“อบจ.ลำพูน” เปิดตัวโครงการรถรับ-ส่งนักเรียน หวังช่วยแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง

4

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก อบจ.ลำพูน เปิดตัวโครงการรถรับส่งนักเรียน ระบุว่า การศึกษาไม่ควรแพง บทเรียนจากโครงการรถรับส่งนักเรียนที่ใช้ข้อมูลนำทาง ลองนึกภาพครอบครัวหนึ่งในลำพูน พ่อแม่ทำงานภาคเกษตร รายได้ทั้งปีไม่ได้สูงมาก แต่ทุกเช้า…ต้องคิดเรื่องเดิมซ้ำ ๆ ว่า “วันนี้ลูกจะไปโรงเรียนยังไง” และคำถามนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการเดินทาง แต่มันคือ “ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายทุกวัน”

นักเรียนจำนวนไม่น้อยมาจากครัวเรือนแรงงานภาคเกษตรที่มีรายได้ไม่ถึง 36,000 บาทต่อปี แต่กลับต้องแบกรับค่าเดินทางไปโรงเรียนเฉลี่ยราว 20% ของรายได้ ค่าใช้จ่ายแบบนี้เป็น “รายจ่ายแฝง” ที่มักไม่ค่อยถูกพูดถึง แต่กระทบชีวิตจริงมากที่สุด เพราะมันไม่ใช่การจ่ายครั้งเดียวแล้วจบ มันสะสมทุกวัน ทุกเดือน และกัดกินคุณภาพชีวิตของทั้งครอบครัว

ในบางกรณี ภาระเหล่านี้อาจทำให้เด็กต้องเผชิญความเสี่ยงที่จะ หลุดออกนอกระบบการศึกษา อย่างน่าเสียดาย อบจ.ลำพูนจึงตั้งต้นจากคำถามที่เรียบง่ายแต่สำคัญว่า “ถ้าเราจะช่วยให้เด็กได้เรียน เราจะลดต้นทุนชีวิตของครอบครัวตรงไหนได้บ้าง” คำตอบหนึ่งคือ “การเดินทาง” แต่แทนที่จะทำแบบกว้าง ๆ หรือใช้ความคุ้นชินเป็นหลัก โครงการรถรับส่งนักเรียนของ อบจ.ลำพูน เริ่มจากการใช้ ข้อมูลรายบุคคลของนักเรียน มาวิเคราะห์ เพื่อจัดเส้นทางเดินรถที่ มีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด

ข้อมูลช่วยให้เราเห็นภาพจริงว่า เด็กอยู่ที่ไหน กระจายตัวอย่างไร เส้นทางไหนควรเป็นเส้นหลัก จุดไหนควรเป็นจุดรับ-ส่ง และทำอย่างไรจึงจะใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์

ผลที่ได้ไม่ใช่แค่ “รถวิ่งเป็นเส้นทาง” แต่คือการเพิ่มโอกาสให้ “เด็กเข้าถึงบริการได้จริง” มากขึ้น และสิ่งที่สำคัญไม่แพ้การประหยัดค่าใช้จ่าย คือ ความปลอดภัย

ระบบรถรับส่งที่ครอบคลุมช่วยลดความเสี่ยงจากการที่นักเรียนต้องเดินทางด้วยตนเอง ลดภาระของผู้ปกครองที่ต้องกังวลทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายและความปลอดภัยในทุกวันเรียน

อบจ.ลำพูนเชื่อว่า นโยบายสาธารณะที่ดีควรตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของประชาชนและ “การใช้ข้อมูลจริงเพื่อการตัดสินใจ” คือเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ความเสมอภาคทางการศึกษาเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะสุดท้ายแล้ว การศึกษาไม่ควรเป็นเรื่องของคนที่ “จ่ายไหว” เท่านั้น แต่ควรเป็นโอกาสที่เด็กทุกคนในลำพูน “เข้าถึงได้” โดยไม่ต้องให้ครอบครัวต้องเลือกระหว่างการศึกษาที่ดีของลูก กับภาระที่หนักเกินกำลัง