รัฐบาลหนุน ธปท. ยกระดับคุมธุรกรรมเสี่ยง ตัดวงจรทุนเทา ดีเดย์ ต.ค. นี้ ฝากเงินสดเกิน 5 ล้านต้องแจงที่มา แลกเงินแบงก์ย่อยจำนวนมากต้องแจงเหตุผล

4
คลิกเพื่ออ่านสรุปประเด็นข่าว
สรุปประเด็นข่าว :
ยกระดับคุมเข้มธุรกรรมเงินสด เริ่มเดือน ต.ค. 2569 ฝากเงินสดเกิน 5 ล้านบาท หรือการแลกเปลี่ยนธนบัตรจำนวนมาก (เช่น นำแบงก์พันมูลค่า 10 ล้านบาทไปแลกแบงก์ย่อย) จะต้องรายงานที่มาและชี้แจงเหตุผลอย่างชัดเจน
มาตรการคุมการถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาทก่อนหน้านี้ ช่วยลดธุรกรรมกลุ่มนี้ลงได้ถึง 35% และนำไปสู่การปิดบัญชีต้องสงสัยแล้วนับพันบัญชี
ไตรมาสแรกปี 2569 จัดการบริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินีลดลง 60% พร้อมยึดทรัพย์เครือข่ายทุนเทากว่า 8,000 ล้านบาท และเครือข่ายยาเสพติดอีกกว่า 10,000 ล้านบาท
ผลงาน 9 เดือนที่ผ่านมา (ต.ค. 68 – มิ.ย. 69) สั่งปิดบัญชีม้าไปแล้วกว่า 3.5 แสนบัญชี อายัดเงินได้กว่า 3,600 ล้านบาท ยับยั้งความเสียหายให้ประชาชนได้ 82 ล้านบาท และจับกุมผู้ต้องหาได้กว่า 29,000 ราย
ไม่ได้มุ่งเน้นแค่การจับกุม แต่เน้นการบูรณาการทุกหน่วยงานเพื่อ “ทำลายฐานทุนและตัดวงจรเส้นทางการเงิน” ของเครือข่ายอาชญากรรมและทุนเทาอย่างถอนรากถอนโคน

13 ก.ค. 69 – นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามทุนเทาและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการการทำงานของหน่วยงานด้านการเงิน หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อปิดช่องทางฟอกเงินและตัดวงจรทางการเงินของเครือข่ายอาชญากรรม ซึ่งเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมในหลายด้าน

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การดำเนินการล่าสุดของธนาคารแห่งประเทศไทยจะยกระดับมาตรการสกัดทุนเทาให้เข้มข้นขึ้น โดโดยจะเริ่มในเดือนตุลาคมนี้ เป็นการขยายไปสู่กรณีการฝากเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ต้องรายงานที่มาว่ามาจากไหน รวมถึงการแลกเงิน โดยนำเงินสด เช่น แบงก์ 1,000 บาท มูลค่า 10 ล้านบาท มาแลกเป็นแบงก์ 100 บาท หรือ แบงก์ 500 บาท ก็ต้องชี้แจงเหตุผลว่าทำไมต้องแลกแบบนั้น เป็นต้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการฟอกเงินและการใช้ระบบสถาบันการเงินสนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมาย โดยก่อนหน้านี้ มาตรการให้รายงานการถอนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ส่งผลให้ธุรกรรมถอนเงินสดจำนวนมากลดลงประมาณ 35% ขณะที่การเฝ้าระวังธุรกรรมผิดปกติทำให้มีการปิดบัญชีต้องสงสัยแล้วนับพันบัญชี

ขณะเดียวกัน การดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ ภายใต้นโยบายปราบทุนเทาของรัฐบาลมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง อาทิ การตรวจสอบธุรกิจนอมินี ซึ่งทำให้จำนวนบริษัทกลุ่มเสี่ยง ลดลงประมาณ 60% ในไตรมาสแรกของปี 2569 การติดตามและยึดอายัดทรัพย์สินเครือข่ายทุนเทาโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท และการตัดวงจรการเงินเครือข่ายค้ายาเสพติด ซึ่งสามารถ อายัดทรัพย์ได้กว่า 10,000 ล้านบาท ในช่วงวันที่ 1 เมษายน – 10 มิถุนายน 2569

นางสาวรัชดา กล่าวว่า การปราบทุนเทาในปัจจุบัน ไม่ได้มุ่งเฉพาะการจับกุมผู้กระทำผิด แต่ให้ความสำคัญกับการทำลายฐานทุนและเส้นทางการเงินของเครือข่ายอาชญากรรม โดยอาศัยความร่วมมือของทุกหน่วยงานตามบทบาทหน้าที่ ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและนักลงทุนในระยะยาว

ทั้งนี้ ในส่วนการดำเนินงานของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) และศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายรายงานในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา (ตุลาคม 2568 – มิถุนายน 2569) โดยแบ่งผลสัมฤทธิ์สำคัญออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่
1. การปกป้องประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งสามารถช่วยเหลือผู้เสียหายได้ 862 ราย และยับยั้งความเสียหายได้กว่า 82 ล้านบาท
2. การสกัดกั้นเส้นทางการเงินของคนร้าย โดยดำเนินการปิดบัญชีม้ากว่า 351,000 บัญชี และอายัดเงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดได้กว่า 3,600 ล้านบาท
3. การสืบสวนจับกุมเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างต่อเนื่อง โดยจับกุมผู้ต้องหาได้กว่า 29,000 ราย ออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการระดับหัวหน้าเครือข่ายกว่า 70 ราย