เดินหน้าปรับโครงสร้างระบบราชการครั้งใหญ่ เร่งศึกษาโครงการ “เกษียณอายุราชการก่อนกำหนด” ตั้งเป้ามีผลในปี 70 ลดรายจ่ายภาครัฐ

7
คลิกเพื่ออ่านสรุปประเด็นข่าว
สรุปประเด็นข่าว :
การปรับโครงสร้างและลดรายจ่ายภาครัฐ: รัฐบาลเตรียมจัดทำโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด (Early Retirement) แบบสมัครใจ โดยตั้งเป้าให้มีผลภายในปีงบประมาณ 2570 เพื่อลดภาระงบประมาณรายจ่ายประจำของประเทศ
การนำเทคโนโลยีมาทดแทน: มีแผนลดอัตรากำลังในตำแหน่งงานที่เทคโนโลยีและ AI สามารถทำแทนได้ เช่น งานพิมพ์และงานธุรการ โดยจะดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป
กลุ่มเป้าหมายนำร่องโครงการ: โครงการนี้จะเริ่มนำร่องกับข้าราชการพลเรือนเป็นกลุ่มแรก ก่อนจะขยายผลไปยัง อปท. ทหาร และตำรวจ โดยมีสำนักงาน ก.พ. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ศึกษาหลักเกณฑ์
การปรับเกณฑ์เออร์ลีรีไทร์: แนวทางใหม่อาจพิจารณาถึงความเหมาะสมด้านศักยภาพในการปรับตัวและการรีสกิล (Reskill) โดยจะเน้นการใช้แรงจูงใจและไม่มีการบังคับ
การเปลี่ยนระบบสวัสดิการรักษาพยาบาล: เตรียมเปลี่ยนสวัสดิการรักษาพยาบาลเป็นระบบ “ประกันสุขภาพ” เพื่อให้ควบคุมงบได้ชัดเจนขึ้น โดยจะเริ่มบังคับใช้กับข้าราชการบรรจุใหม่ ส่วนข้าราชการเดิมให้เลือกได้ตามความสมัครใจ

7 ก.ค. 69 – รัฐบาลเตรียมเดินหน้าปรับโครงสร้างระบบราชการครั้งใหญ่ โดยเร่งศึกษาโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด (Early Retirement) ให้มีผลภายในปีงบประมาณ 2570 เพื่อลดภาระรายจ่ายประจำของภาครัฐ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาทดแทนงานบางตำแหน่ง พร้อมศึกษาปรับระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการเป็นระบบประกันสุขภาพ

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แนวคิดดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการลดภาระงบประมาณรายจ่ายประจำ ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้รัฐมีงบลงทุนและงบช่วยเหลือประชาชนลดลง โดยจะใช้ระบบสมัครใจ (Early Retirement) ควบคู่กับการปรับลดอัตรากำลังในตำแหน่งที่เทคโนโลยีสามารถทดแทนได้ เช่น งานพิมพ์และงานธุรการ พร้อมย้ำว่าจะดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป

สำหรับโครงการเออร์ลีรีไทร์ จะเริ่มกับข้าราชการพลเรือนก่อน หากได้ผลจึงขยายไปยังหน่วยงานอื่น เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์การมหาชน รวมถึงทหารและตำรวจ โดยสำนักงาน ก.พ. จะเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับกรมบัญชีกลาง กบข. และ คปภ. ศึกษารายละเอียด ทั้งหลักเกณฑ์และงบประมาณที่ต้องใช้

นายปกรณ์ ระบุว่า หลักเกณฑ์เดิมกำหนดให้ผู้สมัครต้องมีอายุราชการเหลือไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือมีอายุ 55 ปีขึ้นไป แต่แนวทางใหม่อาจพิจารณาความเหมาะสมด้านศักยภาพในการปรับตัวและการรีสกิล โดยจะไม่ใช้การบังคับ แต่ใช้แรงจูงใจเป็นหลัก

นอกจากนี้ รัฐบาลยังอยู่ระหว่างศึกษาการปรับระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการจากระบบเดิมไปสู่ “ประกันสุขภาพ” เพื่อให้สามารถควบคุมงบประมาณได้ชัดเจนในแต่ละปี พร้อมส่งเสริมธุรกิจประกันภัยและอุตสาหกรรมการแพทย์ของประเทศ โดยเบื้องต้นจะเริ่มใช้กับข้าราชการบรรจุใหม่ ส่วนข้าราชการเดิมจะเปิดโอกาสให้เลือกใช้ระบบตามความสมัครใจ ขณะที่สิทธิรักษาพยาบาลของบุคคลในครอบครัวยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดต่อไป

ข้อมูล : กรมประชาสัมพันธ์