(มีคลิป Video) ผู้ใช้เส้นทางสุดทน ผู้ประกอบการ ขน-ส่งรถ จอดรถบรรทุกริมทาง 2 ฝั่ง กีดขวางช่องทางเดินรถ ทำเรื่องร้องแขวงทางหลวงฯ แต่ยังเฉย ล่าสุดเตรียมงัดมาตรการเข้ม จับ-ปรับ หลังแจ้งเตือนแล้วแต่ไม่ทำตาม

519

(มีคลิป Video) ผู้ใช้เส้นทางสุดทน ผู้ประกอบการ ขน-ส่งรถ จอดรถบรรทุกริมทาง 2 ฝั่ง กีดขวางช่องทางเดินรถ ทำเรื่องร้องแขวงทางหลวงฯ แต่ยังเฉย ล่าสุดเตรียมงัดมาตรการเข้ม จับ-ปรับ หลังแจ้งเตือนแล้วแต่ไม่ทำตาม

วันที่ 22 ธ.ค.64 ทางผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านและผู้ใช้เส้นทางบริเวณแยกดอนจั่น เชียงใหม่-ลำปาง ม.4 .ท่าศาลา .เมืองเชียงใหม่ จากกรณีที่มีผู้ประกอบการรับจ้าง ขน-ส่งรถ นำรถที่ใช้บรรทุกขนส่งมาจอดริมทางแต่คร่อมกินเลนถนนทั้งสองข้างทาง จนทำให้รถที่วิ่งผ่านไปมาไม่สามารถขับสวนกันได้ และต้องวิ่งกลางเลนถนนดังกล่าว ซึ่งทางผู้ร้องเรียนที่ใช้เส้นทางดังกล่าวเกรงว่าจะเกิดอุบัติเหตุและมองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายทางถนน และก่อนหน้านี้ได้มีการทำเรื่องร้องเรียนไปยังเทศบาลตำบลท่าศาลา รวมทั้งเจ้าหน้าที่แขวงทางหลวงเชียงใหม่ที่ 2 แต่ต่อมากลับถูกคู่กรณีซึ่งเป็นเจ้าของอู่รับขนส่งดังกล่าวโทรมาพูดคุย จากการที่มีเจ้าหน้าที่นำข้อมูลไปให้คู่กรณี จึงทำให้ต้องมีการเข้าสอบถามข้อเท็จจริงดังกล่าวอีกครั้ง

เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว จากการสอบถามผู้ร้องเรียนรายนี้ ได้เล่าว่า ปัญหาที่ตนร้องเรียนครั้งนี้เกิดจากคู่กรณีใช้ไหล่ทางซึ่งเป็นทางสาธารณะมาประกอบธุรกิจ และก่อนหน้านี้ตนได้แจ้งร้องเรียนไปยังหน่วยงานเกี่ยวข้องทั้งหมด 4 หน่วยงาน ประกอบด้วย แขวงทางหลวงเชียงใหม่ที่ 2 , เทศบาลตำบลท่าศาลา , กลุ่มงานจราจรจังหวัดเชียงใหม่ และตำรวจทางหลวงเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.64 ที่ผ่านมา โดยตนมองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนความผิดที่มีกฎหมายบังคับอย่างชัดเจนว่า รถบรรทุกจอดไหล่ทางจะมีความผิด ซึ่งในวันที่ตนได้แจ้งเรื่องไปนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรก็ได้เข้ามาทำการแปะใบสั่งไว้ที่รถบรรทุกที่จอดอยู่ แต่ต่อมาตนก็ไม่ทราบว่าทางคู่กรณีได้ไปเจรจาเคลียร์กับทางเจ้าหน้าที่อย่างไร

แต่ต่อมาเมื่อวานนี้ (21 ธ.ค.64) ทางเจ้าของอู่ดังกล่าวได้โทรศัพท์มาหาตน ซึ่งตนคาดว่าข้อมูลที่ทางคู่กรณีได้มานั้นน่าจะมาจากแขวงทางหลวงเชียงใหม่ที่ 2 ซึ่งตามหลักนั้นการแจ้งร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่างๆ จะต้องไม่มีข้อมูลของผู้ร้องเรียนหลุดไปยังคู่กรณีที่ร้องเรียน และต้องให้ทางหน่วยงานเป็นฝ่ายจัดการ ไม่ใช่ให้ทางคู่กรณีโทรมาหาตน และจากการพูดคุยกับทางคู่กรณีก็ยังมีการพูดจาในเชิงข่มขู่ และระบุว่าตัวเองมีสิทธิ์ที่จะจอดบริเวณดังกล่าว โดยตนมีหลักฐานเป็นคลิปเสียงที่ได้บันทึกไว้ในระหว่างการสนทนากับคู่กรณีด้วย ซึ่งการกระทำดังกล่าวก็ถือเป็นการละเมิดสิทธิของตนที่ไม่ควรจะโทรมาคุยด้วยตัวเอง และเป็นความผิดที่ควรจะต้องไปจัดการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเส้นทางจุดดังกล่าวก็เป็นเส้นทางสาธารณะของประชาชนและถือเป็นการกระทำที่ผิดอย่างชัดเจนอยู่แล้ว

ต่อมาทางผู้สื่อข่าวได้เข้าทำการสอบถามกับทางด้าน นายอนุชา ผ่านด่าน อายุ 50 ปี เจ้าของอู่รับจ้างขนส่งรถบริเวณดังกล่าว ได้บอกว่า ตนเป็นคนทำมาหากินอยู่บริเวณนี้ โดยเปิดมาได้ประมาณ 5 เดือน และรถที่มาจอดบริเวณนี้นั้นก็ไม่ได้จอดนาน เพียงมาจอดแล้วก็ออกไป โดยในวันดังกล่าวที่ทางผู้ร้องเรียนลงมาถ่ายภาพนั้นเป็นวันที่ตัวต้องส่งรถ จึงทำให้มีรถขนส่งหลายคันมาจอดที่ถนนดังกล่าว เพื่อรอเติมน้ำมันและนำรถขึ้น ขณะเดียวกันตนเห็นว่าบริเวณถนนเส้นนี้รถก็ไม่ได้วิ่งผ่านสัญจรไปมาบ่อยนัก และนานๆ จะมีรถวิ่งผ่านมา ซึ่งที่ผ่านมาหลังจากมีผู้ร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น ตนก็เคยถามประชาชนในละแวกดังกล่าว รวมทั้งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ก็ได้คำตอบว่าไม่เกะกะอะไร และทางคนร้องเรียนก็อยู่คนละซอยซึ่งก็ไม่ทราบว่าเกิดความเดือดร้อนอะไรกับทางผู้ร้องเรียน

ขณะเดียวกันที่ผ่านมากรณีดังกล่าวก็มีทางเทศบาลตำบลท่าศาลาได้เข้ามาแจ้งกับตนเพียงว่า ให้จอดรถเพียงฝั่งเดียวและอย่างจอดคู่กันเนื่องจากจะทำให้เส้นทางแคบพร้อมทั้งตั้งกรวยให้เรียบร้อย ซึ่งทางเทศบาลก็อนุโลมให้จอดได้ ส่วนกรณีที่ผู้ร้องเรียนเข้าไปแจ้งกับทางแขวงทางหลวงเชียงใหม่ที่ 2 แล้วตนได้ข้อมูลเบอร์โทรศัพท์มานั้นก็ไม่ใช่ เพราะทางผู้ร้องเรียนก็มีคนรู้จักค่อนข้างมาก และเป็นคนกว้างขวาง ตนจึงได้ไปสอบถามเบอร์โทรศัพท์ และยืนยันว่าข้อมูลไม่ได้มาจากทางเจ้าหน้าที่ที่ผู้ร้องเรียนไปแจ้งแต่อย่างใด และที่ผ่านมาก็มีเจ้าหน้าที่เข้ามาแจ้งเตือนร่วมถึงมีการติดใบสั่ง ซึ่งตนก็พร้อมปฏิบัติตามข้อบังคับ ซึ่งก็ยอมรับว่าในเรื่องของกฎหมายนั้นตนก็มีความผิดในเรื่องของการจอดรถแต่ก็เป็นงานที่ทำ และพร้อมจะปรับเปลี่ยนหากทางเจ้าหน้าที่เข้ามาเจรจาพูดคุยด้วย

อย่างไรก็ตามเกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้น จากการสอบถามทางด้าน นายเอกนรินทร์ จินทะวงศ์ ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงเชียงใหม่ที่ 2 เปิดเผยว่า กรณีที่เกิดขึ้นที่มีผู้ร้องเรียนแจ้งมายังแขวงทางหลวงเชียงใหม่ที่ 2 ก็มีความเกี่ยวข้องทางกฎหมาย ซึ่งเป็น พ.ร.บ.ทางหลวง มาตรา 41 ระบุว่า ผู้อำนวยการทางหลวงมีอำนาจห้ามมิให้ผู้ใดหยุด จอด หรือกลับยานพาหนะใดๆ บนทางจราจรหรือไหล่ทางในทางหลวงสายใดทั้งสายหรือบางส่วนได้ โดยทำเป็นประกาศหรือเครื่องหมายให้ปรากฏไว้ในเขตทางหลวงนั้น ซึ่งในส่วนนี้เป็นดุลยพินิจของ ผู้อำนวยการฯ ที่ดูแล้วนั้นเห็นว่า การจอดรถหรือกระทำใดๆ มีผลทำให้เกิดอันตราย หรือกีดขวางการจราจร มีอำนาจในการทำสัญญาณหรือป้ายห้ามจอด โดยในเคสนี้พบว่ามีการจอดบนไหล่ทาง ซึ่งอาจจะต้องมีการทำป้ายเพื่อบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.อย่างชัดเจน เพื่อให้เห็นว่าจุดดังกล่าวเป็นพื้นที่ห้ามจอด แต่หากยังฝ่าฝืนก็จะต้องให้ผู้ใช้กฎหมายดำเนินการตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก และแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรเข้าไปดำเนินการตามกฎหมาย โดยใช้มาตรา 41 ที่ได้แจ้งไปโดยมีโทษ จำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 5,000 บาท ประกอบกับตนมองแล้วว่าจุดดังกล่าวทำให้เกิดปัญหาที่ก่อให้เกิดการจราจรติดขัดเนื่องจากเป็นทางด้านในและทางแคบ รวมถึงเจตนาของผู้จอดก็เข้าข่ายเจตนาที่จะจอดแช่ หรือจอดข้ามคืน ซึ่งดูตามเจตนาหากมีเจตนาจะเอารถ ขึ้น-ลง จอดไม่นานก็ไม่มีปัญหา แต่หากมีเจตนาจอดนานข้ามคืน หรือจอดนานเกินไป ตามกฎหมายก็ไม่สามารถทำได้

ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงเชียงใหม่ที่ 2 บอกอีกว่า ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้ก็มีผู้ร้องเรียนประสานมาแล้ว ซึ่งหลังจากนี้ก็จะมีมาตรการที่เข้มข้นขึ้นหลังจากที่มีการดำเนินมาตรการเบาไปแล้วโดยการเข้าไปแจ้งเตือน ซึ่งทางผู้ถูกเตือนก็ได้ปฏิบัติตามระยะหนึ่ง แต่ก็กลับมาเป็นแบบเดิม โดยหลังจากนี้ก็จะได้มีการดำเนินการตามมาตรการที่เข้มข้นขึ้นในลักษณะจับปรับ และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Facebook Comments