เริ่มแล้ววันนี้! เพิ่มมาตรการตรวจสอบการจัดตั้งบริษัท อุดช่องโหว่ป้องกันคนไทยเป็น “นอมินี” ให้ต่างชาติ

5
คลิกเพื่ออ่านสรุปประเด็นข่าว
สรุปประเด็นข่าว :
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ออกคำสั่งใหม่เพื่อป้องกันการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ โดยขยายการตรวจสอบให้ครอบคลุมถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นและกรรมการ “ภายหลังการจดทะเบียน” เพื่อปิดช่องโหว่การแอบเปลี่ยนตัวผู้มีอำนาจในภายหลัง
มาตรการคุมเข้มดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป
กรณีมีต่างชาติร่วมลงทุนหรือมีอำนาจลงนาม ผู้ลงทุนชาวไทยจะต้องยื่นเอกสารชี้แจง พร้อมแสดง “สเตตเมนต์ธนาคารย้อนหลัง 3 เดือน” เพื่อพิสูจน์แหล่งที่มาของเงินและความสามารถในการลงทุนที่แท้จริง
รัฐบาลจะเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมที่ดิน และทะเบียนราษฎร เพื่อป้องกันการตั้งบริษัทนอมินีมาถือครองที่ดินโดยมิชอบ
ตั้งแต่ 1 ส.ค. 2569 จะมีการระบุข้อความกำกับในสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น เพื่อให้เข้าใจตรงกันว่าเอกสารนี้เป็นเพียงสิ่งที่นายทะเบียนรับเก็บไว้ ไม่ใช่หนังสือรับรองสถานะผู้ถือหุ้นปัจจุบัน (สถานะจริงต้องดูจากสมุดทะเบียนของบริษัท)
รัฐบาลยืนยันว่ามาตรการนี้มุ่งสร้างความเป็นธรรมและคุ้มครองธุรกิจที่สุจริต ไม่ได้เป็นการจำกัดหรือกีดกันการลงทุนของชาวต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

1 ส.ค. 69 – นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับการป้องกันการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง หรือ “นอมินี” ในการประกอบธุรกิจ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้ออกคำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางที่ 2/2569 ขยายการตรวจสอบจากเดิมที่เน้นเฉพาะขั้นตอนการจัดตั้งบริษัท ให้ครอบคลุมการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นและกรรมการภายหลังการจดทะเบียน เพื่อปิดช่องโหว่การจัดโครงสร้างให้ผ่านการคัดกรองในช่วงเริ่มต้น ก่อนเปลี่ยนผู้ถือหุ้นหรือผู้มีอำนาจลงนามในภายหลัง โดยมาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาตรการใหม่นี้กำหนดให้กรณีที่มีคนต่างด้าวร่วมลงทุนหรือมีอำนาจลงนาม ต้องยื่นหนังสือชี้แจงการลงทุน พร้อมเอกสารแสดงรายการเดินบัญชีธนาคารย้อนหลัง 3 เดือนของผู้ลงทุนชาวไทยที่ชำระเงินลงทุน และของผู้แทนหรือนิติบุคคลผู้รับชำระเงินลงทุน ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อให้สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินลงทุนและความสามารถในการลงทุนที่แท้จริง เพิ่มความโปร่งใสในการจดทะเบียนธุรกิจ และป้องกันการใช้บุคคลอื่นถือหุ้นแทนโดยมิชอบ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า จุดสำคัญของมาตรการครั้งนี้ คือการขยายการตรวจสอบให้ครอบคลุมตลอดวงจรของนิติบุคคล ไม่ใช่เฉพาะวันจัดตั้งบริษัท แต่รวมถึงกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น กรรมการ หรือผู้มีอำนาจลงนาม ซึ่งเป็นช่องทางที่อาจถูกใช้หลีกเลี่ยงมาตรการเดิม โดยรัฐบาลมุ่งสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันทางธุรกิจ และคุ้มครองผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างสุจริต ไม่ใช่การจำกัดการลงทุนของชาวต่างชาติที่ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมที่ดิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบ ป้องกันการใช้บริษัทเป็นช่องทางถือครองที่ดินโดยมิชอบ รวมทั้งตรวจสอบตัวตนของผู้ถือหุ้นผ่านฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร และตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะเพิ่มข้อความกำกับในสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น เพื่อให้ประชาชนเข้าใจตรงกันว่า เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงเอกสารที่นายทะเบียนรับเก็บไว้ ไม่ใช่หนังสือรับรองสถานะผู้ถือหุ้นปัจจุบัน ซึ่งต้องพิจารณาจากสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นที่บริษัทเก็บรักษาตามกฎหมาย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลที่ยังดำเนินกิจการอยู่กว่า 1 ล้านราย และมีบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติในสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 49.99 จำนวน 119,116 ราย ซึ่งเป็นข้อมูลสำหรับใช้ในการประเมินความเสี่ยงและคัดกรองเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าบริษัททั้งหมดเป็นนอมินีหรือกระทำผิดกฎหมาย โดยการดำเนินการจะพิจารณาตามพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี

“รัฐบาลยืนยันการส่งเสริมบรรยากาศการลงทุนที่โปร่งใส เป็นธรรม และแข่งขันได้ โดยพร้อมอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนไทยและต่างชาติที่ประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ควบคู่กับการป้องกันการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางและการกระทำที่เอาเปรียบระบบเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจและประชาชนในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว