7 พ.ค. 69 – นายแพทย์อัครฐาน จิตนุยานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคลมแดด (Heatstroke) เป็นภาวะฉุกเฉินที่เกิดจากอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นมาก จนร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนออกได้ทัน พบได้มากขึ้นในช่วงฤดูร้อนที่มีสภาพอากาศร้อนจัด โดยผู้สูงอายุจะมีความเสี่ยงมากขึ้น เนื่องจากร่างกายของผู้สูงอายุมีความสามารถในการปรับอุณหภูมิได้ลดลง ประกอบกับมักมีโรคประจำตัว หรือบางรายไม่สามารถดูแลตนเองได้
ปกติร่างกายมีการเผาผลาญอาหารและสร้างความร้อนจากภายในตัวตลอดเวลา จึงจำเป็นต้องมีการระบายความร้อนออกจากร่างกาย เช่น ทางลมหายใจ ทางปัสสาวะ ทางผิวหนังร่วมกับต่อมเหงื่อ เมื่ออยู่บริเวณที่มีอากาศร้อนจัดร่างกายจะระบายความร้อนได้ยาก ทำให้เสียเหงื่อมากขึ้นและร่างกายขาดน้ำมากขึ้น หากไม่ได้รับน้ำทดแทนที่เพียงพอจะเกิดภาวะขาดน้ำรุนแรง อาจเกิดอาการช็อค เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีสัดส่วนน้ำในร่างกายน้อยเมื่อเทียบกับคนวัยทำงาน
เกณฑ์การวินิจฉัยอาการป่วยจากโรคลมแดด (Heatstroke)
1.ร่างกายมีอุณหภูมิสูง ตั้งแต่ 40.5 องศาเซลเซียสขึ้นไปแต่ไม่มีเหงื่อ หรือบางรายเหงื่อออกมาแต่ตัวเย็นร่วมกับมีอาการผิดปกติอื่น
2.มีอาการผิดปกติทางสมอง เช่น ภาวะสับสน เพ้อ เวียนศีรษะ ตอบสนองช้า หรือ ชัก
3.อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีอากาศร้อน หรือ ออกกำลังกายหนัก
4. กระหายน้ำมาก
แพทย์หญิงบุษกร โลหารชุน ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า วิธีการป้องกันโรคลมแดดในผู้สูงอายุ ดังนี้
1.การหลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่จะทำให้ร่างกายมีความร้อนสูง
2. ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายความร้อนได้ดี
3. อยู่ในสถานที่ที่มีพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศ
4. อาบน้ำเย็นบ่อยๆ
5.ดื่มน้ำ (น้ำเปล่า น้ำผัก ผลไม้หรือน้ำเกลือแร่กรณีสูญเสียเหงื่อมาก) ให้เพียงพอ
6. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีน
7. ลดการออกกำลังกายหรือทำงานกลางแจ้งเป็นเวลานาน ญาติหรือผู้ดูแล ควรติดตามอาการของผู้สูงอายุอย่างสม่ำเสมอ
สำหรับการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ต้องทำให้อุณหภูมิร่างกายลดลงอย่างรวดเร็วที่สุด โดยเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเข้าที่ร่ม จัดท่าให้ผู้ป่วยนอนหงาย ถอดเสื้อผ้าผู้ป่วยออก แล้วใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็ง ประคบตามข้อพับ รักแร้ ขาหนีบ ใช้พัดลมพัดเพื่อระบายความร้อน และรีบนำตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลโดยทันที

































