จ.เชียงใหม่ เปิดศูนย์บัญชาการฯ ส่วนแยก ร่วมดับไฟป่าดอยสุเทพ-ปุย หลังเกิดไฟป่าในพื้นที่ต่อเนื่อง

จ.เชียงใหม่ เปิดศูนย์บัญชาการฯ ส่วนแยก หลังเกิดไฟป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย อย่างต่อเนื่อง โดยจะเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น เพื่อเร่งดับไฟโดยเร็วที่สุด

      เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2563 เวลา 15.00 น. นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย พล.ต.จิรเดช กมลเพ็ชร รองแม่ทัพภาคที่ 3, พล.ต.ต.สืบสกุล บัวระวงศ์ ผบ.มทบ.33 นายคมสัน สุวรรณอัมพา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่, พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผบช.ภ.5, พ.ต.อ.ปิยะพันธ์ ภัทรพงศ์สินธุ์ รอง ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, นายวุฒิชัย โสมวิภาต หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย และผู้อำนวยการศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ ร่วมกันแถลงข่าวการเปิดศูนย์บัญชาการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) จังหวัดเชียงใหม่ (ส่วนแยก) ถึงความคืบหน้าสถานการณ์การเกิดไฟป่าในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ – ปุย ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคมที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมชั้น 3 สภ.ภูพิงค์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่

       นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า การเปิดศูนย์ฯ ในวันนี้เป็นการเปิดศูนย์ฯ แห่งที่ 4 ที่มีขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่ง สภ.ภูพิงค์ จะเป็นจุดหลักในการดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำความผิดเรื่องการเผาป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย เนื่องจากปัจจุบันมีการเกิดไฟป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย อย่างต่อเนื่องและสร้างความเสียหายให้กับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงเกิดมลพิษทำให้เกิดผลกระทบกับประชาชนและผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ดังนั้น ทางจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้บูรณาการกับทุกภาคส่วนจากเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กำลังทหารจากมณฑลทหารบกที่ 33 กองบิน 41 เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ และประชาชนอาสาสมัคร เข้าดำเนินการดับไฟป่าภาคพื้นดินตลอดทั้งวันทั้งคืน และทางอากาศ ได้รับการสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์แบบ MI 17 จากกองทัพบก เฮลิคอปเตอร์ KA-32 จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และเฮลิคอปเตอร์ดับไฟป่าของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จนกระทั่งในช่วงบ่ายวันนี้เจ้าหน้าที่สามารถดับไฟป่าที่เกิดขึ้นจุดสุดท้ายบริเวณน้ำตกมณฑาธารได้แล้ว

      ด้านนายวุฒิชัย โสมวิภาต หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย กล่าวว่า สาเหตุของไฟป่าเกิดจากการลักลอบเผาป่าเพื่อล่าสัตว์หลังจากนี้ได้มีการปรับแผนการปฏิบัติงานโดยมีการสนธิกำลังเจ้าหน้าที่จากภาคส่วนต่างๆ รวมทั้งอาสาสมัครภาคประชาชน เพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนเฝ้าระวังอย่างเข้มข้นในพื้นที่สำคัญคือ ป่ารอบพื้นที่พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์และวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร รวมถึงพื้นที่ป่าที่ยังไม่ถูกไฟไหม้โซนด้านล่างของหมู่บ้านขุนช่างเคี่ยน ,ป่ารอยต่ออำเภอแม่ริมและอำเภอหางดง หากพบการเกิดไฟจะต้องเข้าดับทันทีไม่ให้เกิดการลุกลาม อย่างไรก็ตามเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านได้เกิดไฟป่าไหม้ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ – ปุย อีกครั้ง บริเวณเชิงดอยใกล้กับวัดผาลาด ซึ่งเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าภาคพื้นดิน ทั้งเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ,ทหาร และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำลังระดมกำลังช่วยกันดับไฟที่เกิดขึ้น ซึ่งไฟค่อนข้างรุนแรงเพราะมีเชื้อเพลิงสะสมเป็นจำนวนมาก เนื่องจากไม่เคยเกิดไฟป่าขึ้นหลายปีแล้ว

     นายคมสัน สุวรรณอัมพา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินการของจังหวัด ได้เร่งระดมกำลังในระดับอำเภอ แต่ปัจจุบันได้เพิ่มความเข้มงวดไปถึงระดับหมู่บ้าน เพราะในชุมชนจะทราบว่าในพื้นที่ตนเองมีใครเข้าไปในป่าและดำเนินการอะไรบ้าง หากหมู่บ้านเข้มแข็ง ก็จะทำให้เกิดจุดความร้อนที่ลดลง ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า สภาพอากาศในพื้นที่เชียงใหม่ได้รับผลกระทบทำให้สุขภาพประชาชนแย่จากมลพิษที่เกิดจากไฟป่า กลายเป็นพื้นที่สีแดง เสี่ยงด้านปัญหาสุขภาพ จึงต้องเร่งดำเนินการลดการเผาในพื้นที่ให้เร็วที่สุด

     สำหรับ สถานการณ์ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จากการประเมินเบื้องต้นมีพื้นที่เสียหายจากไฟป่าแล้วไม่ต่ำกว่า 2,400 ไร่ ปัจจุบันได้เน้นกำลังป้องกันบริเวณโดยรอบวัดพระธาตุดอยสุเทพ และบริเวณพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ เป็นหลัก เพราะถือเป็นสถานที่สำคัญ และได้ลดกำลังเจ้าหน้าที่ในจุดที่มีการดับไฟแล้ว ไปในจุดที่ยังไม่เกิดเหตุเพลิงไหม้ เพื่อลาดตระเวน ฝังตัว และป้องกันไม่ให้เกิดไฟป่า โดยเฉพาะจุดที่ไม่เคยเกิดไฟป่ามาก่อนต้องเร่งป้องกัน ส่วนจุดที่เกิดไฟป่ามาแล้ว สาเหตุที่ลดเพราะเชื้อเพลิงส่วนใหญ่ถูกเผาไหม้ไปแล้ว และคงไม่เกิดซ้ำอีก หรือเกิดก็จะเป็นไฟที่ลุกไหม้จากการที่มีควันแล้วมีลมพัด ทำให้ตอไม้ที่ยังมีควันอยู่เกิดไฟลุกไหม้อีกครั้ง แต่ก็จะไม่ลุกลาม เนื่องจากพื้นที่โดยรอบนั้นเชื้อเพลิงหมดไปแล้ว