เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 69 เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว เครือข่ายชุมชนลดปัจจัยเสี่ยง ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ปี 2569 สงกรานต์ เมา ซิ่ง ตุย “Drink Drive Die อย่าให้เป็นสงกรานต์สุดท้ายของคุณ” พร้อมจัดแสดงละครสั้นสะท้อนปัญหาสงกรานต์เมา อุบัติเหตุ และทะเลาะวิวาท โดยเครือข่ายละครเฉพาะกิจเธียร์เตอร์

รศ.ดร.ภก.วิทยา กุลสมบูรณ์ กรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 สสส. กล่าวว่า “สงกรานต์” เป็นประเพณีที่สำคัญของไทย ประชาชนส่วนใหญ่เดินทางกลับภูมิลำเนา ได้หยุดพักผ่อนจากการทำงาน ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้า จึงมักมีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก่อให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยง ทั้งการใช้ความรุนแรง การทะเลาะวิวาท การคุกคามทางเพศ อาชญากรรม โดยเฉพาะอุบัติเหตุทางถนน ทำให้ประชาชนบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก สสส. รณรงค์และผลักดันนโยบายควบคุมและลดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่งเสริมการจัดงานปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควบคู่ไปกับการจัดพื้นที่เล่นน้ำปลอดเหล้ากว่า 100 พื้นที่ มีถนนตระกูลข้าว (ปลอดเหล้า) 60 แห่ง ข้อมูลการสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทย ปี 2564 สูงถึง 165,450.5 ล้านบาท หรือ 1.02% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) ซึ่ง 96.3% เป็นการสูญเสียทางอ้อมจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และการขาดงานหรือสูญเสียผลิตภาพจากการทำงาน
“ข้อมูลจากศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2568 มีอุบัติเหตุ ผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิต ลดลงจากปี 2567 มากกว่า 40% แม้การเกิดอุบัติเหตุจะลดลง แต่การเฝ้าระวังและการบังคับใช้กฎหมายยังมีความจำเป็น ทั้งเรื่องใบอนุญาตขาย วิธีการขาย จำกัดสถานที่ขาย-ดื่ม ห้ามส่งเสริมการขาย รวมถึงการควบคุมการโฆษณา แม้พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ จะผ่อนปรนในบางประเด็น แต่ก็เข้มงวดขึ้นในหลายเรื่อง เช่น ผู้ประกอบการ ร้านค้า มีโทษหนักกรณีที่ขายให้เด็กและคนเมา ทั้งนี้สงกรานต์ในปีนี้ ขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันทำตามกฎหมาย สนุกอย่างมีขอบเขต เคารพให้เกียรติกัน ให้เป็นช่วงเวลาแห่งความสุข สนุกสนาน และไม่อยากให้เป็นสงกรานต์สุดท้ายของใคร ขอเชิญชวนทุกคนมาร่วมสร้างค่านิยมที่ดีของสังคมเพื่อสืบสานประเพณีสงกรานต์ดีงามให้คงอยู่ต่อไป” รศ.ดร.วิทยา กล่าว

ด้านนายธีรภัทร์ คหะวงศ์ ผู้ประสานงานภาคีป้องกันและลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และอดีตกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 กล่าวว่า ผู้ประกอบการต้องศึกษากฎหมายให้เข้าใจอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะ
1.การขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยไม่มีใบอนุญาต มีโทษปรับ 5,000 บาท
2.การขายให้คนเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี และคนเมา มีโทษจำคุก ไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
3.หากผู้ดื่มไปก่อเหตุเกี่ยวเนื่องสร้างความเสียหายต่อร่างกายและทรัพย์สินของผู้อื่น ผู้ขายต้องร่วมรับผิดทางแพ่งด้วย ทั้งนี้ ผู้ขายสามารถขอตรวจบัตรประชาชนและตรวจสอบอาการมึนเมาของผู้ซื้อได้ ซึ่งจะเป็นเหตุบรรเทาโทษทางแพ่งให้แก่ผู้ขายตามกฎหมายใหม่
4.การห้ามเร่ขาย ห้ามขายนอกเวลาที่กำหนดคือ 11.00 น. – 24.00 น. และห้ามส่งเสริมการขายลด แลก แจก แถมทุกรูปแบบ ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ทั้งนี้ สงกรานต์ปีนี้ มีสัญญาณที่ดีจากหลายหน่วยงานที่จะตรวจเข้ม เช่น กรมสรรพสามิต เตรียมตรวจสอบใบอนุญาตขาย และการกระทำความผิดอื่นๆ ในพื้นที่เล่นน้ำ กองบังชาการตำรวจนครบาล เตรียมประชาสัมพันธ์และบังคับใช้กฎหมายเข้มข้นในทุกพื้นที่เล่นน้ำ

ผศ.นพ.วีระวัฒน์ เธียรประธาน อาจารย์แพทย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ปกติห้องฉุกเฉินจะมีผู้ป่วยจำนวนมากอยู่ที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน ในช่วงเทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ จะเคสอุบัติเหตุ ทะเลาะวิวาท โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้กับถนนสายหลักที่มีการเดินทางจำนวนมาก ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ขับรถโดยประมาท ไม่สวมหมวกนิรภัย ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย เคสที่มีอาการเมาจะทำให้การรักษายากขึ้น เพราะสื่อสารกับคนไข้ได้ยาก หรือเมาอาละวาด เจ้าหน้าที่ต้องทำให้สงบเพื่อป้องกันไม่ให้ตกเตียงจนเกิดการบาดเจ็บเพิ่ม หรือป้องกันผลกระทบกับผู้ป่วยรายอื่น ทั้งนี้ การเดินทางในช่วงสงกรานต์ประชาชนต้องคาดเข็มขัดนิรภัย หรือสวมมวกนิรภัยทุกครั้ง เช็คสภาพยานพาหนะให้พร้อมใช้งาน และไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขณะขับรถ เพื่อป้องกันตัวเอง และเพื่อนร่วมทางคนอื่นๆ ด้วย ทั้งนี้ ขอเป็นกำลังใจให้กับบุคลากรการแพทย์ที่ปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเทศกาล ซึ่งจะมีต้องมีภาระงานหนักขึ้นด้วย

นายอมรินทร์ บำรุงวุฒิ เจ้าหน้าที่กู้ภัย สมาคมกู้ภัยโคกสำโรงสงเคราะห์ กล่าวว่า การปฏิบัติงานช่วงสงกรานต์ จะประชุมกับหน่วยงานในพื้นที่ ทั้ง อำเภอ อบต. เพื่อหาแนวทางจัดการให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งปีนี้ต้องเตรียมแผนการใช้พลังงานที่เหมาะสมในพื้นที่ สอดรับกับวิกฤตน้ำมัน ซึ่งปกติในช่วงเทศกาลจะมีอุบัติเหตุ ทะเลาะวิวาท สาเหตุส่วนใหญ่มาจากแอลกอฮอล์เป็นตัวกระตุ้น การเข้าช่วยเหลือยากขึ้นต้องใช้เวลานาน และยังไปอาละวาดที่โรงพยาบาลอีก ขอฝากถึงคนไทยให้ใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท พบปะสังสรรค์ กินเลี้ยงเฉพาะในบ้านดีกว่า หากมีการดื่มแอลกอฮอล์อย่าขับรถ เลี่ยงปัจจัยเสี่ยงให้มากที่สุด หากเกิดอุบัติเหตุผล คนในครอบครัวจะได้รับผลกระทบตามไปด้วยทั้งในด้านเศรษฐกิจ และความรู้สึก

นายประกฤษณ์ รัตนภา ผู้สูญเสียคนในครอบครัวจากอบุบัติเหตุคนเมาแล้วขับ จ.ชุมพร กล่าวว่า ตนสูญเสียภรรยาและลูก 2 คน ไปเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2567 ภรรยาขับจักรยานยนต์รับลูกกลับจากเรียนพิเศษ ถูกคนเมาขับรถยนต์บีเอ็มดับบลิวด้วยความเร็ว 207 กม./ชม. ชน ผู้ก่อเหตุไม่ลงมาดู ไม่ให้การช่วยเหลือ มัวแต่ค้นหาแมวในรถ พอเจอก็หลบหนี คนที่มาเจอเหตุการณ์ช่วยโทรแจ้งเหตุ หากผู้ก่อเหตุรีบลงมาดูแลโทรแจ้งกู้ชีพ อาจมีผู้รอดชีวิต หลังเกิดเหตุตำรวจเรียกไปไกล่เกลี่ย คนชนปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่ยอมรับในภายหลังเพราะมีหลักฐานการเมา และพบมีการใช้สารเสพติดด้วย
“ไม่อยากให้คนที่เดินทางช่วงสงกรานต์ เที่ยวกลางค่ำกลางคืน ไม่อยากให้ดื่ม ไม่อยากให้ใช้สารเสพติดที่ทำให้มึนเมา เพราะทำให้ไม่มีสติ ทำให้เกิดอุบัติเหตุ คนอื่นก็เดือดร้อนด้วย ผมสูญเสียมาก่อน ถ้าเขาไม่เมาวันนั้นก็ไม่เกิดเรื่องขึ้น ตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงตอนนี้ ความรู้สึกมันจุกอก มันทรมานมาก เพราะที่ผ่านมาครอบครัวเราอยู่กันอย่างมีความสุข ตอนเย็นหรือวันหยุดเราไปเที่ยว หรือทำอาหารกินกันในครอบครัวมีความสุขมาก แต่หลังจากนั้นมาผมไม่เคยมีความสุขเลย ไม่อยากให้ปีนี้เป็นสงกรานต์สุดท้ายของใครเลย” นายประกฤษณ์ กล่าว


































