จ่อออก พ.ร.บ.อุ้มบุญ เปิดทางคู่รักต่างชาติ ใช้หญิงไทยท้องแทนได้ พร้อมมาตรการรองรับป้องกันค้ามนุษย์ ปลดล็อกอายุเกิน 55 ปี ทำอุ้มบุญได้

12

2 มี.ค. 67 – นพ.สุระ วิเศษศักดิ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ให้สัมภาษณ์ว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีอัตราการเจริญพันธุ์ หรือค่าเฉลี่ยการมีบุตรของหญิงลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมถึง ประเทศไทยเองก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์อัตราเจริญพันธุ์รวมของประเทศลดลง จนส่งผลให้ประสบกับปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งภาครัฐก็ตระหนักและให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

โดยมีการตราพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 เพื่อสนับสนุนให้คู่สามีและภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งมีบุตรยากได้มีบุตรตามที่คาดหวัง รวมทั้ง ส่งเสริมให้วิทยาการด้านการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ของไทยมีความก้าวหน้าจนปัจจุบัน

ประเทศไทยมีการให้บริการทำเด็กหลอดแก้วกว่า 20,000 รอบ การผสมเทียมกว่า 12,000 รอบ มีการอนุญาตดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทน หรือที่เรียกว่า “อุ้มบุญ” จำนวน 754 ราย สร้างรายได้ให้ประเทศกว่า 7,500 ล้านบาท แต่สิ่งที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง คือ การเพิ่มขึ้นของอัตราความสำเร็จในการให้บริการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ตั้งครรภ์ของประเทศไทย ซึ่งจากการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการให้บริการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์

โดยกรม สบส. พบว่าในปัจจุบัน ประเทศไทยมีอัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์ ร้อยละ 48.53 จากเดิมที่มีอัตราความสำเร็จร้อยละ46 และยังคงจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกิดจากปัจจัยความสำเร็จ ทั้งจากเทคโนโลยีที่ทันสมัย การมีกฎหมายเฉพาะในการควบคุมกำกับการใช้เทคโนโลยีฯ อย่างเคร่งครัด และการพัฒนาระบบประกันสุขภาพ สำหรับกรณีการตั้งครรภ์แทนของภาครัฐ ซึ่งจะช่วยยกระดับการให้บริการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ของประเทศให้มีความก้าวหน้าไม่แพ้ชาติใดในโลก

ด้านทันตแพทย์อาคมฯ รองอธิบดีกรม สบส. กล่าวว่า สำหรับในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 กรม สบส.ได้วางนโยบาย แผนการดำเนินงาน สำคัญมากมายในการขับเคลื่อนระบบบริการสุขภาพ และส่งเสริมให้ผู้มีบุตรยากสามารถเข้าถึงบริการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ของไทย อาทิ
1) การทบทวนและพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงบริการแก่คู่สามีภริยา เช่น การปรับแก้ไขคุณสมบัติผู้รับบริจาคไข่ ให้ญาติสืบสายโลหิตของภริยา ที่มีอายุระหว่าง 20 – 40 ปี และไม่จำเป็นจะต้องผ่านการสมรสสามารถเป็นผู้บริจาคไข่ได้ การตรวจวินิจฉัยโรคทางพันธุกรรมในตัวอ่อนของภริยาที่มีอายุ 35 ปี สามารถตรวจวินิจฉัยได้ตามที่แพทย์หรือผู้ให้บริการเห็นว่ามีความจำเป็นและสมควร และให้ยกเลิกเพดานอายุของภริยาที่ประสงค์จะให้หญิงอื่นตั้งครรภ์แทน จากเดิมไม่เกิน 55 ปี ให้มากกว่า 55 ปีขึ้นไปได้

2) การส่งเสริมสิทธิประโยชน์ในการรักษาภาวะผู้มีบุตรยาก โดยการส่งเสริมและผลักดันให้มีการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนที่เกี่ยวข้องกรณีเข้ารับบริการรักษาภาวะผู้มีบุตรยากจากสถานพยาบาลภาครัฐ โดยกำหนดจำนวนเงินและเงื่อนไขที่เหมาะสมเพื่อให้ผู้รับบริการสามารถเบิกค่ารักษาได้

3) การพัฒนาระบบประกันสุขภาพ สำหรับกรณีการตั้งครรภ์แทน ดำเนินการยกร่างหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกรมธรรม์ในการทำประกันสุขภาพสำหรับกรณีการตั้งครรภ์แทน ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น และเป็นจุดดึงดูดในการตัดสินใจเข้ารับบริการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ของประเทศ ไทยจากคู่สามีภริยาทั้งไทยและต่างชาติ

ส่วนการป้องกันการค้ามนุษย์นั้น ในส่วนของหญิงตั้งครรภ์แทน ทางคู่สามีภรรยาต่างชาติก็ต้องนำหญิงต่างชาติที่จะตั้งครรภ์แทนมาด้วย หรือหากไม่มีจริงๆ ถ้าใช้หญิงไทยก็จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์หญิงตั้งครรภ์แทนที่กำหนดไว้ ส่วนรายละเอียดอื่นๆ อาจจะต้องรอกฎหมายหลักผ่านก่อน ก็จะมีการออกกฎหมายลูกเป็นรายละเอียดแนวทางป้องกัน เพราะถ้าจะเข้ามาทำในไทยก็จะต้องตรวจสอบหลายอย่าง ทั้งเศรษฐานะทางการเงิน ฯลฯ เพื่อป้องกันค้ามนุษย์ ซึ่งที่ผ่านมาเรามีการจับเรื่อยๆ ต้องอาศัยฝ่ายตำรวจมาช่วยดำเนินการ 2-3 ครั้ง ก็ได้ผู้ที่ถูกดำเนินคดี