุ 24-39 ปี รองลงมาเป็นวัยมั่นคง (Golden Midlife) ที่มีอายุ 40-49 ปี (37%) และวัยเข้าใจชีวิต (Silver Age) อายุ 50 ปีขึ้นไป (18%)
2 ใน 3 ของผู้ตอบฯ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และ 90% ทำงานประจำ ซึ่งผู้ตอบมากกว่าครึ่งมีรายได้ต่อเดือนไม่เกิน 50,000 บาท โดยกลุ่มใหญ่ที่สุด (30%) มีรายได้ต่อเดือนอยู่ในช่วง 30,000-50,000 บาท ทั้งนี้ มีผู้ตอบฯ ทำงานในสายอาชีพที่อยู่เบื้องหลังองค์กร เช่น นักบัญชี ไอที กว่า 1 ใน 3 ของทั้งหมด
จากผลการสำรวจพบว่า ผู้ตอบฯ กลุ่มใหญ่ (41%) มีสถานภาพโสด เมื่อเจาะลึกต่อถึงสาเหตุที่ผู้ตอบฯ ยังโสด จะพบว่า 41% ของคนโสด “ยังไม่เจอคนที่ใช่” หรือกล่าวได้ว่าคนโสดกลุ่มนี้เปิดรับความสัมพันธ์แต่อาจยังไม่พบคนที่ตรงกับความคาดหวัง ขณะที่อีก 28% ของคนโสดระบุว่าเลือกโสดเพราะ “รักอิสระและไม่ชอบผูกมัด” ส่วนสาเหตุของความโสดอื่นๆ ได้แก่ ให้ความสำคัญกับครอบครัว หรือการงาน ไปจนถึงเคยผิดหวังในความรัก ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มนี้มีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน ประมาณ 10-11%
ผู้ตอบฯ ทุกกลุ่มเห็นตรงกันว่าข้อดี 3 อันดับแรกของชีวิตโสด คือ (1) สามารถใช้ชีวิต เช่น กิน เที่ยว ชอปปิง ตามใจตัวเองได้ (58%) (2) วางแผนหรือตัดสินใจได้ง่ายกว่า (57%) และ (3) จัดการเวลาได้เองและยืดหยุ่นกว่า (54%) นอกจากนี้ ประเด็นที่น่าสนใจคือ ผู้ตอบฯ แทบทั้งหมดไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดต่างเห็นข้อดีของชีวิตโสดอย่างน้อย 1 ข้อ โดยมีผู้ตอบฯ เพียง 1% เท่านั้นที่มองว่าชีวิตโสดไม่มีข้อดีเลย
อย่างไรก็ตาม กลุ่มคนโสดในแต่ละช่วงวัยเล็งเห็นถึงข้อดีของชีวิตโสดที่แตกต่างกัน ดังนี้
41% ของกลุ่มคนโสดวัยสร้างตัว (24-39 ปี) ซึ่งเป็นวัยที่ให้ความสำคัญต่อการเติบโตหน้าที่การงาน มองว่าความโสดทำให้สามารถทุ่มเทให้กับการพัฒนาตัวเองได้มากกว่ากลุ่มคนโสดที่มีอายุมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ครึ่งหนึ่งของกลุ่มคนโสดวัย 40 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นช่วงวัยที่พ่อแม่อาจเข้าสู่วัยชรา มองเห็นข้อดีว่า ความโสดทำให้ดูแลญาติผู้ใหญ่ได้อย่างเต็มที่ ในขณะที่กลุ่มคนโสดวัยสร้างตัว (24-39 ปี) เพียง 38% เท่านั้นที่จะตระหนักถึงเรื่องนี้
หากพิจารณาในกลุ่มคนที่ไม่โสด ทั้งกลุ่ม DINK และกลุ่มครอบครัวฯ พบว่า ผู้ตอบฯ กลุ่มนี้ราว 6 ใน 10 มองว่าความโสดทำให้สามารถจัดการเวลาตัวเองได้อย่างยืดหยุ่นกว่า ซึ่งในมุมมองของคนกลุ่มนี้ การมีคู่หรือมีครอบครัวอาจมาพร้อมกับการจัดสรรเวลาที่ต้องคำนึงถึงผู้อื่นมากขึ้น
ข้อเสียของชีวิตโสดที่ผู้ตอบฯ ทุกกลุ่มเห็นตรงกัน 3 อันดับแรก คือ (1) ไม่มีคนดูแลตอนป่วย (48%) (2) ขาดที่ปรึกษาส่วนตัว (47%) (3) เหงา ขาดคนคุย (38%) สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ตอบฯ ให้ความสำคัญกับการมีที่พึ่งทั้งทางกายและทางใจเป็นหลัก ทั้งด้านสุขภาพโดยเฉพาะยามเจ็บป่วย การตัดสินใจโดยลำพัง และความโดดเดี่ยวเมื่อต้องใช้ชีวิตโสด นอกจากนี้ กว่า 1 ใน 5 ของผู้ตอบฯ มองว่าการไม่มีคนคอย “ดูแลเทคแคร์” เป็นอีกข้อเสียหนึ่งของความโสดด้วย
จากการวิเคราะห์ทางเศรษฐมิติพบมุมมองที่น่าสนใจของผู้ตอบฯ เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายของการมีคู่ โดยผู้ชายที่มีคู่ มีโอกาสมองว่า “โสดแล้วไม่เปลืองเงิน” มากกว่าผู้หญิงที่มีคู่ 1.5 เท่า ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ผู้ชายอาจรับรู้ถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการมีคู่มากกว่าผู้หญิง
ผลการวิเคราะห์ทางเศรษฐมิติยังชี้ให้เห็นด้วยว่า ยิ่งผู้ตอบฯ มีอายุเพิ่มขึ้น ยิ่งมีโอกาสมองว่าโสดแล้วขาดที่พึ่งทางการเงิน ซึ่งอาจแสดงถึงความคาดหวังของคนรุ่นเก่าที่ต้องการพึ่งพาคู่ครองซึ่งกันและกันในด้านการเงิน ขณะที่กลุ่มคนรุ่นใหม่อาจนิยม “แยกกระเป๋ากันใช้จ่าย” มากกว่า
นอกจากนี้ การวิเคราะห์เชิงเศรษฐมิติยังพบว่ากลุ่มคนโสดมองชีวิตโสดในแง่ดีมากกว่ากลุ่มคนมีคู่ โดยกลุ่มคนโสดมีโอกาสมองว่า “ชีวิตโสดไม่มีข้อเสีย” มากกว่ากลุ่มคนมีคู่ถึง 2.2 เท่า สอดคล้องกับการที่กลุ่มคนมีคู่ก็มองเห็นข้อเสียของการใช้ชีวิตโสดมากกว่าคนโสดในประเด็นต่างๆ เช่นกัน เช่น มองว่าการไม่มีคู่ทำให้ไม่มั่นใจเมื่อต้องทำอะไรคนเดียว ขาดที่ปรึกษาส่วนตัว และรู้สึกเหงา แสดงให้เห็นว่ามุมมองต่อความโสดอาจได้รับอิทธิพลจากสถานะความสัมพันธ์ปัจจุบัน
นอกจากมุมมองแล้ว รายได้อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อ “ความโสด” เช่นกัน กล่าวคือเมื่อรายได้สูงขึ้น สัดส่วนคนโสดมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยในกลุ่มรายได้ต่อเดือนไม่เกิน 30,000 บาทพบคนโสด 50% ในขณะที่กลุ่มรายได้สูงกว่า 70,000 บาท พบคนโสดลดลงที่ 41% นอกจากนี้ เมื่อวิเคราะห์กลุ่มผู้ตอบฯ เพศชาย พบว่า โอกาสที่เพศชายจะมีคู่จะแปรผันตรงกับระดับรายได้ โดยเฉพาะในกลุ่มรายได้ปานกลางถึงสูง

































