อนามัยโพลชี้ ค่าครองชีพสูงกระทบการเลือกซื้ออาหาร 63.76% “อาหารแพง” ทำคนไทยกินอาหารมีประโยชน์ยากขึ้น

6
สรุปประเด็นข่าว :
ผลสำรวจอนามัยโพลชี้ว่าราคาน้ำมัน ค่าขนส่งที่สูงขึ้น และเงินเฟ้อ เป็นสถานการณ์ที่กระทบต่อการกินหรือการซื้ออาหารมากที่สุด
อาหารราคาแพงและรายได้ที่ลดลง คือสาเหตุหลักที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงอาหารที่มีประโยชน์ได้ยากขึ้น
กลุ่มอาหารที่หาซื้อยากหรือซื้อได้น้อยลงมากที่สุดคือ เนื้อสัตว์ น้ำมันประกอบอาหาร และไข่ตามลำดับ
พฤติกรรมที่ประชาชนปรับเปลี่ยนมากที่สุดคือการลดบริโภคขนมขบเคี้ยว ขนมหวาน ไอศกรีม และอาหารสำเร็จรูปแปรรูป
ประชาชนปรับตัวด้วยการเลือกซื้ออาหารราคาถูกหรือช่วงลดราคา ทำอาหารกินเอง และปลูกผักสวนครัว
กรมอนามัยแนะแนวทาง “กินดีในงบจำกัด” โดยให้วางแผนซื้อ เลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นตามฤดูกาล และกินอาหารให้ครบ 5 หมู่เพื่อสุขภาพ

10 ก.ย. 69 – แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น อาจส่งผลต่อพฤติกรรมการเลือกซื้อและบริโภคอาหารของประชาชน โดยเฉพาะเมื่อราคาวัตถุดิบ ค่าเดินทาง และต้นทุนการขนส่งปรับตัวสูงขึ้น ประชาชนอาจต้องปรับลดค่าใช้จ่ายด้านอาหาร เลือกซื้ออาหารที่มีราคาถูกลง หรือลดการบริโภคอาหารบางกลุ่ม ซึ่งอาจส่งผลต่อความหลากหลายและคุณค่าทางโภชนาการของอาหารที่ได้รับ กรมอนามัยจึงสำรวจความคิดเห็นของประชาชนผ่าน “อนามัยโพล” เรื่อง “ใช้ชีวิตยังไง ในยามยากลำบาก” เพื่อสะท้อนสถานการณ์ด้านการเข้าถึงอาหาร ความสามารถในการเลือกอาหารที่มีประโยชน์ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคในช่วงที่ค่าครองชีพสูงขึ้น ซึ่งจากผลการสำรวจอนามัยระหว่างวันที่ 1 – 31 กรกฎาคม 2569 มีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 941 พบว่า สถานการณ์ที่กระทบต่อการกินหรือการซื้ออาหารมากที่สุด คือ ราคาน้ำมันและค่าขนส่งที่สูงขึ้น คิดเป็นร้อยละ 46.23 รองลงมาคือ เงินเฟ้อและค่าครองชีพ ที่เพิ่มขึ้น ร้อยละ 30.29 ส่วนกลุ่มอาหารที่ผู้ตอบระบุว่าหาซื้อยากหรือซื้อได้น้อยลง ได้แก่ เนื้อสัตว์ ร้อยละ 29.76 น้ำมันประกอบอาหาร ร้อยละ 26.35 และไข่ ร้อยละ 21.15 นอกจากนี้ยังมีอาหารสำเร็จรูปหรืออาหารแปรรูป ผลไม้ นมและผลิตภัณฑ์จากนม ข้าว แป้งหรือเส้นต่าง ๆ และผัก

“สำหรับสาเหตุที่ทำให้กินอาหารที่มีประโยชน์ได้ยากขึ้น พบว่า อันดับแรก คือ อาหารราคาแพง ร้อยละ 63.76 รองลงมาคือ รายได้ลด ร้อยละ 36.66 หาซื้ออาหารได้ยาก ร้อยละ 17.22 เดินทางไปซื้อยาก ร้อยละ 15.83 และทำอาหารไม่เป็น ร้อยละ 10.10 ขณะเดียวกัน ผู้ตอบระบุว่ามีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินบางส่วน โดยลดการบริโภคอาหารบางกลุ่ม ได้แก่ ขนมขบเคี้ยว ขนมหวาน และไอศกรีม ร้อยละ 47.29 รองลงมาคือ อาหารสำเร็จรูปหรืออาหารแปรรูป ร้อยละ 46.12 และเครื่องดื่มรสหวาน ร้อยละ 43.36 สำหรับการปรับตัวเรื่องการกิน พบว่า ส่วนใหญ่เลือกซื้ออาหารที่ราคาถูกลงหรือซื้อช่วงลดราคา ร้อยละ 64.82 รองลงมาคือ ทำอาหารกินเองมากขึ้น ร้อยละ 37.51 ปลูกผักสวนครัวไว้กินเอง ร้อยละ 33.58 ขณะที่ระบุว่าลดจำนวนมื้ออาหารหรือกินน้อยลง ร้อยละ 32.83 ลดการสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน ร้อยละ 25.71 และซื้ออาหารครั้งละมากขึ้นเพื่อเก็บไว้ ร้อยละ 18.49 ตามลำดับ

กรมอนามัยแนะนำประชาชน “กินดีในงบจำกัด” ด้วยการวางแผนเมนูและรายการซื้อ เลือกวัตถุดิบตามฤดูกาลและที่หาได้ในท้องถิ่น เปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ และเลือกแหล่งโปรตีนที่มีราคาเหมาะสม เช่น ไข่ เต้าหู้ ถั่ว และเนื้อสัตว์ พร้อมเพิ่มผักและผลไม้ตามฤดูกาล หากสามารถทำอาหารกินเองได้จะช่วยวางแผนค่าใช้จ่ายและเลือกส่วนประกอบของอาหารได้เหมาะสมมากขึ้น ทั้งนี้ แม้ต้องประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ มีความหลากหลาย และไม่ลดหรืองดอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เพื่อให้ได้รับสารอาหาร ที่เพียงพอต่อสุขภาพ” อธิบดีกรมอนามัย กล่าว