11 ก.ค. 69 – กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เปิดเผย จากข้อมูลสถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎรของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ปี 2568 พบว่าประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่เพียง 416,574 คน ซึ่งถือเป็น ตัวเลขที่ต่ำกว่า 5 แสนคนต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สวนทางกับจำนวนผู้เสียชีวิตที่มีถึง 559,684 คน ส่งผลให้ไทยอยู่ในภาวะ “ตายมากกว่าเกิด” สูงถึง 143,110 คน นอกจากนี้ ข้อมูลจาก สารประชากรมหาวิทยาลัยมหิดล ปี 2569 ระบุว่า อัตราเจริญพันธุ์รวม หรือจำนวนบุตรเฉลี่ยที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะมีตลอดวัยเจริญพันธุ์ ลดลงเหลือเพียง 0.86 คน ซึ่งต่ำกว่าระดับที่สากลยอมรับอย่างมาก
เปิดลิสต์จังหวัดเกิดน้อย สมุทรสงครามครองแชมป์ ข้อมูลรายจังหวัดระบุว่า จังหวัดสมุทรสงคราม มีจำนวนเด็กเกิดใหม่น้อยที่สุดในประเทศ เพียง 598 คนในปีที่ผ่านมา ตามมาด้วยชัยนาท (986 คน) และสิงห์บุรี (1,010 คน) ซึ่งสะท้อนถึงการลดลงของประชากรวัยแรงงานในพื้นที่และการย้ายถิ่นฐาน สถานการณ์นี้กำลังส่งสัญญาณว่า ในอนาคตอันใกล้ “แรงงานวัยทำงาน” หนึ่งคน จะต้องรับภาระดูแล “ผู้สูงอายุ” มากขึ้นหลายเท่าตัว
อัตราเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขสถิติ แต่มันคือสัญญาณเตือนแรงงานนอกระบบทุกคนว่า โมเดล “พึ่งพิงลูกหลาน” ในวัยเกษียณกำลังมีความเสี่ยงสูงขึ้น เมื่อเด็กเกิดใหม่น้อยลง ตัวเลขผู้เสียชีวิตสูงกว่าเด็กเกิดใหม่ ทำให้แรงงานหดตัว ส่งผลให้สวัสดิการรัฐถูกกดดัน และบีบให้ทุกคนต้อง “พึ่งพาตนเอง” ด้วยการวางแผนการออมเงิน เพื่อรับมือกับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป ถือเป็นทางรอดเดียวที่มั่นคง
































