20 ก.ค. 69 – ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าวการอุทธรณ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
นายพลพีร์ กล่าวว่า รัฐบาลได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนว่าหลักเกณฑ์บางประการยังไม่สะท้อนข้อเท็จจริง นายกรัฐมนตรีมีความเป็นห่วงและได้จัดให้มีการลงทะเบียนใหม่ รัฐบาลและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้นิ่งนอนใจ จึงเร่งหารือร่วมกันทบทวนหลักเกณฑ์ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาของประชาชนมากขึ้น จึงได้ได้มาแถลงการณ์ให้ข้อมูลในวันนี้
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวขออภัยถึงความไม่สะดวกของกระทรวงคมนาคมในด้านหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในกระบวนการปฏิบัติ ซึ่งพบปัญหาข้อจำกัดทำให้ประชาชนเกิดความไม่สะดวก ซึ่งหนึ่งในเกณฑ์ของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้รับสิทธิต้องไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ยกเว้น 4 ข้อ ได้แก่ 1. มีรถจักรยานยนต์ ความจุไม่เกิน 300 ซีซี 2. มีรถสามล้อ 3. มีรถยนต์ 4 ล้อ เล็กรับจ้าง 4. รถใช้งานเพื่อการเกษตรมีได้ไม่เกินคนละ 1 คัน โดยประเด็นดังกล่าวพบปัญหาว่า ประชาชนจำนวนมากมีรถยนต์ลักษณะดังกล่าวจำนวนมากเป็นรถเก่าและมูลค่าต่ำ แต่ยังไม่มีแทงทะเบียนออกจากระบบ มีรถยนต์สูญหายสิ้นสภาพการใช้งาน แต่ยังไม่มีการตีทะเบียนออก มีการขายและโอนลอย แต่ยังไม่มีการจดโอนกรรมสิทธิ์ หรือมีการถูกสวมสิทธิในการซื้อรถของคนอื่น ดังนั้น กระทรวงคมนาคม จึงได้มีหนังสือขอให้กระทรวงการคลังได้มีการทบทวนปรับหลักเกณฑ์พิจารณาดังต่อไปนี้
– รถยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 20 ปี รถจักรยานยนต์ ที่อายุการใช้งานเกิน 15 ปี จะไม่นำมาคิด
– การถือครองรถจักรยานยนต์ขนาดไม่เกิน 300 ซีซี ไม่เกิน 2 คัน และมีการผ่อนอยู่ จะถือว่าไม่ตกเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทั้งนี้ ในส่วนของประเด็นที่รถจักรยานยนต์บางคัน อายุอาจไม่ถึงแต่สิ้นสภาพไปแล้ว ในเรื่องดังกล่าวกรมการขนส่งทางบกจะทำหน้าที่ในการตรวจสอบ โดยกรมการขนส่งทางบกจะจัดทำบันทึก โดยข้อมูลบันทึกจะถูกส่งต่อเพื่อใช้ในการอุทธรณ์
– รถที่ได้จำหน่าย และมีการโอนลอยแล้ว แต่ยังไม่ได้จัดการเรื่องกรรมสิทธิ์ สามารถดำเนินการลงบันทึกที่กรมการขนส่งทางบกได้
– กรณีที่มีการถูกแอบอ้างชื่อ สามารถนำเรื่องดังกล่าวอุทธรณ์ต่อกรมการขนส่งทางบก
สำหรับประชาชนบางส่วนที่ไม่สะดวกในการเดินทางที่ไปกรมการขนส่งทางบก กรมการขนส่งทางบกจึงได้จัดทำแบบฟอร์ม ซึ่งได้ทำงานร่วมกันกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เพื่ออำนวยความสะดวกในการตรวจสอบข้อมูล
ส่วนกรณี นักเรียนนอกระบบการศึกษา หรือยากจน ที่เรียนเพิ่มเติมเพื่อยกระดับชีวิต จะไม่ถูกตัดสิทธิ์เพราะการเป็นนักเรียน แต่จะพิจารณาอย่างอื่นประกอบด้วย
ด้านนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่าได้ดำเนินการใน 3 เรื่องหลัก ดังนี้
1. ประสานงานกับจังหวัดและทุกอำเภอทั่วประเทศ ประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ ทั้งในส่วนของผู้ที่ลงทะเบียนและผ่านการรับรองได้รับสิทธิ์แล้ว จะประชาสัมพันธ์ในการตรวจสอบสิทธิ์ที่ได้รับเพิ่มเติม เช่น ค่าไฟฟ้าและน้ำประปา ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ผ่านการพิจารณา จะประชาสัมพันธ์ให้ทราบถึงขั้นตอนการอุทธรณ์/การทบทวนสิทธิ์
2. การจัดตั้งศูนย์ประสานงานเพื่อสนับสนุนโครงการของรัฐโดยตั้งเป็น One Stop Service ที่ทุกอำเภอ ซึ่งประชาชนสามารถไปแจ้งทบทวนสิทธิ์ นอกจากนี้ อาจจะมีประชาชนที่ไม่สะดวกในการเดินทาง จึงมีโครงการอำเภอพึ่งได้ จัดให้มีเจ้าหน้าที่ของอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ลงไปรับเรื่องราวต่างๆ ถึงในระดับพื้นที่ โดยแต่ละอำเภอจะวางแผนลงพื้นที่กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงคมนาคม และธนาคารต่างๆ ในพื้นที่ ซึ่งจะมีกำหนดการในการลงพื้นที่และจะแจ้งให้ทราบถึงแผนงาน ซึ่งการประชาสัมพันธ์ในระดับพื้นที่ โดยจะใช้เสียงตามสายและหอกระจายข่าวหมู่บ้านและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เชื่อว่าจะสามารถประชาสัมพันธ์ให้ได้รับรู้รับทราบข้อมูลข่าวสารต่างๆ
3. ประชาสัมพันธ์ให้นายอำเภอ เจ้าหน้าที่ของอำเภอ แจ้งข้อมูลข่าวสารต่างๆในแต่ละพื้นที่ เพื่อลดความสับสน ในฐานะที่เป็นตัวแทนรัฐบาล ต้องทำความเข้าใจกับประชาชน รับเรื่องราวและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ทั้งหมด ส่วนหน่วยงานอื่นๆ ที่จำเป็นต้องใช้การประสานงาน บุคลากรหรือกลไกของกระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทยยินดีที่จะเป็นภาคีเครือข่าย ให้ความร่วมมือในการนำข้อมูลทั้งหลายและข่าวสารต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องของการตรวจสอบสิทธิ์ จะไปบริการให้ถึงในพื้นที่เพื่อลดภาระของประชาชน ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยได้มอบหมายให้ผู้ตรวจกระทรวง ปลัดจังหวัดแต่ละจังหวัดลงพื้นที่กำกับติดตามเรื่องนี้อีกทางหนึ่งด้วยแล้ว
ขณะที่นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า การกำหนดหลักเกณฑ์มีเป้าหมายเพื่อให้ความช่วยเหลือถึงประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ได้รับความเดือดร้อนจริง โดยภายหลังการประมวลผลข้อมูลและพิจารณาข้อเท็จจริง การพิจารณาปรับเกณฑ์ต่างๆ ได้มีการสำรวจข้อมูล ความเดือดร้อน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตระหนักในเรื่องนี้ แต่ต้องยอมรับว่ากระทรวงต่างๆ มีข้อจำกัด เมื่อมีข้อเท็จจริงออกมา กระทรวงการคลังพร้อมรับเรื่องและกำหนดเงื่อนไขหลักเกณฑ์เพิ่มขึ้นให้สอดคล้องกับความเดือดร้อนของประชาชน เช่น กรณีรถยนต์ที่มีการโอนลอย จะมีการตรวจสอบหลักฐานเพิ่มเติม ซึ่งจะเป็นโอกาสอันดีที่จะจัดการกับฐานข้อมูลและทำให้เกิดการตระหนักรู้ว่าไม่ใช่เรื่องของการรับผิดอย่างเดียวแต่ยังมีเรื่องของสิทธิต่างๆ ซึ่งรวมถึงเงื่อนไขอื่นๆ ที่ประชาชนได้ขอทบทวนเข้ามา ซึ่ง ณ วันนี้ ประชาชนมาขอทบทวนสิทธิ์แล้ว 2.9 ล้านราย กว่าร้อยละ 40 เป็นเรื่องรถยนต์ โดยกระทรวงการคลังจะนำเรื่องเข้าคณะกรรมการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐพิจารณาและนำเสนอ ครม. เพื่อพิจารณาเพิ่มเงื่อนไขให้สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะได้เร่งสำหรับคนที่เข้าใหม่ได้สิทธิทันในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยการลงทะเบียนในครั้งนี้เป็นแบบเชิงรุก พบว่ายังมีคนไม่เคยได้สิทธิ์มาก่อน 2.3 ล้านคน โดยมีการยืนยันตัวตนแล้ว 8.4 แสนราย
วันนี้เป็นโอกาสของประเทศไทยที่ได้รับข้อมูลของผู้ที่เดือดร้อนมากขึ้น วันนี้ระบุความเดือดร้อนได้หลายระดับเมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะมีการกำหนดมาตรการที่เหมาะสมดูแลในแต่ละกลุ่มต่อไป ไม่ใช่เรื่องของการใช้บัตรสวัสดิการ มาตรการอื่นๆ ก็ต้องเร่งปรับปรุง ซึ่งกระทรวงต่างๆ ได้ร่วมมือกันเพื่อช่วยเหลือทุกคนตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี และหลังจากนี้ คนที่ไม่ได้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็จะถ่ายโอนให้ใช้โครงการไทยช่วยไทยพลัส อีก 2 เดือน ซึ่งมีประมาณ 6 ล้านราย ยืนยันว่า ทุกเงื่อนไขกระทรวงการคลังได้รับเรื่องร้องเรียนไว้ เพราะต้องยอมรับว่าหลายคนมีการทุจริตนำชื่อไปยื่นเพื่อลดภาษี ซึ่งตรงนี้ก็เป็นโอกาสในการตามคนที่เอาชื่อไปแอบอ้าง และการคืนสิทธิ์ให้ทุกท่านต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว ภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2569
นายพลพีร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า กระทรวงมหาดไทยจะเป็นหนึ่งในคนที่อำนวยความสะดวกประชาชน และใช้กำลังกำนันผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่บริการประชาชนถึงบ้าน ส่วนข้อมูลที่ได้มาแล้วก็จะส่งไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกระทรวงการคลังเพื่อคัดกรอง การเก็บข้อมูลในครั้งนี้ละเอียดมาก ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะเอาข้อมูล ต่างๆ ไปตรวจสอบความถูกต้อง เพราะไม่อยากให้ประชาชนโดนเอาชื่อของตัวเองไปเปิดเป็นบัญชีม้าเพื่อต่อธุรกิจบางอย่าง ซึ่งก็อาจจะมีในส่วนของนอมินีและธุรกิจสีเทาที่นำไปแอบอ้าง อันนี้ก็จะไปตรวจสอบเพิ่มเติมส่วนผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแล้ว ยังสามารถลงทะเบียนที่การไฟฟ้าและการประปา เพื่อสนับสนุนค่าไฟฟ้าเดือนละ 315 บาท รวมถึงการขอใช้น้ำประปาฟรี ส่วนระยะเวลาการอุทธรณ์ จะขอ ครม. ให้ยืดระยะเวลาออกไปอีก ถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 เพื่อให้สามารถเก็บข้อมูลละเอียดรอบคอบมากขึ้น
































