มากกว่าความเฮลตี้ แพทย์ มช. ชี้ชัด “กินผักครบ 5 สี” ช่วยลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังได้จริง

26

การกินผักและผลไม้เป็นสิ่งที่หลายคนทราบว่าดีต่อสุขภาพ แต่ในช่วงหลัง แนวคิด “กินผักผลไม้ให้ครบ 5 สี” ได้รับความสนใจมากขึ้น คำถามคือ แนวคิดนี้มีประโยชน์จริงหรือไม่ คำตอบคือ แนวคิดดังกล่าวมีพื้นฐานทางโภชนาการที่ชัดเจน โดยผักและผลไม้แต่ละสีจะมี “สารพฤกษเคมี (phytochemicals)” และ “สารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants)” ที่แตกต่างกัน ซึ่งมีบทบาทต่อร่างกายในหลายด้าน เช่น การปกป้องหัวใจ ลดการอักเสบ เสริมภูมิคุ้มกัน และช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ การรับประทานอาหารให้หลากหลายสี จึงเปรียบเสมือนการได้รับสารอาหารที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ช่วยดูแลสุขภาพแบบองค์รวม

สีของผักผลไม้กับคุณค่าทางโภชนาการ สีของผักและผลไม้สะท้อนถึงสารสำคัญที่แตกต่างกัน ได้แก่
• สีแดง มีไลโคปีน
• สีส้ม–เหลือง มีเบต้าแคโรทีน
• สีเขียว มีคลอโรฟิลล์ ลูทีน และโฟเลต
• สีม่วง–น้ำเงิน มีแอนโทไซยานิน
• สีขาว–น้ำตาล มีอัลลิซิน และเบต้ากลูแคน สารเหล่านี้ช่วยลดภาวะ “oxidative stress” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความเสื่อมของร่างกาย และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน มะเร็ง และสมองเสื่อม

ประโยชน์ของผักผลไม้แต่ละสี

สีแดง พบในมะเขือเทศ แตงโม และสตรอว์เบอร์รี มีสารไลโคปีนและวิตามินซี ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ และมีข้อมูลเกี่ยวกับการลดความเสี่ยงมะเร็งบางชนิด โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก การปรุงมะเขือเทศด้วยความร้อนเล็กน้อยช่วยให้ร่างกายดูดซึมไลโคปีนได้ดีขึ้น

สีส้ม–เหลือง พบในฟักทอง แครอท มะละกอ และมะม่วงสุก มีเบต้าแคโรทีน ลูทีน และซีแซนทีน ช่วยบำรุงสายตา เสริมภูมิคุ้มกัน และดูแลผิว เบต้าแคโรทีนยังเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ ซึ่งจำเป็นต่อผิวหนังและเยื่อบุ

สีเขียว ผักใบเขียว เช่น คะน้า บรอกโคลี และผักโขม อุดมด้วยโฟเลต คลอโรฟิลล์ แมกนีเซียม และใยอาหารสูง ช่วยลดการอักเสบ ควบคุมระดับน้ำตาล ส่งเสริมระบบขับถ่าย และดีต่อจุลินทรีย์ในลำไส้

สีม่วง–น้ำเงิน พบในบลูเบอร์รี องุ่นดำ และมะเขือม่วง มีแอนโทไซยานิน ช่วยปกป้องหลอดเลือด เสริมการทำงานของสมอง และลดการอักเสบ เป็นกลุ่มสีที่มีบทบาทด้านการชะลอความเสื่อมของร่างกาย

สีขาว–น้ำตาล พบในกระเทียม หอมใหญ่ เห็ด และขิง มีอัลลิซิน เควอซิทิน และเบต้ากลูแคน ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบ และสนับสนุนสุขภาพหัวใจ

ความสำคัญของ “ความหลากหลาย” การรับประทานผักหรือผลไม้เพียงบางสี อาจทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน เช่น การกินเฉพาะผักสีเขียว อาจได้ใยอาหารสูง แต่ขาดสารบางชนิดจากกลุ่มสีอื่น ดังนั้น ควรให้ความสำคัญกับความหลากหลายของอาหารมากกว่าการเน้นสีใดสีหนึ่ง

แนวทางสำหรับผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดสูง ควรรับประทานผักผลไม้ให้ครบทุกสี โดยอาจเน้น • สีเขียว เพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาลและไขมัน • สีม่วง เพื่อลดภาวะ oxidative stress • สีแดง เพื่อดูแลสุขภาพหัวใจ

ทั้งนี้ ควรควบคุมปริมาณผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงตามความเหมาะสม ปริมาณที่แนะนำต่อวัน

• ควรรับประทานผักและผลไม้ให้ได้อย่างน้อย 3–5 สีต่อวัน
• และมีปริมาณรวมไม่น้อยกว่า 400 กรัมต่อวัน ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก

การปรุงอาหารและคุณค่าทางโภชนาการ
การปรุงอาหารมีผลต่อสารอาหารบางชนิด เช่น วิตามินซีอาจสูญเสียจากความร้อนสูง วิธีที่เหมาะสมคือการนึ่งหรือลวกในระยะเวลาสั้น อย่างไรก็ตาม อาหารบางชนิด เช่น มะเขือเทศ จะดูดซึมสารสำคัญได้ดีขึ้นเมื่อผ่านความร้อน จึงควรเลือกวิธีปรุงให้เหมาะสมกับชนิดอาหาร

น้ำผักผลไม้ปั่น: ทางเลือกที่ควรระวัง

แม้น้ำผักผลไม้ปั่นจะดีกว่าน้ำหวาน แต่ยังไม่เท่าการรับประทานแบบเป็นชิ้น เนื่องจากใยอาหารลดลง และน้ำตาลถูกดูดซึมเร็วขึ้น หากจำเป็น ควรปั่นโดยไม่กรองกาก ไม่เติมน้ำตาล และเน้นผักมากกว่าผลไม้

บทบาทของสารต้านอนุมูลอิสระ
อนุมูลอิสระเป็นโมเลกุลที่ไม่เสถียร สามารถทำลายเซลล์และเร่งความเสื่อมของร่างกาย สารต้านอนุมูลอิสระจากผักผลไม้ช่วยลดความเสียหายดังกล่าว จึงมีบทบาทในการชะลอความเสื่อมและลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง

อาหารธรรมชาติ vs อาหารเสริม
อาหารจากธรรมชาติให้สารอาหารที่หลากหลายและสมดุล พร้อมใยอาหาร ขณะที่อาหารเสริมมักเป็นสารเดี่ยวในปริมาณสูง ในภาวะปกติ การรับประทานอาหารจากธรรมชาติยังคงเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่า การกินผักและผลไม้ให้ครบสี เป็นแนวทางง่าย ๆ ที่ช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารหลากหลาย และสนับสนุนสุขภาพในระยะยาว อย่างไรก็ตาม สุขภาพที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาหารเพียงอย่างเดียว แต่ควรดูแลควบคู่กับการนอนหลับให้เพียงพอ การออกกำลังกาย การลดความเครียด และหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ การเลือกกินอาหารจากธรรมชาติที่หลากหลาย ครบสี และปลอดภัยจากสารเคมี จึงเป็นพื้นฐานสำคัญของการมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

ขอบคุณข้อมูลจาก :รศ.พญ.นลินี ยิ่งชาญกุล อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เรียบเรียง : นางสาวนันทพร ระบิน
ภาพ / ข่าว : งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่