6 ต.ค. 69 – สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยรายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ประจำปี 2568 ชี้ทิศทางเชิงบวกด้านสังคมและเศรษฐกิจฐานราก หลังจำนวนคนจนทั่วประเทศลดลงมาอยู่ที่ 2.30 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 3.27 ของประชากรทั้งประเทศ ปรับลดลงชัดเจนจากปี 2567 ที่มีคนจน 3.41 ล้านคน (ร้อยละ 4.85) ขณะที่เส้นความยากจนของประเทศปรับขึ้นมาอยู่ที่ 3,044 บาทต่อคนต่อเดือน
ปัจจัยหนุนสำคัญที่ทำให้ความยากจนลดลง มาจากการขยายตัวของค่าจ้างแรงงานในภาคเกษตรกรรมที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.88 ซึ่งคนจนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร สภาพอากาศที่เอื้ออำนวยจากปรากฏการณ์ลานีญาช่วยเพิ่มผลผลิต ควบคู่กับเม็ดเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ เช่น โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านผู้สูงอายุ และโครงการคนละครึ่งพลัส ส่งผลให้คนจนได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐเฉลี่ย 346 บาทต่อคนต่อเดือน หรือคิดเป็นร้อยละ 20.38 ของเส้นความยากจน
อย่างไรก็ดี สศช. ชี้ว่ายังมีประเด็นเปราะบางและโครงสร้างความเหลื่อมล้ำที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
– กลุ่ม ‘คนเกือบจน’ ยังน่าห่วง ทั่วประเทศมีประชากรกลุ่มเกือบจนมากถึง 3.60 ล้านคน ซึ่งมีรายจ่ายสูงกว่าเส้นความยากจนไม่เกินร้อยละ 20 โดยผลการประเมินพบว่า หากครัวเรือนเหล่านี้มีรายได้ลดลงเพียงร้อยละ 5–10 จะมีความเสี่ยงตกกลับเข้าสู่ภาวะความยากจนทันทีถึงร้อยละ 14.7 – 33.1
– ช่องว่างเมืองกับชนบทและรายภาค สัดส่วนคนจนนอกเขตเทศบาลยังคงสูงกว่าในเขตเทศบาลถึง 2.15 เท่า โดยภาคใต้มีสัดส่วนคนจนสูงที่สุดในประเทศ (ร้อยละ 6.57) ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือครองแชมป์จำนวนคนจนมากที่สุดราว 7.64 แสนคน หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของคนจนทั้งประเทศ โดยจังหวัดที่มีสัดส่วนคนจนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ แม่ฮ่องสอน (ร้อยละ 25.37), ปัตตานี (ร้อยละ 21.21) และยะลา (ร้อยละ 18.05)
– ภาระพึ่งพิงและหนี้สินครัวเรือน ครัวเรือนยากจนมีอัตราการพึ่งพิงสูงถึงร้อยละ 101.64 กล่าวคือ วัยแรงงาน 1 คนต้องแบกรับภาระดูแลเด็กและผู้สูงอายุมากกว่า 1 คน นอกจากนี้ ครัวเรือนยากจนยังมีภาระหนี้สินเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรรวมกันสูงถึงร้อยละ 87.62 ของหนี้ทั้งหมด และพึ่งพาเงินกู้นอกระบบมากกว่าครัวเรือนทั่วไปกว่า 2 เท่า
– ความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งยังสูง แม้ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้จะปรับตัวดีขึ้น แต่ความเหลื่อมล้ำด้านการถือครองทรัพย์สินยังอยู่ในระดับสูง โดยกลุ่มผู้มีรายได้สูงสุดร้อยละ 10 (Decile 10) ถือครองทรัพย์สินทางการเงินถึงร้อยละ 47 สอดคล้องกับข้อมูลเงินฝากในระบบธนาคารที่พบว่า บัญชีเงินฝากที่มีวงเงินเกิน 10 ล้านบาท มีเพียงร้อยละ 0.12 ของบัญชีทั้งหมด แต่ครองมูลค่าเงินฝากสูงถึงร้อยละ 51.44 ของเงินฝากทั้งระบบ
ทั้งนี้ สศช. เน้นย้ำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายว่า ภาครัฐควรปรับเปลี่ยนจากการให้เงินช่วยเหลือระยะสั้น ไปสู่นโยบายแบบมุ่งเป้า (Target-based Policy) และ นโยบายการพัฒนาเชิงพื้นที่ (Place-based Policy) เพื่อยกระดับทักษะแรงงาน ส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำและระบบชลประทาน ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และสร้างตาข่ายรองรับทางสังคมที่ยั่งยืนในระยะยาว
