ดีเดย์ ก.ย. 69 ค่าไฟโครงสร้างใหม่ “ใช้น้อย จ่ายถูกลง” 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท/หน่วย

4
สรุปประเด็นข่าว :
ปรับโครงสร้างค่าไฟใหม่เริ่มรอบบิลเดือนกันยายน 2569 เน้นช่วยผู้ใช้ไฟน้อยให้จ่ายถูกลง
คิดอัตราก้าวหน้าสำหรับบ้านอยู่อาศัย 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3.00 บาท/หน่วย, หน่วยที่ 201-400 อัตรา 4.1584 บาท/หน่วย, และหน่วยที่ 401 ขึ้นไปอัตรา 4.3583 บาท/หน่วย
อัตราค่าไฟเฉลี่ยลดลง 9 สตางค์ต่อหน่วย เหลือ 3.86 บาท และแยกค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลลดลงอีก 0.0634 บาทต่อหน่วย
ขยายสิทธิ์ให้ผู้ที่อยู่อาศัยจริงแม้ไม่มีทะเบียนบ้านถาวร หากใช้ไฟต่อเนื่องและมีประวัติชำระเงินไม่ต่ำกว่า 6 เดือน
คาดว่าประชาชนกว่า 21 ล้านครัวเรือนได้รับประโยชน์ และประหยัดค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 18,000 ล้านบาท

31 ส.ค. 69 – นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตั้งแต่รอบบิลเดือนกันยายน 2569 เป็นต้นไป ประชาชนจะเริ่มได้รับประโยชน์จากโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ ตามนโยบายรัฐบาลที่มุ่งลดภาระค่าครองชีพด้วยการแก้ปัญหาที่ต้นทุนและโครงสร้างค่าไฟฟ้าอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะผู้ใช้ไฟน้อยที่จะจ่ายในอัตราที่ถูกลง

สำหรับบ้านอยู่อาศัย ค่าไฟจะคิดในอัตราก้าวหน้า (Progressive Rate) โดย 200 หน่วยแรก อัตราไม่เกิน 3.00 บาทต่อหน่วย หน่วยที่ 201–400 อัตรา 4.1584 บาทต่อหน่วย และตั้งแต่หน่วยที่ 401 ขึ้นไป อัตรา 4.3583 บาทต่อหน่วย เพื่อให้การคิดค่าไฟสะท้อนระดับการใช้จริงและช่วยครัวเรือนที่ใช้ไฟไม่มากเป็นลำดับแรก

พร้อมกันนี้ อัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยทุกประเภท รวมค่า Ft จะลดจาก 3.95 บาท เหลือ 3.86 บาทต่อหน่วย หรือลดลง 9 สตางค์ต่อหน่วย และจะ แยกภาระค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลค่าไฟของประชาชน ช่วยลดภาระลงอีก 0.0634 บาทต่อหน่วย โดยคาดว่าประชาชนกว่า 21 ล้านครัวเรือนจะได้รับประโยชน์ คิดเป็นมูลค่าการประหยัดค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 18,000 ล้านบาท

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อีกการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือการขยายสิทธิให้ครอบคลุมประชาชนที่อยู่อาศัยจริง แม้ยังไม่มีทะเบียนบ้านถาวร หากมีการใช้ไฟเพื่อการอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องและมีประวัติชำระค่าไฟไม่น้อยกว่า 6 เดือน ก็สามารถได้รับสิทธิอัตราค่าไฟใหม่ได้เช่นกัน

“หลักคิดชัดเจนคือ คนที่ใช้ไฟน้อยควรจ่ายน้อยลง และผู้ที่อยู่อาศัยจริงต้องเข้าถึงสิทธิได้ รัฐบาลต้องการให้การลดค่าไฟครั้งนี้เกิดผลกับบิลของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกับทำให้โครงสร้างค่าไฟมีความเป็นธรรมและยั่งยืนในระยะยาว” นางสาวรัชดา กล่าว