3 ก.ย. 69 – รายงาน “Limiting Overshoot” ฉบับใหม่จากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ชี้ให้เห็นสถานการณ์อันน่ากังวลว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกกำลังจะพุ่งทะลุขีดจำกัดที่ 1.5 องศาเซลเซียสในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยการประเมินในสถานการณ์ที่ดีที่สุด (Best-case scenario) คาดว่าอุณหภูมิโลกจะไปแตะจุดสูงสุดที่ 1.8 องศาเซลเซียส ในขณะที่การประเมินอื่น ๆ ชี้ว่าอาจสูงเกิน 2 องศาเซลเซียส ทั้งนี้ ทุก ๆ เสี้ยวองศาที่เพิ่มขึ้นเหนือระดับ 1.5 องศาเซลเซียส จะยิ่งทวีความรุนแรงของผลกระทบทางสภาพภูมิอากาศและเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิด “จุดวิกฤต” (Tipping points) มากยิ่งขึ้น
แม้สถานการณ์จะรุนแรง แต่รายงานระบุว่าทางเลือกที่ดีที่สุดที่ยังหลงเหลืออยู่สำหรับประชาคมโลก คือแนวทางที่เรียกว่า “การทะลุขีดจำกัด แตะจุดสูงสุด และลดระดับลง” (Overshoot, peak and decline) แนวทางนี้มุ่งเน้นไปที่การทำให้การพุ่งเกินระดับ 1.5 องศาเซลเซียสมีขนาดน้อยที่สุดและกินระยะเวลาสั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะดึงอุณหภูมิกลับมาให้ต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียสโดยเร็วที่สุด เพื่อช่วยให้ประเทศและชุมชนกลุ่มเปราะบางสามารถรับมือกับวิกฤตครั้งนี้ได้
António Guterres เลขาธิการสหประชาชาติ เน้นย้ำว่า ภัยพิบัติอย่างคลื่นความร้อน ไฟป่า และอุทกภัยร้ายแรงที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา เป็นดั่งคำเตือนถึงสิ่งที่จะตามมาในอนาคต การจะทำให้การพุ่งทะลุขีดจำกัดสั้นและส่งผลน้อยที่สุดนั้น จำเป็นต้องอาศัย “ความมุ่งมั่น” ที่ทะลุขีดจำกัดเช่นเดียวกัน สอดคล้องกับนางอิงเกอร์ แอนเดอร์เซน ผู้อำนวยการบริหาร UNEP ที่กล่าวว่า หากอุณหภูมิโลกยังคงสูงเกินขีดจำกัดต่อไป ย่อมไม่มีผลลัพธ์ที่ดีใด ๆ รออยู่ คลื่นความร้อนรุนแรงที่เกิดขึ้นทั่วโลกเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศจะจู่โจมเร็วขึ้น รุนแรงขึ้น และยาวนานขึ้น ซึ่งหมายถึงการสูญเสียชีวิตและความเสียหายที่ลุกลาม เวลานี้จึงเป็นช่วงเวลาที่เราต้องเร่งเดินหน้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวและการฟื้นคืนสภาพ
หากปล่อยให้อุณหภูมิสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน โลกจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงของจุดวิกฤตที่ไม่อาจย้อนกลับได้ (Irreversible tipping points) ไม่ว่าจะเป็นการสลายตัวของแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ ความเสื่อมโทรมของป่าแอมะซอน หรือการหยุดชะงักของกระแสน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติก (AMOC) ซึ่งเป็นระบบสำคัญในการควบคุมสภาพภูมิอากาศของโลก
เพื่อก้าวผ่านความท้าทายนี้ ปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จคือ เจตจำนงทางการเมืองที่เข้มแข็ง ความร่วมมือระดับพหุภาคี นโยบายที่มีประสิทธิภาพ การจัดการเงินทุน และการกำกับดูแลที่ครอบคลุม โดยทุกการดำเนินการต้องตั้งอยู่บนความเสมอภาคและความยุติธรรม (Equity and justice) ประเทศที่มีส่วนรับผิดชอบต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากกว่า จะต้องเป็นผู้นำในการลงมือทำอย่างรวดเร็วและทะเยอทะยานที่สุด
รายงานยังเน้นย้ำว่า การบรรเทาผลกระทบ (Mitigation) และการปรับตัว (Adaptation) จะต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน โดยให้ความสำคัญกับมาตรการที่ตอบโจทย์ทั้งสองด้าน เช่น การใช้ธรรมชาติเพื่อลดความร้อน (Nature-based cooling) นอกจากนี้ การไปให้ถึงเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-zero) เป็นเพียงหมุดหมายหนึ่งสู่การปล่อยก๊าซสุทธิติดลบ (Net-negative) ซึ่งหมายความว่าเราจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีการดึงคาร์บอน (Carbon Dioxide Removal – CDR) เข้ามาเสริม นอกเหนือจากการลดการปล่อยก๊าซอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม จากการเพิกเฉยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รายงานได้เตือนสติว่า แม้ในอนาคตเราจะสามารถลดอุณหภูมิกลับมาต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียสได้สำเร็จ แต่ความสูญเสียและการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมอย่างถาวรนั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ชุมชนหลายแห่งอาจจำต้องย้ายถิ่นฐานหรือเปลี่ยนวิถีชีวิต ซึ่งประเด็นเหล่านี้ต้องการกลไกการกำกับดูแลแบบใหม่ที่ครอบคลุม เพื่อคลี่คลายปัญหาเรื่องความยุติธรรมและอำนาจในการก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปให้ได้อย่างมั่นคง






























