อีกราย! ครูสาวลาออกราชการ คอนโทรลเวลาชีวิตไม่ได้ หน้าที่มากกว่าสอน ทั้งอบรม ประชุม งานสารพัด

1399

2 พ.ค. 66 – ผู้ใช้เฟซบุ๊ก บัญชี “Mint Pavee” ซึ่งเป็นอดีตครูสาววัย 25 ย่าง 26 ของโรงเรียนแห่งหนึ่ง ได้โพสต์เฟซบุ๊ก เป็นบันทึกสุดท้ายในการเป็นข้าราชการ โดยเจ้าตัวได้ร่ายยาวตั้งแต่เริ่มจากการเป็นครู จนถึงเหตุผลที่ตัดสินใจลาออกจากการรับราชการครู โดยเผยให้เห็นมุมมองบางอย่างของการเป็นครู ซึ่งโพสต์ดังกล่าวได้อธิบายว่า

บันทึกแรก และบันทึกสุดท้ายในการเป็นข้าราชการ
สวัสดี…เราชื่อมิ้นท์ ตอนนี้อายุ 25 ย่าง 26 บรรจุ มีนาปี 64 ลาออก เมษาปี 65 และมีผลอนุญาตให้ออกจากราชการในวันที่ 1 พฤษภาคม 2566…ก่อนจะเล่าเรื่องลาออก

ขอท้าวความก่อนละกัน
คำเตือน โพสต์นี้เขียนยาวที่สุดในชีวิตและเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

เราเป็นเด็กที่ไม่ได้เติบโตในครอบครัวราชการ พ่อทำรับเหมา แม่เป็นแม่ค้า เราเป็นคนที่ค่อนข้างจะดื้อ ถ้าเทียบกับพี่สาวเรา แล้วก็เป็นคนตัดสินใจอะไรเด็ดขาด ตั้งแต่เด็กจะโดนว่าตลอดเพราะพี่เราเป็นคนเก่ง แล้วก็ขยัน แต่เราคือตรงกันข้ามเลย คือขี้เกียจแล้วก็ติดเล่น ตั้งแต่เล็กจนโตเราก็พิสูจน์ตัวเองว่าการติดเล่นของเราไม่ได้ทำให้เสียการเรียนเลยคือมันเหมือนข้อตกลงของเรากับที่บ้านเลยก็ว่าได้ ว่าถ้าอยากทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ก็ต้องไม่ทำให้พ่อแม่ผิดหวังในสิ่งที่เขาคาดหวังในตัวเรา

พอจะขึ้นมหาลัยเราแทบไม่รู้เลยว่าเราอยากจะทำอาชีพอะไร แต่ครอบครัวก็หวังอยากให้เป็นครู เราก็มองว่ามันก็ไม่ได้แย่อะไร แต่ถ้าถามว่าชอบมั้ย ตอนนั้นคือเราเฉยๆ ก็เลยเลือกเรียนครู แต่!!! คิดเผื่ออนาคตไงว่าสาขาไหนเรียนแล้วจะทำอย่างอื่นได้มากกว่าเป็นครู เราเลยเลือกสาขาการศึกษาพิเศษ คือจะสอนเด็กพิการ ถ้าไม่เป็นครู เอาดีทางด้านภาษามือหน่อย ก็อาจจะเป็นล่ามได้ เรามองว่ามันมีหลายทางเลือก เราเลยเลือกสาขานี้ ซึ่งตอนเรียนมหาลัย เราที่เป็น คนที่Energy เยอะ เลยเรียนไปด้วย ทำงานพาร์ทไทม์ไปด้วย ตั้งแต่ปี1 จนเรียนจบ และแล้วก็เข้าสู่ช่วงวัยทำงาน
อ่ะเริ่ม‼️

ลืมบอก เราสอบบรรจุได้ตอนปี2 ในโครงการครูคืนถิ่น แต่แล้วด้วยความพิเศษของเอกการศึกษาพิเศษ คือ สามารถบรรจุได้ทั่วประเทศค่ะ เพราะขาดแคลนบุคลากร และเป็นโรงเรียนในสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ซึ่งตอนฝึกสอนเรารู้อยู่แล้วว่าบริบทของโรงเรียนในสังกัดนี้จะเป็นโรงเรียนอยู่ประจำ (ตอนฝึกสอนเราฝึกในโรงเรียนเฉพาะทางความพิการ’ร่างกาย’) ซึ่งเวลา 08:00 -16:30 น เราจะอยู่ในฐานะครูประจำชั้น และครูผู้สอน หลังจากเวลา 16:30-08.00 น. ของอีกวัน เราจะอยู่ในฐานะครูหอนอน ชีวิตประจำวันของเราตั้งแต่วันจันทร์-วันอาทิตย์ จะวนลูปอยู่แบบนี้ แต่‼️นี่ไม่ใช่เหตุผลทั้งหมดของการลาออกในครั้งนี้ค่ะ ขอบอก่อนว่า เราได้โรงเรียนที่มีสิ่งแวดล้อมที่ดีนะ คืออยู่ใกล้เมือง สะดวกสบาย มีเพื่อนร่วมงานที่ดี มีนักเรียนและลูกๆหอที่น่ารัก เราพยายามทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด และแน่นอนไม่มีใครทำงานได้ตลอด24 ชั่วโมง และเต็ม 100 ได้ตลอดเวลา ส่วนคนที่บอกว่าเป็นครูสบายจะมีอยู่ 3 ประเภท คือ
1.คนนั้นไม่ได้เป็นครู
2.เป็นครูที่อยู่ในโรงเรียนที่แฮปปี้จริงๆไม่สร้างภาระงานที่ไม่จำเป็น และไม่สร้างความเครียดให้กับคนในองค์กร
3. คนที่เป็นครูมาแล้วไม่ต่ำกว่า 30 ปี (อันนี้เราไม่ได้หมายถึงครูทุกคนที่อายุราชการเกินนี้นะ เพราะบางคนทำจนวันสุดท้าย ถึงจะเกษียณแล้วแต่ความเป็นครูก็ไม่เคยเกษียณก็มี)
ดังนั้นคนที่เป็นครู และกำลังจะเป็นครูจะรู้ว่าภาระหน้าที่ครูไม่ได้มีแค่งานสอน‼️ ซึ่งเรามองว่างานอื่นๆอ่ะมันมีได้ แต่มันไม่ควรสร้างภาระงานเยอะกว่างานหลักหรือป่าว” *มันละไม่ได้ แต่มันลดได้ค่ะ*

มันเลยทำให้เรามีความคิดว่าเราไม่เหมาะกับระบบราชการ ย้ำ!!! ว่านี่เป็นแค่ในมุมมองของเรา แล้วก็ไม่ใช่ว่าทุกโรงเรียนจะเป็นแบบนี่นะ เพราะอย่างที่บอกว่าเราก็ไม่ได้ว่าโรงเรียนที่เราเจอมันไม่ดีนะ ค่อยๆอ่านและตีความอย่างมีสติเด้อออ

เหตุผลที่ทำให้เราตัดสินใจลาออก คือ
1.ในความคิดเรา หน้าที่หลักของครูคืองานสอน! แต่ในความเป็นจริงมันมี อบรม มีประชุม มีไปราชการ ต้อนรับคณะศึกษาดูงาน และงานนอกต่างๆที่ดึงเราออกจากห้องเรียนอีก108พันอย่าง
2.เรามองว่าการประเมินคุณภาพครูผู้สอน ควรประเมินจากสิ่งที่เด็กได้รับ ไม่ใช่เอกสาร หรือรูปถ่าย เพราะเรามองว่าครูที่ไม่ได้ถ่ายรูปทำงาน ไม่ได้แปลว่าเขาไม่ทำ ครูที่ทำเอกสารไม่เก่ง ไม่ได้แปลว่าเขาสอนไม่ดี ให้เด็กสะท้อนครู ให้ครูสะท้อนผู้บริหาร มันถึงจะทำให้โรงเรียนได้ข้อมูลจริงๆที่ควรจะพัฒนา
3.โครงการ กิจกรรมหรือรางวัลต่างๆ ที่แต่ละโรงเรียนทำ มันส่งผลกับนักเรียนหรือใคร เช่น โครงการโรงเรียนนี่โน่นนั่น โรงเรียนคุ….รรม 3 ดาว 4 ดาว เด็กมีคุ….รรม จริงๆหรอ เราว่าแต่ละโรงเรียนควรเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับนักเรียนของตัวเองจริงๆ และทำแล้วเด็กได้จริงๆ ไม่ใช่ว่าใครว่าอะไรดีก็ทำหมดเอาหมด แล้วจะเอาเวลาไหนทำงานสอน ทำงานพิเศษ
4.จากข้อ3 แน่นอนว่างานที่เยอะขึ้น มันกินเวลาชีวิตเราแน่นอน เวลานอนมานั่งทำงานอื่นๆเวลาว่างต้องทำงานที่ได้รับมอบหมาย แล้วไหนเวลาพัก? เวลาเตรียมการสอน? เราเชื่อนะว่าครูไทยอ่ะเก่ง แล้วก็จะสอนเด็กให้เก่งได้ ถ้ามีเวลาอยู่กับเด็กมากพอ
5.เรามองว่าครูส่วนใหญ่ไม่ค่อยโดนว่าเรื่องงานสอน แต่จะโดนตำหนิจากงานนอกหรืองานอื่นๆมากกว่า แล้วการโดนบั่นทอนจากงานที่ไม่ใช่งานหลัก เราว่ามันแย่กว่าโดนว่าเรื่องงานสอนอีกนะ อย่างน้อยถ้าเขาบอกว่าเราสอนไม่ดี หรืออะไรมันก็เป็นสิ่งที่ต้องปรับปรุง แก้ไข เพราะนั่นคืองานหลักไง แล้วมันก็มีผลดีกับนักเรียน แต่การโดนตำหนิเรื่องงานนอกแก้ไขไปแล้วมันมีผลดีกับใครอ่ะ?
6.เรามองว่าระบบมันไม่ค่อยแฟร์กับคนทำงาน อันนี้จะยกตัวอย่างเราเองนะ อย่างเราเงินเดือน 15,000 ไปราชการที่ กทม เบิกได้แค่ค่ารถทัวร์ ซึ่งถ้านั่งรถทัวร์ ต้องใช้เวลา 8-9 ชม.ถึงกทม แล้วเอาแรงไหนไปอบรมอ่ะ ถ้าอยากสบายต้องเสียส่วนต่างเอง แล้วส่วนใหญ่ก็เป็นการไปราชการที่กินเวลาเสาร์อาทิตย์!!! ถ้ามีโรงแรมให้พักมีอาหารให้กิน ไม่มีเบี้ยเลี้ยงให้นะคะ แล้วคนไปราชการจะรู้ว่า ไปแต่ละครั้งต้องล้วงเงินตัวเองใส่ทั้งนั้น
7.นี่มองว่างานราชการเป็นงานที่คอนโทรลเวลาชีวิตไม่ค่อยได้ เช่น ถ้ามีหนังสือด่วนก็ต้องทำเดี๋ยวนั้น อยู่ๆก็มีประชุม มีอบรมต่างๆในวันหยุด นี่เคยเจอ จองตั๋วกลับบ้านช่วงปีใหม่ ค่าตั๋วไปกลับ 3,800 ซึ่งเราจองล่วงหน้าเป็นเดือน ก่อนจะปิดปีใหม่3-4วัน มีหนังสือมอบให้ไปราชการ ในวันที่เราจองตั๋วกลับบ้าน นอกจากต้องทิ้งตั๋วกลับบ้านแล้วนั้น นี่ยังต้องจองตั๋วไปราชการในเวลากระชั้นชิดอีกต่างหาก คิดดูว่าจะโดนค่าตั๋วไปเท่าไหร่ แต่เบิกได้แค่ค่ารถทัวร์นะเราเลยเกิดคำถามว่า แล้วตั๋วที่ทิ้งไปหล่ะ เราเรียกร้องจากใครได้อ่ะ ในขณะที่คนอื่นได้หยุดกลับบ้าน แต่เรายังไปทำงานอยู่
แล้วก็มีอีกหลายอย่าง ถ้าอยากรู้จะต่อ EP.2ให้

สุดท้ายทุกคนมีเหตุผลและความจำเป็นที่ต่างกัน เรามองว่า เวลา…ถ้ามันเสียไปแล้วมันคือสิ่งที่เอากลับมาไม่ได้ เราไม่อยากกลับมาดูแลพ่อแม่ในวันที่สายไป ไม่อยากตามหาความฝันหรือความชอบของตัวเองในวันที่ไม่มีแรงจะทำแล้ว มันเป็นการตัดสินใจที่ยากเหมือนกันนะ แต่เราก็เชื่อว่า ถ้าเรายังมีแรงมีความคิดที่อยากจะทำอะไรอยู่ ยังไงเราก็ต้องสร้างทางเดินของตัวเองได้ เราเลยเลือกที่จะออกจากราชการก่อนที่เราจะหมดPassion ในการมีชีวิต

แล้วก็อยากเป็นกำลังใจให้คนที่ไม่ได้ชอบในงานที่ทำ แต่มีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ตรงนั้น คุณเก่งมากเลยนะที่ผ่านมาได้ขนาดนี้ แล้วเราก็เชื่อว่าที่คุณยังอยู่ตรงนั้น คุณไม่ได้อยู่เพื่อตัวคุณเองแต่คุณอยู่เพื่อคนข้างหลังคุณด้วย นั่นคือคุณค่าในตัวคุณนะ อ่อนแอบ้างก็ได้ ร้องไห้บ้างก็ได้ ถ้าทำให้คุณสบายใจขึ้น และอย่าลืมเข้มแข็งและให้กำลังใจตัวเองบ้างนะ