Home ข่าวเชียงใหม่ ข่าวด่วน ข่าวเชียงใหม่ล่าสุด ข่าวเชียงใหม่วันนี้ (มีคลิป Video) ตร.ภาค 5 บุกรวบหนุ่มวัย 19 ปี ลอบค้ายาเสียสาวผ่านออนไลน์คาบ้านพัก

(มีคลิป Video) ตร.ภาค 5 บุกรวบหนุ่มวัย 19 ปี ลอบค้ายาเสียสาวผ่านออนไลน์คาบ้านพัก

-

(มีคลิป Video) ตร.ภาค 5 บุกรวบหนุ่มวัย 19 ปี ลอบ ค้ายาเสียสาว ผ่านออนไลน์คาบ้านพัก เจ้าตัวเผยทำมาร่วมปี จำหน่ายขวดละ 850 บาท รายได้ดี หาเงินเล่นพนันออนไลน์และกินเที่ยว

     เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 9 มกราคม 2563 เจ้าหน้าที่ตำรวจศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตำรวจภูธรภาค 5 พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.3 บก.สส.ภ.5 ได้ร่วมกันจับกุมตัว นายศิริพงษ์ จี้ฟู อายุ 19 ปี ที่อยู่ 82 ม.12 ต.เหมืองจี้ อ.เมืองลำพูน จ.ลำพูน พร้อมด้วยของกลาง ขวดบรรจุวัตถุเกล็ดใส จำนวน 26 ขวด , วัตถุเกล็ดใส น้ำหนักประมาณ 500 กรัม , วัตถุผงสีขาวบรรจุในกล่องพลาสติกชนิดรูดปิดเปิด จำนวน 5 ถุง , ยาปลุกเซ็กส์ยี่ห้อ SEX DROPS จำนวน 1 ขวด , ขวดแก้วฝาสีดำจำนวน 7 ขวด , ขวดแก้วฝาสีเงินจำนวน 42 ขวด ขณะผู้ต้องหาอยู่ภายในบ้านเลขที่ 82 ม.12 ต.เหมืองจี้ อ.เมืองลำพูน จ.ลำพูน

     ทั้งนี้สืบเนื่องมาจาก ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้สืบทราบมาว่า นายศิริพงษ์ ได้มีพฤติกรรมลักลอบจำหน่ายสินค้าเกี่ยวกับวัตถุที่ทำให้เกิดอารมณ์ทางเพศที่สูงขึ้น ( ค้ายาเสียสาว ) โดยไม่มีใบอนุญาตผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นไลน์ ชื่อว่า “อาหารเสริม” และตั้งชื่อกลุ่มไลน์ว่า “@asx7091k” จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ติดตามช่องทางการจำหน่ายยาดังกล่าวจนกระทั่งทราบว่าผู้จำหน่ายคือ นายศิริพงษ์ จี้ฟู ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ ม.12 ต.เหมืองจี้ อ.เมืองลำพูน จ.ลำพูน ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ติดตามไปจับกุมตัวได้ภายในบ้านพัก พร้อมด้วยของกลางเป็นอุปกรณ์ในการบรรจุยา และยาของกลางทั้งหมด จากนั้นจึงได้ทำการตรวจยึดหลักฐานทั้งหมดและควบคุมตัว นายศิริพงษ์ ผู้ต้องหามาทำการสอบสวน

     โดยทาง นายศิริพงษ์ ผู้ถูกจับกุมเปิดเผยว่า ตนได้เห็นยาชนิดดังกล่าวจำหน่ายในช่องทางออนไลน์ ทวิตเตอร์ จึงได้สั่งซื้อเอามาจำหน่ายต่ออีกที โดยจะรับยาดังกล่าวมาเป็นถุงใหญ่ราคาถุงละประมาณ 150 บาท แล้วหลังจากนั้นก็จะนำมาบรรจุใส่ในขวดแก้วจำหน่ายในราคาขวดละ 850 บาท อีกทั้งยังมีชนิดน้ำจำหน่ายในราคาขวดละ 400 บาท 1 ถุงสามารถบรรจุได้ประมาณ 50 ขวด เมื่อมีลูกค้าสั่งซื้อตนก็จะทำการส่งของผ่านทางบริษัทขนส่ง ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ที่ตนจำหน่ายให้นั้นจะอยู่ในช่องทางออนไลน์แทบทั้งสิ้นทั้งในทวิตเตอร์และในกลุ่มแอปพลิเคชั่นไลน์ มีทั้งกลุ่มวัยรุ่นและวัยกลางคน โดยวิธีการใช้นั้นจะนำยาดังกล่าวไปผสมกับน้ำดื่มหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แล้วดื่มเข้าไปซึ่งจะทำให้เกิดอารมณ์ทางเพศหลังจากการดื่มเข้าไปแล้วประมาณ 10-20 นาที แต่ตนไม่ทราบว่าฤทธิ์ยาดังกล่าวมีลักษณะแบบไหน เพราะตนก็ไม่เคยลองใช้กับตัวเอง ส่วนเงินที่ได้จากการจำหน่ายยาดังกล่าวตนก็จะนำไปเล่นการพนันออนไลน์ รวมไปถึงใช้เที่ยวเตร่ทั่วไป และได้จำหน่ายยาชนิดนี้มาได้ประมาณ 1 ปีแล้ว เห็นว่ามีรายได้ดีจึงทำมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามจับกุมตัวในที่สุด

     อย่างไรก็ตามภายหลังการสอบสวนของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วนั้นทางเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัว นายศิริพงษ์ ผู้ต้องหาพร้อมด้วยของกลางทั้งหมด ส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย ในข้อหา ผลิต ขาย นำเข้าหรือส่งออกซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 (มาตรา 14 พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559) , ขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากผู้อนุญาต (มาตรา 16 พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559) , โฆษณาเพื่อการค้าซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ (มาตรา 70 พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559) , เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า)โดยผิดกฎหมาย

เพิ่มเติมดูได้ที่เพจจังหวัดเชียงใหม่

ติดตามเว็บไซต์ CM108 ประจำจะไม่พลาดข่าวสาร 

Must Read

ศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค พบสารพาราควอตในน้ำปู 33% จาก 24 ตัวอย่างใน 6 จังหวัดภาคเหนือ

ศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค พบสารพาราควอตในน้ำปู 33% จาก 24 ตัวอย่างใน 6 จังหวัดภาคเหนือ วันที่ 25 กันยายน 2563 ศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดเผยผลการตรวจวิเคราะห์พบการตกค้างของสารพาราควอตจำนวน 8 ตัวอย่าง จากจำนวน 24 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 33  หรือ 1 ใน 3 ของตัวอย่างที่สุ่มตรวจทั้งหมด ใน 6 จังหวัด  โดยตัวอย่างทั้งหมดมีค่าเฉลี่ยของการตกค้างพาราควอตเป็นจำนวน 0.04275 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตัวอย่างน้ำปูที่พบปริมาณพาราควอตตกค้างมากที่สุด ได้แก่ 1.น้ำปู ไม่ระบุยี่ห้อ เก็บตัวอย่างจาก ต.บ้านลา อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง พบปริมาณพาราควอต 0.090 มิลลิกรัม/กิโลกรัม 2.น้ำปู ไม่ระบุยี่ห้อ เก็บตัวอย่างจาก ต.ทุ่งฮั้ว อ.วังเหนือ จ.ลำปาง พบปริมาณพาราควอต 0.074 มิลลิกรัม/กิโลกรัม 3.น้ำปู ไม่ระบุยี่ห้อ เก็บตัวอย่างจาก ตลาดสดข่วงเปา ต.ข่วงเปา อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ พบปริมาณพาราควอต 0.046 มิลลิกรัม/กิโลกรัม 4.น้ำปู ไม่ระบุยี่ห้อ เก็บตัวอย่างจาก ต.แม่ยางฮ่อ อ.ร้องกวาง จ.แพร่ พบปริมาณพาราควอต 0.042 มิลลิกรัม/กิโลกรัม 5.น้ำปู ไม่ระบุยี่ห้อ เก็บตัวอย่างจาก บ้านป่าสัก ต.ศรีถ้อย อ.แม่ใจ จ.พะเยา พบปริมาณพาราควอต 0.040 มิลลิกรัม/กิโลกรัม 6.น้ำปู ไม่ระบุยี่ห้อ เก็บตัวอย่างจาก ตลาดบ้านปางลาว ต.บ้านดู่ อ.เมือง จ.เชียงราย พบปริมาณพาราควอต 0.031 มิลลิกรัม/กิโลกรัม 7.น้ำปู ไม่ระบุยี่ห้อ เก็บตัวอย่างจาก บ้านหนุน อ.ปง จ.พะเยา พบปริมาณพาราควอต 0.011 มิลลิกรัม/กิโลกรัม 8.น้ำปู ไม่ระบุยี่ห้อ เก็บตัวอย่างจาก บ้านร่องกาศใต้ ต.ร่องกาศ อ.สูงเม่น จ.แพร่ พบปริมาณพาราควอต 0.006 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ตามที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและเครือข่ายองค์กรผู้บริโภค ได้สนับสนุน ให้ยกเลิกสารเคมีอันตราย 3 รายการ ซึ่งขณะนี้ คณะกรรมการวัตถุอันตรายได้ยกเลิกไปจำนวน 2 รายการ คือ พาราควอต และคลอไพริฟอส และจำกัดการใช้ ไกลโฟเสต องค์กรผู้บริโภค ได้ร่วมกันรณรงค์และประสานงานองค์กรผู้บริโภคทุกภูมิภาคเดินหน้าการยกเลิกสารเคมีอันตรายทั้ง 3 รายการ และเพื่อเป็นการเฝ้าระวังความปลอดภัยด้านอาหาร ศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ และโครงการสนับสนุนระบบเฝ้าระวังสินค้าและบริการเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ จึงดำเนินการเฝ้าระวังการปนเปื้อนสารเคมีทางการเกษตรในอาหารโดยร่วมมือกับเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคภาคเหนือ สุ่มเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์น้ำปูจำนวน 24 ตัวอย่าง จากตลาดในพื้นที่ 6 จังหวัดทั่วภาคเหนือ ได้แก่ พะเยา เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แพร่ ระหว่างวันที่ 7-15 กันยายน 2563 และนำส่งห้องปฏิบัติการมาตรฐาน เพื่อตรวจวิเคราะห์หาการตกค้างของพาราควอต (paraquat) นางสาวสารี  อ๋องสมหวัง บรรณาธิการนิตยสารฉลาดซื้อ กล่าวว่า จากผลการวิเคราะห์เราพบสารพาราควอตแม้ว่าจะเป็นปริมาณไม่มาก แต่ก็ถือว่าผิดกฎหมาย สันนิษฐานได้ว่า ปูนาที่เก็บมาจากท้องนานั้น  เป็นปูนาที่มีการปนเปื้อนสารเคมีประเภทพาราควอต จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นว่า แม้จะมีการห้ามการนำเข้า การผลิต และการจำหน่ายสารพาราควอตตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2563 ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยังพบการตกค้างของสารพาราควอตในสิ่งแวดล้อมและในอาหาร ไม่สอดคล้องกับการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำข้อมูลของ “ฉลาดซื้อ” ไปอ้างว่าไม่พบพาราควอตในปูนา ตามที่เป็นข่าวเผยแพร่เมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา และใช้เป็นเหตุผลในการพิจารณาให้ยกเลิกการใช้สารพาราควอตในการประชุมที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ (28 กันยายน) ทั้งที่ข้อเท็จจริงการสุ่มตรวจของนิตยสารฉลาดซื้อเมื่อเดือนธันวาคม 2561 เป็นการสุ่มตรวจปูนาเลี้ยงดองเค็มที่ใช้ในการทำส้มตำในพื้นกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ ยังไม่เคยทำการทดสอบน้ำปูหรือน้ำปู๋อาหารของคนไทยภาคเหนือตามที่อ้าง วันนี้ศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคขอยืนยันว่า น้ำปู หรือน้ำปู๋ของ 5 จังหวัด  จาก 6 จังหวัด มีการตกค้างพาราควอตถึง 1 ใน 3 จาก 24 ตัวอย่างจากทั้งหมดที่ได้ทำการทดสอบ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าสารพาราควอตเป็นสารเคมีที่มีพิษเฉียบพลัน มีอันตรายร้ายแรง การพบตกค้างในอาหารจึงเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้บริโภคทุกคน ซึ่งเป็นต้นทุนในการรักษาพยาบาลของรัฐ โดยผู้ค้าสารเคมีไม่เคยต้องแบกรับและไม่ต้องเสียภาษีในการนำเข้าประเทศ รวมทั้งยังใช้การกดดัน การจ้างมืออาชีพล็อบบี้ เจรจา ให้กระทรวงเกษตร ฯ และคณะกรรมการวัตถุอันตรายทบทวนการยกเลิกสารเคมีอันตรายกลุ่มนี้อย่างต่อเนื่อง องค์กรผู้บริโภคทั่วประเทศ ขอคัดค้านให้มีการทบทวนการยกเลิกการใช้สารพิษพาราควอตและคลอไพริฟอส โดยขอให้คงมติการยกเลิกการใช้สารเคมีทั้งสองชนิดและเร่งดำเนินการเพิกถอนไกลโฟเสต ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค นางสาวพวงทอง ว่องไว เครือข่ายองค์กรผู้บริโภคภาคเหนือ กล่าวว่า น้ำปูหรือ น้ำปู๋ เป็นอาหารพื้นเมืองและดั้งเดิมของภาคเหนือ โดยเป็นเครื่องปรุงรสกลุ่มเดียวกันกับกะปิ ใช้ประกอบอาหารได้หลายอย่าง อาทิ น้ำพริกน้ำปู๋ แกงหน่อไม้ ตำกระท้อน เป็นต้น วิธีการทำน้ำปูนั้นชาวบ้านจะนำปูนามาล้างให้สะอาด ใส่ใบขมิ้นและตะไคร้โขลกรวมกันจนละเอียด นำปูที่โขลกแล้วละลายน้ำ กรองเอาแต่น้ำปู จากนั้นเคี่ยวโดยใช้ไฟอ่อน ประมาณ 8 ชั่วโมง จะได้น้ำปูข้นเหนียว เป็นสีดำ โดยการทำน้ำปูนั้นใช้ปูนาเป็นจำนวนมากถึง 10 กิโลกรัม จึงจะได้น้ำปูปริมาณเพียง 1 กิโลกรัมเท่านั้น สำหรับผู้บริโภคหากสามารถสอบถามถึงแหล่งที่มาของปูนาได้ก็จะดี เพราะปูนาที่มาจากฟาร์มเพาะเลี้ยง นั้นสามารถควรคุมมาตรฐานความสะอาดได้ ซึ่งอาจปลอดภัยกว่าปูนาตามธรรมชาติในนาข้าว ที่อาจเสี่ยงพบพาราควอต พบปลิง พยาธิ หรือการตกค้างของสารเคมีอื่นๆ โดยทางเว็บไซต์ pobpad.com ได้อธิบายเกี่ยวกับ สารพาราควอต (Paraquat) คือสารเคมีชนิดหนึ่งที่เป็นส่วนประกอบของยากำจัดวัชพืช ในปัจจุบันมีหลายประเทศเช่นกันที่สั่งห้ามใช้สารชนิดนี้ในการกำจัดวัชพืช เนื่องจากเป็นสารมีที่มีความเป็นพิษสูงและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และยังมีรายงานว่าพาราควอตอาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์...

error: Alert: Content is protected !!