กรมอนามัยเผยผลสำรวจ พบคนไทยป้องกันโควิด-19 ลดลง เมินสวมหน้ากาก เว้นระยะห่าง ล้างมือ

134

กรมอนามัย เผยผลสำรวจช่วงเดือน พ.ค.-ก.ค. พบว่าคนไทยมีพฤติกรรมด้านสุขอนามัยลดลง ทั้งการสวมหน้ากาก ล้างมือ และเว้นระยะห่าง ห่วงวันหยุดยาวอาจเสี่ยงแพร่โรคโควิด-19

เมื่อิวันที่ 29 ก.ค. 65 นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่าจากสถานการณ์โรคโควิด-19 สายพันธุ์ BA.4 และ BA.5 ที่อาจส่งผลให้มีแนวโน้มผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นนั้นการป้องกันตนเองด้วยหลัก UP (Universal Prevention)เพื่อลดความเสี่ยงของโรคถือเป็นพฤติกรรมสุขภาพที่ประชาชนทุกวัยยังคงต้องปฏิบัติกันอย่างต่อเนื่องแต่จากผลการสำรวจอนามัยโพลเกี่ยวกับแนวโน้มพฤติกรรมการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรค พบว่าในช่วงระยะเวลา 3 เดือนตั้งแต่พฤษภาคม ถึง กรกฎาคม 2565 ประชาชนมีพฤติกรรมสวมหน้ากากลดลงจากร้อยละ 96.1 ในเดือนพฤษภาคม ลดลงเป็นร้อยละ 94.6 ในเดือนกรกฎาคม ส่วนการล้างมือลดลงจากร้อยละ 91.5เป็นร้อยละ 88.1 และการเว้นระยะห่าง ลดลงจากร้อยละ 84.6 เป็นร้อยละ 78.6 ซึ่งในภาพรวมพบว่าผู้ที่ทำได้ครบทั้ง 3 พฤติกรรมมีแนวโน้มลดลงอย่างมาก จากร้อยละ 82 เป็นร้อยละ 74.1 เท่านั้น

“ทั้งนี้ ในช่วงวันหยุดยาวนี้ คาดว่าในหลายสถานที่ เช่น ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า สถานีขนส่งสาธารณะ และสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ จะมีประชาชนไปใช้บริการเป็นจำนวนมาก ผู้ประกอบการจึงต้องเข้มมาตรการป้องกันโรค โดยจัดให้มีจุดบริการล้างมือที่เพียงพอ และดูแลให้มีการระบายอากาศที่ดีเพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย ขณะที่ผู้ใช้บริการขอให้สร้างสุขอนามัยที่ดีอย่างสม่ำเสมอด้วยการสวมหน้ากากเมื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่นในสถานที่ที่มีความแออัด มีการรวมกลุ่มคนจำนวนมาก และไม่สามารถเว้นระยะห่างได้ รวมทั้งสถานที่ที่มีการระบายอากาศไม่ดี โดยเฉพาะกลุ่ม 608และผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจควรสวมหน้ากากอนามัยอย่างถูกวิธีตลอดเวลาเมื่อต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่นเพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันการแพร่เชื้อโควิด-19 ด้วย” อธิบดีกรมอนามัย กล่าว