Home ข่าวทั่วไทย เชียงใหม่ป่วย "ไข้หวัดใหญ่" อันดับ 2 ของประเทศ แพทย์แนะช่วงฝนตกต้องระวัง ปีนี้ทั่วประเทศป่วยแล้วกว่า 1 แสนราย

เชียงใหม่ป่วย “ไข้หวัดใหญ่” อันดับ 2 ของประเทศ แพทย์แนะช่วงฝนตกต้องระวัง ปีนี้ทั่วประเทศป่วยแล้วกว่า 1 แสนราย

-

เชียงใหม่ป่วย “ไข้หวัดใหญ่” อันดับ 2 ของประเทศ แพทย์แนะช่วงฝนตกต้องระวัง ปีนี้ทั่วประเทศป่วยแล้วกว่า 1 แสนราย

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2563 นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า ประเทศไทยเกือบทุกพื้นที่ยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง บางพื้นที่อุณหภูมิลดลงในตอนเช้าจนร่างกายปรับตัวไม่ทัน อาจทำให้พบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้น จึงขอให้ประชาชนดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็กและเด็กวัยเรียนที่มีการรวมกลุ่มกันเป็นจำนวนมากในสถานศึกษา

สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 12 ตุลาคม 2563 พบผู้ป่วย 112,283 ราย เสียชีวิต 3 ราย โดยพบผู้ป่วยมากสุดในเด็กแรกเกิด – 4 ปี รองลงมาคืออายุ 10-14 ปี และอายุ 7-9 ปี ตามลำดับ ซึ่งเป็นกลุ่มเด็กเล็กและเด็กวัยเรียน ส่วนจังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 5 อันดับแรก คือ พะเยา เชียงใหม่ หนองคาย ระยอง และกรุงเทพมหานคร ตามลำดับ สำหรับในปี 2562 ช่วงเดือนมกราคม – กันยายน พบผู้ป่วย 304,225 ราย เสียชีวิต  20 ราย จากสถานการณ์ดังกล่าวจะเห็นได้ว่าในปี 2563 มีจำนวนผู้ป่วยลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (ปี 2562) จากความร่วมมือของประชาชนในการปฏิบัติตนตามคำแนะนำในช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด 19 ที่มีการติดต่อในลักษณะเดียวกัน ทำให้ประชาชนดูแลตนเองและปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคโควิด 19 โดยการสวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ล้างมือบ่อยๆ เว้นระยะห่าง แยกของใช้ และหลีกเลี่ยงสถานที่แออัด ซึ่งมาตรการป้องกันดังกล่าว ยังส่งผลให้พบผู้ป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะโรคไข้หวัดใหญ่ อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้ยังคงมีฝนตกในหลายพื้นที่ อาจทำให้ประชาชนเจ็บป่วยได้ง่าย โดยเฉพาะโรคระบบทางเดินหายใจ จึงขอให้ประชาชนดูแลสุขภาพและป้องกันตนเอง   อย่างต่อเนื่อง

นายแพทย์โอภาส กล่าวต่อไปว่า ขอแนะนำประชาชนที่ต้องเข้าไปในพื้นที่ที่มีคนหนาแน่น โดยเฉพาะ ในสถานศึกษา ขอให้ระมัดระวังการติดเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่ที่สามารถติดต่อจากการไอ จามรดกัน หรือจากการสัมผัสสิ่งของที่มีเชื้อโรค เช่น แก้วน้ำ ลูกบิดประตู เป็นต้น สำหรับอาการของโรคจะคล้ายไข้หวัด แต่จะมีอาการปวดกล้ามเนื้อและปวดศีรษะ อ่อนเพลีย แต่สามารถหายเองได้ใน 5-7 วัน ดังนั้นหากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง หรือผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ควรรีบพบแพทย์ทันที อย่างไรก็ตามในประเทศไทยมีรายงานพบผู้ป่วยได้ตลอดทั้งปี โดยพบมากในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว นอกจากนี้ ขอให้ประชาชนสังเกตอาการของโรคโควิด 19 หากมีอาการไข้ ไอ หายใจเหนื่อยหอบ เพราะคล้ายกับโรคไข้หวัดใหญ่ ควรรีบพบแพทย์ทันที

ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนยึดหลัก “ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด” เพื่อป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ ปิด คือ ปิดปาก ปิดจมูก เมื่อไอ จาม โดยใช้ผ้าหรือกระดาษทิชชูทุกครั้ง หากเจ็บป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่ ควรใส่หน้ากากอนามัย  ล้าง คือ ล้างมือบ่อยๆ เมื่อสัมผัสสิ่งของ เช่น ลูกบิด ราวบนรถโดยสาร  เลี่ยง คือ หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย หรือในสถานที่ที่มีคนอยู่หนาแน่น และ หยุด คือเมื่อป่วยควรหยุดเรียน หยุดงาน หยุดกิจกรรม แม้ผู้ป่วยมีอาการไม่มาก ควรหยุดพักรักษาตัวอยู่บ้านจนกว่าจะหายเป็นปกติ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

Must Read

(มีคลิป Video) ตัวแทนกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านเผด็จการ ฉายแสงโปรเจคเตอร์แสดงสัญลักษณ์จุดยืนการต้านอำนาจ ตามแจ่งคูเมืองและแลนด์มาร์กสำคัญในเมืองเชียงใหม่

(มีคลิป Video) ตัวแทนกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านเผด็จการ ฉายแสงโปรเจคเตอร์แสดงสัญลักษณ์จุดยืนการต้านอำนาจ ตามแจ่งคูเมืองและแลนด์มาร์กสำคัญในเมืองเชียงใหม่ ช่วงค่ำคืนวันที่ 22 ต.ค. 63 รายงานข่าวแจ้งว่า ที่บริเวณจุดสำคัญหลายแห่งในพื้นที่ตัวเมืองเชียงใหม่ ได้มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมในการต่อต้านเผด็จการ ที่ออกมาขับเคลื่อนแสดงจุดยืนในการต่อต้าน โดยวันนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบจากการชุมนุมที่ใช้จำนวนคนในการแสดงออกเจตนารมณ์มาเป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์ด้วยการฉายแสงโปรเจคเตอร์ เป็นสัญลักษณ์ที่ใช้ในการปักหมุดที่ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ในก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงเจตนารมณ์ในการบ่งชี้ว่า ประเทศนี้เป็นของราษฎร โดยการฉายแสงโปรเจคเตอร์นั้น ได้มีการฉายภาพบนกำแพงเมืองเชียงใหม่ รวมไปถึงสถานที่สำคัญต่างๆ อีกหลายแห่ง อาทิเช่นที่ บริเวณ 4 มุม...
error: Alert: Content is protected !!