ตร.ภาค 5 จับกุมผู้ต้องหาเครือข่ายค้ามนุษย์ลวงคนไทยไปทำงานประเทศเพื่อนบ้าน สุดท้ายบังคับให้เป็น Scammer หลอกเหยื่อลงทุนโอนเงินให้

535

ตำรวจภูธรภาค 5 จับกุมผู้ต้องหาเครือข่ายค้ามนุษย์ลวงคนไทยไปทำงานประเทศเพื่อนบ้าน สุดท้ายบังคับให้เป็น Scammer หลอกเหยื่อลงทุนโอนเงินให้

เมื่อเวลา 14.00 น. วันนี้ (13 พ.ย.64) ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผบช.ภ.5 พร้อมด้วย พล.ต.ต.พิเชษฐจิระนันตสิน รอง ผบช.ภ.5 , พล.ต.ต.ชินวิช วิชัยธนพัฒน์ ผบก.ภ.จว.เชียงราย และ พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5 ได้ร่วมกันแถลงข่าว การจับกุมผู้ต้องหาขบวนการค้ามนุษย์ ลักลอบพาคนชาวไทยไปบังคับใช้แรงงานผิดกฎหมายในประเทศเพื่อนบ้าน

โดยการจับกุมตัวผู้ต้อง เป็นหญิงไทย อายุประมาณ 25 ปี ชาวจังหวัด ภูเก็ต ซึ่งเป็นบุคคลตามหมายจับของศาลจังหวัดเชียงราย ที่ 212/2564 ลง 11 พฤศจิกายน 2564 โดยถูกจับกุมตัวที่ .กุยบุรี .กุยบุรี จว.ประจวบคีรีขันธ์ ในความผิดฐาน “ร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป หรือโดยสมาชิกขององค์กรอาชญากรรม เพื่อกระทำการค้ามนุษย์แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากการบังคับใช้แรงงานหรือบริการฯ” อัน เป็นความผิดตาม ...ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 และ ...ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556

ทั้งนี้ทาง พล...ปิยะ ต๊ะวิชัย ผบช..5 เปิดเผยว่า ในการจับกุมผู้ต้องหาคดีนี้ เนื่องจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งข้อมูลว่ามีชายไทยติดต่อขอความช่วยเหลือและกำลังติดอยู่ที่ประเทศลาวไม่สามารถเดินทางออกไปไหนได้และถูกบังคับให้ทำงานเกี่ยวกับ Scammer (หลอกลวงคนไทยในประเทศไทยให้ลงทุนหรือโอนเงินให้บริษัท) เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ประสาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรีบเข้าทำการช่วยเหลือและคุ้มครองชายไทยดังกล่าวไว้ได้

จากนั้นได้ทำการสืบสวนเรื่อยมา จนกระทั่ง ทราบว่า มีกลุ่มขบวนการชาวไทยและต่างประเทศ คอยทำหน้าที่จัดหา ชักชวน หลอกลวง คนไทยให้ไป ทำงานยังประเทศเพื่อนบ้าน คือ ลาว เมียมา กัมพูชาโดยจะหลอกลวงว่า เป็นงานเกี่ยวกับการใช้ระบบอินเทอร์เน็ต มีหน้าที่คอยช่วยบริษัทในการลงทุน ในตลาดหุ้น หรือ Cryptocurrency พร้อมกับหลอกลวงว่าจะได้รับรายได้สูง จากนั้นจะนัดหมายให้คนไทยที่สนใจไปทำงาน เตรียมตัวเดินทางข้ามชาติแดน แต่เนื่องด้วยสถานการณ์โควิด-19 จุดผ่านตามแนวชายแดนจึงยังไม่เปิดตามปกติ คนร้ายจึงแอบติดต่อกับขบวนการลักลอบพาคนข้ามประเทศแบบผิดกฎหมายอาศัยช่องทางธรรมชาติต่างๆ โดยแบ่งหน้าที่กันทำอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ภายในประเทศไทย จนกระทั่งถึง อาคารที่พัก หรือที่ทำงานในประเทศเพื่อนบ้าน จากนั้น เมื่อคนไทยที่ถูกหลอกให้มาทำงานแล้ว จะถูกบังคับให้ ทำงานเกี่ยวกับ ระบบ Scammer โดยให้มีการสร้างตัวตนปลอมขึ้นมาแล้ว พยายามติดต่อไปยังคนไทยที่อยู่ใน ประเทศไทย พูดคุยผ่านแอปพลิเคชัน ต่างๆ หลอกลวงให้หลงเชื่อเพื่อให้ทำการมาลงทุนหรือโอนเงินมาให้กับทางบริษัท ที่อยู่ในต่างประเทศ ซึ่งในคดีนี้เป็นกรณีที่ผู้เสียหายถูกหลอกลวงให้ไปทำงานยัง ประเทศลาว ซึ่งเบื้องต้น เชื่อว่า มีนายทุนเป็นชาวจีน เป็นเจ้าของบริษัท ตั้งอยู่ในเขตย่าน คาสิโน คิงส์โรมัน แขวงบ่อแก้ว ประเทศลาว

นอกจากนี้ จากการสืบสวนยังพบว่ามีคนไทยอีกจำนวนหนึ่งที่ถูกหลอกให้มาทำงานในลักษณะนี้ และยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ ซึ่งพฤติการณ์การหลอกลวงดังกล่าว เป็นรูปแบบของการแสวงหาผลประโยชน์จากการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ หรือการอื่นใดอันคล้ายคลึงกัน อันเป็นการขูดรีดบุคคล

ผบช..5 กล่าวอีกว่า จากการขยายผลยังมีกลุ่มคนไทยที่ถูกแก๊ง Scammer นี้ หลอกลวงให้ลงทุน และโอนเงินอีกหลายราย รวมความเสียหายเป็นมูลค่าหลายล้านบาท ซึ่งความผิดในส่วนแรกจะมีลักษณะเป็นแก๊งคอเซนเตอร์ จะเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน และในส่วนที่ 2 ก็เป็นความผิดฐาน “ร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป หรือโดยสมาชิกขององค์กรอาชญากรรม เพื่อกระทำการค้ามนุษย์แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากการบังคับใช้แรงงานหรือบริการฯ” และ ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเอง หรือของผู้อื่น ตาม .อาญา ม.338 โดยได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ ศพดส..5 สืบสวนขยายผล จับกุมเครือข่าย ผู้สั่งการ และผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Facebook Comments