8 เดือน ปี 69 ต่างชาติลงทุนในไทยแตะ 2.5 แสนล้านบาท “สิงคโปร์” มากสุดอันดับ 1

8
สรุปประเด็นข่าว :
ช่วง 8 เดือนแรกปี 2569 มีคนต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย 835 ราย เงินลงทุนรวม 249,261 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 11%
นักลงทุนต่างชาติ 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน (158 ราย), สหรัฐฯ (131 ราย), สิงคโปร์ (112 ราย), ญี่ปุ่น (112 ราย) และฮ่องกง (84 ราย)
สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีมูลค่าการลงทุนรวมสูงสุดที่ 73,368 ล้านบาท ตามด้วยญี่ปุ่น 53,780 ล้านบาท และจีน 43,803 ล้านบาท
การจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตมีจำนวน 5,863 คน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 20%
การลงทุนส่วนใหญ่เป็นการลงทุนตามกฎหมาย BOI จำนวน 418 ราย (50% ของทั้งหมด) มูลค่าลงทุน 180,731 ล้านบาท เน้นกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ในพื้นที่ EEC มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุน 260 ราย มูลค่าลงทุน 96,857 ล้านบาท โดยจีนลงทุนในพื้นที่นี้สูงสุด 34,846 ล้านบาท
เฉพาะเดือนสิงหาคม 2569 มีต่างชาติได้รับอนุญาต 99 ราย เงินลงทุน 30,053 ล้านบาท และมีการจ้างงานคนไทยเพิ่มอีก 634 คน

14 ก.ย. 69 – นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า การลงทุนของคนต่างด้าวในช่วง 8 เดือน ปี 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 835 ราย โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 199 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 636 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 249,261 ล้านบาท โดยมีจำนวนนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่

image

1. จีน 158 ราย คิดเป็น 19% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 43,803 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ
– ธุรกิจแปรรูปไม้เพื่อทำเครื่องเรือนและเครื่องใช้สอย
– ธุรกิจบริการติดตั้งระบบเตาเผาขยะมูลฝอย
– ธุรกิจบริการเป็นศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย
– ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์, Compressor สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า, แม่พิมพ์ และชิ้นส่วนแม่พิมพ์ เป็นต้น

2. สหรัฐอเมริกา 131 ราย คิดเป็น 16% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 6,481 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ
– ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม
– ธุรกิจโฆษณา
– ธุรกิจแปรรูปไม้เพื่อทำเครื่องเรือนและเครื่องใช้สอย
– ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น Circuit Breaker, ระบบควบคุมการปฏิบัติงานด้วยสมองกลเอง เม็ดพลาสติก เป็นต้น

3. สิงคโปร์ 112 ราย คิดเป็น 13% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 73,368 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ
– ธุรกิจผลิตไม้วีเนียร์ (Wood Veneer)
– ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การให้บริการเทคนิค การโอนย้ายข้อมูล และการติดตั้งระบบบริหารจัดการผู้ใช้งานแบบรวมศูนย์ เป็นต้น
– ธุรกิจบริการวิเคราะห์และรายงานผลอัตราการเต้นของหัวใจที่ได้จากเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าของหัวใจแบบไร้สาย
– ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น บรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดปลอดเชื้อ ชิ้นส่วนโลหะหล่อขึ้นรูป เครื่องจักรอัตโนมัติ เป็นต้น

4. ญี่ปุ่น 112 ราย คิดเป็น 13% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 53,780 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ
– ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม โดยให้คำปรึกษา แนะนำ และออกแบบเพื่อการปรับปรุงกระบวนการผลิต
– ธุรกิจบริการวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานพาหนะ
– ธุรกิจบริการพัฒนา/ปรับปรุงซอฟต์แวร์
– ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนพลาสติก ผลิตภัณฑ์จากผงโลหะอัด ชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ที่ใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น

5. ฮ่องกง 84 ราย คิดเป็น 10% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 16,682 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ
– ธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียมภายในบริเวณพื้นที่แปลงสำรวจที่ได้รับสัมปทานในอ่าวไทย
– ธุรกิจบริการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้า สำหรับยานพาหนะไฟฟ้า
– ธุรกิจบริการพัฒนา/ปรับปรุงซอฟต์แวร์
– ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์กลุ่มภาพและเสียง, Multilayer Printed Circuit Board, เครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรม เป็นต้น

เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2568 พบว่า การอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย เพิ่มขึ้น 148 ราย (22%) (เดือน ม.ค.-ส.ค. 2569 อนุญาต 835 ราย / เดือน ม.ค.-ส.ค. 2568 อนุญาต 687 ราย) และมีมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้น 23,725 ล้านบาท (11%) (เดือน ม.ค.-ส.ค. 2569 ลงทุน 249,261 ล้านบาท / เดือน ม.ค.-ส.ค. 2568 ลงทุน 225,536 ล้านบาท) รวมถึงมีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวรวม 5,863 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 968 คน (20%) (เดือน ม.ค.-ส.ค. 2569 จ้างงาน 5,863 คน / เดือน ม.ค.-ส.ค. 2568 จ้างงาน 4,895 คน)

นอกจากนี้ ยังพบว่า การลงทุนของต่างชาติที่เข้ามาส่วนใหญ่มาจากการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 418 ราย คิดเป็น 50% ของจำนวนการอนุญาตทั้งหมด 835 ราย มูลค่าลงทุน 180,731 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมอนาคต (Future Industries) เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล AI ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเกษตรอาหาร โดยประเภทธุรกิจที่ได้รับอนุญาตผ่านช่องทาง BOI สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่

1. ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น Aircraft Engine Case, เครื่องจักรอัตโนมัติ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เป็นต้น ซึ่งสนับสนุนการพัฒนาการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

2. ธุรกิจบริการที่มีมูลค่าสูง อาทิ กิจการสนับสนุนการค้าและการลงทุน (Trade and Investment Support Office: TISO) กิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center: IBC) และกิจการศูนย์จัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบระหว่างประเทศ (International Procurement Office: IPO) ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีส่วนสำคัญในการยกระดับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนในระดับภูมิภาค

3. ธุรกิจบริการด้านคอมพิวเตอร์ เช่นบริการพัฒนาซอฟต์แวร์ / แพลตฟอร์ม, บริการ Cloud Service เป็นต้น ซึ่งตรงกับเป้าหมายเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และ AI Services

อธิบดีพูนพงษ์ฯ เพิ่มเติมว่า สำหรับการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ ในช่วง 8 เดือน
ปี 2569 (เดือนมกราคม – สิงหาคม) มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC 260 ราย คิดเป็น 31%
ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 63 ราย (32%) (เดือน ม.ค.-ส.ค. 2569 ลงทุน 260 ราย /
เดือน ม.ค.-ส.ค. 2568 ลงทุน 197 ราย) โดยมีมูลค่าการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC 96,857 ล้านบาท คิดเป็น 39% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจาก *จีน 98 ราย ลงทุน 34,846 ล้านบาท *ญี่ปุ่น 38 ราย ลงทุน 25,759 ล้านบาท *ฮ่องกง 33 ราย ลงทุน 7,063 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 91 ราย ลงทุน 29,189 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ

– ธุรกิจบริการติดตั้ง ซ่อมแซม บำรุงรักษาสินค้าประเภทโมดูลเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซล
– ธุรกิจบริการพัฒนา/ปรับปรุงซอฟต์แวร์
– ธุรกิจบริการเป็นศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย
– ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์, Compressor สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า, Multilayer Printed Circuit Board เป็นต้น

ทั้งนี้ เฉพาะเดือนสิงหาคม 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจในประเทศไทย 99 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 22 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 77 ราย เงินลงทุนทั้งสิ้น 30,053 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติจาก จีน ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ตามลำดับ มีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 634 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านโดยตรงจากประเทศผู้เข้ามาลงทุนให้แก่คนไทย เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับการบริหารงานก่อสร้างเตาเผาขยะ องค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีเครื่องมือบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบไร้สาย และองค์ความรู้เกี่ยวกับการออกแบบระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อการทำงานอัตโนมัติ เป็นต้น

ธุรกิจที่คนต่างด้าวได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในเดือนสิงหาคม 2569 ได้แก่
– ธุรกิจบริการติดตั้งระบบเตาเผาขยะมูลฝอย
– ธุรกิจบริการพัฒนา/ปรับปรุงซอฟต์แวร์
– ธุรกิจบริการวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานพาหนะ
– ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์, Compressor สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า, เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ High Performance Lubricating Synthetic Esters เป็นต้น