27 ม.ค. 69 – สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เปิดเผยข้อมูล ระบุว่า สำหรับผู้ที่มีค่าจ้างตั้งแต่ 17,500 บาทขึ้นไป จะส่งเงินสมทบสูงสุดที่ 875 บาทต่อเดือน ส่วนผู้ที่มีค่าจ้างไม่ถึงเกณฑ์ดังกล่าวจะจ่ายในอัตรา 5% ของค่าจ้างจริง เช่น หากมีค่าจ้าง 10,000 บาท จะส่งเงินสมทบ 500 บาทต่อเดือน เป็นต้น

เงินสมทบ 875 บาทต่อเดือน ถูกนำไปจัดสรรอย่างเป็นระบบเพื่อดูแลผู้ประกันตน แบ่งเป็น 7 กรณีสำคัญ ดังนี้
1. ดูแล 4 กรณีพื้นฐาน (262.50 บาท)
– กรณีเจ็บป่วย: รักษาฟรีไม่จำกัดวงเงิน
– กรณีคลอดบุตร: ค่าคลอดเหมาจ่าย 15,000 บาท/ไม่จำกัดจำนวนครั้ง, ค่าฝากครรภ์ 1,500 บาท และเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร (สำหรับผู้ประกันตนหญิง) สูงสุด 26,250 บาท
– กรณีทุพพลภาพ: รับเงินทดแทนตลอดชีวิต สูงสุด 8,750 บาท/เดือน
– กรณีเสียชีวิต: ค่าทำศพ 50,000 บาท และเงินสงเคราะห์กรณีตาย (หากจ่ายสมทบ 36 เดือนขึ้นไป)
2. กรณีว่างงาน (87.50 บาท): รับเงินทดแทนกรณีว่างงานสูงสุดประมาณ 10,500 บาทต่อเดือน
3. เงินออมชราภาพและสงเคราะห์บุตร (525 บาท): ถือเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุด
– สงเคราะห์บุตร: รับ 1,000 บาท/เดือนต่อคน (บุตรอายุไม่เกิน 6 ปี)
– ชราภาพ: เป็นเงินออมในรูปแบบบำเหน็จหรือบำนาญ ซึ่งนายจ้างจะสมทบเพิ่มให้อีกเท่าตัว รวมเป็นเงินสมทบสะสมถึง 1,050 บาทต่อเดือน
ในกรณีที่ผู้ประกันตนที่ไม่เคยใช้สิทธิใดๆ เลย ก็ขอให้อุ่นใจได้ว่ายังมี เงินออมกรณีชราภาพคอยดูแลในยามเกษียณ นอกจากนี้ กรณีผู้ประกันตนเสียชีวิต ทายาทผู้มีสิทธิจะได้รับเงินค่าทำศพ เงินสงเคราะห์กรณีตาย และเงินบำเหน็จชราภาพของผู้ประกันตน เป็นหลักประกันว่า หากเกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดขึ้นก็ยังมีสิทธิประโยชน์จากสำนักงานประกันสังคมให้การดูแลแก่ครอบครัวของผู้ประกันตนต่อไป


































