สภาพัฒน์ฯ เผยตัวเลขหนี้ครัวเรือนไทย อยู่ที่ 15 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อส่วนบุคคลที่ขยายตัวสูง

96

สภาพัฒน์ฯ เผยตัวเลขหนี้ครัวเรือนไทย อยู่ที่ 15 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อส่วนบุคคลที่ขยายตัวสูง

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2566 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า หนี้ครัวเรือนไทยล่าสุดในไตรมาส 4 ปี 65 อยู่ที่ 86.9% ต่อจีดีพี คิดเป็น 15.09 ล้านล้านบาท แม้ภาพรวมจะปรับลดลงแต่รายไตรมาสปรับเพิ่มขึ้น 3.5% ส่วนใหญ่มาจากสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อส่วนบุคคลที่ขยายตัวสูง โดยเฉพาะบัตรกดเงินสด และบัตรในห้างสรรพสินค้า ทำให้ต้องมาดูแลเรื่องนี้ให้รอบคอบพยายามทำให้หนี้ลดลง โดยเรื่องปัญหาหนี้เป็นความท้าทายของทุกรัฐบาล มองว่าอาจยังไม่ระเบิดเวลาในตอนนี้ แต่หนี้เป็นปัญหาต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจเพราะกระทบการใช้จ่ายครัวเรือน

“หนี้ครัวเรือนแนวโน้มไตรมาสแรกปีนี้ เป็นเรื่องที่กังวลเป็นระเบิดเวลา แม้ที่ผ่านมาจะแก้ไขอย่างต่อเนื่อง จากฝั่งรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ร่วมทำงานต่อเนื่อง แต่หนี้ครัวเรือนพุ่งขึ้นมาแล้ว ยากจะให้ลดลงในเวลาอันสั้น และต้องใช้เวลา รวมถึงได้รับผลกระทบจากโควิดด้วย กลุ่มคนระดับบุคคลต้องเข้าใจกำลังการใช้จ่ายของตนเอง ความต้องการการซื้อสินค้า อะไรไม่จำเป็นต้องลดละเลิกบ้าง เพื่อจัดการหนี้เดิมให้เรียบร้อยก่อนสร้างหนี้ใหม่”

นายดนุชา กล่าวว่า ภาวะสังคมไทยในไตรมาสแรกปี 66 พบว่า การจ้างงานปรับเพิ่มขึ้น การว่างงานลดลง จำนวนผู้มีงานทำมี 39.6 ล้านคน ขยายตัว 2.4% ทั้งในและนอกภาคเกษตร ชั่วโมงการทำงานเข้าสู่ภาวะปกติ มีผู้ทำงานล่วงเวลาเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 12.4% ขณะที่ผู้เสมือนว่างงานมีจำนวน 3.4 ล้านคน ลดลง 11.3% โดยการว่างงานปรับตัวดีขึ้น ลดลงมาอยู่ที่ 1.05% หรือมีผู้ว่างงาน 4.2 แสนคน ลดลงทั้งผู้ว่างงานที่เคยและไม่เคยทำงามาก่อน รวมถึงผู้ว่างงานระยะยาว

ขณะที่ประเด็นแรงงานที่ติดตามให้ความสำคัญ คือการขาดแคลนแรงงานด้านดิจิทัลและไอที จากการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลของภาคธุรกิจและการแพร่ระบาดโควิด ซึ่งปัจจัยเร่งให้ภาคธุรกิจปรับตัวโดยนำเทคโนโลยีมาใช้ ทำให้ความต้องการแรงงานสายงานไอที 2-3 หมื่นตำแหน่งต่อปี ทำให้สถาบันการศึกษาและภาคเอกชน อาจต้องปรับหลักสูตรต่างๆรับกับความต้องการแรงงาน จบมาทำซอฟท์แวร์ โปรแกรมเมอร์ และเทคโนโลยีที่เข้ามา โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมใช้เทคโนโลยีชั้นสูง