18 ส.ค. 69 – นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (18 สิงหาคม 2569) ว่า ที่ประชุม ครม. รับทราบสรุปผลการพิจารณาในภาพรวม ต่อข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กรณีการไว้ทรงผมของนักเรียน
ประเด็นแรก กรณีที่ กสม. เสนอว่า ศธ. และสถานศึกษาไม่มีอำนาจกำหนดแบบทรงผมนั้น ปัจจุบัน ศธ. ได้ยกเลิกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ. 2563 ไปแล้ว โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2566 ทั้งนี้ ศธ. ไม่สามารถออกกฎกระทรวงหรือระเบียบเพื่อบังคับใช้นโยบายทรงผมกับเด็กโดยตรงได้ตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา แต่ได้ใช้อำนาจในการบริหารราชการออกเป็น “แนวนโยบาย” ให้สถานศึกษาในสังกัดนำไปปฏิบัติแทน โดยการไว้ทรงผมของนักเรียนและนักศึกษา จะไว้สั้นหรือยาวก็ได้ ให้สถานศึกษาเป็นผู้กำหนดลักษณะทรงผมตามบริบทและ ความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม ก่อนการประกาศใช้ระเบียบของโรงเรียน จะต้องผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษา และที่สำคัญคือต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากนักเรียนและผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
ประเด็นที่สอง กรณีที่ กสม. เสนอให้แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เพื่อบัญญัติเรื่องทรงผมนักเรียนไว้ในกฎหมายโดยเฉพาะนั้น ศธ. ได้หารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วและมีความเห็นว่ายังไม่มีความจำเป็น เนื่องจากกฎหมายฉบับดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการสงเคราะห์ คุ้มครองสิทธิสวัสดิภาพ และป้องกันเด็กจากการถูกทำร้ายหรือทารุณกรรม ขณะที่การกำหนดเรื่องทรงผมเป็นเพียงรายละเอียดเชิงระเบียบวินัยภายในสถานศึกษา ซึ่งมีลักษณะเป็นมาตรการทางการบริหารที่ ศธ. สามารถกำหนดนโยบายและบริหารจัดการได้โดยตรง ภายใต้อำนาจตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546
“ทั้งนี้ ผมขอความร่วมมือไปยังทุกสถานศึกษาว่า ให้หลีกเลี่ยงการละเมิดสิทธิเสรีภาพทางร่างกายของเด็ก ขอให้เป็นการให้คำปรึกษาและชี้แนะอย่างระมัดระวัง บนพื้นฐานของความเข้าใจ การเคารพสิทธิมนุษยชน และคำนึงถึงศักดิ์ศรีของเด็กเป็นสำคัญ” รมว.ศธ. กล่าวทิ้งท้าย
































