Jump to content
CM108.com ซีเอ็มร้อยแปดดอทคอม

Search the Community

Showing results for tags '​โรคไบโพลาร์'.



More search options

  • Search By Tags

    Type tags separated by commas.
  • Search By Author

Content Type


Forums

  • ข่าวสารต่างๆ
    • ข่าวประจำวัน เชียงใหม่-ลำพูน
    • ข่าวกิจกรรม งานอีเว้นท์ต่างๆ
    • ข่าวภาคเหนือ
    • ข่าวทั่วไทย
    • ข่าวประชาสัมพันธ์ทั่วไป
    • ข่าวธุรกิจ
    • ข่าวรับสมัครงาน ประกาศตำแหน่งงานว่าง
    • ข่าวบันเทิง
  • เรื่องทั่วไป
    • เรื่องทั่วไป เรื่องสัพเพเหระ
    • ร้องทุกข์ ร้องเรียน เตือนภัยสังคม
    • เก็บตกโลก Social Network
  • Community
    • ท่องเที่ยว อาหาร-การกิน
    • ชมรมถ่ายรูป ถ่ายภาพ CM108
    • Video Clip มัลติมีเดีย
  • ข่าวทั่วไทย's Topics
  • ข่าวทั่วไทย's Topicsปตท เพื่อใคร กันแน่ ปตทพลังไทยเพื่อไทยหรือขุมทรัพย์ปตทของใคร?

Find results in...

Find results that contain...


Date Created

  • Start

    End


Last Updated

  • Start

    End


Filter by number of...

Joined

  • Start

    End


Group


Found 1 result

  1. โรคไบโพลาร์ เป็นโรคที่ทำให้ผู้ที่เป็น มีความผิดปกติทางอารมณ์ มีอารมณ์สองขั้วที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน แบบที่หนึ่ง มีพฤติกรรมแบบเศร้า และ แบบที่สอง มีอาการพลุ่งพล่าน หรือเรียกว่าแบบเมเนีย อารมณ์ของผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นช่วงๆ ไป อาจมีอาการแบบแรกคือแบบเศร้าก่อน แล้วสักพักก็จะมีอาการเมเนีย บางคนอาจมีอาการแบบเมเนียก่อน แล้วจึงมีอาการแบบเศร้าขึ้นมา หรืออาจจะสลับกับอาการปกติต่อเนื่องกันไป ความชุกของโรคอารมณ์สองขั้ว สถาบันส่งเสริมสุขภาพจิตแห่งชาติ (National Institute of Mental Health (NIMH)) ได้ประมาณไว้ว่าราว ๆ ร้อยละ 2.6 ของประชาชนชาวอเมริกา หรือประมาณ 600,000 คน จะมีโรคอารมณ์สองขั้วอยู่ และจากข้อมูลของ NIMH พบว่ามีมากกว่าร้อยละ 80 ที่ถูกจัดว่ามีอาการรุนแรง โรคอารมณ์สองขั้ว หรือเพียง จิตอารมณ์คลุ้มคลั่งและซึมเศร้า (Manic Depression) ? คุณอาจเคยได้ยินชื่อ “จิตอารมณ์คลุ้มคลั่งและซึมเศร้า (Manic depression)” ที่ใช้อธิบายถึงโรคสุขภาพทางใจที่มีอาการคล้ายกับโรคอารมณ์สองขั้ว ความจริงแล้วโรคอารมณ์สองขั้วเคยถูกเรียกว่า จิตอารมณ์คลุ้มคลั่งและซึมเศร้า (Manic depression) จนกระทั่งช่วงปี คศ.1980 ในสมัยนั้นจิตแพทย์ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อของโรคนี้ในคู่มือการวินิจฉัย และสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิต (Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders) – แนวทางที่ช่วยจิตแพทย์ในการวินิจฉัยโรค เนื่องจากคำว่า “โรคอารมณ์สองขั้ว” ดูจะบรรยายถึงภาวะและอาการได้ดีกว่า นอกจากนี้ยังมีการถกเถียงกันเกี่ยวกับเรื่องที่ชื่อเก่านั้นเป็นการตราหน้าอย่างหนึ่ง และ ทั้งมาเนีย และ ซึมเศร้า ต่างเป็นคำที่ใช้บรรยายถึงความรู้สึกและอารมณ์ในชีวิตประจำวัน ด้วยเหตุนี้ โรคอารมณ์สองขั้วจึงเป็นชื่อที่ใช้เรียก และการวินิจฉัยสำหรับแพทย์ในปัจจุบัน สาเหตุของโรคไบโพลาร์ ปัจจุบันเชื่อว่าสาเหตุของความผิดปกติทางอารมณ์นั้นมีได้หลายสาเหตุ ดังนี้ ปัจจัยทางชีวภาพ ได้แก่ ความผิดปกติของสารสื่อประสาท ในสมอง ความผิดปกติของระบบฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกาย , การนอนหลับที่ผิดปกติ, ความผิดปกติของการทำงานในส่วนต่างๆ ของสมองที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์ ปัจจัยทางจิตสังคม เช่น การไม่สามารถปรับตัวเข้ากับความเครียด หรือปัญหาต่าง ๆ ภายในชีวิตได้ ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดความผิดปกติทางอารมณ์ขึ้นมาได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยทางสังคมไม่ใช่สาเหตุของโรค แต่อาจเป็นตัวกระตุ้นให้โรคแสดงอาการได้ ปัจจัยทางพันธุศาสตร์ ขณะนี้ยังไม่ทราบรูปแบบของการถ่ายทอดผ่านยีนที่ชัดเจนของโรค แต่จากการศึกษาพบว่าสามารถพบโรคนี้ได้บ่อยขึ้นในครอบครัวที่มีผู้ป่วยเป็น bipolar มากกว่าในประชากรทั่วไป อาการของโรคไบโพลาร์ Bipolar Disorder อาจแบ่งกลุ่มกว้าง ๆ ออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ Bipolar I Disorder คือ มีอาการเมเนีย สลับกับช่วงซึมเศร้า หรืออาจมีอาการเมเนียเพียงอย่างเดียวก็ได้ Bipolar II Disorder คือ มีอาการซึมเศร้า สลับกับช่วงไฮโปเมเนีย (hypomania) อาการในช่วงอารมณ์ซึมเศร้า (Depressive Episode) มีอาการดังต่อไปนี้เกือบตลอดเวลาและเป็นติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ มีอารมณ์ซึมเศร้า (ในเด็กและวัยรุ่นอาจเป็นอารมณ์หงุดหงิดก็ได้) ผู้ป่วยจะรู้สึกเบื่อหน่ายท้อแท้ ความสนใจหรือความเพลินใจในกิจกรรมต่างๆ แทบทั้งหมดลดลงอย่างมาก อะไรที่เคยชอบทำก็จะไม่อยากทำ แรงจูงใจในการทำสิ่งต่าง ๆ ก็จะลดลง น้ำหนักลดลงหรือเพิ่มขึ้นมาก (น้ำหนักเปลี่ยนแปลงมากกว่าร้อยละ 5 ต่อเดือน) หรือมีการเบื่ออาหาร หรือเจริญอาหารมาก นอนไม่หลับ อาจมีอาการนอนหลับยาก หรือนอนแล้วตื่นเร็วกว่าปกติ อาจนอนหลับ ๆ ตื่น ทำให้รู้สึกไม่สดชื่น หรือผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการนอนหลับมากไป ต้องการนอนทั้งวัน กลางวันหลับมากขึ้น กระวนกระวาย อยู่ไม่สุข หรือเชื่องช้าลง อ่อนเพลีย รู้สึกไม่มีแรงไม่อยากทำอะไร รู้สึกตนเองไร้ค่า บางรายอาจรู้สึกสิ้นหวัง มองสิ่งรอบ ๆ ตัวในแง่มุมที่เป็นลบไปหมด รวมถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึงด้วย สมาธิ และความจำแย่ลง คิดเรื่องการตาย คิดอยากตาย อาการในช่วงที่อารมณ์ดี หรือคึกคักมากกว่าปกติ (mania หรือ hypomania) ได้แก่ อารมณ์เปลี่ยนแปลง ผู้ป่วยจะมีอารมณ์ร่าเริงมีความสุข เบิกบานใจ หรือหงุดหงิดง่ายก็ได้ ซึ่งญาติใกล้ชิดของผู้ป่วยมักจะสังเกตได้ว่าอารมณ์ของผู้ป่วยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมจนผิดปกติ ซึ่งอาการที่เกิดขึ้น จะต้องเป็นติดต่อกันทุกวันอย่างน้อย 1 สัปดาห์ มีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น ผู้ป่วยจะมีความเชื่อมั่นว่าตนเองมีความสามารถมาก เกินไป เชื่อว่าตนเองสำคัญ และยิ่งใหญ่ หรืออาจมีเนื้อหาของความคิดผิดปกติมาก ถึงขั้นว่าตนเองสำคัญ หรือยิ่งใหญ่ เช่น เชื่อว่าตนเองมีอำนาจมาก หรือมีพลังอำนาจพิเศษ เป็นต้น การนอนผิดปกติไป ผู้ป่วยจะมีความต้องการในการนอนลดลง ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกว่านอนแค่ 3 ชั่วโมงก็เพียงพอแล้ว เป็นต้น ความคิดแล่นเร็ว (flight of idea) ผู้ป่วยจะคิดค่อนข้างเร็ว บางครั้งคิดหลาย ๆ เรื่องพร้อม ๆ กัน คิดเรื่องหนึ่งไม่ทันจบก็จะคิดเรื่องอื่นทันที บางครั้งอาจแสดงออกมาในรูปของการมีโครงการต่าง ๆ มากมาย พูดเร็วขึ้น เนื่องจากความคิดของผู้ป่วยแล่นเร็ว จึงส่งผลต่อคำพูด ที่แสดงออกมาให้เห็น ผู้ป่วยมักจะพูดเร็ว และขัดจังหวะได้ยาก ยิ่งถ้าอาการรุนแรงคำพูดจะดัง และเร็วขึ้นอย่างมากจนบางครั้งยากต่อการเข้าใจ วอกแวกง่าย ผู้ป่วยจะไม่ค่อยมีสมาธิอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นาน และความสนใจมักจะเปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งเร้าภายนอกที่เข้ามากระตุ้นได้ง่าย การเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้น ในผู้ป่วยบางรายจะทำกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดเวลา ทั้งที่ทำงาน ที่โรงเรียน หรือที่บ้าน มีการเคลื่อนไหวเพิ่มมากขึ้นชัดเจน ไม่สามารถอยู่นิ่ง ๆ ได้ ยับยั้งชั่งใจไม่ได้ ผู้ป่วยเมเนียมักจะแสดงพฤติกรรมที่เกิดจากการยับยั้งชั่งใจไม่ได้ เช่น ดื่มสุรามาก ๆ โทรศัพท์ทางไกลมาก ๆ เล่นการพนัน หรือเสี่ยงโชคอย่างมาก ใช้เงินมากขึ้น ได้ ** สำหรับอาการไฮโปเมเนียนั้นจะมีอาการข้างต้นเช่นเดียวกับเมเนีย แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่ หรือการใช้ชีวิตประจำวันมากนัก และผู้ป่วยต้องมีอาการอย่างน้อยที่สุดนาน 4 วัน ** โรคอารมณ์สองขั้วในเด็กและวัยรุ่น แม้ว่าโรคอารมณ์สองขั้วในเด็ก และวัยรุ่นจะมีอาการแสดงเหมือนกับผู้ใหญ่ แต่อาการเหล่านี้ในเด็ก และวัยรุ่นอาจต้องใช้ความท้าทายในการหามากขึ้น สาเหตุก็เพราะเด็กและวัยรุ่นยังไม่สามารถแยกอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงจากความเครียด หรือเหตุการณ์ร้ายแรงได้แน่ชัด จึงทำให้เด็กที่เป็นโรคอารมณ์สองขั้วมักได้รับการวินิจฉัยผิด หากพบเด็กที่มีอาการแสดงถึงอารมณ์ที่แปรปรวนรุนแรง มากผิดปกติไปจากเดิม ให้ลองปรึกษาแพทย์หรือกุมารแพทย์ การทดสอบและวินิจฉัยโรคอารมณ์สองขั้ว เนื่องจากยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดของโรคอารมณ์สองขั้ว การวินิจฉัยจึงยังเป็นเรื่องที่ท้าทาย หากสงสัยว่าคุณอาจจะเป็นโรคอารมณ์สองขั้ว คุณจะต้องผ่านการทดสอบดังต่อไปนี้ การตรวจร่างกาย รวมถึงการตรวจเลือด เพื่อหาสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดอาการคล้ายโรคอารมณ์สองขั้ว MRI PET หรือ CT เพื่อหาความผิดปกติในโครงสร้างหรือสารสื่อประสาทภายในสมองที่มีความเกี่ยวข้องกับโรคอารมณ์สองขั้ว หรือ เพื่อหาโรคอื่น ๆ ที่อาจเป็นสาเหตุ การตรวจร่างกายทางจิตวิทยา แพทย์จะถามคุณเกี่ยวกับความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรม (ครอบครัวและเพื่อนอาจจะถูกปรึกษาด้วย ภายใต้ความยินยอมของคุณ) บันทึกและติดตามอารมณ์และอาการของคุณทุกวันเพื่อยืนยันการวินิจฉัย ยังมีการทดสอบเกี่ยวกับโรคอารมณ์สองขั้วอีกมาก เช่นแบบสอบถามที่ใช้เพื่อดูอาการของคุณให้แน่ชัด เพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรค แต่แพทย์อาจจะไม่ได้ใช้แบบสอบถามนี้ วิธีการรักษาโรคไบโพลาร์ การใช้ยา หากคุณได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคอารมณ์สองขั้วแล้ว คุณอาจจะต้องเริ่มทานยาเพื่อปรับอารมณ์ให้คงที่ในทันที เมื่ออารมณ์ของคุณเริ่มแปรปรวน หรือไม่สามารถคุมอาการได้ คุณจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์เพื่อจัดการสภาวะของคุณและเข้ารับการรักษาในระยะยาว มียาหลายตัวที่ใช้ในการรักษาโรคอารมณ์สองขั้ว อาทิ ยาปรับอารมณ์ (Mood stabilizers) ยาต้านโรคจิต (Antipsychotics) ยาต้านซึมเศร้า (Antidepressants) ยาคลายกังวล (Antianxiety medications) แพทย์อาจสั่งยาให้คุณมากกว่าหนึ่งประเภท ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคอารมณ์สองขั้วรวมถึงลักษณะการดำเนินโรคของคุณ ผู้ป่วยโรคอารมณ์สองขั้วทั้ง Bipolar I และ Bipolar II ส่วนใหญ่จำเป็นจะได้รับยาปรับอารมณ์เพื่อควบคุมอารมณ์ โดยเฉพาะอาการมาเนีย หรือมาเนียชนิดอ่อน (manic or hypomanic episodes) หากคุณมีอาการดังกล่าว ยาปรับอารมณ์ที่ได้รับอาจมี เช่น Tegretol (carbamazepine) Depakote (divalproex sodium) Lamictal (lamotrigine) Lithobid (lithium) Depakene (valproic acid) นอกจากนี้ ยาต้านโรคจิตยังมีที่ใช้ในการควบคุมอาการมาเนีย หรืออาการซึมเศร้า โดยเฉพาะหากผู้ป่วยมีอาการหลงผิด (Delusions) หรือประสาทหลอน (Hallucinations) ร่วมด้วย ตัวอย่างของยาต้านโรคจิตที่ใช้ Abilify (aripiprazole) Saphris (asenapine) Symbyax (olanzapine and fluoxetine) Latuda (lurasidone) Zyprexa (olanzapine) Seroquel (quetiapine) Risperdal (risperidone) Geodon (ziprasidone) ยาต้านซึมเศร้ายังสามารถใช้เพื่อควบคุมอาการซึมเศร้า ซึ่งเสริมฤทธิ์กับยาปรับอารมณ์ หรือยาต้านโรคจิต สุดท้ายแพทย์อาจจะสั่งยากลุ่ม Benzodiazepine – ยาในกลุ่มยาคลายกังวลที่จะช่วยผ่อนคลาย และช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น สำหรับการรักษาโรคอารมณ์สองขั้วที่ดีที่สุดนั้นยังมีการลองผิดลองถูกอยู่เป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีหลายทางเลือกสำหรับการรักษา ทางที่ดีคุณควรจะปรึกษากับแพทย์เพื่อหาทางรักษาที่ดีสำหรับคุณ ผลข้างเคียงจากยาที่ใช้รักษาโรคอารมณ์สองขั้ว สิ่งหนึ่งที่ท้าทายสำหรับการรักษาโรคอารมณ์สองขั้ว คือ ผลข้างเคีองมากมายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยา ซึ่งบางผลข้างเคียงนั้นร้ายแรง หากคุณเกิดผลข้างเคียงจากยาที่ใช้รักษา ให้ปรึกษาแพทย์ อย่าหยุดยาเองจนกว่าแพทย์จะสั่งให้คุณหยุดยา เพราะหากคุณหยุดยาเองทันที อาการอาจจะกลับมา หรือคุณอาจจะเกิดอาการถอนยาได้ นอกจากเรื่องผลข้างเคียง ยาที่ใช้รักษาโรคอารมณ์สองขั้วอาจเกิดปฏิกิริยาต่อกันกับยาคุมกำเนิด หรือมีผลต่อหญิงตั้งครรภ์ หรือกำลังจะตั้งครรภ์ได้ ดังนั้น หากคุณมีการใช้ยาคุมกำเนิดอยู่ ตั้งครรภ์ หรือกำลังจะตั้งครรภ์ ปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนเริ่มยาสำหรับการรักษาโรคอารมณ์สองขั้ว จะทำอย่างไรถ้าทานยารักษาไบโพลาร์แต่ไม่ได้ผล ? ยาเป็นส่วนสำคัญของการรักษาโรคไบโพลาห์ แต่ถ้าคุณพบว่ามันไม่ช่วยให้อาการดีขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น หรือมีผลข้างเคียงมากเกินไป คุณก็อย่าเพิ่งท้อใจ และให้รีบบอกแพทย์ค่ะ ” มีทางเลือกสำหรับรักษาโรคไบโพลาห์มากมาย ” กล่าวโดย Megan Schabbing จิตแพทย์แห่ง OhioHealth ” ทั้งนี้แพทย์อาจต้องร่วมมือกับคุณเพื่อจ่ายยาชนิดใหม่ หรือรักษาแบบผสมผสาน ” เขาเสริม และการทำเช่นนี้สามารถทำให้คุณกลับมารู้สึกดีขึ้นอีกครั้ง สัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาเปลี่ยนการรักษา ถ้าคุณเป็นโรคไบโพลาห์ คุณควรให้ความร่วมมือกับจิตแพทย์และทีมที่ช่วยรักษา และมันเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคุณที่จะสังเกตอาการของตัวเอง คุณควรบอกให้แพทย์รู้เมื่อ มีพลังงานมากกว่าปกติ มีพลังงานลดลง รู้สึกเศร้าหรือสิ้นหวัง เมื่อสังเกตว่าอารมณ์ของตัวเองเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วหลายครั้งในแต่ละวัน คุณอาจมีความสุข หรือมีพลังเป็นบางช่วง แล้วเปลี่ยนเป็นรู้สึกหม่นหมอง หรือซึมเศร้าในช่วงเวลาต่อมา สงสัยว่ามีบางคนกำลังจ้องมอง หรือพยายามทำร้ายคุณ รู้สึกผิดมากโดยไม่มีเหตุผล นอนไม่หลับ หรือตื่นเช้ามากผิดปกติ มีปัญหากับการทำงานให้เสร็จตามกำหนด หรือตามที่ตั้งใจไว้ ทำเรื่องสุ่มเสี่ยง หรือทำโดยไม่คิด มีปัญหากับเพื่อน ครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงาน ตัวอย่างเช่น คุณพบว่าตัวเองทะเลาะกับคนอื่นมากกว่าปกติ สังเกตว่าลักษณะทางกายภาพเปลี่ยนไป เช่น น้ำหนักตัวเพิ่ม ปวดหัว หัวใจเต้นเร็ว หรือมีปัญหากับน้ำตาลในเลือด เมื่อไรถึงจะเริ่มเปลี่ยนการรักษา ? ” ถ้าคุณสังเกตว่ายาที่ทานไม่ได้ช่วยรักษาโรคไบโพลาห์อย่างที่มันเคยทำได้ หรือคุณรู้สึกไม่ดี คุณควรไปพบแพทย์ในทันที ” กล่าวโดย Michael F. Grunebaum จิตแพทย์จาก New York State Psychiatric Institute นอกจากนี้ถ้าคุณพบว่ามีบางสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เช่น ได้ยินเสียงบางอย่าง อยากทำร้ายตัวเอง หรือปวดบริเวณกึ่งกลางของร่างกายมาก คุณก็ควรไปโรงพยาบาลด่วน ทั้งนี้จิตแพทย์จะสอบถาม และอาจแนะนำให้ทดสอบบางอย่าง เช่น ตรวจเลือด เพื่อดูว่ายามีผลต่อคุณอย่างไร และการหยุดทานยาก็อาจทำให้มีปัญหาตามมา ” งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือ การค่อยๆ หยุดทานยา โดยใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน ” กล่าวโดย Grunebaum นอกจากนี้เขายังเสริมด้วยว่า การหยุดทานยาที่ใช้รักษาโรคไบโพลาห์ในทันทีสามารถส่งผลต่ออารมณ์ อย่างไรก็ดี แพทย์อาจแนะนำให้คุณรักษาโดยใช้วิธี Electroconvulsive Therapy (ECT) ซึ่งแพทย์จะส่งกระแสไฟฟ้าไปยังสมองหลังจากคนไข้ได้รับยาสลบ การรักษาวิธีนี้สามารถช่วยให้อาการของโรคซึมเศร้าและโรคไบโพลาห์ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ECT จะให้ผลเร็วกว่าการทานยา แม้ว่าผลของมันจะไม่คงอยู่นานก็ตาม และถ้าจะป้องกันไม่ให้เกิดอาการเดิมซ้ำอีกครั้งคุณอาจจำเป็นต้องทานยา หรือรักษาโดยใช้ ECT แบบระยะยาว เคล็ดลับที่ช่วยให้การเปลี่ยนวิธีรักษาง่ายขึ้น เมื่อคุณเปลี่ยนยาหรือวิธีรักษาอื่นๆ มันยังเป็นเรื่องสำคัญที่คุณควรสังเกตสุขภาพของตัวเอง สำหรับวิธีที่เราอยากแนะนำมีดังนี้ พบจิตแพทย์เป็นประจำ – คุณควรไปพบจิตแพทย์ที่คุณไว้ใจ และรู้สึกสบายใจที่ต้องไปหาบ่อยๆ บำบัดโดยการพูดคุย – การรักษาด้วยวิธี Cognitive Behavioral และบำบัดโดยวิธีพูดคุยสามารถช่วยจัดการกับอารมณ์ทั้งในระหว่างและหลังการเปลี่ยนวิธีรักษา หาคนสนับสนุน – คนใกล้ตัวของคุณอาจไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ของคุณ ซึ่งการได้พูดคุยกับกลุ่มคนที่เป็นโรคนี้เหมือนกันก็ถือเป็นทางเลือกที่ดี เพราะพวกเขาจะเข้าใจว่าคุณเจออะไรมาบ้าง ดูแลตัวเอง – คุณควรนำนิสัยที่ดีต่อสุขภาพมาใช้ และมันเป็นเรื่องสำคัญที่คุณควรนอนให้เพียงพอ เพราะหากนอนน้อย มันก็สามารถทำให้อาการกำเริบ และทำให้อารมณ์ไม่เสถียร นำนิสัยที่ดีต่อสุขภาพมาใช้ – คุณควรออกกำลังกายเป็นประจำ ทานอาหารให้สมดุล และจัดการกับความเครียด แม้ว่ามันไม่ได้ช่วยให้คุณหายขาดจากโรคไบโพลาห์ แต่การทำสิ่งเหล่านี้สามารถช่วยให้คุณรักษาตัวได้ง่ายขึ้น เครดิต : https://www.108news.net/news/13418
×