(มีคลิป Video) เปิดใจหนุ่มขับแกร็บไบค์ คู่กรณีสาวโพสต์โซเชียลระบุใช้หินปากระจกรถ เจ้าตัวยันไม่ได้ก่อเหตุ อีกทั้งถูกด่าทอหาเรื่องก่อน

12690

เปิดใจหนุ่มขับแกร็บไบค์ คู่กรณีสาวโพสต์โซเชียลระบุใช้หินปากระจกรถ เจ้าตัวยันไม่ได้ก่อเหตุ อีกทั้งถูกด่าทอหาเรื่องก่อน พร้อมเตรียมรวบรวมหลักฐานข้อเท็จจริงแสดงความบริสุทธิ์ใจ

     เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2563 รายงานข่าวแจ้งว่า จากกรณีที่บนโลกโซเชียลได้มีสมาชิกรายหนึ่งชื่อว่า “Aomamm Rawisada” โพสต์ข้อความและเรื่องราวเพื่อขอความช่วยเหลือกรณีที่เจ้าตัวมีเรื่องทะเลาะกับพนักงานขับแกร็บไบค์ ซึ่งทางเจ้าตัวระบุว่าได้เกิดมีปากเสียงกันระหว่างขับรถแล้วพนักงานขับแกร็บไบค์คนดังกล่าวได้ใช้ของแข็งที่น่าจะเป็นก้อนหินขว้างปาใส่กระจกด้านหลังของรถยนต์ได้รับความเสียหายแล้วหลบหนีไป โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นช่วงเย็นเวลาประมาณ 17.00 น. ของวันที่ 12 ม.ค.63 ที่ผ่านมา และหลังจากนั้นทางเจ้าตัวได้เดินทางเข้าแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่ปิง จ.เชียงใหม่ พร้อมทั้งขอความช่วยเหลือให้ดำเนินการติดตามตัวพนักงานขับแกร็บไบค์ ตามที่ปรากฏภายในโพสต์ของโซเชียลดังกล่าว และต่อมาหลังมีการโพสต์ข้อความนี้ออกไปแล้วนั้นได้มีกระแสโซเชียลวิพากษ์วิจารณ์หลากหลายด้าน และมีการนำเสนอข้อมูลข่าวออกไปแล้วนั้น

     สำหรับความคืบหน้าล่าสุดทางผู้สื่อข่าวได้ทำการติดต่อเรื่องราวของโพสต์ไปยังเจ้าของเฟสดังกล่าว แต่ทางเจ้าตัวได้ระบุว่ายังไม่สะดวกที่จะให้ข้อมูลเนื่องจากได้มีการแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและเกรงว่าจะมีผลกระทบต่อรูปคดี ขณะที่ในเวลาต่อมา ทางผู้สื่อข่าวได้ติดตามข้อมูลจนกระทั่งทราบว่า พนักงานขับแกร็บไบค์ ตามที่ปรากฏในโพสต์โซเชียลนั้นคือ นายเสือ (นามสมมุติ) อายุ 26 ปี ซึ่งทางเจ้าตัวยอมรับว่าได้เป็นบุคคลที่ปรากฏภายในโพสต์ดังกล่าวจริง และพร้อมเปิดใจเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้นในครั้งนี้

     โดยทาง นายเสือ (นามสมมุติ) อายุ 26 ปี พนักงานขับแกร็บไบค์ที่ปรากฏภายในคลิปดังกล่าว เปิดเผยว่า ในวันเกิดเหตุนั้นตนได้ขับรถเพื่อทำงานตามปกติ จนกระทั่งมาถึงยังบริเวณที่เกิดเหตุได้มีรถเก๋งของคู่กรณีขับเลี้ยวมาทางสะพานนวรัฐ ซึ่งระหว่างนั้นตนก็ได้ขับเปิดไฟเลี้ยวเพื่อที่จะเข้าถนนเลนด้านขวาโดยระหว่างนั้นก็มองเห็นแล้วว่าอยู่ห่างจากรถเก๋งคันดังกล่าว ก่อนจะขับเลี้ยวลงมาซึ่งตนยืนยันได้ว่าไม่ได้มีการขับปาดหน้าแต่อย่างใด แล้วจากนั้นตนก็ได้แช่อยู่เลนขวาสักพักรถเก๋งคันดังกล่าวก็ขับเร่งเครื่องขึ้นมา แล้วขับจี้พร้อมทั้งบีบแตรไล่ตนจนกระทั่งเลี้ยวเข้ามาทางสะพานเหล็ก จากนั้นรถเก๋งคันดังกล่าวก็เบียดรถตนเข้ากำแพงซึ่งระหว่างนั้นตนก็เลยต้องหยุดรถแอบให้ จากนั้นคนขับซึ่งเป็นผู้ชายก็เปิดกระจกรถมาแล้วด่าทอต่อว่าตน โดยบอกกันตนว่าได้ขับรถปาดหน้า โดยตนก็ได้พยักหน้าขอโทษ แล้วก็ไม่ได้ต่อล้อต่อเถียงแต่อย่างใด เพราะคิดว่าตนเองอาจจะผิด แต่จริงๆ แล้วตนก็มั่นใจว่าตัวเองไม่ผิด เพราะขณะขับนั้นตนได้มองกระจกพร้อมทั้งเปิดไฟเลี้ยวให้สัญญาณแล้ว

       หลังจากนั้นตนก็ปล่อยให้รถเก๋งคันดังกล่าวขับขึ้นสะพานมาแล้วตนขับตามหลังจนถึงเกือบครึ่งสะพาน แล้วเก๋งคันดังกล่าวก็เบรกกระทันหันเหมือนตั้งใจจะให้รถตนชนท้ายรถ จนตนเองเบรกปัด จากนั้นตนจึงขี่รถตีคู่ขึ้นมาแล้วถอดหมวกกันน็อกแล้วถามคู่กรณีว่า “ทำไมขี่รถแบบนี้” แต่กลับถูกคู่กรณีด่าทอแล้วต่อว่า รวมทั้งท้าทายให้ตนอัดคลิปวีดีโอ แต่เนื่องจากตนไม่อยากที่จะมีเรื่องและพยายามที่จะใจเย็นที่สุด จนกระทั่งสักพักแฟนสาวของคู่กรณีเก๋งก็ได้สะกิดชายคนดังกล่าวให้ขับรถต่อ จนกระทั่งลงสะพานมา ซึ่งรถเก๋งคันดังกล่าวได้เลี้ยวขวา และตนตั้งใจว่าจะเลี้ยงซ้าย แต่ระหว่างนั้นรถเก๋งคู่กรณีก็ยังคงต่อว่า อีกทั้งด่าถึงบุพการีของตน โดยตนจำเหตุการณ์ทั้งหมดได้ชัดเจน เพราะคู่กรณีมาด้วยกัน 2 คน และมีสุนัขอีก 1 ตัว ส่วนคนขับและคนต่อว่าตนก็คือผู้ชาย ซึ่งเป็นแฟนหนุ่มของสาวที่โพสต์เรื่องราวดังกล่าวลงในโซเชียล

      นายเสือ (นามสมมุติ) กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ขณะเดียวกันจากกรณีที่ผู้โพสต์ได้ระบุว่าตนได้มีการปาก้อนหินหรือวัตถุใส่กระจกท้ายรถเก๋งนั้น ตนยืนยันว่าไม่ได้กระทำการดังกล่าวแต่อย่างใด และยืนยันว่าในส่วนของกระจกที่แตกหรือเสียหายตามที่คู่กรณีโพสต์ลงไปนั้นก็ไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ในวันดังกล่าว ในส่วนของที่ระบุว่าตนขับรถหนีนั้นก็ไม่ได้มีเจตนาตามที่คู่กรณีระบุแต่อย่างใด เนื่องจากตนเป็นพนักงานขับแกร็บ ตนจะต้องขับรถวนไปตามร้านอาหารหรือจุดที่จะมีคนเรียกใช้บริการโดยทั่ว และอยู่กับที่ไม่ได้ เนื่องจากเป็นระบบของงานอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามจากเหตุการณ์ที่คู่กรณีระบุว่าตนเป็นคนก่อเหตุและกระทำผิดนั้น ตนก็จะรอให้ทางคู่กรณีมีหลักฐานที่ชัดเจนมัดตัวได้ก่อน เนื่องจากตั้งแต่หลังเกิดเรื่องตนก็ยังไม่ได้รับการติดต่อจากคู่กรณีแต่อย่างใด อีกทั้งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ติดต่อกับตนให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาซึ่งตนก็ได้ไปพบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว และได้ขอปฏิเสธข้อกล่าวหาทุกอย่างที่คู่กรณีแจ้งไว้ พร้อมทั้งกำลังเร่งรวบรวมหลักฐานเพื่อที่จะยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง