สาวแชร์อุทาหรณ์ ไปเดินห้างถูกชวนเข้าบูธสกินแคร์ สุดท้ายเสียเงินไปเกือบครึ่งแสน กลับบ้านมาร้องไห้

3712

7 ก.พ. 67 – สาวรายหนึ่งได้โพสต์แชร์เรื่องราวลงในเว็บไซต์ Pantip หลังเจ้าตัวต้องเสียเงินไปเกือบครึ่งแสนหลังถูกชักชวนให้เข้าไปในบูธสกินแคร์ภายในห้างแห่งหนึ่ง โดยเธอได้เล่าว่า

“ซื้อของแล้วกลับบ้านมาร้องไห้มีอยู่จริง ค่าเสียหายสำหรับความใจอ่อนเบ็ดเสร็จรวมเกือบครึ่ง 100,000 บาทภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

เมื่อเวลาประมาณ 1 ทุ่มโดยประมาณ ณ.ห้างแห่งหนึ่งแถวพระราม 3 ตอนแรกเป้าหมายในการมาห้างแห่งนี้คือการมาซื้อไอติมทาน แต่ระหว่างทางได้มีพนักงานขายเชิญชวนให้ลองสินค้าตัวหนึ่งเป็นสคัปผิว เราได้ลองก็โอเคไม่ได้ติดอะไร

พอดูราคาก็ถือว่าสินค้าดังกล่าวอยู่ในเรทที่สูงพอสมควรแต่ก็ยังพอจ่ายไหว จึงได้ทำการจ่ายไปเป็นจำนวนเงิน 2,280 บาท สักพักทางพนักงานได้แจ้งว่าจะทำการสปาหน้าให้ฟรีทางเราได้ปฏิเสธไปรอบแรก แต่เขาบอกว่าใช้เวลาไม่นานอยากให้ได้ลองจริงๆ ไม่เคยมีใครได้ เราจึงตอบตกลงไป

ตรงที่สปาหน้าเป็นคอกเล็กๆ ด้านขวาเป็นพนังปิดกั้นเตียงชิดพนัง ด้านซ้ายเป็นพนักงานเซลล์ ด้านหน้าเป็นคนที่เขาบอกว่าเป็นหัวหน้า นั่งอยู่ตรงปลายเท้าเรา ระหว่างสปาก็มีการให้ความรู้ บอกถึงสรรพคุณมากๆ แล้วก็ได้มีการพูดโปรโมชั่นของตัวสินค้าที่ได้ทำการสปาขึ้นมา โดยโปรโมชั่นแรกเขาได้เสนอมาจะลดให้ 50% ของราคาเต็มสินค้าดังกล่าวเป็นจำนวนเงิน 39,990 กับโปรโมชั่นที่ 2

พอเขาพูดถึงโปรโมชั่นที่สองก็ได้ทำการเอาสินค้าต่างๆ มาวางเอาไว้บนตัวเราเป็นจำนวน 5 ชิ้น ในแต่ละสินค้ามีราคาระบุชัดเจน (ซึ่งมีราคาที่สูงมากๆ ครีมสกินแคร์กระปุกหนึ่งก็ราคา 5,900 แล้ว) บอกจะให้ฟรีทั้งหมดนี้ เพียงแค่จ่ายราคาเต็มสำหรับของชิ้นแรก

เราได้ปฏิเสธบอกว่าว่าไม่เอาราคามันสูงเกินไป เราไม่เคยจ่ายให้หน้าเรามากขนาดนี้ แต่เขาก็คำนวนมาให้บอกว่ารวมสินค้าทั้งหมดเกือบแสน แต่เราจ่ายแค่ 39,990 ซึ่งมันคุ้มมาก แล้วเขาก็เอาที่สแกนมาให้เรา ซึ่งเราก็พูดไปว่าแต่พี่ยอดมันเยอะมากเลยนะ เขาก็บอกว่าคุ้มๆๆ ซึ่งเรานอนบนเตียงทำสปาหน้าอยู่ครึ่งหน้าก็ไม่ได้ล้าง กับทนแรงกดดันที่เขาล้อมเราไม่ได้ จึงยอมจ่ายไป ซึ่งพอเราจ่ายเขาก็แถมสินค้าชิ้นแรกที่เราได้จ่ายไป 2,280 ให้ (ก็คือจ่ายเพิ่มแค่ 37,710 บาท)

พอทำเสร็จเราไม่แวะไปไหนแล้ว ถือของที่มูลค่า 39,990 บาท นั่งมอไซค์กลับบ้านและมานั่งร้องไห้ว่าเราทำอะไรลงไป ทำไมเราไม่ปฏิเสธ ทำไมเราไม่ใจแข็ง จนเสียเงินมากมายขนาดนี้

ซึ่งพอเทียบกับราคาเคาน์เตอร์แบรนด์หลายเจ้าชื่อดังก็ไม่เห็นจะมีราคาที่สูงขนาดนี้เลย ยิ่งคิดก็ได้แค่ยิ่งเวทนาตัวเองถึงความสะเพร่านี้ และคงเกลียดการขายประเภทนี้ไปอีกนาน ขอฝากเป็นอุทาหรณ์ให้ทุกท่านรวมถึงตัวเองด้วยค่ะ

เงินเก็บสำหรับ 4 เดือนหายไปกับตา เพราะความไม่สู้ของตัวเอง”

โดยต่อมาเธอได้อัปเดตเพิ่มเติมว่า ตอนนี้ทางบริษัทได้รับเรื่องและมีการพูดคุยเบื้องต้นแล้วค่ะ เขาจะลดให้เรา 15% เป็นเงิน 7,000 กว่าบาท และให้เราใช้สินค้าฟรี แต่เราไม่เอาค่ะ บอกขออย่างน้อย 15,000 เพราะเราได้แกะสินค้าบางส่วนไปแล้ว รอดำเนินการเจรจาต่อค่ะ

ขอบคุณสำหรับกำลังใจทุกท่านนะคะ ตอนนี้อยู่ระหว่างการดำเนินขอเงินคืนสำหรับสินค้าที่ได้ซื้อไป และยังไม่แกะค่ะ ในเรื่องของตัวเงินที่ได้คืนจะมีการสรุปอีกทีวันอาทิตย์ และมีการพูดคุยแบบเจอตัววันจันทร์เพื่อเซ็นเอกสารรับเรื่อง ทั้งนี้เราได้แจ้งกับฝ่ายดูแลลูกค้าของบริษัทดังกล่าวถึงปัญหาทั้งหมดแล้ว และขอไม่เจอตัวพนักงานขายที่เป็นคู่กรณีเพราะยอมรับจริงๆ ค่ะว่ากลัว ไม่สะดวกใจที่จะเจอหน้าทั้งสิ้น

ทั้งนี้ทางด้านชาวพันทิปได้เข้ามาแนะนำวิธีรับมือไว้ว่า ให้เดินเลี่ยงไปทางอื่น หรือแกล้งทำเป็นคุยโทรศัพท์ แต่หากหลงเข้าไปและโดนหว่านล้อมให้ซื้อ ให้บอกว่าไม่มีบัตรเครดิต ตกงาน เป็นหนี้