25 ส.ค. 69 – สำนักงาน ก.พ. ชี้แจงเจตนารมณ์มติคณะรัฐมนตรี 11 สิงหาคม 2569 เรื่อง การทยอยยุบตำแหน่งข้าราชการใน 11 สายงาน เป็นการปรับ “รูปแบบการจ้างงาน” มิใช่การยกเลิก “ภารกิจหรือวิชาชีพ”
ตามที่คณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 มีมติเห็นชอบการปฏิรูประบบบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐและกำหนดมาตรการให้ทยอยยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการในสายงานสนับสนุน จำนวน 11 สายงาน เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุราชการหรือพ้นจากตำแหน่งตามเงื่อนไขที่กำหนด ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป นั้น
สำนักงาน ก.พ. ขอชี้แจงว่า เจตนารมณ์ของมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวมิใช่การยกเลิกภารกิจ ยกเลิกตำแหน่งงานหรือวิชาชีพ และมิได้หมายความว่าบุคลากรใน 11 สายงานดังกล่าวไม่มีความสำคัญหรือไม่มีความจำเป็นต่อภาครัฐ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการปรับระบบบริหารกำลังคนภาครัฐให้เหมาะสมกับลักษณะภารกิจ รูปแบบการทำงาน และบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป
รัฐบาลและสำนักงาน ก.พ. ให้ความสำคัญกับบุคลากรทุกสายงานและทุกวิชาชีพ อย่างไรก็ตาม การที่ภาครัฐยังมีความจำเป็นต้องดำเนิน “ภารกิจ” ใด มิได้หมายความว่าผู้ปฏิบัติงานในภารกิจนั้นจำเป็นต้องได้รับการจ้างงานในสถานะ “ข้าราชการ” ในทุกกรณี เนื่องจากภาครัฐมีรูปแบบการจ้างงานที่หลากหลาย ทั้งข้าราชการ พนักงานราชการ การจ้างตามสัญญา ตลอดจนรูปแบบการจ้างงานอื่น ซึ่งแต่ละรูปแบบมีวัตถุประสงค์และความเหมาะสมกับลักษณะงานที่แตกต่างกัน
ดังนั้น มาตรการดังกล่าวจึงมุ่งทบทวนความจำเป็นของการใช้กำลังคน “รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ” ใน 11 สายงาน โดยเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเดิมพ้นจากตำแหน่ง ส่วนราชการจะต้องพิจารณาภารกิจ กระบวนการและวิธีการทำงาน รวมทั้งปริมาณงานและความจำเป็นในการใช้บุคลากร หากภารกิจนั้นยังมีความจำเป็น ส่วนราชการยังสามารถจัดให้มีผู้ปฏิบัติงานที่มีความรู้ ทักษะ และคุณวุฒิที่เหมาะสมกับภารกิจนั้นได้ โดยพิจารณาใช้รูปแบบการจ้างงานอื่นที่เหมาะสมและมีความยืดหยุ่นมากกว่า
ตัวอย่างเช่น กรณีสายงานบรรณารักษ์ มติคณะรัฐมนตรีมิได้มีเจตนาให้ส่วนราชการยกเลิกห้องสมุด หรือยกเลิกการใช้บุคลากรที่มีความรู้และทักษะด้านบรรณารักษศาสตร์ หากส่วนราชการยังมีภารกิจด้านห้องสมุด การจัดการสารสนเทศ หรือองค์ความรู้ และยังจำเป็นต้องมีผู้ปฏิบัติงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านดังกล่าว ส่วนราชการยังสามารถจ้างบุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสม เช่น ในรูปแบบพนักงานราชการตามสัญญาจ้างได้ เพียงแต่เมื่ออัตราข้าราชการเดิมว่างลง จะไม่มีการคงอัตราข้าราชการไว้โดยอัตโนมัติ
ในทำนองเดียวกัน หลักการดังกล่าวใช้กับทั้ง 11 สายงาน มิได้มุ่งลดความสำคัญของสายงานใดสายงานหนึ่งเป็นการเฉพาะ แต่ต้องการให้ส่วนราชการพิจารณาว่า งานใดยังจำเป็น งานใดสามารถปรับกระบวนการหรือนำเทคโนโลยีมาใช้ งานใดสามารถรวมการปฏิบัติงานหรือใช้ทรัพยากรร่วมกัน และงานใดที่ยังจำเป็นต้องใช้บุคลากรควรเลือกใช้รูปแบบการจ้างงานใดจึงจะเหมาะสมกับลักษณะภารกิจและเกิดความคุ้มค่ามากที่สุด
นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวมิได้มีผลทำให้ผู้ดำรงตำแหน่งที่เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญในปัจจุบันต้องออกจากราชการหรือเปลี่ยนสถานะการจ้างงาน แต่เป็นการทยอยดำเนินการเมื่ออัตราว่างลงตามเงื่อนไขที่มติคณะรัฐมนตรีกำหนด จึงเป็นการปรับโครงสร้างกำลังคนในระยะยาว โดยไม่กระทบต่อสถานภาพของข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ดำรงตำแหน่งในปัจจุบัน
การดำเนินการในเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ ซึ่งมิได้มุ่งเพียงการลดจำนวนตำแหน่ง แต่กำหนดให้ส่วนราชการดำเนินการควบคู่กับการวางแผนกำลังคน การทบทวนบทบาทภารกิจและโครงสร้าง การปรับปรุงกระบวนการและวิธีการทำงาน การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ ตลอดจนการพัฒนาและเตรียมความพร้อมของบุคลากรที่มีอยู่ เพื่อให้ภาครัฐสามารถปฏิบัติภารกิจและให้บริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้กำลังคนและงบประมาณที่เหมาะสม
สำนักงาน ก.พ. จะจัดทำแนวทางเพื่อสร้างความเข้าใจและสนับสนุนให้ส่วนราชการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีไปในทิศทางเดียวกัน โดยคำนึงถึงความต่อเนื่องของภารกิจ คุณภาพการให้บริการประชาชน ความเหมาะสมของรูปแบบการจ้างงาน และการใช้กำลังคนภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าเป็นสำคัญ
































