Jump to content
CM108.com ซีเอ็มร้อยแปดดอทคอม
Sign in to follow this  
Beebee Jaja

​โรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder)


แชร์เลย

1 post in this topic

โรคไบโพลาร์

โรคไบโพลาร์ เป็นโรคที่ทำให้ผู้ที่เป็น มีความผิดปกติทางอารมณ์ มีอารมณ์สองขั้วที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน แบบที่หนึ่ง มีพฤติกรรมแบบเศร้า และ แบบที่สอง มีอาการพลุ่งพล่าน หรือเรียกว่าแบบเมเนีย อารมณ์ของผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นช่วงๆ ไป อาจมีอาการแบบแรกคือแบบเศร้าก่อน แล้วสักพักก็จะมีอาการเมเนีย บางคนอาจมีอาการแบบเมเนียก่อน แล้วจึงมีอาการแบบเศร้าขึ้นมา หรืออาจจะสลับกับอาการปกติต่อเนื่องกันไป

ความชุกของโรคอารมณ์สองขั้ว

สถาบันส่งเสริมสุขภาพจิตแห่งชาติ (National Institute of Mental Health (NIMH)) ได้ประมาณไว้ว่าราว ๆ ร้อยละ 2.6 ของประชาชนชาวอเมริกา หรือประมาณ 600,000 คน จะมีโรคอารมณ์สองขั้วอยู่ และจากข้อมูลของ NIMH พบว่ามีมากกว่าร้อยละ 80 ที่ถูกจัดว่ามีอาการรุนแรง

โรคอารมณ์สองขั้ว หรือเพียง จิตอารมณ์คลุ้มคลั่งและซึมเศร้า (Manic Depression) ?

คุณอาจเคยได้ยินชื่อ “จิตอารมณ์คลุ้มคลั่งและซึมเศร้า (Manic depression)” ที่ใช้อธิบายถึงโรคสุขภาพทางใจที่มีอาการคล้ายกับโรคอารมณ์สองขั้ว ความจริงแล้วโรคอารมณ์สองขั้วเคยถูกเรียกว่า จิตอารมณ์คลุ้มคลั่งและซึมเศร้า (Manic depression) จนกระทั่งช่วงปี คศ.1980 ในสมัยนั้นจิตแพทย์ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อของโรคนี้ในคู่มือการวินิจฉัย และสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิต (Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders) – แนวทางที่ช่วยจิตแพทย์ในการวินิจฉัยโรค เนื่องจากคำว่า “โรคอารมณ์สองขั้ว” ดูจะบรรยายถึงภาวะและอาการได้ดีกว่า นอกจากนี้ยังมีการถกเถียงกันเกี่ยวกับเรื่องที่ชื่อเก่านั้นเป็นการตราหน้าอย่างหนึ่ง และ ทั้งมาเนีย และ ซึมเศร้า ต่างเป็นคำที่ใช้บรรยายถึงความรู้สึกและอารมณ์ในชีวิตประจำวัน ด้วยเหตุนี้ โรคอารมณ์สองขั้วจึงเป็นชื่อที่ใช้เรียก และการวินิจฉัยสำหรับแพทย์ในปัจจุบัน

สาเหตุของโรคไบโพลาร์

ปัจจุบันเชื่อว่าสาเหตุของความผิดปกติทางอารมณ์นั้นมีได้หลายสาเหตุ ดังนี้

  • ปัจจัยทางชีวภาพ ได้แก่ ความผิดปกติของสารสื่อประสาท ในสมอง ความผิดปกติของระบบฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกาย , การนอนหลับที่ผิดปกติ, ความผิดปกติของการทำงานในส่วนต่างๆ ของสมองที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์
  • ปัจจัยทางจิตสังคม เช่น การไม่สามารถปรับตัวเข้ากับความเครียด หรือปัญหาต่าง ๆ ภายในชีวิตได้ ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดความผิดปกติทางอารมณ์ขึ้นมาได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยทางสังคมไม่ใช่สาเหตุของโรค แต่อาจเป็นตัวกระตุ้นให้โรคแสดงอาการได้
  • ปัจจัยทางพันธุศาสตร์ ขณะนี้ยังไม่ทราบรูปแบบของการถ่ายทอดผ่านยีนที่ชัดเจนของโรค แต่จากการศึกษาพบว่าสามารถพบโรคนี้ได้บ่อยขึ้นในครอบครัวที่มีผู้ป่วยเป็น bipolar มากกว่าในประชากรทั่วไป

อาการของโรคไบโพลาร์

Bipolar Disorder อาจแบ่งกลุ่มกว้าง ๆ ออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

  • Bipolar I Disorder คือ มีอาการเมเนีย สลับกับช่วงซึมเศร้า หรืออาจมีอาการเมเนียเพียงอย่างเดียวก็ได้
  • Bipolar II Disorder คือ มีอาการซึมเศร้า สลับกับช่วงไฮโปเมเนีย (hypomania)

อาการในช่วงอารมณ์ซึมเศร้า (Depressive Episode) มีอาการดังต่อไปนี้เกือบตลอดเวลาและเป็นติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์

  • มีอารมณ์ซึมเศร้า (ในเด็กและวัยรุ่นอาจเป็นอารมณ์หงุดหงิดก็ได้) ผู้ป่วยจะรู้สึกเบื่อหน่ายท้อแท้
  • ความสนใจหรือความเพลินใจในกิจกรรมต่างๆ แทบทั้งหมดลดลงอย่างมาก อะไรที่เคยชอบทำก็จะไม่อยากทำ แรงจูงใจในการทำสิ่งต่าง ๆ ก็จะลดลง
  • น้ำหนักลดลงหรือเพิ่มขึ้นมาก (น้ำหนักเปลี่ยนแปลงมากกว่าร้อยละ 5 ต่อเดือน) หรือมีการเบื่ออาหาร หรือเจริญอาหารมาก
  • นอนไม่หลับ อาจมีอาการนอนหลับยาก หรือนอนแล้วตื่นเร็วกว่าปกติ อาจนอนหลับ ๆ ตื่น ทำให้รู้สึกไม่สดชื่น หรือผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการนอนหลับมากไป ต้องการนอนทั้งวัน กลางวันหลับมากขึ้น
  • กระวนกระวาย อยู่ไม่สุข หรือเชื่องช้าลง
  • อ่อนเพลีย รู้สึกไม่มีแรงไม่อยากทำอะไร
  • รู้สึกตนเองไร้ค่า บางรายอาจรู้สึกสิ้นหวัง มองสิ่งรอบ ๆ ตัวในแง่มุมที่เป็นลบไปหมด รวมถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึงด้วย
  • สมาธิ และความจำแย่ลง
  • คิดเรื่องการตาย คิดอยากตาย

อาการในช่วงที่อารมณ์ดี หรือคึกคักมากกว่าปกติ (mania หรือ hypomania)  ได้แก่

  1. อารมณ์เปลี่ยนแปลง ผู้ป่วยจะมีอารมณ์ร่าเริงมีความสุข เบิกบานใจ หรือหงุดหงิดง่ายก็ได้ ซึ่งญาติใกล้ชิดของผู้ป่วยมักจะสังเกตได้ว่าอารมณ์ของผู้ป่วยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมจนผิดปกติ ซึ่งอาการที่เกิดขึ้น จะต้องเป็นติดต่อกันทุกวันอย่างน้อย 1 สัปดาห์
  2. มีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น ผู้ป่วยจะมีความเชื่อมั่นว่าตนเองมีความสามารถมาก เกินไป เชื่อว่าตนเองสำคัญ และยิ่งใหญ่ หรืออาจมีเนื้อหาของความคิดผิดปกติมาก ถึงขั้นว่าตนเองสำคัญ หรือยิ่งใหญ่ เช่น เชื่อว่าตนเองมีอำนาจมาก หรือมีพลังอำนาจพิเศษ เป็นต้น
  3. การนอนผิดปกติไป ผู้ป่วยจะมีความต้องการในการนอนลดลง ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกว่านอนแค่ 3 ชั่วโมงก็เพียงพอแล้ว เป็นต้น
  4. ความคิดแล่นเร็ว (flight of idea) ผู้ป่วยจะคิดค่อนข้างเร็ว บางครั้งคิดหลาย ๆ เรื่องพร้อม ๆ กัน คิดเรื่องหนึ่งไม่ทันจบก็จะคิดเรื่องอื่นทันที บางครั้งอาจแสดงออกมาในรูปของการมีโครงการต่าง ๆ มากมาย
  5. พูดเร็วขึ้น เนื่องจากความคิดของผู้ป่วยแล่นเร็ว จึงส่งผลต่อคำพูด ที่แสดงออกมาให้เห็น ผู้ป่วยมักจะพูดเร็ว และขัดจังหวะได้ยาก ยิ่งถ้าอาการรุนแรงคำพูดจะดัง และเร็วขึ้นอย่างมากจนบางครั้งยากต่อการเข้าใจ
  6. วอกแวกง่าย ผู้ป่วยจะไม่ค่อยมีสมาธิอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นาน และความสนใจมักจะเปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งเร้าภายนอกที่เข้ามากระตุ้นได้ง่าย
  7. การเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้น ในผู้ป่วยบางรายจะทำกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดเวลา ทั้งที่ทำงาน ที่โรงเรียน หรือที่บ้าน มีการเคลื่อนไหวเพิ่มมากขึ้นชัดเจน ไม่สามารถอยู่นิ่ง ๆ ได้
  8. ยับยั้งชั่งใจไม่ได้ ผู้ป่วยเมเนียมักจะแสดงพฤติกรรมที่เกิดจากการยับยั้งชั่งใจไม่ได้ เช่น ดื่มสุรามาก ๆ โทรศัพท์ทางไกลมาก ๆ เล่นการพนัน หรือเสี่ยงโชคอย่างมาก ใช้เงินมากขึ้น ได้

** สำหรับอาการไฮโปเมเนียนั้นจะมีอาการข้างต้นเช่นเดียวกับเมเนีย แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่ หรือการใช้ชีวิตประจำวันมากนัก และผู้ป่วยต้องมีอาการอย่างน้อยที่สุดนาน 4 วัน **

โรคอารมณ์สองขั้วในเด็กและวัยรุ่น

แม้ว่าโรคอารมณ์สองขั้วในเด็ก และวัยรุ่นจะมีอาการแสดงเหมือนกับผู้ใหญ่ แต่อาการเหล่านี้ในเด็ก และวัยรุ่นอาจต้องใช้ความท้าทายในการหามากขึ้น สาเหตุก็เพราะเด็กและวัยรุ่นยังไม่สามารถแยกอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงจากความเครียด หรือเหตุการณ์ร้ายแรงได้แน่ชัด จึงทำให้เด็กที่เป็นโรคอารมณ์สองขั้วมักได้รับการวินิจฉัยผิด หากพบเด็กที่มีอาการแสดงถึงอารมณ์ที่แปรปรวนรุนแรง มากผิดปกติไปจากเดิม ให้ลองปรึกษาแพทย์หรือกุมารแพทย์

การทดสอบและวินิจฉัยโรคอารมณ์สองขั้ว

เนื่องจากยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดของโรคอารมณ์สองขั้ว การวินิจฉัยจึงยังเป็นเรื่องที่ท้าทาย หากสงสัยว่าคุณอาจจะเป็นโรคอารมณ์สองขั้ว คุณจะต้องผ่านการทดสอบดังต่อไปนี้

  • การตรวจร่างกาย รวมถึงการตรวจเลือด เพื่อหาสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดอาการคล้ายโรคอารมณ์สองขั้ว
  • MRI PET หรือ CT เพื่อหาความผิดปกติในโครงสร้างหรือสารสื่อประสาทภายในสมองที่มีความเกี่ยวข้องกับโรคอารมณ์สองขั้ว หรือ เพื่อหาโรคอื่น ๆ ที่อาจเป็นสาเหตุ
  • การตรวจร่างกายทางจิตวิทยา แพทย์จะถามคุณเกี่ยวกับความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรม (ครอบครัวและเพื่อนอาจจะถูกปรึกษาด้วย ภายใต้ความยินยอมของคุณ)
  • บันทึกและติดตามอารมณ์และอาการของคุณทุกวันเพื่อยืนยันการวินิจฉัย

ยังมีการทดสอบเกี่ยวกับโรคอารมณ์สองขั้วอีกมาก เช่นแบบสอบถามที่ใช้เพื่อดูอาการของคุณให้แน่ชัด เพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรค แต่แพทย์อาจจะไม่ได้ใช้แบบสอบถามนี้

วิธีการรักษาโรคไบโพลาร์

การใช้ยา

หากคุณได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคอารมณ์สองขั้วแล้ว คุณอาจจะต้องเริ่มทานยาเพื่อปรับอารมณ์ให้คงที่ในทันที เมื่ออารมณ์ของคุณเริ่มแปรปรวน หรือไม่สามารถคุมอาการได้ คุณจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์เพื่อจัดการสภาวะของคุณและเข้ารับการรักษาในระยะยาว มียาหลายตัวที่ใช้ในการรักษาโรคอารมณ์สองขั้ว อาทิ

  • ยาปรับอารมณ์ (Mood stabilizers)
  • ยาต้านโรคจิต (Antipsychotics)
  • ยาต้านซึมเศร้า (Antidepressants)
  • ยาคลายกังวล (Antianxiety medications)

แพทย์อาจสั่งยาให้คุณมากกว่าหนึ่งประเภท ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคอารมณ์สองขั้วรวมถึงลักษณะการดำเนินโรคของคุณ ผู้ป่วยโรคอารมณ์สองขั้วทั้ง Bipolar I และ Bipolar II ส่วนใหญ่จำเป็นจะได้รับยาปรับอารมณ์เพื่อควบคุมอารมณ์ โดยเฉพาะอาการมาเนีย หรือมาเนียชนิดอ่อน (manic or hypomanic episodes)

หากคุณมีอาการดังกล่าว ยาปรับอารมณ์ที่ได้รับอาจมี เช่น

  • Tegretol (carbamazepine)
  • Depakote (divalproex sodium)
  • Lamictal (lamotrigine)
  • Lithobid (lithium)
  • Depakene (valproic acid)

นอกจากนี้ ยาต้านโรคจิตยังมีที่ใช้ในการควบคุมอาการมาเนีย หรืออาการซึมเศร้า โดยเฉพาะหากผู้ป่วยมีอาการหลงผิด (Delusions) หรือประสาทหลอน (Hallucinations) ร่วมด้วย

ตัวอย่างของยาต้านโรคจิตที่ใช้

  • Abilify (aripiprazole)
  • Saphris (asenapine)
  • Symbyax (olanzapine and fluoxetine)
  • Latuda (lurasidone)
  • Zyprexa (olanzapine)
  • Seroquel (quetiapine)
  • Risperdal (risperidone)
  • Geodon (ziprasidone)

ยาต้านซึมเศร้ายังสามารถใช้เพื่อควบคุมอาการซึมเศร้า ซึ่งเสริมฤทธิ์กับยาปรับอารมณ์ หรือยาต้านโรคจิต สุดท้ายแพทย์อาจจะสั่งยากลุ่ม Benzodiazepine – ยาในกลุ่มยาคลายกังวลที่จะช่วยผ่อนคลาย และช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น

สำหรับการรักษาโรคอารมณ์สองขั้วที่ดีที่สุดนั้นยังมีการลองผิดลองถูกอยู่เป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีหลายทางเลือกสำหรับการรักษา ทางที่ดีคุณควรจะปรึกษากับแพทย์เพื่อหาทางรักษาที่ดีสำหรับคุณ

ผลข้างเคียงจากยาที่ใช้รักษาโรคอารมณ์สองขั้ว

สิ่งหนึ่งที่ท้าทายสำหรับการรักษาโรคอารมณ์สองขั้ว คือ ผลข้างเคีองมากมายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยา ซึ่งบางผลข้างเคียงนั้นร้ายแรง หากคุณเกิดผลข้างเคียงจากยาที่ใช้รักษา ให้ปรึกษาแพทย์ อย่าหยุดยาเองจนกว่าแพทย์จะสั่งให้คุณหยุดยา เพราะหากคุณหยุดยาเองทันที อาการอาจจะกลับมา หรือคุณอาจจะเกิดอาการถอนยาได้

นอกจากเรื่องผลข้างเคียง ยาที่ใช้รักษาโรคอารมณ์สองขั้วอาจเกิดปฏิกิริยาต่อกันกับยาคุมกำเนิด หรือมีผลต่อหญิงตั้งครรภ์ หรือกำลังจะตั้งครรภ์ได้ ดังนั้น หากคุณมีการใช้ยาคุมกำเนิดอยู่ ตั้งครรภ์ หรือกำลังจะตั้งครรภ์ ปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนเริ่มยาสำหรับการรักษาโรคอารมณ์สองขั้ว

จะทำอย่างไรถ้าทานยารักษาไบโพลาร์แต่ไม่ได้ผล ?

ยาเป็นส่วนสำคัญของการรักษาโรคไบโพลาห์ แต่ถ้าคุณพบว่ามันไม่ช่วยให้อาการดีขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น หรือมีผลข้างเคียงมากเกินไป คุณก็อย่าเพิ่งท้อใจ และให้รีบบอกแพทย์ค่ะ ” มีทางเลือกสำหรับรักษาโรคไบโพลาห์มากมาย ” กล่าวโดย Megan Schabbing จิตแพทย์แห่ง OhioHealth ” ทั้งนี้แพทย์อาจต้องร่วมมือกับคุณเพื่อจ่ายยาชนิดใหม่ หรือรักษาแบบผสมผสาน ” เขาเสริม และการทำเช่นนี้สามารถทำให้คุณกลับมารู้สึกดีขึ้นอีกครั้ง

สัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาเปลี่ยนการรักษา

ถ้าคุณเป็นโรคไบโพลาห์ คุณควรให้ความร่วมมือกับจิตแพทย์และทีมที่ช่วยรักษา และมันเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคุณที่จะสังเกตอาการของตัวเอง คุณควรบอกให้แพทย์รู้เมื่อ

  • มีพลังงานมากกว่าปกติ
  • มีพลังงานลดลง รู้สึกเศร้าหรือสิ้นหวัง
  • เมื่อสังเกตว่าอารมณ์ของตัวเองเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วหลายครั้งในแต่ละวัน คุณอาจมีความสุข หรือมีพลังเป็นบางช่วง แล้วเปลี่ยนเป็นรู้สึกหม่นหมอง หรือซึมเศร้าในช่วงเวลาต่อมา
  • สงสัยว่ามีบางคนกำลังจ้องมอง หรือพยายามทำร้ายคุณ
  • รู้สึกผิดมากโดยไม่มีเหตุผล
  • นอนไม่หลับ หรือตื่นเช้ามากผิดปกติ
  • มีปัญหากับการทำงานให้เสร็จตามกำหนด หรือตามที่ตั้งใจไว้
  • ทำเรื่องสุ่มเสี่ยง หรือทำโดยไม่คิด
  • มีปัญหากับเพื่อน ครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงาน ตัวอย่างเช่น คุณพบว่าตัวเองทะเลาะกับคนอื่นมากกว่าปกติ
  • สังเกตว่าลักษณะทางกายภาพเปลี่ยนไป เช่น น้ำหนักตัวเพิ่ม ปวดหัว หัวใจเต้นเร็ว หรือมีปัญหากับน้ำตาลในเลือด

เมื่อไรถึงจะเริ่มเปลี่ยนการรักษา ?

” ถ้าคุณสังเกตว่ายาที่ทานไม่ได้ช่วยรักษาโรคไบโพลาห์อย่างที่มันเคยทำได้ หรือคุณรู้สึกไม่ดี คุณควรไปพบแพทย์ในทันที ” กล่าวโดย Michael F. Grunebaum จิตแพทย์จาก New York State Psychiatric Institute นอกจากนี้ถ้าคุณพบว่ามีบางสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เช่น ได้ยินเสียงบางอย่าง อยากทำร้ายตัวเอง หรือปวดบริเวณกึ่งกลางของร่างกายมาก คุณก็ควรไปโรงพยาบาลด่วน

ทั้งนี้จิตแพทย์จะสอบถาม และอาจแนะนำให้ทดสอบบางอย่าง เช่น ตรวจเลือด เพื่อดูว่ายามีผลต่อคุณอย่างไร และการหยุดทานยาก็อาจทำให้มีปัญหาตามมา ” งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือ การค่อยๆ หยุดทานยา โดยใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน ” กล่าวโดย Grunebaum นอกจากนี้เขายังเสริมด้วยว่า การหยุดทานยาที่ใช้รักษาโรคไบโพลาห์ในทันทีสามารถส่งผลต่ออารมณ์

อย่างไรก็ดี แพทย์อาจแนะนำให้คุณรักษาโดยใช้วิธี Electroconvulsive Therapy (ECT) ซึ่งแพทย์จะส่งกระแสไฟฟ้าไปยังสมองหลังจากคนไข้ได้รับยาสลบ การรักษาวิธีนี้สามารถช่วยให้อาการของโรคซึมเศร้าและโรคไบโพลาห์ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ECT จะให้ผลเร็วกว่าการทานยา แม้ว่าผลของมันจะไม่คงอยู่นานก็ตาม และถ้าจะป้องกันไม่ให้เกิดอาการเดิมซ้ำอีกครั้งคุณอาจจำเป็นต้องทานยา หรือรักษาโดยใช้ ECT แบบระยะยาว

เคล็ดลับที่ช่วยให้การเปลี่ยนวิธีรักษาง่ายขึ้น

เมื่อคุณเปลี่ยนยาหรือวิธีรักษาอื่นๆ มันยังเป็นเรื่องสำคัญที่คุณควรสังเกตสุขภาพของตัวเอง สำหรับวิธีที่เราอยากแนะนำมีดังนี้

  • พบจิตแพทย์เป็นประจำ  –  คุณควรไปพบจิตแพทย์ที่คุณไว้ใจ และรู้สึกสบายใจที่ต้องไปหาบ่อยๆ
  • บำบัดโดยการพูดคุย  –  การรักษาด้วยวิธี Cognitive Behavioral และบำบัดโดยวิธีพูดคุยสามารถช่วยจัดการกับอารมณ์ทั้งในระหว่างและหลังการเปลี่ยนวิธีรักษา
  • หาคนสนับสนุน  –  คนใกล้ตัวของคุณอาจไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ของคุณ ซึ่งการได้พูดคุยกับกลุ่มคนที่เป็นโรคนี้เหมือนกันก็ถือเป็นทางเลือกที่ดี เพราะพวกเขาจะเข้าใจว่าคุณเจออะไรมาบ้าง
  • ดูแลตัวเอง  –  คุณควรนำนิสัยที่ดีต่อสุขภาพมาใช้ และมันเป็นเรื่องสำคัญที่คุณควรนอนให้เพียงพอ เพราะหากนอนน้อย มันก็สามารถทำให้อาการกำเริบ และทำให้อารมณ์ไม่เสถียร
  • นำนิสัยที่ดีต่อสุขภาพมาใช้  –  คุณควรออกกำลังกายเป็นประจำ ทานอาหารให้สมดุล และจัดการกับความเครียด แม้ว่ามันไม่ได้ช่วยให้คุณหายขาดจากโรคไบโพลาห์ แต่การทำสิ่งเหล่านี้สามารถช่วยให้คุณรักษาตัวได้ง่ายขึ้น

เครดิต : https://www.108news.net/news/13418

Share this post


Link to post
Share on other sites

ตอบด้วยสมาชิก Facebook

Guest
You are commenting as a guest. If you have an account, please sign in.
Reply to this topic...

×   Pasted as rich text.   Paste as plain text instead

  Only 75 emoji are allowed.

×   Your link has been automatically embedded.   Display as a link instead

×   Your previous content has been restored.   Clear editor

×   You cannot paste images directly. Upload or insert images from URL.

Sign in to follow this  

×