Jump to content
CM108.com ซีเอ็มร้อยแปดดอทคอม

Babala Zabzab

สมาชิกทั่วไป
  • Content Count

    13
  • Joined

  • Last visited

  1. วัยเด็กเป็นวัยที่สมองและระบบประสาทมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะตั้งแต่ 1 – 5 ขวบ เพราะฉะนั้นเราควรให้ลูกน้อยได้รับสารอาหารที่ดีที่สุดเพื่อให้ร่างกายนำสารอาหารเหล่านั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ เลือกและคัดสรรแต่สิ่งดี ๆ ให้ลูกน้อยได้ทาน อย่างพวกสารอาหารบำรุงสมองลูกน้อยหรือสารอาหารที่สมองของลูกน้อยต้องการแล้วนำเอามาประกอบอาหารให้ลูกน้อยทานอย่างสม่ำเสมอ ว่าแต่จะมีสารอาหารตัวไหนบ้างที่สมองของเด็กต้องการได้รับพร้อมแล้วเราก็มาดูกันเลยค่ะ 10 สารอาหารบำรุงสมองลูกน้อยที่ควรได้รับในแต่ละวัน · Omega 3 ดังที่บอกไปแล้วว่า Omega 3 มีความสำคัญกับเด็ก โดยเฉพาะการพัฒนาสมอง ช่วยในการพัฒนาระบบประสาทและสมอง กระตุ้นให้เซลล์สมองมีความไวต่อสัญญาณประสาท ทำให้สมองกระฉับกระเฉง มีสมาธิ พร้อมเรียนรู้ และมีการจดจำที่ดี อาหารที่มี Omega 3 ได้แก่ ปลาทะเลน้ำลึก เช่น แซลม่อน ทูน่า ไข่ไก่ อะโวคาโด และอัลมอนด์ · DHA เป็นกรดไขมันจำเป็นต่อการทำงานของสมอง การมองเห็น และระบบประสาทของเด็ก ๆ ดังนั้นเด็ก ๆ ควรได้รับ DHA อย่างเหมาะสมและเพียงพอ เพื่อให้สมองทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ อาหารที่มีส่วนประกอบของ DHA ได้แก่ นม ปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า สาหร่ายทะเลบางชนิด รวมถึงน้ำมันที่สกัดจากผลิตภัณฑ์ทางทะเล · วิตามิน A มีบทบาทสำคัญในการเจริญเติบโต ช่วยบำรุงเซลล์ให้แข็งแรง บำรุงสายตา ช่วยในการมองเห็น ส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันของลูก ช่วยป้องกันการคติดเชื้อ พบใน ไข่ นม ตับ ผักใบเขียว เช่น ตำลึง ชะอม คะน้า ผักบุ้ง บล็อกโคลี และผักผลไม้ที่มีสีเหลืองแดง เช่น แครอต แคนตาลูป มะละกอ แตงโม เป็นต้น · วิตามิน B1 ช่วยบำรุงสมอง เป็นตัวนำกระแสความรู้สึกของเส้นประสาท กระตุ้นการทำงานของหัวใจ และทางเดินทางอาหาร ทำให้สมองแข็งแรง มักพบในถั่ว งา ข้าวโพด ขนมปังไม่ขัดขาว ข้าวกล้อง และธัญพืชต่าง ๆ · วิตามิน B2 ช่วยเรื่องการเจริญเติบโตและการพัฒนาของสมองเด็ก หากร่างกายได้รับในปริมาณที่ไม่เพียง พอ จะทำให้เป็นเด็กแคระแกร็น โดยเฉพาะขณะตั้งครรภ์ หากคุณแม่ได้รับวิตามิน B2 ในปริมาณที่ไม่เพียงพอ อาจทำให้ลูกสมองเล็กกว่าปกติได้ แหล่งที่พบวิตามินบี 2 ได้แก่ ไข่ นม ถั่ว โยเกิร์ต ชีส ผักใบเขียว ปลา ตับ · วิตามิน B3 ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองและระบบประสาท เสริมการทำงานของสารสื่อประสาท ช่วยให้ความจำดี ให้มีความจำดี พบใน ไข่ ปลา เนื้อไม่ติดมัน ตับ อกไก่ โฮลวีต จมูกข้าวสาลี ถั่วลิสง อะโวคาโด อินทผลัม ลูกพรุน ลูกฟิก · วิตามิน B6 ช่วยผลิตสารเคมีในสมอง กระตุ้นระบบประสาทและควบคุมการทำงานของสมอง จะพบได้ในอาหารประเภท นม ไข่ และเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อปลา ไก่ ไข่ ตับ ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต จมูกข้าวสาลี ถั่วลิสง ถั่วเหลือง วอลนัท กะหล่ำปลี แคนตาลูป · วิตามิน C เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันสมองและร่างกายจากสารพิษและมลภาวะต่าง ๆ พบมากในมะเขือเทศ ฟักทอง ถั่ว ผักใบเขียว มะละกอ ฝรั่ง · วิตามิน D วิตามินดี เป็นส่วนช่วยดูดซึมแคลเซี่ยมและฟอสฟอรัส ช่วยในการเจริญเติบโตของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย อาหารที่มีวิตามินดี คืออาหารปลาทะเล ตับ และไข่แดง น้ำมันตับปลา นม โยเกิร์ต เป็นต้น · วิตามิน E เป็นสารอาหารในกลุ่มต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความจำเสื่อม พบมากใน เมล็ดทานตะวัน ผักโขม บล็อกโคลี กีวี มะม่วง นอกเนื่องจากการให้ทานอาหารบำรุงสมองลูกน้อยเหล่านี้แล้ว ก็ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างเลยที่จะช่วยให้ลูกน้อยมีพัฒนาการที่ดีขึ้น อย่างการที่ให้ลูกน้อยได้เล่นสนุกอย่างเต็มที่ได้ปลดปล่อยพลังงานออกมาก็เป็นการออกกำลังกายอีกแบบหนึ่งที่จะช่วยให้ลูกน้อยนั้นมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงและสุขภาพร่างกายที่ดีอีกด้วยค่ะ #อาหารบํารุงสมองลูกน้อย
  2. การที่จะสร้างบ้านได้นั้นไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เลย เพราะมีรายละเอียดในเรื่องต่าง ๆ มากมายที่เราต้องรู้ โดยเฉพาะการเลือกบริษัทรับเหมาก่อสร้างบ้านถือว่าสำคัญมาก หากเลือกมาไม่ดีอาจจะทำให้คุณเสียทั้งเงินและเวลามากกว่าที่ควรจะเป็นแถมยังเสี่ยงต่อการโดนโกงอีกด้วย เพราะฉะนั้นก่อนจ้างบริษัทรับเหมาก่อสร้างบ้านผู้จ้างควรที่จะต้องศึกษาหาข้อมูลของบริษัทนั้น ๆ ให้ละเอียด เพื่อไม่ให้ถูกโกงหรือถูกเอาเปรียบจากบริษัทรับเหมาก่อสร้างบ้าน หากใครที่ยังไม่รู้ว่าจะหาวิธีมาป้องกันไม่ให้โดนบริษัทรับเหมาก่อสร้างบ้านเอาเปรียบได้ยังไงบ้างนั้น ก็ตามมาทางนี้เลยค่ะ เพราะเรามีวิธีแก้ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้เอามาฝากให้กับทุก ๆ คนด้วย พร้อมแล้วมาดูกันเลย วิธีป้องกันและแก้ปัญหาไม่ให้โดนบริษัทรับเหมาก่อสร้างบ้านโกง 1.ทำสัญญาให้ละเอียดและเป็นลายลักษณ์อักษร ในการตกลงกันสัญญาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเพราะหากเกิดอะไรขึ้นแล้วสัญญาจะเป็นหลักฐานยืนยันและสามารถใช้ในการดำเนินคดีตามกฎหมายได้ 2.เก็บหลักฐานและทำบัญชีแสดงปริมาณวัสดุทุกครั้ง เพื่อทราบถึงปริมาณ ราคา แบรนด์สินค้าที่จะสั่งเข้ามาให้ชัดเจน นอกจากนี้ยังควรขอใบเสร็จเพื่อจัดทำบัญชีไว้ด้วย 3.แบ่งจ่ายเงินให้ผู้รับเหมาออกมาเป็นหลาย ๆ งวด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการโกงและทิ้งงานระหว่างคัน นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ผู้รับเหมารีบทำงานให้เสร็จด้วย 4.จ่ายมัดจำในจำนวนน้อย เพื่อป้องกันปัญหาการทิ้งงาน นอกจากนี้จะได้ดูด้วยว่าการทำงานของผู้รับเหมาเป็นไปตามที่เราต้องการหรือไม่ 5.ไม่จ่ายเงินล่วงหน้าเด็ดขาด ผู้รับเหมาประเมินงานและผู้รับเหมาต้องมีเงินพร้อมสำหรับการก่อสร้างอยู่แล้วดังนั้นจึงควรใจออกเด็ดขาด เพราะให้เบิกล่วงหน้าเป็นการเปิดช่องให้เกิดการโกงได้ 6.ควรเลิกจ้างหากผู้รับเหมาอิดออดอ้างเหตุผลเพื่อเบิกเงิน เพราะการที่เราจ่ายเงินเป็นงวด ๆ ก็ทำให้ผู้รับเหมามีเงินเหลือเพียงพอสำหรับจ้างผู้รับเหมาชุดใหม่เข้ามาอยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องจ่ายเพิ่ม 7.ในสัญญาควรมีแผนการจ่ายเงินที่ชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้รับเหมาออกนอกลู่นอกทาง นอกจากนี้ยังเป็นป้องกันไม่ให้เกิดข้ออ้างในการเบิกเงินล่วงหน้าอีกด้วย 8.ผู้ว่าจ้างควรเข้าไปตรวจดูงาน โดยอาจจะสุ่มตรวจสลับกันไปและไม่ควรไปเวลาเดิมทุกครั้ง เพื่อที่เราจะได้ตรวจเช็คได้ว่าผู้รับเหมาทำงานจริงหรือไม่ ป้องกันการออกนอกลุ่นอกทางของผู้รับเหมา 9.คัดเลือกผู้รับเหมาที่มีผลงานชัดเจน มีผลงานจริงหน้าเชื่อถือ ไม่ใช่เพียงแค่ตัวกระดาษแผ่นเดียวแล้วบอกว่าเคยผ่านโครงการเหล่านี้มาแล้ว 10.ควรจ่ายผู้รับเหมาเฉพาะค่าแรง ส่วนวัสดุควรหาซื้อเอง ในส่วนนี้นอกจากจะป้องกันปัญหาการโกงได้แล้ว เรายังมั่นใจได้ว่าวัสดุทุกชิ้นได้คุณภาพตรงตามที่เราต้องการไม่มีการยัดไส้ แหละนี้ก็เป็นวิธีแก้ปัญหาการโดนบริษัทรับเหมาก่อสร้างบ้านโกงที่ผู้จ้างควรที่จะต้องรู้ทั้งหมด เพื่อที่จะได้เอาวิธีเหล่านี้มาใช้ก่อนที่จะจ้างบริษัทรับเหมาก่อสร้างบ้านเพื่อที่จะได้ไม่ต้องมานั่งแก้ปัญหาทีหลัง ซึ่งการแก้ปัญหาภายหลังจากที่ปัญหาเกิดขึ้นแล้วบางอย่างก็สามารถแก้ไขให้ผ่านไปได้แต่บางปัญหาอาจจะไม่สามารถแก้ไขได้ ดังนั้นการป้องกันปัญหาเหล่านี้ไว้ก่อนจึงจะเป็นการดีที่สุดกับตัวผู้จ้างเองค่ะ #บริษัทรับเหมาก่อสร้างบ้าน
  3. อย่างที่ทุกคนรู้ว่าน้ำนมนั้นจัดว่าเป็นแหล่งสารอาหารที่มีประโยชน์อยู่เยอะมากที่ร่างกายต้องการไม่ว่าจะเป็น โปรตีน ไขมัน น้ำตาลแลคโตส วิตามินและเกลือแร่ ที่อยู่ในน้ำนมของสัตว์อย่าง โค แกะ แพะ ควาย ซึ่งในปัจจุบันมีการนำน้ำนมมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ หลายอย่างมาก เราสามารถแบ่งผลิตภัณฑ์นมได้ 2 ชนิดใหญ่ ๆ หนึ่งชนิด plain หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ปรุงแต่งรส และไม่มีส่วนผสมของผักผลไม้ หรือส่วนผสมอื่นที่ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์จากน้ำนม สองผลิตภัณฑ์นม ชนิด analogues หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่มีการแทนที่ไขมันนม บางส่วน หรือทั้งหมด ด้วยน้ำมันพืช หรือไขมันพืช และในการผลิตน้ำนมให้อยู่ในรูปแบบผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ นั้นก็มีขั้นตอนและวิธีการทำที่แตกกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่ม ชีส เนย ครีม และอีกมากมาย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่จำเป็นต่อเด็กทารกอย่างนมผงที่จัดว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่จำเป็นและสำคัญมาก ๆ ที่เด็กทารกทุก ๆ คนต้องทาน แหละอยากรู้กันไหมคะ ว่ากว่าที่จะได้นมผงมานั้นมันมีกระบวนการทำยังไงบ้าง ถ้าอยากรู้เชิญทางนี้เลยค่ะ เพราะเราจะมาบอกถึงการทำน้ำนมให้กลายเป็นนมผงโดยการผ่านกระบวนการต่าง ๆ ดังนี้ กระบวนการทำน้ำนมให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์นมผง 1.ตรวจสอบคุณภาพ คือ การนำน้ำนมดิบมาตรวจสอบคุณภาพว่ามีปริมาณสารอาหาร วิตามินและเกลือแร่อยู่ในน้ำนมดิบปริมาณเท่าใด รวมถึงการตรวจสอบปริมาณของจุลินทรีย์ที่พบในน้ำนมด้วย 2.ปรับมาตราฐาน ( Standardization ) คือ การปรับส่วนประกอบภายในน้ำนมให้มีปริมาณของไขมันนม วิตามิน แร่ธาตุ ให้มีค่าตามมาตรฐานที่ตั้งไว้ ซึ่งแต่ละบริษัทแตละยี่ห้อจะมีค่ามาตราฐานที่แตกต่างกันไป 3.การพลาสเจอไรซ์ ( Pasteurization ) คือ การนำน้ำนมที่ผ่านการปรับมาตรฐานเรียบร้อยแล้ว มาทำการผ่านความร้อนประมาณ 63-65 องศาเซลเซียส นาน 30 นาทีหรือการทำให้ร้อนที่อุณหภูมิประมาณ 72 องศาเซลเซียสนาน 16 นาที และทำให้เย็นลงทันทีที่อุณหภูมิไม่เกิน 5 องศาเซลเซียส เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในน้ำนมให้หมดไป ป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ในนมผงที่ได้ 4.การฮอร์โมจีไนซ์ ( Homogenization ) คือ การทำให้ไขมันนมเกิดการแตกตัวให้เล็กลงและรวมตัวกันเป็นเนื้อเดียวกับน้ำ และไม่เกิดการแยกชั้นขึ้นในกระบวนการทำให้แห้ง 5.การทำให้เข้มข้นด้วยการระเหย ( Evaporation ) คือ การระเหยเอาน้ำออกจากน้ำนม ทำให้น้ำนมมีความเข้มข้นสูงขึ้น ในการผลิตนมผงนิยมนำมาทำให้เข้มข้นก่อนที่จะนำไปทำให้แห้งเพื่อลดต้นทุน ลดเวลาและลดพลังงานในการทำให้แห้ง 6.การทำให้แห้ง ( Dehydration ) คือ การทำนมที่เข้มข้นให้แห้งกลายเป็นนมผง ซึ่งมีอยู่ 2 ระบบที่นิยมใช้ในการทำให้แห้งคือ 6.1 การทำให้แห้งด้วยลูกกลิ้ง ( Drum Drier ) ทำโดยการนำลูกกลิ้งที่มีความร้อนสูงไปสัมผัสกับน้ำนมเข้มข้น น้ำที่มีอยู่ในน้ำนมจะระเหยออกไปจนหมด เหลือแต่ผงของนมติดอยู่บนลูกกลิ้ง แล้วทำการขุดผงนมที่ติดอยู่บนลูกกลิ้งออกมาทำการบดอีกครั้งจะได้เป็นนมผง การทำให้แห้งด้วยลูกกลิ้งไม่เป็นผลดีต่อนมผงที่ได้เพราะน้ำนมต้องสัมผัสกับความร้อนสูงจากลูกกลิ้ง จึงเกิดปฏิกิริยาการเกิดสีน้ำตาลส่งผลให้น้ำตาลและกรดแอมิโนไลซีนมีกลิ่นไหม้ โปรตีนในน้ำนมไม่สามารถละลายน้ำได้หมด 6.2 การทำให้แห้งด้วยระบบฉีดฝอย ทำได้โดยการฉีดพ่นน้ำนมให้เป็นฝอยเข้าไปในห้องที่มีความร้อนหรือให้สัมผัสกับลมร้อนในห้องที่ทำแห้ง ซึ่งลมหรือไอความร้อนจะมีอุณหภูมิประมาณ 150-300 องศาเซลเซียส ปล่อยลมร้อนเข้าไปด้วยความเร็ว 50 เมตรต่อวินาที ซึ่งการปล่อยลมร้อนนี้สามารถปล่อยไปในทิศทางเดียวกับที่ฉีดน้ำนมหรือปล่อยในทิศทางที่สวนกับทิศการปล่อยน้ำนมก็ได้ เป็นยังไงบ้างค่ะ กว่าจะได้ผลิตภัณฑ์นมผงมานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยใช่ไหมล่ะค่ะ เพราะต้องผ่านกระบวนการในการผลิตหลายอย่าง ซึ่งข้อดีของการทำนน้ำนมให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์นมผงก็คือช่วยให้สะดวกในการให้นมลูกแม่ได้เมื่อเด็กหิว มีความยืดหยุ่น คุณแม่ที่มีความจำเป็นทางหน้าที่การงานหรือไม่อาจให้นมลูกในช่วงนั้น ๆ อาจลดความกังวลลงไปได้ เพราะนมผงนั้นชงเวลาใดก็ได้ตามต้องการ ตราบใดที่ทราบวิธีการชงนมที่ถูกต้อง ความถี่และระยะเวลาให้นมน้อยลง นมผงมีส่วนประกอบและสารอาหารที่ย่อยได้ช้ากว่านมแม่ จึงทำให้มีการให้นมน้อยกว่าเด็กที่ดื่มนมแม่ คุณแม่ไม่ต้องกังวลเรื่องการรับประทานอาหารของตนเอง อย่างที่ทราบกันดีว่าสารอาหารที่คุณแม่ได้รับจากการรับประทานอาหารอาจไหลผ่านน้ำนมไปสู่ทารกได้ ผู้ที่จำเป็นต้องให้นมลูกด้วยนมผงจึงอาจลดความกังวลในเรื่องนี้และมีอิสระในการรับประทานอาหารได้มากขึ้นนั้นเองค่ะ #ผลิตภัณฑ์นม
  4. เด็กเป็นวัยที่มีการเจริญเติบโตในทุก ๆ ด้านที่ไวมาก เพราะฉะนั้นถ้าอยากมีลูกเป็นเด็กฉลาดก็ควรที่จะต้องให้เขาได้รับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวที่ดีที่สุด ทั้งการอบรม สั่งสอย เลี้ยงดู ละการดูแลเอาใจใส่ในเรื่องต่าง ๆ ที่สามารถช่วยส่งผลให้เด็กนั้นฉลาดขึ้นได้ ซึ่งในตัวเด็กแต่ละคนจะมี ไอคิว และอีคิว ที่ไม่เท่ากัน ดังนั้นต้องสังเกตพฤติกรรม การกระทำต่าง ๆ ที่มีอยู่ในตัวแล้วช่วยส่งเสริมสิ่งดี ๆ ต่าง ๆ เหล่านั้นให้กับเด็ก ว่าแต่จะมีสาเหตุอะไรบ้างที่จะแสดงออกมาว่าเป็นเด็กฉลาดกว่าเด็กทั่วไปถ้าอยากรู้ตามมาทางนี้เลยค่ะ สัญญาณ นิสัย พฤติกรรม และอื่น ๆ ที่บ่งบอกว่าเป็นเด็กฉลาดกว่าเด็กทั่วไป 1.มีแม่ฉลาดอยู่แล้ว! มีงานวิจัยออกมาว่า “ความฉลาดของลูก มาจากสมองแม่” โดยมหาวิทยาลัย Ulm ในเยอรมันทำงานวิจัยนี้มาในปี 2016 ว่ายีนที่สัมพันธ์กันกับความสามารถในการรับรู้ของเด็ก มาจากโครโมโซมเอ็กซ์ คือโครโมโซมที่มาจากแม่นี่ล่ะ และยังมีงานวิจัยอีกอันทำโดย เมดิคัล รีเสิร์ช คาวน์ซิล เมื่อปี 1994 วัดผลจากเด็ก 12,000 คน พบว่า ไอคิวของแม่เป็นตัวบอกความฉลาดของลูกได้ดีที่สุด 2.มีขนาดศีรษะที่ใหญ่ มีงานวิจัยจากเจอร์นัล Molecular Psychiatry ออกมาบอกว่าเด็กที่เกิดมามีหัวโตกว่าหัวเด็กคนอื่นๆ โดยเฉลี่ย จะเป็นเด็กที่ฉลาดเกินมาตรฐานได้ 3.เริ่มหัดอ่านหนังสือก่อนเด็กคนอื่น การศึกษาของประเทศอังกฤษได้ทำการทดลองจากคู่แฝดทั้งหมด 2,000 คู่ เด็กคนที่เริ่มหัดอ่านหนังสือก่อนจะมีไอคิวสูงกว่าคู่แฝดที่เริ่มทีหลัง นักวิจัยได้กล่าวว่า เหตุผลที่เด็กที่หัดเริ่มอ่านหนังสือก่อนมีไอคิวที่สูงกว่า ก็เพราะว่าการอ่านเป็นส่วนในการช่วยพัฒนาสมองที่สำคัญ ทำให้เด็กที่เริ่มอ่านก่อนฉลาดกว่า แต่นี้ไม่ได้หมายความว่า เพราะเด็กคนนี้ฉลาดก็เลยเริ่มอ่านหนังสือได้เร็ว แต่จริง ๆ ก็คือการเริ่มอ่านหนังสือเร็วช่วยให้เด็กฉลาดนั้นเอง 4. ลูกถนัดซ้าย กลับกลายเป็นว่าที่คุณคูรสมัยก่อน ชอบบังคับให้เด็กที่ถนัดซ้ายฝึกเขียนหนังสือมือขวากลายเป็นเรื่องตรงกันข้ามกับสิ่งที่ควรทำ มีการศึกษาหนึ่งได้แสดงให้เห็นว่า คนที่ถนัดมือซ้ายจะมีความเกี่ยวข้างกับวิธีการคิดแบบอเนกนัย (Divergent Thinking) ซึ่งหมายความว่า คนเหล่านี้สามารถเชื่อมโยงสองสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกันในเชิงที่มีความหมายได้ และนี้ก็เป็นสัญลักษณ์แห่งความฉลาด 5. เป็นเด็กขี้กังวล มันยากที่จะเชื่อว่าความวิตกกังวลเป็นสิ่งที่ดี แต่มันมีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าความวิตกกังวลไม่ใช่สิ่งที่แย่ซะทีเดียว จิตแพทย์นามว่า Jeremy Coplan ได้ทำการศึกเกี่ยวกับโรควิตกกังวลของมนุษย์ และเขาพบว่ายิ่งคนที่มีระดับความกังวลสูงยิ่งมีไอคิวที่สูงตามไปด้วย นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยจาก Interdisciplinary Center Herzliya ที่ประเทศอิสราเอล นักวิจัยพบว่าผู้เข้าร่วมที่มีความวิตกกังวลมากที่สุด เป็นผู้ที่โฟกัสไปที่งานและมีความกระตือรือร้นมากที่สุดเช่นกัน 6. ชอบเล่นดนตรี มีการวิจัยหลายงานที่แสดงให้เห็นว่า ดนตรีเป็นส่วนช่วยในเรื่องการพัฒนาสมองและความฉลาด นอกจากนี้ยังช่วยในเรื่องของการโฟกัสและการควบคุมตัวเองอีกด้วย 7.เป็นเด็กช่างสงสัย โดยนักวิจัยทางด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยในกรุงลอนดอนนั้นพบว่า ผู้ที่มีลักษณะเป็นคนขี้สงสัยมากเป็นพิเศษนั้นเกิดมาจากการที่พวกเขานั้นมีความสนุกที่จะได้ค้นพบสิ่งแปลกใหม่รอบๆ ตัว ซึ่งจากสิ่งนี้นี่เองที่นำไปสู่กระบวนการทางด้านการพัฒนากระบวนการความคิดให้กับคนที่อยู่ในกลุ่มนี้ 8. เป็นเด็กตลก นักวิจัยได้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างการเป็นคนตลก กับ การเป็นคนฉลาด มุขหรือการล้อเล่นต่าง ๆ ที่ถูกผลิตออกมาจากความคิดอันเฉียบแหลมของคุณ มันไม่ใช่ว่าใคร ๆ นึกจะเป็นคนตลกก็จะเป็นคนตลกได้ แหละทั้งหมดนี้ก็เป็นการส่งสัญญาณเบื้องต้นให้เหล่าคุณพ่อ คุณแม่ ได้สังเกตกันว่าลูกน้อยของคุณนั้นมีแววที่จะเป็นเด็กฉลาดหรือไม่ เพื่อที่จะได้ทำการส่งเสริมในด้านนั้น ๆ ของลูกน้อยให้ดียิ่งขึ้นไปอีก และควรที่จะให้ลูกได้เรียนรู้เกี่ยวกับกับศิลปะ ดนตรี ธรรมชาติ กีฬา ที่เขาชื่นชอบและสนใจ เพื่อเปิดโอกาสในการช่วยให้ค้นพบความเป็นอัจฉริยะที่อยู่ในตัวของเด็กให้ได้ออกมา #เด็กฉลาด
  5. สำหรับคนที่มีปัญหาทางสายตาและไม่ชอบใส่แว่นแล้ว การใช้คอนแทคเลนส์แทนแว่นจึงกลายเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดี นอกจากจะช่วยในเรื่องสายตาให้มองเห็นดียิ่งขึ้นแล้ว ยังช่วยให้มีภาพลักษณ์ที่ดูดีอีกด้วย รวมไปจนถึงด้านความสวยความงามที่ใช้คอนแทคเลนส์ สีสันต่าง ๆ มาใส่ที่ดวงตาช่วยให้ดวงตามีสีที่สวยงาม ดวงตากลมโต ชวนให้น่าหลงไหล แถมยังมีขนาดที่เล็กสามารถพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวก แต่ในการใช้คอนแทคเลนส์นั้นต้องคำนึงถึงความสะอาดมาเป็นอันดับแรกอย่างมือที่จะต้องจับคอนแทคเลนส์ใส่เข้าไปในดวงตาต้องสะอาดสุด ๆ รวมไปถึงตัวคอนแทคเลนส์ ตลับใส่คอนแทคเลนส์และน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ ที่จะต้องสะอาดและได้มาตราฐาน เพื่อป้องกันเชื้อโรคต่าง ๆ ที่จะเข้ามาทำลายดวงตา ปัจจุบันการใส่คอนแทคเลนส์เป็นอะไรที่ได้รับความนิยมจากสาว ๆ เยอะมาก คนที่สายตาปกติก็สามารถใส่ได้ เพราะมีเลนส์สายตาที่ปกติและเลนส์สายตาสั้น ยาว ให้สาว ๆ ได้เลือกใช้ให้เหมาะสมกับสายตาของตัวเอง และอีกหนึ่งสิ่งที่สาว ๆ จะให้ความสนใจมากเลยคือการเลือกสีของคอนแทคเลนส์ให้เข้ากับลุคต่าง ๆ ที่แต่งหรือให้เข้ากับสีผมและสีผิวของตัวเอง แหละสำหรับสาว ๆ ที่ยัง..งง ๆ กับการเลือกสีของคอนแทคเลนส์อยู่ล่ะก็ เชิญทางนี้เลยค่ะ เพราะเรามีทริคดี ๆ ในการเลือกคอนแทคเลนส์ให้เข้ากับสีผมและสีผิวเอามาฝากให้กับสาว ๆ ด้วย พร้อมแล้วมาดูกันเลยค่ะ ทริคในการเลือกคอนแทคเลนส์ สีต่าง ๆ ให้เข้ากับสีผมและสีผิว · ผมสีดำ หากคุณกำลังมองหาลุคที่ดูธรรมชาติ ควรเลือกคอนแทคเลนส์ สีน้ำตาล น้ำตาลเข้ม จะเข้ากันได้ดีกับผมสีดำ นอกจากนี้คุณยังสามารถเลือกใส่คอนแทคเลนส์ในสีโทนเย็นอย่างสีฟ้า และสีม่วง เพื่อให้ลุคที่ดูสะดุดตาและโดดเด่นกว่าเคย · ผมสีน้ำตาล คุณสามารถใส่คอนแทคเลนส์ได้เกือบทุกสี เพราะไม่ว่าจะเป็นสีเทา สีน้ำตาล สีฟ้า สีเขียว ก็ดูสวยธรรมชาติไม่หลอกตา · ผมสีน้ำตาลสว่าง/สีบรอนด์ หากคุณอยากได้ลุคเอเชียนเกิร์ล ควรเลือกคอนแทคเลนส์โทนสีเทาและสีเบจ และหากคุณชอบสไตล์สายฝอ อาจเลือกคอนแทคเลนส์ สีฟ้าหรือสีเขียวแทน · ผมสีชมพู สีม่วง สีน้ำเงิน สีโทนพาสเทล หรือโทนสดใส เมื่อคุณมีสีผมที่โดดเด่นอยู่แล้ว จึงไม่ควรเลือกสีของคอนแทคเลนส์ให้สะดุดตา ดังนั้นสีคอนแทคเลนส์ที่เหมาะกับคุณควรเป็นสีดำ หรือสีน้ำตาลธรรมชาติที่ดูเรียบง่าย เพื่อไม่ให้ลุคของคุณดูเยอะจนเกินไป · สำหรับสาวผิวขาว คอนแทคเลนส์ สีน้ำเงินหรือสีเทา จะทำให้ดวงตาของคุณดูมีเสน่ห์ หากต้องการให้ดวงตาสดใสและโดดเด่น ควรเลือกใส่คอนแทคเลนส์ สีฟ้าคราม สีม่วง และสีฟ้าน้ำทะเล · สำหรับสาวผิวขาวเหลือง/ผิวสองสี ควรเลือกคอนแทคเลนส์ สีน้ำตาลแดง สีเขียว สีน้ำผึ้ง สีเทาหรือสีน้ำเงินเข้ม เพื่อขับใบหน้าให้ดูสว่างใสและดวงตาน่ามอง ควรหลีกเลี่ยงสีฟ้าน้ำทะเล สีคราม · สำหรับสาวผิวแทน/ผิวคล้ำ ควรเลือกคอนแทคเลนส์ในโทนสีอบอุ่น อย่างสีน้ำตาล สีส้ม เพราะจะทำให้ดวงตาของคุณดูเซ็กซี่อย่างเป็นธรรมชาติ หากอยากเพิ่มความสดใส ให้เลือกคอนแทคเลนส์ สีน้ำผึ้ง หรือสีเทา หลีกเลี่ยงการหยิบคอนแทคเลนส์ สีฟ้ามาใส่ เพราะมันไม่แมทกับสีผิวของคุณ เป็นยังไงกันบ้างค่ะ กับทริคดี ๆ ในการเลือกคอนแทคเลนส์ สีต่าง ๆ ที่เราเอามาฝาก หวังว่าคงจะถูกใจสาว ๆ หลาย ๆ คน นะคะ นอกจากการเลือกสีของคอนแทคเลนส์แล้วมีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันเลยคือเรื่องความปลอดภัยสาว ๆ ต้องเลือกให้ดี ๆ ดูข้อมูลต่าง ๆ อย่างละเอียดว่าได้มาตราฐานไหม ดูวันเดือนปี ที่ผลิตและหมดอายุให้ละเอียดก่อนนำมาใช้งาน ห้ามใส่คอนแทคเลนส์นอน และอย่าใส่เกินจำนวนวันที่กำหนด เช่น หมดอายุภายใน 1 เดือน ก็ต้องทิ้งภายใน 1 เดือนนั้นทันที ไม่เช่นนั้นอาจจะเป็นอันตรายต่อดวงตาจนถึงขั้นทำให้ตาบอดได้ค่ะ ท่องไว้ค่ะ ว่าสวยได้ แต่ต้องปลอดภัยด้วย #คอนแทคเลนส์ สี
  6. ผู้หญิงกับแว่นตานี้จัดว่าเป็นของที่คู่กันจริง ๆ โดยเฉพาะแว่นตาแฟชั่นที่พอใส่ปุ๊บก็ช่วยให้ใบหน้าที่ธรรมดา ๆ ดูเด่นขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นลุคไหน ๆ ก็เอาอยู่ ทั้งลุคสายเปรี้ยว สายหวาน สาวมั่น สาวชิว แต่ที่สำคัญที่สุดคือต้องเลือกให้เป็นว่าใบหน้าแบบนี้ควรที่จะต้องเลือกแว่นตาแฟชั่นแบบไหน เพราะถ้าเลือกไม่เป็นดูไม่เข้ากับใบหน้าของผู้ส่วมใส่มันก็อาจจะทำให้ไม่เลิศ ไม่ปัง อยากที่คิดเอาไว้ เพราะฉะนั้นเราจึงอยากเอาเทคนิคดี ๆ จากการเลือกแว่นตาแฟชั่นให้เข้ากับใบหน้าเอามาฝากกับทุก ๆ คนด้วย พร้อมแล้วมาดูกันเลยค่ะ เทคนิคดี ๆ ในการเลือกแว่นตาแฟชั่นให้เข้ากับใบหน้า 1. หน้าทรงกลม สาวหน้ากลม หน้าดูอิ่ม ไม่ควรใส่แว่นที่กล๊ม..กลมนะคะ เพราะจะทำให้หน้าคุณอ้วนกว่าเดิมและไม่สะดุดตาหนุ่มๆเลยแม้แต่น้อย เพราะงั้นแว่นตาที่ควรเลือกคือเป็นทรงสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม หรือแคทอาย สามารถสวมใส่สไตล์เฉี่ยวๆได้หมดเลยค่ะ เพราะจะดึงให้หน้าคุณโดดเด่นและมีเสน่ห์สุด ๆ เป็นการสร้างมุมและมิติให้ใบหน้านั่นเองจ้า! 2.หน้าทรงสามเหลี่ยม , ทรงเพชร คนที่หน้าทรงเพชรมักจะไม่ค่อยมีเนื้อแก้ม บริเวณคางเรียวแหลม เพราะฉะนั้นแนะนำว่าไม่ควรใส่แว่นทรงรี ๆ ยาว ๆ จะทำให้กรอบหน้าดูไม่สมดุลกัน ควรเลือกสวมใส่แว่นที่มีลักษณะยาวลงมา อย่างเช่น แคทอายหรือแว่นทรงกลม ก็จะช่วยเบรคความยาวของหน้าได้ค่ะ 3.หน้าทรงสี่เหลี่ยม ห้ามเด็ดขาด! ห้ามสาวหน้าเหลี่ยมใส่แว่นทรงเหลี่ยมเชียว ถึงแม้ทรงมันจะอินเทรนด์เหมือนชมพู่-อารยา แต่เราจะตามเทรนด์แฟชั่นทุกอย่างไม่ได้จ้าาาาา!! สำหรับคนหน้าเหลี่ยม โหนกแก้มและกรามจะเห็นชัดมาก ควรเลือกแว่นที่ช่วยอำพรางหน้าซึ่งก็คือแว่นทรงกลมกับแว่นทรงหยดน้ำ หรือแว่นที่มีลักษณะโค้งมนจะช่วยลดความเหลี่ยมของใบหน้าได้เยอะเลยล่ะ 4.หน้าทรงยาว เป็นที่น่าอิจเวอร์ สาวหน้ายาวหน้ารูปไข่คือใส่ได้หมดทุกทรงงี้ แต่ว่าอย่าใส่แว่นที่ใหญ่โตมโหฬารเกินหน้านะคะเพราะมันดูไม่เข้ากันกับหน้าเรียว ๆ ของคุณเลย ควรเลือกแว่นทรงแคทอาย หรือทรงหยดน้ำ สวมแล้วจะดูเปรี้ยวแซ่บม๊ากกก!! เทคนิคการเลือกแว่นตาแฟชั่นนี้ถือเป็นสิ่งที่สาว ๆ ต้องจำให้ขึ้นใจเลยนะคะ เพราะถ้าเลือกซื้อมาผิดนี่ชีวิตเปลี่ยนแน่ ๆ เพราะโดยส่วนใหญ่สาว ๆ ที่ชอบใส่แว่นตาแฟชั่นมักจะเป็นคนที่ชอบการถ่ายรูป โพตส์ท่า ถ้าซื้อแว่นมาใส่แล้วมันไม่เข้ากับรูปหน้าของตัวเอง ก็อาจจะส่งผลให้รูปที่ถ่ายออกมาไม่สวยเท่าที่ควร และอาจจะทำให้ความมั่นใจในการโพตส์ท่าลดลงก็ได้ค่ะ #แว่นตาแฟชั่น
  7. การที่จะต้องจ้างบริษัทรับเหมาก่อสร้างบ้านนั้นเชื่อว่าคงมีผู้จ้างหลายคนที่อาจจะเป็นกังวลเกี่ยวกับการเลือกจ้างบริษัทรับเหมากลัวว่าจะโดนโกงหรือได้บริษัทรับสร้างบ้านที่ไม่ดี ดังนั้นจึงทำให้ผู้จ้างต้องละเอียดมากขึ้นเพื่อที่จะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ตามมา ผู้สร้างบ้านจึงจำเป็นที่ต้องรู้ให้ทันกลโกงต่าง ๆ ของผู้รับเหมาเพื่อที่จะได้ป้องกันตัวเองได้อย่างถูกต้อง ซึ่งกลโกงที่เราจะต้องรู้ให้ทันบริษัทที่รับเหมานั้นจะมีอะไรบ้างเรามาดูกันเลยค่ะ กลโกงที่ผู้จ้างควรรู้ให้ทันก่อนเลือกจ้างบริษัทรับเหมาก่อสร้างบ้าน 1.ผู้รับเหมาทิ้งงานกลางคัน เป็นปัญหาสุดคลาสสิกที่คนมักเจอสำหรับผู้รับเหมาที่ทิ้งงานแล้วเชิดเงินหนี ทิ้งงาน ทำงานช้า ไม่เสร็จตามแผนที่วางเอาไว้ 2.วัสดุไม่ได้คุณภาพตามที่ตกลงไว้ เป็นปัญหาที่ส่งผลร้ายแรงต่อบ้านของเราในระยะยาว เพราะการที่รับเหมาโกงวัสดุโดยเอาวัสดุเกรดต่ำกว่าที่ได้ตกลงกันไว้มาใช้ในการก่อสร้างต่อเติมไม่ตรงตามแบบที่ผู้ว่าจ้างต้องการ นอกจากเกิดความเสียหายแล้วยังอาจก่อให้เกิดปัญหาบ้านผุผังเพราะไม่ได้มาตรฐานอีกด้วย 3.ทำสัญญาคลุมเครือ ไม่ชัดเจน สัญญาจ้างที่ผู้รับเหมาส่วนใหญ่ร่างมาจะอาศัยช่องว่างทางกฎหมายเพื่อให้ตัวเองได้เปรียบ สำหรับหลีกเลี่ยงเวลาเกิดอะไรขึ้นมาแล้วทางผู้รับเหมาจะไม่รับผิดชอบ ดังนั้นก่อนทำสัญญาเราจึงควรปรึกษาผู้รู้เช่นผู้เชี่ยนชาญทางกฎหมายหรือ ทนาย และตรวจด้วยตนเองอย่างรอบคอบ 4.ขอเบิกเงินล่วงหน้าแล้วทิ้งงาน ในกรณีนี้ผู้รับเหมามักจะชอบอ้างว่าเงินไม่พอจะซื้ออุปกรณ์ ไม่พอสำหรับค่าใช่จ่ายสำหรับจ่ายค่าคนงานทำให้นายจ้างใจอ่อนยอมให้ผู้รับเหมาเบิกเงินล่วงหน้าไปก่อน แต่เมื่อผู้รับเหมาได้เงินครบก็ทิ้งงานทันที 5.ผู้รับเหมาเปลี่ยนทีมช่าง ในช่วงแรกผู้รับเหมาจะนำช่างที่มีประสบการณ์ทำงานให้เราวางใจ แต่หลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนเอาช่างมือใหม่เข้ามาทำ ซึ่งอาจจะทำให้งานที่ออกมาค่อนข้างล่าช้าไม่เสร็จตามกำหนด และไม่ประณีต 6.ผู้รับเหมาปล่อยปละละเลย ผู้รับเหมาไม่เข้าไปดูงานปล่อยให้ลูกน้องทำไปเรื่อย ๆ ไม่มีการตรวจสอบความถูกต้องทำให้งานที่ออกมาอาจจะมีความคลาดเคลื่อน และไม่เรียบร้อยได้ 7.ผู้รับเหมาไม่มีความรับผิดชอบ ผู้รับเหมาทำงานไม่เสร็จ ไม่ค่อยตรวจงาน เวลานัดดุงานจะไม่ค่อยตรงต่อเวลา ติดต่อยาก ปิดมือถือ ซึ่งผู้รับเหมาประเภทนี้มีโอกาสสูงที่จะทิ้งงานกลางคัน 8.โกงเงินมัดจำ ในกรณีนี้ผู้รับเหมาจะเรียกเงินมัดจำก้อนแรกสูง ๆ เมื่อได้เงินมัดจำไปแล้วก็ทิ้งงานทันทีหรืออาจจะทำงานช้า ไม่ค่อยเข้างานจนสุดท้ายเราต้องเลิกจ้างในที่สุด 9.หลอกลวงผ่านโลกออนไลน์ ปัจจุบันนี้การทำธุรกิจผ่านโลกออนไลน์นั้นกำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก ทำให้ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างหลายรายใช้ช่องทางออนไลน์ในการติดต่อทางธุรกิจ ทำให้ผู้ว่าจ้างสะดวกในการเข้าถึงมากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นก็มีมิจฉาชีพอยู่มาก ที่มักใช้ช่องทางนี้ล่อลวง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบให้ดีก่อนใช่บริการ 10.ฮั้วประมูล กรณีนี้มักเกิดขึ้นบ่อย ๆ เกิดจากการที่ผู้รับเหมามีความต้องการร่วมกันที่จะให้ราคารับเหมาไม่ต่ำจนเกินไปหรือไม่ให้ถูกตัดราคาจากผู้รับเหมาที่ยื่นประมูลร่วมกัน โดยผู้รับเหมาต่างฝ่ายต่างเข้ามาคุยเพื่อหาจุดที่ลงตัวที่สุดในการประมูลต่างฝ่ายต่างได้ผลประโยชน์ หลังจากนั้นจึงแบ่งผลประโยชน์กัน ทำให้นายจ้างต้องจ่ายสูงกว่าราคาจริง หากเรารู้ทันกลโกงต่าง ๆ เหล่านี้ของบริษัทรับเหมาก่อสร้างบ้านแล้วก็สามารถที่จะหาวิธีต่าง ๆ มาป้องกันได้อย่างถูกต้อง และอีกอย่างที่จะช่วยให้ปัญหาเหล่านี้หมดลงได้ คือการเลือกจ้างบริษัทรับเหมาก่อสร้างบ้านโดยมีหลักเกณฑ์ที่ได้มาตราฐานก็จะสามารถช่วยให้ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้หมดลงได้ อย่างแรกคือ ควรที่จะต้องดูถึงความชำนาญและผลงานของบริษัทที่เราจะจ้าง อย่างที่ 2 ก็ดูว่าบริษัทมีการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอย่างถูกต้องไหม อย่างที่ 3 ดูว่าราคาเหมาะสมหรือไม่ อย่างที่ 4 ต้องมีสัญญาในการก่อสร้างบ้านที่ชัดเจนทั้งหมดนี้ก็เป็นวิธีเลือกจ้างบริษัทรับสร้างบ้านหลัก ๆ ที่รู้แล้วจะส่งผลดีกับตัวผู้จ้างอย่างดีที่สุดค่ะ #บริษัทรับเหมาก่อสร้างบ้าน
  8. ในน้ำนมประกอบด้วยสารอาหารหลักครบทั้ง 5 หมู่ มีทั้ง โปรตีน ในน้ำนมประกอบไปด้วยกรดอะมิโนหลายชนิด ซึ่งโปรตีนที่ได้จากนมจะมีกรดอะมิโนทั้งที่จำเป็นต่อร่างกายและกรดอะมิโนที่ไม่จำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายก็คือกรดอะมิโนที่ร่างกายไม่สามารถผลิตขึ้นมาเองได้ , ไขมันนมซึ่งไขมันนี้จะอยู่ในรูปของไตรกลีเซอร์ ไขมันนมจัดเป็นแหล่งให้พลังงานที่สูงมาก , น้ำตาลนมประกอบด้วยน้ำตาลแล็กโทสเป็นหลัก ซึ่งน้ำตาลแล็กโทสเมื่อย่อยแล้วจะได้น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวคือ น้ำตาลกลูโคส หนึ่งโมเลกุลและน้ำตาลกาแล็กโทส หนึ่งโมเลกุล ซึ่งน้ำตาลทั้งสองนี้เป็นแหล่งพลังงานให้กับร่างกายเช่นเดียวกับไขมันนม , .วิตามิน นมอุดมไปด้วยเกลือแร่และวิตามินหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 ไนอะซิน กรดโฟลิก วิตามินซี วิตามินดี วิตามินเค แคลเซียม และ ฟอสฟอรัส ที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและฟันของร่างกาย , น้ำ เป็นส่วนประกอบหลักของนม นมมีน้ำอยู่ประมาณ 85% น้ำมีหน้าที่เป็นตัวทำละลายสารอาหาร วิตามิน น้ำตาล ไขมันนมให้รวมอยู่ด้วย เมื่อเรารับประทานนมเข้าสู่ร่างกาย นอกจากจะได้สารอาหารแล้วร่างกายยังได้รับน้ำเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับเซลล์ภายในร่างกายอีกด้วย ปัจจุบันนี้มีการนำนมมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์นมในรูปแบบต่าง ๆ ให้ผู้บริโภคได้เลือกทาน ไม่ว่าจะเป็น นมพร้อมดื่ม ชีส นมผง นมอัดเม็ด โยเกิร์ต ครีม ไอศครีมและอื่น ๆ อีกมากมาย ที่จะช่วยให้คนที่ไม่ชอบการดื่มนมสามารถทานได้ แหละถ้าใครที่ชื่นชอบการดื่มนมเป็นชีวิตจิตใจแล้วหละก็เราก็มีเคล็ดลับดี ๆ ในการดื่มนมที่จะช่วยให้ได้ประโยชน์สูงสุดเอามาฝากด้วยมาดูกันเลย เคล็ดลับการทานผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่มที่ให้ได้ประโยชน์สูงสุด 1.ควรดื่มนมขณะหลังกินอาหาร การดื่มนมในขณะที่ท้องว่างร่างกายจะดูดซึมสารอาหารได้น้อยกว่าการดื่มนมหลังจากรับประทานอาหารแล้ว เนื่องจากการดูดซึมแคลเซียมต้องอาศัยวิตามินดีและแมกนีเซียมที่มีอยู่ในอาหารเป็นตัวช่วย ร่างกายไม่สามารถดูดซึมแคลเซียมได้โดยตรง 2.งดดื่มนมกับยา การดื่มนมพร้อมกับยาจะทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมตัวยาเข้าสู่ร่างกายได้ ดังนั้นควรดื่มนมก่อนหรือหลังกินยาอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง 3.ไม่ควรกินนมเดือด การกินนมอุ่นเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพแต่การดื่มนมที่ร้อนหรืออุ่นจนนมเดือดจะส่งผลเสียต่อร่างกายเพราะที่อุณหภูมิเกิน 100 องศาเซลเซียส น้ำตาลในนมจะเกิดการไหม้เกรียมและแคลเซียมจะจับตัวเป็นก้อนทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ 4.ไม่ควรเลี้ยงเด็กนมเปรี้ยว เพราะว่าในนมเปรี้ยวมีปริมาณจุลินทรีย์สูงเกินความจำเป็นของทารก เมื่อร่างกายได้จุลินทรีย์มากเกินไปอาจจะทำให้เด็กเกิดภาวะลำไส้อักเสบได้ 5.ไม่ควรเลี้ยงเด็กด้วยนมข้นหวาน เพราะในนมข้นหวานมีปริมาณน้ำตาลสูง ถ้านำไปเลี้ยงทารกจะทำให้ทารกได้รับน้ำตาลเข้สู่ร่างกายสูงมาก ส่งผลให้เด็กเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานและโรคอ้วนได้ slot3-43-oral_6 6.ควรดื่มต่อเนื่อง การดื่มนมเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงควรดื่มนมเป็นประจำทุกวันต่อเนื่อง ไม่ควรดื่มวันละมากเกินวันละ 2 แก้ว เพราะว่าร่างกายเราจะสามารถดูดซึมสารอาหารจากนมได้สูงสุดเพียง 2 แก้วต่อวัน ถึงจะดื่มนมมากกว่า 2 แก้วต่อวัน ร่างกายก็ไม่สามารถดูดซึมสารอาหารได้มากกว่านั้นแล้ว เห็นข้อดีของน้ำนมเยอะแบบนี้แล้วก็อย่างลืมหาเอามาดื่มกันบ้างนะคะ วันละแก้ว 2 แก้ว ก็ได้ค่ะ หรือจะหาพวกผลิตภัณฑ์นมมาทานเล่นก็ได้ค่ะ แต่ต้องระวังหน่อยนะคะ เพราะผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากนมบางอย่างก็ส่งผลเสียต่อสุขภาพของเราได้เช่นกัน อย่าง ไอศกรีมที่มีน้ำตาลอยู่เยอะถ้าทานเข้าไปมาก ๆ จะทำให้อ้วนและส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ เพราะฉะนั้นต้องเลือกทานให้ดี ๆ แหละที่สำคัญควรที่จะต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วยนะคะ เพื่อสุขภาพที่ดีและแข็งแรงของตัวเองค่ะ #ผลิตภัณฑ์นม
  9. อาการข้อเข่าอักเสบไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ผู้สูงอายุอย่างเดียวแต่มันสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกวัย โดยมาจากหลากหลายสาเหตุที่เป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดข้อเข่าอักเสบได้เร็วขึ้นอย่างการมีน้ำหนักตัวที่เกินมาตราฐาน เพราะน้ำหนักตัวมีความสัมพันธ์อย่างมากกับเข่าเสื่อม พบว่าน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น 0.5 กิโลกรัม จะเพิ่มแรงที่กระทำต่อข้อเข่า 1-1.5 กิโลกรัม ขณะเดียวกันเซลล์ไขมันที่มากเกินไปจะมีผลต่อเซลล์กระดูกอ่อนและเซลล์กระดูก ส่งผลให้ข้อเสื่อมเร็วขึ้นนั้นเอง ไหนจะการทำกิจกรรมที่มีการใช้งานข้อเข่ามาก อย่างการนั่งคุกเข่า พับเพียบ ขัดสมาธิ ขึ้นลงบันไดบ่อย ๆ เหล่านี้ก็จะส่งผลเสียต่อหัวเข่าของเรามากขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นเราควรที่จะทำอะไรแต่พอดีทั้งการกินและการออกกำลังกาย อย่างการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์และดีต่อสุขภาพข้อเข่า ซึ่งก็มีอาหารอยู่หลายอย่างมากที่ช่วยบำรุงข้อเข่าให้แข็งแรงและมีสุขภาพดี หากใครอยากรู้ว่าจะมีอาหารชนิดไหนบ้างนั้นตามมาดูทางนี้เลยค่ะ สารอาหารดี ๆ ที่ไม่ควรพลาดที่สามารถป้องกันและช่วยลดอาการข้อเข่าอักเสบได้ กุ้งแห้ง : จะเสริมกระดูกให้แข็งแรง ก็แน่นอนว่าเราต้องกินแคลเซียมนี่ล่ะ แล้วแทนที่จะต้องกินแคลเซียมเสริมแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ทำไมถึงไม่เลือกกินแคลเซียมจากธรรมชาติอย่างกุ้งแห้งแทน ในกุ้งแห้ง 1 ขีด มีแคลเซียมสูงถึง 2,300 มิลลิกรัม ฝรั่ง : วิตามินคือสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยบำรุงข้อต่อต่าง ๆ ได้โดยตรง และยังมีฤทธิ์แก้อักเสบได้ด้วย ในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบ แพทย์แนะนำให้บริโภควิตามินซีอย่างน้อยวันละ 90 มิลลิกรัม ฝรั่งคือผลไม้ที่วิตามินซีสูงและหาทานง่ายที่สุด ปลาทะเล : ในปลาทะเลที่เราหาทานกันง่าย ๆ อย่างปลาแซลมอน หรือปลาทูธรรมดานี่ล่ะ จะมีกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่นอกจากเป็นกรดไขมันจำเป็นต่อร่างกาย ยังเป็นแหล่งสร้างคอลลาเจน ที่จะช่วยเสริมสร้างข้อต่อกระดูกอ่อนต่าง ๆ ในร่างกายที่ถูกทำลายลง งาดำ : เชื่อไหมว่าในงาดำนั้น มีทั้งแคลเซียมช่วยเสริมกระดูกแข็งแรง และยังมีแร่ธาตุทองแดงที่ช่วยส่งเสริมให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนเพิ่มมากขึ้น มีแร่สังกะสีที่ช่วยเพิ่มมวลกระดูกได้อีกด้วย ขิง : ขิงถูกยกให้เป็นสมุนไพรที่ช่วยลดอาการปวดเข่าได้ เพราะนอกจากจะมีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบตามข้อแล้ว ความร้อนจากขิงยังช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด แถมในขิงมีสารแอนติออกซิแดนท์ มะเขือเทศ : ผักที่ใคร ๆ ว่ากินแล้วผิวสวยสุด ๆ นี่ล่ะ นั่นเป็นเพราะมะเขือเทศคือแหล่งของคอลลาเจน นอกจากช่วยบำรุงผิวแล้ว คอลลาเจนยังช่วยซ่อมแซมข้อต่อกระดูกอ่อนต่าง ๆ ได้ ไม่มากก็น้อย น้ำเต้าหู้ : ในถั่วเหลืองก็เป็นอีกแหล่งคอลลาเจนเช่นกัน วิธีง่าย ๆ ที่จะได้สารอาหารก็แค่ ลองดื่มน้ำเต้าหู้เป็นประจำ แล้วลองสังเกตสิว่า ถ้าวางทิ้งไว้นาน ๆ ผิวหน้าจะเกาะตัวกันเป็นแผ่นเจล ดื่มประจำในปริมาณที่พอเหมาะ ก็ช่วยเพิ่มคอลลาเจนให้ร่างกายได้ แหละที่สำคัญจะต้องหลีกเลี่ยงอาหารดังต่อไปนี้ อาหารที่มีเกลือสูง เพราะการทานเกลือมากจะทำน้ำถูกดึงเข้าสู่เซลล์ ทำให้ข้อต่อขาดน้ำหล่อเลี้ยงและเสียความยืดหยุ่นได้ อาหารที่มีน้ำตาลสูง เนื่องจากการมีน้ำตาลในเลือดสูง จะกระตุ้นการอักเสบในร่างกายให้รุนแรงขึ้นได้ จึงควรลดการทานอาหารและเครื่องดื่มรสหวานลง อาหารไขมันสูง เช่น อาหารทอด ฟาสต์ฟู้ด เพราะไขมันจะทำให้เกิดการอักเสบในร่างกายได้ รวมไปจนถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เหล้าเบียร์ส่งผลเสียต่อสุขภาพ แถมยังกระตุ้นให้ข้อเข่าอักเสบและมีอาการปวดข้อรุนแรงขึ้นด้วยดังนั้นต้องเลือกทานแต่สิ่งดี ๆ นะคะ #ข้อเข่าอักเสบ
  10. ในการที่จะสร้างบ้านแต่ละครั้งผู้จ้างนอกจากจะต้องใส่ใจกับเรื่องหลัก ๆ แล้ว ยังต้องใส่ใจกับปัจจัยอื่น ๆ อีกที่มีความสัมพันธ์กับการสร้างบ้าน อย่างรายละเอียดยิบย่อยต่าง ๆ รวมไปจนถึงการเลือกจ้างบริษัทรับสร้างบ้านอีกด้วย เพื่อป้องกันความเสียหายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น ดังนั้นนี่จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ผู้จ้างอยากที่จะรู้ถึงการจ้างบริษัทรับสร้างบ้านต่าง ๆ อย่างละเอียดเพื่อให้ถูกหรอกหรือโดนเอาเปรียบจากการสร้างบ้านน้อยที่สุด ซึ่งจะมีวิธีในการเลือกดูบริษัทรับสร้างบ้านอย่างไหนบ้างนั้นเรามาดูกันเลยค่ะ วิธีเลือกจ้างบริษัทรับสร้างบ้านให้ได้รับประโยชน์อย่างคุ้มค่าที่สุด 1. มีที่ตั้งขององค์กร การเลือกบริษัทรับสร้างบ้าน สถานที่ตั้งของบริษัทหรือ สำนักงานถือเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาในอันดับต้นๆ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าบริษัทรับสร้างบ้านนั้นมีที่ตั้งอยู่จริงหากเกิดปัญหา ในการให้บริการหรือปัญหางานก่อสร้างไม่ได้คุณภาพขึ้นมา จะได้สามารถเข้าไปพูดคุยหรือติดต่อกับเจ้าหน้าที่ หรือผู้บริหารได้อย่างสะดวก 2. มีผลงาน บริษัทรับสร้างบ้านที่น่าเชื่อถือต้องมีผลงานที่สามารถตรวจสอบ และเปิดเผยให้เข้าไปเยี่ยมชมผลงานได้ เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจ และได้เห็นของจริงมากกว่าการดูโมเดล หรือรูปภาพเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้กลุ่มลูกค้าใหม่ยังสามารถสอบถาม หรือปรึกษากับลูกค้าเดิมที่สร้างบ้านไปแล้วเพื่อขอคำแนะนำได้ว่าที่ผ่านมาการก่อสร้างของบริษัทมีปัญหาด้านใดหรือให้บริการดีอย่างไร เพื่อเป็นการตรวจสอบความมั่นใจอีกครั้งหนึ่งด้วย 3. มีสถาปนิกประจำองค์กร บริษัทรับสร้างบ้านที่ได้มาตรฐานควรมีสถาปนิกประจำในองค์กรนั้นๆ เพื่อสามารถ บริการลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง สามารถปรับเปลี่ยนหรือแก้ไขแบบตามที่ลูกค้าต้องการได้ ซึ่งในปัจจุบัน บริษัทรับสร้างบ้านหลายๆ บริษัทจะมีสถาปนิกเป็นฝ่ายขาย เรียกกันว่า สถาปนิกขาย สถาปนิกที่ปรึกษาซึ่งจะทำหน้าที่ดูแลลูกค้าตั้งแต่การออกแบบ ดูแลลูกค้าและประสานงานระหว่างก่อสร้าง หรือควบคุมการก่อสร้างรวมถึงคอยให้คำปรึกษาเกี่ยวกับ การเลือกวัสดุก่อสร้าง การเลือกใช้โทนสี การตกแต่งภายใน และคำแนะนำในด้านต่างๆ กับลูกค้ากระทั่งส่งมอบบ้าน 4. มีวิศวกรประจำองค์กร เมื่อมีผู้ออกแบบแล้วการสร้างบ้านที่ต้องการความมั่นคงแข็งแรงและโครงสร้างมีอายุการใช้งานที่ยาวนานคุ้มค่ากับเงินลงทุน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีวิศวกรเป็นผู้ออกแบบ คำนวณโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก และควบคุมขั้นตอนงานก่อสร้างด้วย เพื่อให้การก่อสร้างได้มาตรฐานตามที่กำหนด ทั้งนี้ตามกฎหมายนั้นวิศวกรถือเป็นวิชาชีพควบคุม ซึ่งผู้ที่จะประกอบอาขีพจะต้องได้รับใบอนุญาตให้ประกอบอาชีพโดยมีสภาวิศวกร จะเป็นกำกับดูแลและเป็นผู้ออกบัตรให้ ซึ่งหากเกิดปัญหาขึ้นมาก็จะมีกฎหมายมารองรับอย่างชัดเจนสามารถหาผู้รับผิดชอบได้ ขณะที่บ้านที่ก่อสร้างโดยไม่มีวิศวกรออกแบบคำนวณโครงสร้าง หากเกิดปัญหาขึ้นก็จะไม่มีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน ปัญหาก็จะมาอยู่กับเจ้าของบ้านเพียงฝ่ายเดียว หากเกิดปัญหาขึ้นมาก็จะมีกฎหมายมารองรับอย่างชัดเจน สามารถหาผู้รับผิดชอบได้ ขณะที่บ้านที่ก่อสร้างโดยไม่มีวิศวกรออกแบบคำนวณโครงสร้างหากเกิดปัญหาขึ้นก็จะไม่มีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน ปัญหาก็จะมาอยู่กับเจ้าของบ้านเพียงฝ่ายเดียว 5. มีบริการหลังการขาย ปัจจุบันการให้บริการหลังการขายเป็นเรื่องที่สำคัญ เรื่องของบ้านก็เช่นกันเพราะหลังจากการสร้างเสร็จไป แล้วบริษัทรับสร้างบ้านที่ดีจะต้องมีบริการดูแลบำรุง รักษาหรือซ่อมบำรุงหากตรวจสอบพบข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ของงานก่อสร้างที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง ซึ่งจะต้องมีทีมงานเข้าไปแก้ปัญหาให้ 6. มีการรับประกันคุณภาพ บ้านที่สร้างอย่างมีคุณภาพบริษัทรับสร้างบ้านจะต้องมีการรับประกัน ทั้งในส่วนของการรับประกันงานก่อสร้าง และงานโครงสร้างของบ้าน เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจ บ้านที่ออกแบบโดยสถาปนิก วิศวกร และควบคุมงานอย่างถูกขั้นตอนโดยวิศวกร มักจะมีการรับประกันคุณภาพอยู่แล้ว เช่นรับประกันงานก่อสร้าง 1 ปี รับประกันโครงสร้าง 5 ปี เป็นต้น ขณะที่บ้านที่สร้างโดยผู้รับเหมาทั่วไปจะไม่มีการรับประกันใดๆ หากเกิดปัญหาก็ไม่สามารถเรียกร้องจากผู้รับเหมาหรือช่างที่ควบคุมงานได้ 7. มีบริการเสริมพิเศษ การก่อสร้างบ้านนอกจากตัวบ้านแล้ว ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย อาทิ การขออนุญาติก่อสร้าง การขอใช้น้ำประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์ เลขที่บ้าน จากหน่วยงานภาครัฐ การติดต่อขอใช้สินเชื่อจากสถาบันการเงิน การให้คำปรึกษาและจัดหาบริษัทตกแต่งภายใน การจัดหา บริษัทรับตกแต่งสวน การจัดหาบริษัททำสระว่ายน้ำ ฯลฯ ซึ่งบริษัทรับสร้างบ้านที่มีความพร้อมจะมีบริการดังกล่าวให้กับลูกค้าด้วยเพื่อความสะดวก รวดเร็ว และยังถือเป็นการอำนวยความสะดวกให้ โดยลูกค้าไม่ต้องไปจัดหาเอง ถึงแม้ว่าวิธีเลือกบริษัทรับสร้างบ้านที่เราเอามาฝากนี้จะไม่ได้ครอบคุมอย่าง 100 เปอร์เซ็น เพราะในการสร้างบ้านนั้นมีรายละเอียดยิบย่อยแยกออกไปอีกเยอะแยะเราไม่สามารถดูแลให้ครบทุกจุดได้อย่างที่เราตั้งใจเอาไว้ได้เสมอไปหรอกค่ะ บางทีอาจมีความผิดพลาดได้ แต่คุณสามารถมั่นใจได้อย่างหนึ่งเลยว่า การเลือกโดยดูทุกอย่างตามข้างบนนี้อย่างละเอียดยังไงคุณก็ได้รับผลประโยชน์อย่างคุ้มค่าแน่นอนค่ะ #บริษัทรับสร้างบ้าน
  11. เนื้องอกในมดลูก เป็นเนื้องอกชนิดหนึ่งซึ่งพบได้บ่อยในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ เป็นเนื้องอกที่เกิดขึ้นที่ตัวมดลูกเป็นส่วนใหญ่ เป็นโรคหนึ่งที่พบได้บ่อยในระบบอวัยวะสืบพันธุ์ของผู้หญิง ซึ่งจะพบได้ในช่วงอายุ 30 – 50 ปี ถ้าเป็นผู้หญิงที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป พบว่า เนื้องอกในกล้ามเนื้อมดลูก สามารถฝ่อลงไปได้เอง ซึ่งสามารถแบ่งเนื้องอกในมดลูกออกได้เป็น 3 ชนิด ดังต่อไปนี้ ชนิดของเนื้องอกในมดลูก 1.เนื้องอกมดลูกที่กล้ามเนื้อมดลูก (Intramural fibroid) เป็นตำแหน่งที่พบได้บ่อยที่สุด โดยเป็นเนื้องอกที่ตำแหน่งก้อนเนื้องอกโตขึ้นภายในชั้นกล้ามเนื้อมดลูก และอาจทำให้มดลูกหรือรูปร่างภายนอกของมดลูกบิดเบี้ยว ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการผิดปกติได้ 2.เนื้องอกมดลูกที่ผิวด้านนอกมดลูก (Subserosal fibroid) คือ เนื้องอกที่ตำแหน่งก้อนเนื้องอกโตขึ้นและดันออกมาที่ผิวด้านนอกของมดลูก โดยอาจจะมีฐานกว้างหรือฐานแคบแล้วแต่ลักษณะของเนื้องอกนั้น หากมีฐานแคบลักษณะเป็นก้านยื่นมักจะถูกเรียกว่า “Pedunculated subserosal fibroid” โดยทั่วไปเนื้องอกชนิดนี้มักไม่แสดงอาการ ยกเว้นฐานแคบที่อาจเกิดการบิดขั้วได้ 3.เนื้องอกมดลูกที่โพรงมดลูก (Submucosal fibroid) เป็นตำแหน่งที่พบได้น้อยที่สุดประมาณ 5% ของเนื้องอกทั้งหมด โดยเป็นเนื้องอกที่ตำแหน่งก้อนเนื้องอกโตขึ้นและดันเข้าไปในโพรงมดลูก แต่ยังอยู่ใต้เยื่อบุมดลูก และอาจทำให้โพรงมดลูกบิดเบี้ยวไปจากเดิม หากมีฐานแคบลักษณะเป็นก้านยื่นมักจะถูกเรียกว่า “Pedunculated subserosal fibroid” อย่างที่ทราบกันดีว่าการเกิดเนื้องอกในมดลูกมีความสัมพันธ์กับพันธุกรรมและฮอร์โมนเพศหญิง ดังนั้นการดูแลสุขภาพไม่ให้น้ำหนักเกินจนอ้วนไป หรือการทานน้อยจนผอมไป หรือทำงานและใช้ชีวิตด้วยความเครียด จะส่งผลทำให้ต่อมใต้สมองหลั่งฮอร์โมนไปควบคุมการทำงานของรังไข่ไม่เป็นปกติ ฉะนั้นการดูแลสุขภาพโดยรวมจะช่วยให้การทำงานของฮอร์โมนเป็นไปอย่างปกติ ส่งผลให้อวัยวะต่าง ๆ ทำงานได้ดี รวมถึงมดลูกและรังไข่มีสุขภาพที่ดี เป็นการลดความเสี่ยงการเป็นเนื้องอกได้ทางหนึ่งเหมือนกันค่ะ
  12. โรคหลอดเลือดสมองตีบหรือที่ทุกคนเรียกว่า STROKE ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของอาการอัมพฤกษ์ – อัมพาต ได้ โดยโรคนี้เกิดจาก ภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยง เพราะมีการอุดตันของเส้นเลือดที่นำเลือดไปเลี้ยงสมองส่วนต่าง ๆ ส่งผลให้สมองขาดเลือด อยู่ในภาวะที่ทำงานไม่ได้ กลายเป็น "โรคหลอดเลือดสมองตีบตัน" นั้นเอง โดยมีแนวทางการรักษาที่สามารถทำได้ดังนี้ การรักษาขึ้นกับสาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองว่าเป็นหลอดเลือดสมองตีบหรือหลอดเลือดสมองแตก โดยจะมีแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน 1.หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน เป้าหมายของการรักษาคือทำให้เลือดไหลเวียนได้อย่างปกติ โดยทางเลือกในการรักษามีหลายวิธี ในบางกรณีแพทย์อาจให้ยาละลายลิ่มเลือด ซึ่งพบว่าจะได้ผลดีกับผู้ที่มีอาการและอาการแสดงของโรคหลอดเลือดสมองและรีบมาโรงพยาบาลภายในระยะเวลาไม่เกิน 4.5 ชั่วโมง 2.หลอดเลือดสมองปริแตกหรือฉีกขาด เป้าหมายของการรักษาคือการควบคุมปริมาณเลือดที่ออกด้วยการรักษาระดับความดันโลหิต ในกรณีที่เลือดออกมาก แพทย์อาจพิจารณาทำการผ่าตัดเพื่อป้องกันความเสียหายต่อสมองที่อาจเกิดขึ้นหากมีการเปลี่ยนแปลงความดันโลหิต การป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำสามารถทำได้ดังนี้ 1.ต้องควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่ส่งเสริมให้หลอดเลือดเกิดการตีบ อุดตัน หรือแตก เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่ หรือขาดการออกกำลังกาย เป็นต้น 2.ตรวจเช็กสุขภาพประจำปีเพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยง ถ้าพบต้องรีบรักษาและพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ 3.ในกรณีที่พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้หลอดเลือดตีบ อุดตัน หรือแตก ต้องรักษาและรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอตามแผนการรักษาของแพทย์ ห้ามหยุดยาเอง และควรรีบพบแพทย์ทันทีถ้ามีอาการผิดปกติ 4.ควบคุมระดับความดันโลหิต ไขมัน และน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ 5.ควบคุมอาหารให้สมดุล หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม หวาน มัน 6.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม 7.งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 8.ถ้ามีอาการเตือนที่แสดงว่าเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอชั่วคราว ควรรีบมาพบแพทย์ถึงแม้ว่าอาการเหล่านั้นจะหายได้เองเป็นปกติ 10.ผู้ที่เป็นหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันแล้ว แพทย์จะให้การรักษาโดยใช้ยาเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำของโรคหลอดเลือดสมอง แต่การใช้ยาเหล่านี้จำเป็นต้องมีการติดตามผลและใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เนื่องจากถ้ามีการใช้ยาผิด ประมาทเลินเล่อ หรือไม่มีการติดตามดูแลอย่างสม่ำเสมออาจเกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างรุนแรง เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ อย่าคิดว่าการที่จะเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบเป็นเรื่องที่ไกลตัว เพราะอันที่จริงแล้วมันเป็นอะไรที่ใกล้ตัวมาก ๆ หากเรามีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เสี่ยงต่อการเป็นหลอดเลือดสมองตีบ แถมโรคนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุด้วยนั้นหมายความว่าคนที่มีอายุน้อยก็อาจที่จะเป็นโรคนี้ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นควรดูแลตัวเองให้ดีหมั่นตรวจเช็คสุขภาพตนเองอย่างสม่ำเสมอ หรือตรวจร่างกายอย่างน้อยปีละครั้งก็ดีค่ะ
  13. ประเด็นเรื่อง ปตท กำหนดราคาน้ำมัน เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ประชาชนต่างให้ความสนใจและอยากรู้มากเกี่ยวกับราคาน้ำมันที่ ปตท ได้กำหนดขึ้นว่าทำไมถึงมีราคาแพงกว่าประเทศเพื่อนบ้านเยอะทั้ง ๆ ที่ในประเทศก็มีน้ำมันอยู่หลายที่ แต่ความเป็นจริงแล้วถ้าเราได้รู้เหตุผลเราอาจจะเข้าใจ ปตท มากขึ้นก็เป็นไปได้ เพราะมีสาเหตุหลายอย่างที่ทำให้ ปตท กำหนดราคาน้ำมันแพง อย่างแรกเลย คือ น้ำมันจัดว่าเป็นสินค้าเสรีราคาจะขึ้น ลง ตามกลไกตลาด ข้อสองน้ำมันที่ถูกผลิตออกมาไม่เพียงพอต่อการใช้ของคนในประเทศต้องนำเข้าเป็นส่วนใหญ่ โดยประเทศไทยสามารถผลิตน้ำมันใช้เองได้ 19 เปอร์เซ็น แต่กลับต้องนำเข้าถึง 81 เปอร์เซ็น ปัจจุบันจะมีหน่วยงานที่คอยดูแลโครงสร้างราคาน้ำมัน อย่าง คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ( กพช.) และ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (สพช.) ซึ่งถ้าใครอยากจะรู้ถึงรายละเอียดของราคาน้ำมันสามารถตรวจสอบได้ที่เว็บ eppo.go.th ได้เลยค่ะ
×