“สุริยะ” กำชับกรมชลฯ บริหารน้ำเชิงรุก รับมือฝนเดือนสิงหาคม สั่งเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง 24 ชั่วโมง

8
คลิกเพื่ออ่านสรุปประเด็นข่าว
สรุปประเด็นข่าว :
รมว.เกษตรฯ กำชับกรมชลประทานบริหารจัดการน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมและลดผลกระทบต่อประชาชน ควบคู่กับการเก็บกักน้ำต้นทุนไว้ใช้ในฤดูแล้ง
กรมชลประทานเดินเครื่องศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ติดตามสถานการณ์น้ำและประเมินแนวโน้มฝน เพื่อปรับแผนการระบายและพร่องน้ำให้เหมาะสม
สถานการณ์ล่าสุด (3 ส.ค. 69) อ่างเก็บน้ำทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวม 57% และยังสามารถรองรับน้ำหลากได้อีกถึง 33,241 ล้านลูกบาศก์เมตร
สั่งการให้ทุกโครงการตรวจสอบความพร้อมของอาคารชลประทาน และเตรียมเครื่องสูบน้ำ-เครื่องผลักดันน้ำไปประจำจุดเสี่ยง (พื้นที่ลุ่มต่ำ, ริมแม่น้ำ) เพื่อพร้อมช่วยเหลือทันที
ร่วมมือกับกรมอุตุนิยมวิทยาและ สทนช. เพื่อติดตามสภาพอากาศและนำมาปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงมากที่สุด

4 ส.ค. 69 – นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับให้กรมชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารจัดการน้ำเชิงรุกให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ เพื่อรองรับปริมาณฝนที่อาจเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ เน้นการป้องกันและลดผลกระทบต่อประชาชน พื้นที่เกษตร และพื้นที่เศรษฐกิจ ควบคู่กับการเก็บกักน้ำต้นทุนไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเตรียมความพร้อมทั้งด้านบุคลากร เครื่องจักร เครื่องมือ และระบบชลประทานให้สามารถรองรับสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างรวดเร็ว แม่นยำ และสอดคล้องกับข้อมูลพยากรณ์อากาศที่มีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

ด้านนายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานได้ขานรับข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยติดตามสถานการณ์น้ำผ่านศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (Smart Water Operation Center : SWOC) ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมประเมินแนวโน้มฝนและปริมาณน้ำในลุ่มน้ำสำคัญ เพื่อปรับการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา ทั้งการเก็บกักน้ำ การพร่องน้ำ และการระบายน้ำ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของอาคารชลประทานและผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำเป็นสำคัญ

ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 3 สิงหาคม 2569) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวม 43,425 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 57% ของความจุรวม และยังสามารถรองรับน้ำได้อีก 33,241 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งกรมชลประทานจะบริหารจัดการน้ำอย่างสมดุลให้สอดคล้องกับปริมาณฝนที่ตกในแต่ละพื้นที่ เพื่อรองรับน้ำหลากในช่วงฤดูฝน ขณะเดียวกันยังคงรักษาปริมาณน้ำต้นทุนไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งอีกด้วย

อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้สั่งการให้โครงการชลประทานทั่วประเทศเพิ่มความถี่ในการติดตามสถานการณ์ในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่ริมแม่น้ำ และพื้นที่ที่มีประวัติเกิดน้ำท่วมซ้ำซาก หมั่นตรวจสอบความพร้อมของอาคารชลประทาน ระบบระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน รวมถึงจัดเตรียมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และเครื่องจักรกลไว้ประจำจุดเสี่ยง เพื่อสามารถนำเข้าไปให้ความช่วยเหลือประชาชนได้ทันที

นอกจากนี้ กรมชลประทานยังบูรณาการข้อมูลร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและประเมินแนวโน้มสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง ก่อนนำข้อมูลมาปรับแผนการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และปริมาณฝนที่เกิดขึ้นจริง หวังเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและลดความเสี่ยงจากอุทกภัย

“กรมชลประทาน จะติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมปรับแผนการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง และเตรียมความพร้อมเข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที หากเกิดสถานการณ์ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัยให้มากที่สุด” นายสุริยพลฯ กล่าวในที่สุด