ไหว้พระ 9 วัด ในคูเมืองเชียงใหม่ เสริมสิริมงคลให้แก่ตัวเอง การเดินทางนั้นก็แสนสะดวกสบาย และยังง่ายต่อการไปไหว้สักการะ

เริ่มต้นวันใหม่ที่ดีด้วยการไปไหว้พระ 9 วัด ในคูเมืองเชียงใหม่ เพื่อเสริมสิริมงคลให้แก่ตัวเองซึ่งการเดินทางนั้นก็แสนสะดวกสบาย และยังง่ายต่อการไปไหว้สักการะ ดังนั้นเราไปเริ่มที่วัดแรกกันเลย

 

1.วัดเชียงมั่น

          วัดเชียงมั่นพุทธศาสนสถานอีกหนึ่งแห่ง ที่ถือได้ว่ามีความสำคัญสำหรับชาวเชียงใหม่เป็นอย่างยิ่ง วัดที่เก่าแก่ที่ สุดในตัวเมืองเชียงใหม่และถือเป็นวัดแห่งแรกในเขตกำแพงเมือง เมื่อขุนเม็งรายมหาราชสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้น เมื่อปี พ.ศ.1839 พระองค์ทรงยกพระตําหนักที่ประทับชื่อ ตําหนักเชียงมั่นถวายเป็นพระอารามใหม่ชื่อว่า วัดเชียงมั่น วัดนี้เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปสําคัญของเชียงใหม่ คือ พระเสตังคมณี หรือพระแก้วขาว ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนชาวเชียงใหม่นอกจากวัดเชียงมั่นจะมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ของ เมืองเชียงใหม่ ในฐานะที่เป็นพระอารามหลวงแห่งแรกในเขตกำแพงเมืองแล้ว เมื่อถึงเทศกาลสลากภัตร หรือ ทานก๋วยสลาก จะมีการทานข้าวสลากที่วัดนี้ก่อนแล้วจึงจะทำที่วัดอื่น ๆ ต่อไป ในสมัยพญามังราย วัดเชียงมั่น ยังเป็นศูนย์กลางการศึกษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนาอีกด้วย นอกจากนี้ วัดเชียงมั่นเป็นสถานที่รวบรวมโบราณ วัตถุ จำนวนมาก ซึ่งอาคารเสนาสนะและปูชนียวัตถุของวัดเชียงมั่นประกอบไปด้วย วัดเชียงมั่นมี สถาปัตยกรรม สําคัญ ได้แก่ เจดีย์สี่เหลี่ยมผสมทรงกลม ฐานช่างล้อม พระอุโบสถและหอไตร

ปูชนียสถาน
1.วิหารหลวง ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของวัดถัดจากหอไตรรูปทรงสถาปัตยกรรมแบบล้านนาด้านหน้าอุโบสถประดิษฐานศิลาจารึก หลักที่ 76 จารึกเมื่อปี พ.ศ. 2124 อุโบสถหลังนี้สร้างขึ้นพร้อมกับวิหารและหอไตร กรมศิลปากรประกาศขึ้น ทะเบียนพร้อมกันกับเจดีย์ วิหาร และหอไตร

2.เจดีย์ช้างล้อม เป็นเจดีย์รูปทรงสถาปัตยกรรมล้านนาฐานช้างล้อม องค์เจดีย์ผสมสี่เหลี่ยมและทรงกลมเปิดทองจังโก สร้างขึ้น เมื่อ พ.ศ. 1840 ครั้งพญามังรายสถาปนาวัดเชียงมั่น และได้รับการบูรณะซ่อมแซมจากผู้ครองนคเชียงใหม่สืบมา กรมศลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแล้วเมื่อ พ.ศ. 2478

3.พระแก้วขาว หรือ พระเสตังคมณี เป็นพระพุทธรูปที่นับถือกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ สามารถคุ้มครองป้องกัน อันตรายและอำนวยความ สุขสวัสดิ์มงคลแก่ผู้ที่เคารพสักการะ

 

2.วัดมณเฑียร

วัดแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1974 เดิมชื่อ “วัดราชมณเฑียร” เป็นวัดแรกที่พระเจ้าติโลกราช กษัตริย์สมัยราชวงศ์มังรายทรงสร้างขึ้นในรัชสมัยที่พระองค์ทรงราชาภิเษกเป็นพระเจ้าแผ่นดินปกครองเมืองเชียงใหม่ พระเจ้าติโลกราชและพระมหาเทวีทรงโปรดเกล้าให้รื้อพระตำหนักราชมณเฑียรส่วนพระองค์มาสร้างเป็นวัดเพื่อถวายพระมหาญาณคัมภีร์มหาเถระและคณะ พระองค์ทรงพระราชทานนามวัดนี้ว่า “วัดราชมณเฑียร” 
       ในสมัยที่ราชวงศ์มังรายเรืองอำนาจ วัดราชมณเฑียรมีความเจริญรุ่งเรืองมาก เนื่องจากเป็นวัดที่อยู่ในพระราชูปถัมภ์ของพระมหากษัตริย์ และพระมหาญาณคัมภีร์ปฐมเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดมณเฑียรยังเป็นนักปราชญ์ผู้ทรงคุณธรรม เป็นที่เคารพนับถือและเลื่อมใสของพุทธศาสนิกชนชาวล้านนาในอดีต เพราะทรงทำนุบำรุงเผยแพร่ศาสนาพุทธจนรุ่งเรือง และแผ่ขยายไปถึงแคว้นนครเชียงตุง และเมืองสิบสองปันนา
แต่ภายหลังอาณาจักรล้านนาล่มสลาย ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่านานกว่า 200 ปี วัดวาอารามในล้านนาถูกปล่อยให้รกร้าง ขาดการบูรณะซ่อมแซม จนอยู่ในสภาพทรุดโทรม กระทั่งเมื่อพระเจ้ากาวิละได้กอบกู้เอกราชของแคว้นล้านนาคืนมา วัดราชมณเฑียรและอารามที่สำคัญในเมืองเชียงใหม่จึงได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ จนกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง
เมื่อปี พ.ศ. 2543 วัดราชมณเฑียรได้รับการบูรณะครั้งใหญ่โดยการอุปถัมภ์ของศาสตราจารย์ ดร.อุกฤษ และท่านผู้หญิงมณฑินี มงคลนาวิน

ปูชนียสถาน
1.วิหารลายคำ พระวิหารหลวงสถาปัตยกรรมไทยล้านนา 2 ชั้น ตัวอาคารประดับด้วยลวดลาย ปูนปั้น  และลายคำแบบล้านนา ชั้นหนึ่งเป็นสถานที่ทำบุญของพุทธศาสนิกชน ส่วนชั้นที่สองใช้เป็นสถานที่ทำสังฆกรรมของพระภิกษุ และสามเณร  ภายในพระวิหารมีภาพจิตรกรรมเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตของพระมหาญาณคัมภีร์  ตั้งแต่เริ่มบวช เผยแผ่พระศาสนา สืบพระศาสนาไปยังศรีลังกา จนกระทั่งมาเผยแพร่ศาสนาในเมืองเชียงใหม่ นอกจากนี้ฝาผนังยังมีการวาดลวดลายคำ ซึ่งเป็นลายดอกไม้แบบโบราณ ซุ้มประตูหน้าพระวิหารประดับปูนปั้น และกระจกแก้วอังวะ ติดทองคำเปลว ลวดลายล้านนาประยุ

2. พระพุทธราชมณเฑียร สลักด้วยหินทราย ทรงเครื่องศิลปะล้านนา ปัจจุบันในเมืองเชียงใหม่มีพระพุทธรูปหินทรายที่วัดร่ำเปิงเท่านั้น พระมหาชัชวาล โชติธฺมโม เจ้าอาวาส นำหินทรายมาจากเมืองพะเยา

 

3.วัดดับภัย

วัดดับภัย ชื่อเดิมคือ วัดอภัย หรือวัดตุงกระด้าง สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2021 ซึ่งตรงกับสมัยอาณาจักรล้านนาราชวงศ์มังรายในยุครุ่งเรือง ตามตำนานเดิมถูกบันทึกไว้ว่า ในสมัยกาลก่อนนั้น มีพระยาท่านหนึ่งที่มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่งจึงได้สร้างพระพุทธปฏิมาเพื่อเป็นที่สักการบูชาขึ้นมาองค์หนึ่งชื่อว่า พระเจ้าดับภัย ไม่ว่าท่านจะย้ายไปอยู่ที่ไหนท่านก็จะอันเชิญพระเจ้าดับภัยไปด้วยทุกที่ เพื่อให้เกิดความเป็นศิริมงคลแก่ตนเองและเหล่าข้าราชบริวาร ต่อมาพระยาอภัยเกิดล้มป่วยลงอย่างหนักซึ่งไม่ว่าจะรักษาด้วยวิธีการใดก็ไม่หายหรือบรรเทาลงได้ พระยาอภัยจึงได้ทำการตั้งจิตอธิษฐานต่อหน้าพระเจ้าดับภัยขอให้ช่วยปกป้องรักษาตนให้หายจากอาการเจ็บป่วย หลังจากนั้นต่อมาพระยาอภัยก็หายจากอาการเจ็บป่วยลงได้อย่างน่าอัศจรรย์ ครั้นในเวลาต่อมาท่านก็ได้พาเหล่าข้าราชบริวารมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บริเวณวัดตุงกระด้าง จึงได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์วัดนี้ให้มีสภาพดียิ่งขึ้น พร้อมกับอัญเชิญพระดับภัยมาประดิษฐานที่วัดแห่งนี้ จึงได้รับการขนานนามใหม่ว่าวัดดับภัยมาจนถึงทุกวันนี้

 

4.วัดปราสาท

วัดปราสาท ไม่มีประวัติหลักฐานที่แน่ชัด แต่ที่ปรากฎในหลักศิลาจารึกของ วัดตะโปธารามได้จารึกไว้ว่า วัดปราสาท มีมาตั้งแต่ครั้งที่อาณาจักรล้านนาเจริญรุ่งเรืองเมื่อปี พ.ศ. 2035 ในสมัยที่พระยายอดเชียงรายนั้นครองเมืองเชียงใหม่ ด้วยเหตุที่วัดนี้ตั้งอยู่ในเขตที่ประทับของเจ้านายและฝ่ายขุนนาง ทำให้ได้รับการทำนุบำรุงสืบต่อกันมา แม้กระทั่งในสมัยที่เชียงใหม่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่านั้น พระยาหลวงแสนคำ ก็ยังได้หล่อ พระเจ้าหมื่นทอง พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางมารวิชัยถวายไว้ที่วัดปราสาทในปี พ.ศ 2133 และได้จารึกข้อความไว้ที่ฐานพระองค์นี้ด้วย ต่อมาในสมัยเจ้าหลวงธรรมลังกา เมื่อปี พ.ศ.2366 ได้มีการบูรณะ วัดปราสาท และมีการสร้างพระวิหารขึ้น ซึ่งเป็นพระวิหารที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งพระวิหารหลังนี้มี ลักษณะแบบล้านนาดั้งเดิมที่มีโครงสร้างแบบม้าต่างไหม คือลักษณะหลังคาและไม้ขื่นคานลดหลั่นกันขึ้นไป เหมือนต่างบนหลังม้าสำหรับบรรทุกสิ่งของ มีบันไดนาคนำขึ้นสู่ตัวอาคาร ด้านหน้าวิหารมีลวดลายปูนปั้นประดับ กระจกสีอย่างวิจิตร ภายในพระวิหารมีจิตรกรรมฝาผนังลายคำบนพื้นรักสีแดงเล่าเรื่องพระพุทธประวัติได้อย่างน่าสนใจ ซุ้มปราสาทที่ประดิษฐานพระประธานเป็นศิลปะล้านนาโบราณที่หลงเหลืออยู่ไม่กี่แห่ง

ปูชนียสถาน
1. วิหาร
 มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม ที่หน้าบันวิหารลวดลายปูนปั้นประดับกระจกสีและไม้แกะสลักรูปสิงห์ ภายในพระวิหารจะเห็นกู่หรือปราสาทเชื่อมต่อกับผนัง ด้านทิศตะวันตก ในปราสาทประดิษฐานพระพุทธรูปปางประธาน ถ้ามองจากภายนอกจะเห็นสถูปเจดีย์ต่อเชื่อมกับวิหาร นับเป็นศิลปะโบราณล้านนาที่หาชมได้ยาก

2.พระเจดีย์ มีลักษณะเป็นทรงสี่เหลี่ยม จัตุรมุข ยื่นออกไปด้านข้าง มีพระพุทธรูปอยู่ภายใน 3 ด้าน

3. อุโบสถ มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบล้านนา หลังคาลดหลั่น


5.
วัดพระสิงห์ วรมหาวิหาร

วัดพระสิงห์ วรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ ๒ ถนนสามล้าน ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ในเขตกำแพงเมืองเก่า ลักษณะพื้นที่เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีเนื้อที่ 25 ไร่ 2 งาน 25 ตารางวา มีถนนล้อมรอบวัดทั้ง 4 ด้าน ทิศเหนือติดถนนอินทวโรรส ทิศตะวันออกติดถนนสามล้าน ทิศใต้ติดถนนแสนเมืองมา ทิศตะวันตกติดถนนอินทวโรรส ผู้สร้างวัด
วัดพระสิงห์ วรมหาวิหาร สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1888 โดยพญาผายู กษัตริย์เชียงใหม่ องค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์มังราย พญาผายูได้นำอัฐิ พญาคำฟู ผู้เป็นราชบิดา ซึ่งครองอยู่เมืองเชียงแสนมาบรรจุในสถูปประดิษฐานไว้ ณ ที่แห่งนี้ แล้วสร้างเป็นขึ้น ซึ่งเดิมทีเรียกวัดแห่งนี้ว่า วัดลีเชียงพระ เพราะที่บริเวณหน้าวัดเป็นสถานที่ค้าขายของชาวเมือง จนกลายเป็นตลาดลีเชียงพระ และเรียกชื่อวัดว่า “วัดลีเชียงพระ”
ต่อมาประมาณ พ.ศ. 1943 เจ้ามหาพรหม กษัตริย์เมืองเชียงราย ได้อัญเชิญ พระพุทธสิหิงค์ หรือพระสิงห์ ซึ่งได้มาจากเมืองกำแพงเพชร นำมาถวายพญาแสนเมืองมากษัตริย์เชียงใหม่ พญาแสนเมืองมาได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ หรือพระสิงห์ประดิษฐานไว้ที่วัดลีเชียงพระประชาชนจึงเรียกวัดลีเชียงพระว่า”วัดพระสิงห์” นับตั้งแต่นั้นมา
วัดพระสิงห์ วรมหาวิหาร ได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ ยกฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิด วรมหาวิหาร เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2483 ตรงกับรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อานันทมหิดล รัชกาลที่ 9

ปูชนียสถาน
1.
พระวิหารหลวง สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2467 เป็นที่ประดิษฐานพระศรีสรรเพชญ (หลวงพ่อโต) พระวิหารหลวงสถาปัตยกรรมแบบล้านนา กว้าง 24 เมตร ยาว 56 เมตร ผนัง-ต้นเสาคอนกรีตเสริมเหล็ก เครื่องบนไม้สักล้วน หลังคามุงกระเบื้อง มีช่อฟ้าใบระกา หางหงส์ มีมุขหน้าและมุขหลัง ด้านหน้ามี 3 ประตู ด้านหลังมีประตู 2 ข้าง ด้านข้างมี 2 ประตู มีหน้าต่าง ด้านละ 4 ช่อง พระวิหารหลังเดิมเป็นจัตุรมุข ซึ่งได้ชำรุดทรุดโทรมมากจนไม่สามารถบูรณะให้เหมือนเดิมได้ ครูบาศรีวิชัยจึงได้รื้อและสร้างพระวิหารหลวงปัจจุบันนี้แทน

2.พระวิหารลายคำ สร้างขึ้นสมัยของพญาธรรมลังกาหรือพระเจ้าช้างเผือก ระหว่าง พ.ศ. 2358-2364 เป็นสถานที่ประดิษฐานของพระพุทธสิหิงค์ พระวิหารลายคำสร้างเป็นศิลปะล้านนากว้าง 4 เมตร ยาว 30 เมตร มีช่อฟ้า ใบระกา หลังคามุงกระเบื้อง ดินเผาที่มีความสวยงามมาก ได้รับรางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่น มีลวดลายทองล่องชาดเทคนิคการฉลุลายปรากฏบนฝาผนังหลังพระประธาน และเสากลางวิหารและเสาระเบียงด้านหน้าพระวิหาร ตลอดถึงบางส่วนของโครงไม้ บนฝาผนังภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง เรื่อง สังข์ทองและสุวรรณหงส์ เขียนด้วยสีฝุ่นมีความงดงามมาก

3.หอไตร (หอพระไตรปิฎก) สร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้ากาวิละเมื่อ พ.ศ. 2354 เป็นสถาปัตยกรรมล้านนา กว้าง 4 วา 3 ศอก 4 นิ้ว ยาว 8 วา 118 นิ้ว เป็นที่เก็บคัมภีร์ และหีบธรรม มีความงดงาม มีลวดลายปูนปั้นประดับตกแต่งรอบบริเวณหอไตร

4.หอจงกรมครูบาศรีวิชัย สร้างเมื่อ พ.ศ. 2471 โดยหลวงอนุสารสุนทร สร้างถวายครูบาศรีวิชัย ใช้เป็นที่เดินจงกรม ได้บูรณะเมื่อ พ.ศ. 2547 เดิมมีทางเดินเชื่อมไปที่กุฏิไม้สักซึ่งกุฏิของครูบาศรีวิชัยปัจจุบันกุฏิไม้สักถูกไฟไหม้ไปแล้ว

 

6.วัดหมื่นเงินกอง

      วัดหมื่นเงินกอง สร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้ากือนา ระหว่าง พ.ศ. พ.ศ.1882 – 1916 หมื่นเงินกอง เป็นชื่อของมหาอำมาตย์ตำแหน่ง “ขุนคลัง” ท่านหนึ่งในรัชกาลพระเจ้ากือนา โดยโปรดให้ไปอาราธนาพระสุมนเถระชาวเมืองสุโขทัยมาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในดินแดนล้านนาไทย เมื่อ พ.ศ. 1912
      เป็นที่เข้าใจกันว่า มหาอำมาตย์หมื่นเงินกอง หรือ ทิดเมธัง ผู้สร้างวัดเมธัง และ วัดช่างลาน เป็นผู้สร้างวัด “หมื่นเงินกอง” เพื่อเป็นอนุสรณ์ยศถาบรรดาศักดิ์ที่ตนเองได้รับ ต่อมาชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า วัดมะยมกอง แต่ก็มีชื่อที่รู้จักกันทั่วไปว่า วัดหมื่นเงินกอง ตราบเท่าทุกวันนี้

ปูชนียสถาน
1.วิหาร: เป็นวิหารทรงพื้นเมืองล้านนา มีลวดลายแกะสลักที่งดงาม
2.พระอุโบสถ มีทรวดทรงพื้นเมือง

3.พระเจดีย์ ทรงปราสาท ฐานสี่เหลี่ยมย่อมุมสูง มีเรือนธาตุสี่เหลี่ยมย่อมุม มีซุ้มจรนำ ประดิษฐานพระพุทธรูปทั้งสี่ด้าน องค์ระฆังกลม บัลลังก์ ปล้องไฉน ปลียอด และ ฉัตร

7.วัดเจ็ดลิน

        วัดเจ็ดลิน เป็นวัดขนาดไม่ใหญ่ ตั้งอยู่ใกล้ประตูเชียงใหม่ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นก่อนปี พ.ศ. 2060  ตามประวัติกล่าวว่า กษัตริย์ราชวงศ์มังรายก่อนจะขึ้นเสวยราชย์ทุกพระองค์ จะเสด็จมาประกอบพิธีสรงน้ำพุทธาภิเษก ณ หนองน้ำวัดเจ็ดลิน ซึ่งจะมีรางน้ำ เรียกว่า “ลิน” ทำด้วยทองคำ หลั่งน้ำพุทธาภิเษกจากสุวรรณหอยสังข์ หล่อลงรางลินทำด้วยคำทั้ง 7 เพื่อสรงพระวรกาย แล้วจึงเปลี่ยนเครื่องทรงกษัตริย์ขึ้นเสวยราชย์ในอดีตวัดเจ็ดลินเคยรุ่งเรือง ทราบได้จากหลักฐานโฉนดที่ดินในปี พ.ศ. 2482 ว่ามีเนื้อที่ 7 ไร่เศษ แต่ต่อมากลายเป็นวัดร้าง จากนั้นเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2546 พระญาณสมโพธิ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพฯ เจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงใหม่ ได้รับมอบหมาย จากคณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่ให้เป็นประธานพัฒนาฟื้นฟูวัดเจ็ดลิน และขอยกเป็นวัดที่มีพระสงฆ์อยู่จำพรรษา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสทรงเจริญ พระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา และพัฒนาหนองน้ำในวัดที่กว้างให้คงเป็น หนองน้ำที่ใสสะอาดสวยงาม ให้คงเป็นหนองน้ำแห่งประวัติศาสตร์คู่เมืองเชียงใหม่

 

8.วัดเจดีย์หลวง

วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่ในจังหวัดเชียงใหม่ สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าแสนเมืองมา กษัตริย์ ลำดับ ที่ 7 แห่งราชวงศ์มังราย ไม่ปรากฏปีที่สร้างแน่ชัด สันนิษฐานว่าวัดแห่งนี้น่าจะสร้างในปี พ.ศ. 1928-พ.ศ. 1945 วัดเจดีย์หลวงเป็นพระอารามหลวงแบบโบราณ มีการบูรณะมาหลายสมัย โดยเฉพาะพระเจดีย์ ที่ปัจจุบันมี ขนาด ความกว้างด้านละ 60 เมตร เป็นองค์พระเจดีย์ที่มีความสำคัญที่สุดองค์หนึ่งในเชียงใหม่ วัดเจดีย์หลวงสร้าง อยู่กลางใจ เมืองเชียงใหม่ ซึ่งแต่เดิมถือว่าเป็นศูนย์กลางทางการปกครองของอาณาจักรล้านนา ปัจจุบันบริเวณ วัดเจดีย์หลวงกลางเมืองเชียงใหม่ มีสิ่งสักกาละหลากหลายได้แก่ เจดีย์หลวง อินทขีล ต้นยาง กุมภัณฑ์ พระฤๅษี ซึ่งสะท้อนพัฒนาการคติจักรวาลได้ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ที่แวดล้อมของเมืองชีวิต

ปูชนียสถาน
1.วิหารหลวง  วิหารหลวงของวัดนี้เจ้าคุณอุบาลีคุณปรมาจารย์ (สิริจันทะเถระ) และเจ้าแก้วนวรัฐเป็นผู้สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2471 หน้าประตูทางเข้าวิหาร มีบันไดนาคเลื้อยงดงามยิ่ง ใช้หางเกี่ยวกระหวัดขึ้นไปเป็นซุ้มประตูวิหาร นาคคู่นี้เป็นฝีมือ เก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่เดิมได้ชื่อว่าเป็นนาคที่สวยที่สุดของ มีพระอัฎฐารสเป็นพระประธานในพระวิหารหลวง หล่อด้วย ทองสำริด ปางห้ามญาติสูง 18 ศอก พระนางติโลกะจุดา ราชมารดาของพญาติโลกราช โปรดฯให้หล่อขึ้น เมื่อ พ.ศ. 1954 สมัยรัชกาลที่ 5 ใช้วิหารวัดเจดีย์หลวงเป็นที่ทำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัจจา แทนการใช้ที่วิหารวัดเชียงมั่น

2.พระเจดีย์หลวง  เริ่มสร้างขึ้น เมื่อ พ.ศ. 1934 สมัยพญาแสนเมืองมา สมัยพญาติโลกราช โปรดให้สร้างเสริมให้มีส่วนสูง 80 เมตร ฐานสี่เหลี่ยมกว้าง ด้านละ 56 เมตรปรับรูปทรงเป็น แบบโลหะปราสาทของลังการูปลักษณ์ทรงเจดีย์แบบพุกาม ดัดแปลงซุ้ม ตรงสี่มุมของมหาเจดีย์ มีรูปปั้นช้างค้ำรายล้อมรอบองค์เจดีย์หลวงนั้นมี 28 เชือก การสร้างรูปปั้น ช้างนั้น เป็นการส่งเสริมกำลังเมืองในทางด้านไสยศาสตร์เพื่อให้เมืองมีความแข็งแรงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีพิธีการ สักการบูชาพญาช้างทั้ง 8 เชือก เพราะเชื่อว่า จะทำให้เกิดสวัสดิมงคล นำความสงบสุขมาสู่บ้านเมือง ศัตรูไม่กล้า มารุกรานย่ำยีเมืองได้ เพราะชื่อพญาช้างที่ตั้งขึ้นนั้น เป็นพลังอำนาจก่อเกิดเดชานุภาพ อิทธิฤทธิ์ ข่มขู่บดบัง ขวางกั้น กำจัด ปราบปรามอริราชศัตรูที่จะมารุกราน ให้แพ้ภัยแตกพ่ายหนีไปเอง ซึ่งแต่ละชื่อมีความหมายดังนี้

3.เสาอินทขิล เสาอินทขิลเดิมตั้งอยู่ในบรเวณพิ้นที่ซึ่งตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่เรียกว่า “สายดือเมือง” เมื่อพระเจ้ากาวิละย้าย ออกจากเวียงป่าซางซึ่งอยู่นาน 14 ปี 4 เดือน 20 วันเข้าสู่นครเชียงใหม่ เมื่อเดือน 6 ขึ้น 12ค่ำ ย้ายเข้าวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2339 เพื่อ “ส้างบ้านแปลงเมือง” นำเชียงใหม่สู่ ยุคเก็บผักใส่ช้าเก็บข้าใส่เมือง ฟื้นอำนาจ เชียงใหม่จนประสบชัยใน พ.ศ.2343 จึงเรียกชื่อเมืองเชียงใหม่ว่า “เมืองรัตตนติงสาภินวปุปรี” พร้อมก่อรูป กุมภัณฑ์รูป สุเทวฤษไว้ใกล้หออินทขีล ที่วัดโชติอารามวิหาร  ในเดือนมิถุนายน 2533 ถึงเดือน ธันวาคม 2535 กรมศิลปากรได้ว่าจ้างบริษัท ศิวกรการช่าง จำกัด บูรณปฎิสังขรณ์พระธาตุเจดีย์หลวง ด้วยงบประมาณ 35 ล้าน บาท รักษารูปทรงที่เหลืออยู่จากครั้งแผ่นดินไหว ให้มั่นคงยิ่งขึ้นโดยทำฐานกว้างด้านละ 60 เมตรและเสริม เติมส่วนที่มี ร่องรอยเช่น ช้างทั้ง 8 เชือก รอบพระเจดีย์แต่ได้รับการวิจารณ์หนัก และปัจจุบันมีความพยายามให้ ปฏิสังขรณ์พระเจดีย์ให้เต็มองค์โดยนิมนต์สมเด็จพระสังฆราช เป็นองค์ประธาน ราวกับจะให้ร่องรอยพังทลาย ที่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์หมดสิ้นไป

 

9.วัดดวงดี

          วัดดวงดีถูกสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1910 ภายหลังจากพญามังรายได้สร้างเมืองเชียงใหม่ระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งไม่ปรากฏหลักฐานชัดว่าเป็นผู้ใด ตามความเชื่อนิยมของคนในสมัยบรรพกาลที่มักสร้างวัดไว้ประจำตระกูล เพื่อเป็นพุทธบูชาหรือเพื่อเป็นการไถ่บาปสำหรับเหล่าทหารชั้นผู้ใหญ่ที่ออกไปทำศึกแล้วเข่นฆ่าผู้คนไปเป็นจำนวนมาก ต่อมาในปี พ.ศ. 2362 สมัยพระยาธรรมลังกา เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 2 ได้มีการบูรณะและฉลองสมโภชสิ่งก่อสร้างภายในวัด

ปูชนียสถาน
1.วิหาร ลักษณะวิหารเป็นแบบล้านนา มีลวดลายแกะสลักไม้ประดับสถาปัตยกรรม รวมทั้งลวดลายแกะสลักเหนือกรอบประตูทางเข้าวิหารทำเป็นซุ้มแกะสลักในรูปพญานาค
2. อุโบสถ ลักษณะเป็นแบบพื้นเมืองล้านนา หลังคาซ้อน 2 ชั้น หน้าบันแบ่งเป็นสี่เหลี่ยม ลวดลายแกะสลักปิดทองประดับกระจก หางหงส์ทำเป็นรูปนาค โก่งคิ้วใต้หน้าบันเหนือประตูทางเข้าอุโบสถ แกะสลักเป็นลายเครือเถา ส่วนโก่งคิ้วด้านข้างประตูทางเข้าอุโบสถ แกะสลักเป็นลวดลายปิดทอง

3.เจดีย์ มีชั้นลูกแก้วย่อเก็จ รัดด้วยเส้นลวด 2 เส้น มาลัยเถาเป็นแบบแปดเหลี่ยมบัลลังก์เป็นแบบพานแว่นฟ้าพระมหาเกสระ อดีตเจ้าอาวาสเป็นผู้สร้าง แต่ไม่ปรากฏปีสร้างแน่ชัด

4. หอไตร ทำเป็นทรงแบบมณฑป มีหลังคาย่อ ซ้อนกัน 3 ชั้น หน้าต่างทำเป็นซุ้มอยู่โดยรอบ