รัฐบาลตั้งเป้าจัดทำระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย. คาดทันใช้ ต.ค. 69

2
สรุปประเด็นข่าว :
ครม. เห็นชอบในหลักการจัดตั้งระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ โดยรัฐบาลจัดซื้อประกันภัยให้ประชาชนคุ้มครอง 30 ล้านครัวเรือน
ครอบคลุมภัยพิบัติ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการรับเงินชดเชย
กรณีอุทกภัยจ่ายส่วนแรก 10,000 บาทต่อหลัง ส่วนวาตภัยและแผ่นดินไหวจ่ายส่วนแรก 5,000 บาทต่อหลัง โดยชดเชยรวมตามจริงสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อหลัง ดำเนินการจ่ายใน 15 วัน
กรณีเสียชีวิตจากภัยพิบัติภายใต้การคุ้มครอง จะจ่ายเงินผลประโยชน์รายละ 2,000,000 บาท
ภาครัฐเป็นผู้รับผิดชอบชำระค่าเบี้ยประกันภัยพิบัติปีละประมาณ 15,500 ล้านบาท ซึ่งคุ้มค่าและน้อยกว่างบเยียวยาเดิม
ปภ. และ คปภ. กำลังเร่งจัดทำระบบและศึกษาแนวทางปรับปรุงกฎหมายไม่ให้ซ้ำซ้อนกับมาตรการเยียวยาเดิม ตั้งเป้าเสร็จในเดือนกันยายน 2569

7 ก.ย. 69 – นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการการจัดให้มี “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” และให้ภาครัฐดำเนินการจัดซื้อประกันภัยให้แก่ประชาชน โดยมีความคุ้มครองที่อยู่อาศัยครอบคลุมระดับครัวเรือน 30 ล้านครัวเรือน ใน 3 ประเภทภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ซึ่งถือเป็นการปรับเปลี่ยนสู่ “การเตรียมระบบรองรับความเสี่ยงล่วงหน้า” ซึ่งประชาชนจะได้รับสิทธิความคุ้มครองและเงินชดเชยอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดภัยพิบัติ ขณะที่ภาครัฐสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและงบประมาณได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า หลักเกณฑ์การจ่ายค่าสินไหมทดแทน เบื้องต้นได้กำหนดไว้ว่า ความคุ้มครองที่อยู่อาศัย กรณีเกิดอุทกภัย ระบบประกันภัยพิบัติจะจ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 10,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ส่วนกรณีเกิดวาตภัยหรือแผ่นดินไหว จะจ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 5,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ทั้งนี้ การจ่ายค่าสินไหม จะดำเนินการภายใน 15 วัน และจ่ายเพิ่มเติมตามมูลค่าความเสียหายจริง โดยมีวงเงินค่าสินไหมทดแทนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน สำหรับความคุ้มครองต่อชีวิต กรณีมีการเสียชีวิตจากภัยที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองระบบประกันภัยพิบัติจะจ่ายเงินผลประโยชน์ รายละ 2,000,000 บาท

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาตินี้ ภาครัฐจะเป็นผู้ชำระเบี้ยประกัน โดยจะมีค่าเบี้ยประกันต่อปีประมาณ 15,500 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นวงเงินที่น้อยกว่าวงเงินการจ่ายเงินเยียวยาที่ภาครัฐจ่ายให้กับผู้ประสบภัยในแต่ละปีที่ผ่านมา ซึ่งยังไม่รวมถึงค่ารักษาพยาบาล ค่าถุงยังชีพ ค่าจัดตั้งศูนย์พักพิง ค่าอาหาร หากไม่เกิดสถานการณ์ขึ้น วงเงินที่รัฐเสียไปถือเป็นการป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้าไม่ให้เกิดความเสียหายมากกว่าเดิม และเป็นการจำกัดความเสี่ยง ภาครัฐจ่ายเงินลดน้อยลง แต่การคุ้มครองจะครอบคลุมและเป็นประโยชน์แก่พี่น้องประชาชนมากขึ้น

“รัฐบาล โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทยจะร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เร่งจัดทำระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติให้แล้วเสร็จโดยเร็ว รวมถึงจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนข้อมูลที่จำเป็น และเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก แก้ไข หรือปรับปรุงระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกับมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัยที่มีอยู่เดิม โดยตั้งเป้าดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2569 เพื่อประชาชนโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ทั้งอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว จะได้รับสิทธิประโยชน์จากภาครัฐในการช่วยเหลือและเยียวยาที่เป็นระบบ รวดเร็ว และทั่วถึง“ นางสาวพลอยทะเล กล่าว