Jump to content
CM108.com ซีเอ็มร้อยแปดดอทคอม

Babala Zabzab

สมาชิกทั่วไป
  • Content Count

    29
  • Joined

  • Last visited

  1. รู้ไหมคะ ว่าการเลือกสีของเลนส์แว่นตาให้เหมาะสมกับกิจกรรมหรืองานที่ทำของแต่ละคนนั้น มีส่วนช่วยให้การมองเห็นดีขึ้นได้อย่างชัดเจนเลยค่ะ ซึ่งสีของเลนส์แต่ละสีก็ช่วยปกป้องดวงตาของเราแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นเราควรมาทำความรู้จักกับประโยชน์สีของเลนส์แว่นตาแต่ละสีกันค่ะ ว่าแตกต่างกันในเรื่องใดบ้างและให้ประโยชน์กับการใช้งานในด้านใดมากที่สุด พร้อมแล้วก็มาดูกันเลยค่ะ ประโยชน์ของสีเลนส์แว่นตาที่เราไม่ควรมองข้าม · สีเทา , สีเขียวอมเทา(แบบแว่น Ray-Ban) ลดความเข้มของแสง โดยไม่ทำให้สีของวัตถุผิดเพี้ยน · สีน้ำตาล ช่วยเพิ่มความสามารถการมองแยกแยะรายละเอียดของวัตถุในที่สว่างได้ดีมาก เหมาะสำหรับเมื่อต้องการมองแยกวัตถุต่าง ๆ ได้ชัดเจน แต่จะทำให้สีของวัตถุเพี้ยนไป · สีอำพัน ช่วยให้มองเห็นวัตถุในระยะไกลได้ดีขึ้น ป้องกันแสงสีฟ้า ที่เป็นอันตรายต่อจอประสาทตา เหมาะสำหรับนักบิน คนขับเรือ นักยิงปืน นักสกี · สีเหลือง ช่วยให้มองแยกรายละเอียดของวัตถุได้ดีขึ้น แต่ทำให้สีของวัตถุดูกระด้าง · สีชมพู, สีแดง เหมาะสำหรับคนที่มีกล้ามเนื้อตาล้าจากการใช้คอมพิวเตอร์ แต่ก็ทำให้สีเพี้ยนไปด้วย · สีแดงชาด ช่วยให้มองแยกส่วนที่เป็นน้ำออกจากวัตถุอื่น ๆ ได้ดี แต่ทำให้วัตถุมีสีผิดเพี้ยนมากที่สุด · สีฟ้า ช่วยให้มองเห็นวัตถุที่มีสีขาวเช่น หิมะ ได้ดี แต่ก็ทำให้สีอื่นเพี้ยน หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านทุกท่านไม่มากก็น้อย ในการที่จะเลือกใช้สีของเลนส์แว่นตาแต่ละสีทำกิจกรรมที่แตกต่างกันออกไปตามความเหมาะสมของสีเลนส์แว่นตาในการใช้งานนั้น ๆ เพื่อที่จะปกป้องดวงตาและช่วยส่งผลดีต่อการมองเห็นในการทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นได้ดีที่สุด
  2. อาการข้อเข่าเสื่อมหรือข้อเข่าอักเสบจะพบมากในวัยกลางคนจนไปถึงผู้สูงอายุ หากไม่ได้รับการรักษา โรคก็จะดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ และเมื่อมีการเคลื่อนไหวก็จะทำให้เกิดการเสียดสีจนสึกกร่อน รู้สึกฝืดที่ข้อเข่า เข่าผิดรูปและทำให้เกิดความเจ็บปวด หรือทำให้เกิดความยากลำบากและความไม่สะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งมีปัจจัยหลายอย่างที่นำไปสู่อาการข้อเข่าอักเสบและข้อเข่าเสื่อมได้ดังนี้ ปัจจัยที่จะทำให้เกิดเป็นข้อเข่าเสื่อมและข้อเข่าอักเสบ 1.ข้อเข่าอักเสบและข้อเข่าเสื่อมเกิดจากพฤติกรรมการใช้งานข้อเข่าที่ไม่ถูกต้อง เช่น ใช้งานข้อเข่าอย่างหนักและต่อเนื่อง หรือใช้งานเข่าที่ไม่เหมาะสมเช่น นั่งยอง ๆ นั่งขัดสมาธิ หรือนั่งพับเพียบนาน ๆ ทำให้เกิดแรงกดต่อข้อเข่าสูง, นั่งงอเข่านาน ๆ 2.น้ำหนักตัวที่ไม่เหมาะสม ยิ่งน้ำหนักตัวมาก ก็จะมีแรงกดที่ข้อเข่าสูง, โดยเฉพาะเวลานั่งงอเข่ามาก ๆ ดังนั้นผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากจึงเสี่ยงต่อการเกิดอาการข้อเข่าอักเสบและข้อเข่าเสื่อม 3.โครงสร้างพยุงข้อเข่า เช่น กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น เสียสภาพไป ซึ่งอาจเป็นได้จากการขาดการบริหาร หรือออกกำลังกายต่อเนื่อง หรือได้รับอุบัติเหตุที่ข้อเข่า ไม่ว่ากระดูกข้อเข่าแตก หรือ เอ็นฉีก 4.ความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือโรคประจำตัวเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อม เช่น SLE, รูมาตอยด์ หรือโรคเลือดบางชนิด 5.น้ำหนักตัวที่มากเกินไป ทำให้เข่ารับน้ำหนักมากขึ้น เกิดข้อเข่าอักเสบและข้อเข่าเสื่อม 6.อายุที่มากขึ้นทำให้ความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองของผิวข้อกระดูกอ่อนลดลง ทำให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อมและข้อเข่าอักเสบง่ายขึ้น 7.เพศหญิง ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป มีโอกาสที่จะเกิดข้อเข่าเสื่อมมากกว่าเพศชาย 8.มีประวัติเคยได้รับอุบัติเหตุบริเวณข้อเข่ามาก่อน รวมถึงได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา เช่น หมอนรองกระดูกเข่าฉีกขาด ซึ่งแนวทางในการรักษาอาการข้อเข่าเสื่อมและข้อเข่าอักเสบนั้นก็มีอยู่หลายวิธีขึ้นอยู่กับอาการของผู้เป็นว่าเป็นระดับรุนแรงมากหรือรุนแรงน้อย อย่างถ้าเป็นระดับรุนแรงน้อยก็จะเริ่มจากปรับพฤติกรรมในการใช้ชีวิตที่เสี่ยงต่อการเป็นข้อเข่าอักเสบอย่างลดน้ำหนัก เพราะเมื่อมีน้ำหนักตัวเกินก็จะทำให้เข่าต้องรับน้ำหนักมากและทำให้พัฒนาเป็นเข่าเสื่อมได้ในที่สุด หรือจะเป็นการบริหารข้อเข่า บริหารกล้ามเนื้อข้อเข่าให้มีความแข็งแรงอยู่เสมอหรือยืดเหยียดเข่าเป็นประจำ เพื่อให้กล้ามแข็งแรงจนสามารถช่วยพยุงข้อเข่าได้และเมื่อข้อเข่ามีความยืดหยุ่นสูงก็จะช่วยลดความเจ็บปวดได้ดี และออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่เพิ่มความตึงเครียดให้กับข้อมากเกินไป เช่น วิ่ง หรือเล่นเวท แนะนำให้ว่ายน้ำ ซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่ข้อไม่ต้องรับแรงกดมาก นอกจากนั้น สามารถเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อด้วยการเดินเร็วหรือปั่นจักรยาน สัปดาห์ละอย่างน้อย 150 นาที นอกจากนี้ก็ยังมีการรักษาด้วยยาต่าง ๆ ที่สามารถระงับความเจ็บปวดได้ และยังมีทางเลือกในการรักษาอีกหลายอย่าง เช่น การฝังเข็ม การใช้ครีมยาเฉพาะที่ เช่น แคปไซซิน เพื่อบรรเทาอาการปวดข้อเข่าจากเข่าเสื่อม และการทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เช่น คอนดรอยติน จะช่วยชะลอการแคบลงของช่องระหว่างข้อและลดอาการเจ็บข้อได้ และวิธีสุดท้ายเป็นวิธีรักษาสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงใช้การรักษาอื่น ๆ ไม่เป็นผล ก็จะใช้การผ่าตัด โดยการผ่าตัดก็จะเป็นทางเลือกสุดท้ายที่แพทย์จะใช้ในการรักษา โดยจะมี 3 รูปแบบ ได้แก่ การผ่าตัดเพื่อให้ผิวข้อเข้ามาชิดกัน (Arthrodesis) ศัลยกรรมเปลี่ยนข้อเข่า (Arthroplasty) หรือการตัดเปลี่ยนแนวกระดูก (Osteotomy) ดังนั้นควรที่จะต้องดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดี ๆ อย่าให้เป็นหนักถึงขั้นผ่าตัดเลยนะคะ
  3. บ้านถือเป็นปัจจัยที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในการใช้ดำรงชีวิตเลยก็ว่าได้ ดังนั้นบ้านที่ดีควรตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ชีวิตได้อย่างครบครัน ซึ่งในปัจจุบันการออกแบบตกแต่งบ้านก็เป็นหนึ่งในตัวช่วยที่มีผลกระทบต่อจิตใจของผู้อยู่อาศัย โดยเฉพาะแบบบ้านโมเดิร์นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากบ้านสไตล์โมเดิร์นมีการนำเอาวัสดุอุตสาหกรรมมาใช้ โดยเฉพาะส่วนของเหล็ก กระจก เพื่อให้เป็นจุดเด่นของบ้าน และที่สำคัญยังมอบความสวยงาม หรูหรา พร้อมความเรียบง่ายให้อีกด้วย ซึ่งบ้านสไตล์โมเดิร์นส่วนใหญ่มักเป็นทรงเรขาคณิตเหลี่ยมเรียบโปร่งโล่ง ไม่ซับซ้อน และมีโครงสร้างที่ไม่ยุ่งยากนัก พร้อมเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่น่าชวนมอง แหละหากใครกำลังต้องการปลูกบ้านแบบบ้านโมเดิร์นแต่ยังไม่รู้ถึงข้อดี ข้อเสียของแบบบ้านโมเดิร์นแล้วหละก็ ตามเรามาทางนี้เลยค่ะเพราะเรารวบรวมมาให้แล้วมาดูกันเลย ข้อดี และข้อเสียของการเลือกสร้างบ้านเป็นแบบบ้านโมเดิร์น ข้อดีของบ้านสไตล์โมเดิร์น · บ้านสไตล์โมเดิร์นเน้นความโปร่งโล่ง มีการออกแบบพื้นที่โล่ง เพื่อการใช้สอย ไม่นิยมก่อผนังกั้นมากเกินไป · มีการจัดวางเฟอร์นิเจอร์เป็นระเบียบ เรียบง่าย ไม่เยอะ · การสร้างผนังแบบปูนเปลือยที่ไม่จำเป็นต้องทาสี · พื้นบ้านที่ไม่ต้องมีการปูกระเบื้อง · ดีไซน์เรียบหรู ทันสมัย ดูแลรักษาง่าย · บ้านสไตล์โมเดิร์นมีการประหยัดงบประมาณ · พื้นเพดานบ้านสไตล์โมเดิร์นไม่จำเป็นต้องมีการทำเพดานฝ้า · โครงสร้างบ้านก็ไม่ซับซ้อนมาก ข้อเสียของบ้านสไตล์โมเดิร์น · บ้านสไตล์โมเดิร์นดูแข็ง ไม่อบอุ่นเท่าสไตล์อื่นๆ · องค์ประกอบต่าง ๆ ไม่เหมาะสมกับสภาพอากาศร้อนในเมืองไทย · กระจกบานใหญ่ อาจทำให้แดดและความร้อนเข้าบ้านมากเกินไป · บ้านทรุดโทรมได้ง่าย นอกจากนี้แบบบ้านโมเดิร์นนั้นยังเน้นให้ทุกพื้นที่ในบ้านสามารถใช้สอยให้เกิดประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าสูงสุดอีกด้วย แต่ถึงอย่างไรหากคิดที่จะสร้างบ้านสไตล์โมเดิร์น ก็อย่าลืมเลือกบ้านที่เหมาะกับสภาพอากาศ และดูพื้นที่การปลูกสร้างให้ดี ๆ ด้วยนะคะ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นได้ในภายหลังค่ะ
  4. การสร้างบ้านถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งต้องให้ความใส่ใจในเรื่องรายละเอียดต่าง ๆ อย่างรอบคอบ เพราะการสร้างบ้านต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็จะคุ้มมาก ๆ เช่นกัน เพราะบ้านสามารถใช้งานได้ในระยะยาวหลายปียิ่งถ้าได้บริษัทรับสร้างบ้านที่ดีสร้างออกมาได้อย่างมีคุณภาพ อาจจะทำให้อายุการใช้งานของบ้านนั้นอยู่ไปอีกหลายสิบเลยเลยก็ว่าได้ ดังนั้นควรที่จะต้องใส่ใจในการเลือกบริษัทรับสร้างบ้านมาก ๆ เพราะถ้าได้บริษัทรับสร้างบ้านมาไม่ดีก็จะมาเป็นปัญหาให้กับผู้ที่จะสร้างบ้านได้ทั้งปวดหัวและต้องเปลืองค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งการที่จะได้บริษัทรับสร้างบ้านที่ดีเจ้าของบ้านจำเป็นที่จะต้องตรวจสอบสิ่งต่าง ๆ ดังนี้ เลือกบริษัทรับสร้างบ้านให้ได้ดีจำเป็นที่จะต้องตรวจสอบดังนี้ 1.บริษัทรับสร้างบ้านควร จดทะเบียนนิติบุคคล มีวิศวกร สถาปนิก คอยให้คำปรึกษา โดยทั่วไปบริษัทรับสร้างบ้านที่มีการจดทะเบียนนิติบุคคล มักจะมีระบบการตรวจสอบคุณภาพการก่อสร้างหน้างานทำให้ลดความเสี่ยง ในการเกิดปัญหาไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโครงสร้างทรุดตัว แตกร้าว หรืองานระบบใช้งานไม่ได้ เมื่อเทียบกับการใช้ผู้รับเหมารายย่อยทั่วไป 2.ควรเข้าไปดูที่ออฟฟิศของบริษัทรับสร้างบ้านเพื่อดูความน่าเชื่อถือ การเลือกว่าจ้างบริษัทรับเหมาก่อสร้าง หากเราได้รู้จักที่อยู่และหลักแหล่งของบริษัทที่เราจะทำการว่าจ้าง ก็จะช่วยให้เราประเมินความน่าเชื่อถือเบื้องต้นได้ ทั้งนี้การเข้าไปดูสภาพออฟฟิศ ก็ทำให้เราประเมินสภาพคล่องของบริษัทที่เราอาจจะว่าจ้างได้ในอนาคตอีกด้วย 3.เปรียบเทียบบริษัทรับสร้างบ้าน ด้วยเงื่อนไขการว่าจ้างที่ใกล้เคียงกัน ในการเปรียบเทียบราคาที่บริษัทรับเหมาก่อสร้างเสนอ ควรเปรียบเทียบบนพื้นฐานของขอบเขตงานที่ใกล้เคียงกันและวัสดุเทียบเท่ากัน ในทางปฏิบัติบริษัทรับสร้างบ้านแต่ละราย อาจจะมีเทคนิคในการนำเสนอแตกต่างกันไป เช่น บางรายต้องการเสนอราคาให้ต่ำ ก็อาจจะไม่ได้รวมงาน บางประเภทไว้ในการเสนอราคารอบแรก ทำให้ยอดรวมของราคาที่เสนอไปให้ผู้ว่าจ้างต่ำ ดูแล้วไม่แพง ซึ่งหากผู้ว่าจ้างตกลงว่าจ้าง บริษัทรับสร้างบ้านรายนี้ก็อาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายที่งอกเพิ่มขึ้นมาในการก่อสร้างภายหลัง ทำให้เกิดเป็นงบบานปลายขึ้นได้ 4.สรุปขอบเขตงานการว่าจ้างให้ชัดเจน การสรุปขอบเขตการจ้างงานในแต่ละส่วนมีความสำคัญ ช่วยลดการเกิดข้อพิพาทระหว่างผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างได้ เนื่องจากหากไม่สรุปขอบเขตให้ชัดเจนแล้ว หากมีงานเพิ่มขึ้นมาในภายหลัง ผู้รับจ้างก็อาจจะขอคิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม 5.ดูผลงานเพื่อประกอบการตัดสินใจในการว่าจ้าง เราสามารถขอเยี่ยมชมไซต์งานที่กำลังก่อสร้างอยู่ของบริษัทรับสร้างบ้าน หรือหากไม่สะดวกหรือไม่มีเวลาก็สามารถสอบถามถึงโครงการหรือโปรเจคที่ทำไปแล้วได้ 6.ตรวจสอบสัญญาก่อสร้างก่อนเริ่มงานให้ชัดเจน สัญญาก่อสร้างที่ดีควรระบุวันเริ่มงาน วันที่คาดว่างานจะแล้วเสร็จ ขอบเขตการทำงาน งวดงานการจ่ายเงินที่ชัดเจนว่าควรจ่ายเงินเมื่อไหร่ เมื่องานแต่ละขั้นตอนแล้วเสร็จ โดยปริมาณเงินที่จ่ายไปควรจะสัมพันธ์กับปริมาณงานแต่ละงวดงาน นอกจากนี้การระบุการจ่ายเงินตามงวดงาน โดยอ้างอิงเปอร์เซ็นงานที่แล้วเสร็จ อจก่อให้เกิดข้อพิพาท โต้เถียงกันได้ ว่าแล้วเสร็จเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ ถูกต้องตามที่แต่ละฝ่ายกล่าวกล่าวอ้างหรือไม่ นอกจากนี้บริษัทรับสร้างบ้านที่ดีจะมีการรับประกันงานก่อสร้างตามระยะเวลาที่บริษัทกำหนดด้วย ซึ่งอาจจะมีระยะเวลาการรับประกันสูงถึง 20 ปี โดยจะมีการตรวจเยี่ยมเป็นระยะ ๆ ซึ่งเจ้าของบ้านจะมั่นใจได้ว่าหากมีปัญหาใด ๆ บริษัทก็ยังให้บริการช่วยเหลือดูแลค่ะ #บริษัทรับสร้างบ้าน
  5. นมรสจืดจัดว่าเป็นแหล่งรวมสารอาหารชั้นเลิศสำหรับร่างกายเลยก็ว่าได้มีทั้ง โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต เกลือแร่ และวิตามิน ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายแทบจะทุก ๆ ส่วน เพราะเหตุนี้รัฐบาลถึงได้รณรงค์และสนับสนุนให้เด็กไทยได้รับประทานนมจืดในทุก ๆ วัน เพื่อให้เด็ก ๆ มีสุขภาพที่แข็งแรงและมีพัฒนาการที่ดีด้านสมองและสติปัญญา นอกจากนี้นมรสจืดยังมีประโยชน์ในด้านอื่น ๆ อีกเพียบที่เราควรรู้เอาไว้ จะมีอะไรบ้างนั้นพร้อมแล้วมาดูกันเลยค่ะ ประโยชน์ของนมรสจืดที่ไม่ควรมองข้าม 1.น้ำนมมีสารอาหารครบ 5 หมู่จึงช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย 2.ประโยชน์ของการดื่มนม ช่วยทำให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค 3.ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายใยวัยผู้ใหญ่ 4.ไขมันจากนมช่วยเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย (ปกติเราจะเรียกว่า "มันเนย") 5.มีความสำคัญอย่างมากต่อพัฒนาการทางร่างกายและสมองของเด็ก ๆ 6.ช่วยบำรุงประสาท (วิตามินบี 1) 7.ช่วยบำรุงหัวใจ (วิตามินบี 1) 8.ช่วยในการทำงานของระบบเซลล์ผิวหนัง (วิตามินบี 2) 9.ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง 10.ประโยชน์ของนม ช่วยให้กระดูกเจริญเติบโตและแข็งแรง ซึ่งจำเป็นอย่างมากโดยเฉพาะเด็กในช่วงก่อนเข้าวัยรุ่นและช่วงวัยรุ่น 11.ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูกในวัยเด็ก 12.ดื่มนมในช่วงวัยเด็กหรือวัยรุ่นแล้วจะช่วยทำให้ตัวสูงขึ้น เพราะแคลเซียมจะช่วยทำให้กระดูกยาวขึ้น 13.ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคกระดูกพรุน กระดูกเปราะ 14.มีส่วนช่วยลดความดันโลหิต (แคลเซียม) 15.ช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่ (แคลเซียม) 16.ช่วยทำให้ระบบประสาทไวต่อสิ่งเร้ามากขึ้น (แคลเซียม) 17.ช่วยทำหน้าที่ยืดและหดตัวของกล้ามเนื้อ (แคลเซียม) 18.ช่วยป้องกันการเกิดความผิดปกติของกล้ามเนื้อ (วิตามินดี) 19.ช่วยทำให้เลือดแข็งตัว (แคลเซียม) 20ช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดง (วิตามินบี 12) 21.ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด (วิตามินดี) 22.มีงานวิจัยชี้ว่านมช่วยลดน้ำหนักตัวได้ ซึ่งจากการศึกษาโดยใช้นมพร่องมันเนยในเด็กวัยรุ่นที่อยู่ในช่วงลดน้ำหนักพบว่ากลุ่มที่ดื่มนมพร่องมันเนยสามารถลดน้ำหนักได้ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ดื่ม 23.ช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารเป็นปกติ ทำให้ขับถ่ายได้สะดวก ป้องกันอาการท้องผูก (นมเปรี้ยว) 24.ช่วยในการทำงานของระบบขับถ่าย (วิตามินบี 1) จะเห็นได้ว่าถ้าเราบริโภคนมรสจืดจะทำให้ร่างกายของเราได้รับประโยชน์ในส่วนด้านต่าง ๆ มากมาย เพราะฉะนั้นหากใครที่ไม่ชอบหรือยังไม่เคยทานนมรสจืดก็ลองหันมารับประทานดูหน่อยนะคะ แล้วจะติดใจกับประโยชน์ที่จะได้รับจากนมรสจืดค่ะ
  6. โรคข้อเข่าเสื่อมหรือข้อเข่าอักเสบ เกิดจากการที่กระดูกอ่อนซึ่งทำหน้าที่ปกป้องและดูดซับแรงกระแทกภายในข้อเข่ามีการสึกหรอและเสื่อมสภาพลง หากกระดูกอ่อนนี้เสียหายเป็นพื้นที่กว้าง กระดูกในข้อเข่าจะเสียดสีกันเอง ทำให้เกิดการอักเสบและมีอาการปวด โดยทั่วไปหากเกิดจากการเสื่อมของข้อมักจะเริ่มจากข้อเข่าด้านในก่อน เมื่อมีการสึกเพิ่มขึ้นจึงเสื่อมทั้ง 3 ข้อย่อยคือ ผิวข้อด้านใน ผิวข้อด้านนอก และผิวข้อด้านหลังกระดูกสะบ้า ซึ่งในทางการรักษาก็สามารถทำการรักษาได้หลายแบบ ไม่จะเป็นการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมหรือการรักษาที่ไม่ใช่การผ่าตัด โดยหากใครที่ยังไม่เป็นมากก็ลองใช้วิธีในการรักษาโดยที่ไม่ต้องผ่าตัดดู ซึ่งก็มีวิธต่าง ๆ ดังต่อไปนี้เลยค่ะ วิธีรักษาอาการข้อเข่าอักเสบโดยไม่ใช้การผ่าตัด · ปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต ได้แก่ รับประทานอาหารที่เหมาะสมเพื่อควบคุมน้ำหนักตัว ออกกำลังกายชนิดส่งแรงกระแทกข้อเข่าน้อยเป็นประจำ เช่น ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน เดิน เพื่อส่งเสริมให้ข้อเข่าแข็งแรงขึ้น · ลดน้ำหนักหากมีน้ำหนักตัวมากเกินไป เพื่อลดแรงกดบนข้อเข่า · รับประทานยาแก้ปวดและยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ · การฝึกกล้ามเนื้อต้นขาและ กายภาพบำบัด นอกจากนี้ก็ยังมีอาหารเสริมที่ช่วยในเรื่อง ข้อเข่าอักเสบ ที่สามารถช่วยให้ระงับความเจ็บปวดของอาการปวดข้อเข่าได้ แต่ต้องเลือกให้ดี ๆ นะคะ ต้องดูให้รอบคอบก่อนที่จะบริโภคเข้าไปว่าได้มาตราไหม มีอย. รับรองหรือเปล่า มีความน่าเชื่อถือมากแค่ไหน หรือถ้าจะให้ดีก็สอบถามผู้รู้ให้กระจ่าง อย่าง แพทย์ เภสัช เพื่อความปลอดภัยค่ะ #ข้อเข่าอักเสบ
  7. น้ำนมเป็นแหล่งรวมสารอาหารที่มีประโยชน์เอาไว้ได้อย่างครบถ้วนด้วยสารอาหารหลัก 5 หมู่ ทั้งโปรตีน พลังงาน คาร์โบไฮเดรต เกลือแร่ และวิตามิน ดังนั้นใน 1 วัน เด็ก ๆ ควรได้ดื่มนมอย่างน้อยวันละ 1 แก้ว เพื่อช่วยบำรุงร่างกายในส่วนต่าง ๆ ทุก ๆ ด้าน ในน้ำนมมีโปรตีนที่ประกอบด้วยกรดอมิโนครบถ้วนทุกชนิด โดยเฉพาะชนิดที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย เช่น ทริปโตเฟน อาร์จินีน ไลซีน วาลีน ลิวซีน ไอโซลิวซีน มีไขมันที่เรียกว่า มันเนย ซึ่งให้พลังงานสูง โดยมันเนย 1 กรัม ให้พลังงานถึง 9 แคลอรีเลยทีเดียว มีคาร์โบไฮเดรตในนม ซึ่งก็คือ น้ำตาลแล็กโทสเป็นน้ำตาลชนิดเดียวที่มีในนม ให้พลังงานในอัตรา 1 กรัม ต่อ 4 แคลอรี ในน้ำนมอุดมด้วยเกลือแร่หลายชนิด โดยเฉพาะแคลเซียมและฟอสฟอรัส ที่จำเป็นต่อการสร้างกระดูกและฟัน ทั้งยังมีวิตามินต่าง ๆ ครบถ้วน โดยการเลือกนมบำรุงสมองเด็กนั้นควรเลือกที่มีสารอาหารที่สำคัญเหล่านี้เป็นหลัก จะมีอะไรบ้างนั้นมาดูกันเลยค่ะ สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามในการเลือกสารอาหารในน้ำนมบำรุงสมองเด็ก 1.DHA&โอเมก้า 3 ช่วยบำรุงสมอง สายตาและระบบประสาทส่วนกลาง อีกทั้งเสริมสร้างการเชื่อมต่อของโครงข่ายใยประสาทของเซลล์สมอง พบในปลาทะเล อะโวคาโด้ ไข่แดง และธัญพืช 2.วิตามินบี 12 ช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบประสาทและสมอง พบในอาหารทะเล ตับ ชีส นม และไข่ 3.ธาตุเหล็ก ช่วยนำออกซิเจนในเลือดไปเลี้ยงสมองและร่างกายให้ทำงานได้อย่างเต็มที่ พบในตับ เนื้อสัตว์ ผักใบเขียว และธัญพืช 4.กรดอะมิโนจำเป็น เป็นหน่วยย่อยของโปรตีน เป็นสารตั้งต้นของสารสื่อประสาท ช่วยให้สมองทำงานได้ดี พบในเนื้อสัตว์ นม ไข่ และธัญพืช 5.ไอโอดีน มีความสำคัญต่อการทำงานของต่อมไทรอยด์ ช่วยในการเจริญเติบโตของเซลล์สมอง ความจำ และสติปัญญาของเด็ก พบใน ปลาทู อาหารทะเล และนม แหละทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงสารอาหารส่วนหนึ่งที่ช่วยในเรื่องพัฒนาการด้านสมองให้กับเด็ก ๆ นอกจากการเลือกนมบำรุงสมองเด็กแล้ว ก็ควรที่จะส่งเสริมเด็กให้เล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย เพราะออกกำลังกายจะช่วยส่งออกซิเจนและสารอาหารต่าง ๆ ไปยังเนื้อเยื่อและช่วยให้ระบบสูบฉีดเลือดจากหัวใจและของหลอดเลือดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีสุขภาพที่ดีไม่เจ็บป่วยได้ง่ายค่ะ
  8. หัวใจสำคัญในการที่จะต้องสร้างบ้านสักหลังหนึ่ง จำเป็นต้องมีแบบบ้านที่อยากได้เอาไว้อยู่ในใจหรือถ้ายังไม่มีก็สามารถจ้าง บริษัทรับออกแบบ สร้างบ้าน ร่างให้ได้โดยเจ้าของบ้านนั้นต้องบอกถึงสิ่งต้องการมีในบ้านให้ละเอียดให้ผู้ออกแบบจะได้รับรู้และออกแบบบ้านออกมาได้อย่างตรงกับความต้องการของเจ้าของบ้านได้มากที่สุด การเลือกบริษัทรับออกแบบ สร้างบ้าน ถือเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญก่อนสร้างบ้านดังนั้นควรที่จะต้องใส่ใจในเรื่องนี้เป็นต้น ๆ ซึ่งหลักในการเลือกบริษัทรับออกแบบ สร้างบ้าน ที่ดีควรที่จะต้องเลือกดังนี้ ข้อสำคัญในการเลือกบริษัทรับออกแบบ สร้างบ้าน ที่ดีที่สุด 1.หลีกเลี่ยง ผู้เขียนแบบบ้าน ที่ไม่เคยสร้างบ้าน หรือวิศวะกรจบใหม่ เพราะ จะขาดประสบการณ์ป้องกันปัญญา หลังการสร้าง เพราะแบบบ้านที่ดี ต้องป้องกัน ปัญหาตามมา เช่น หลังคารั่ว ท่อตัน นกเขามาทำรั้ง และอื่น ๆ อีกมากมาย 2.ระวังแบบบ้านที่ราคาถูกจนน่าตกใจ เพราะ แบบบ้าน มีรายละเอียดไม่ครบ ช่างดูไม่เข้าใจ ไม่มีรายการคำนวณทางวิศวะกรรม เวลาไปสร้าก็จะมีปัญญากับผู้รับเหมามากมาย ต้องให้ผู้ที่มีความรู้ในการสร้างบ้านดู ว่ามีความชัดเจนระเอียดมากแค่ไหนไม่ใช้มีแค่รูปหน้าตาให้ดู 3.แบบบ้านทุกรุ่น จะมีข้อดี ข้อเสียแตกต่างกัน ควรเลือกกับผู้มีประสบการณ์สร้างด้วย 4.ต้องเลือก แบบบ้าน ที่มีการปลูกจริง และ มีการแก้ไข้ ปรับปรุงมาบ้างแล้ว เราก็จะได้แบบบ้านที่ดีมากยิ่งขั้น ได้ทั้งแบบบ้านสวย และงานสร้างบ้านที่ดี มึความคงทนของตัวบ้าน เมื่อเลือกบริษัทรับออกแบบ สร้างบ้าน ได้แล้วสิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการหาบริษัทรับสร้างบ้านมารับช่วงต่อแต่ถ้าจะอยากจะประหยัดค่าใช้จ่ายก็ควรเลือกบริษัทที่ทำทั้งออกแบบ และสร้างบ้านภายในบริษัทเดียวกันก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าการจ้างบริษัทออกแบบบ้านกับบริษัทรับสร้างบ้านคนละบริษัทค่ะ #บริษัทรับออกแบบ สร้างบ้าน
  9. เพราะวัยเด็กเป็นวัยที่เริ่มเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากมายรอบตัว ซึ่งเป็นช่วงวัยที่ถือได้ว่ามีการพัฒนาการที่เร็วมาก ดังนั้นวัยเด็กจึงควรที่จะต้องได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ทั้งเรื่องการอบรมสั่งสอนเลี้ยงดู จนไปถึงเรื่องอาหารการกิน ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากเด็กควรได้รับสารอาหารที่ดีและเพียงพอต่อการนำไปใช้งานและควรเลือกอาหารที่สามารถบำรุงทั้งสมองและร่างกายด้วย เพื่อเพิ่มประสิทธิที่ดีในด้านต่าง ๆ ให้กับเด็ก โดยอาหารบำรุงสมองเด็กที่ควรได้รับนั้นจะมีอะไรบ้าง เรามาดูกันเลยค่ะ อาหารบำรุงสมองเด็กที่คุณแม่มือใหม่ไม่ควรพลาด 1.แซลมอน ปลาไขมันสูงอย่างปลาแซลมอนเป็นแหล่งโอเมก้า-3 ชั้นเลิศที่มีกรดไขมัน EPA และ DHA สูง สารอาหารเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างและพัฒนาสมองของลูกน้อย 2.ไข่ “ไข่” ให้โปรตีนสูง แต่นอกเหนือจากโปรตีนแล้ว ไข่แดงยังอุดมไปด้วยโคลิน (choline) ซึ่งมีส่วนช่วยพัฒนาความจำด้วยค่ะ 3.เนยถั่ว “ถั่วลิสงและเนยถั่วอุดมไปด้วยวิตามิน E ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่คอยทำหน้าที่ปกป้องเยื่อหุ้มเซลล์ประสาท นอกจากนี้ยังมีวิตามิน B1 ที่ช่วยให้สมองและระบบประสาทนำน้ำตาลกลูโคสไปสร้างพลังงานอีกด้วย” 4.ธัญพืชโฮลเกรน ธัญพืชโฮลเกรน (Whole Grain) หรือธัญพืชเต็มเมล็ด คือ ธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสีหรือขัดสีน้อยที่สุด จึงยังคงรักษาสารอาหารที่มีประโยชน์ไว้ได้ครบถ้วนกว่าธัญพืชที่ขัดสีแล้ว 5.ข้าวโอ๊ต ข้าวโอ๊ตเติมพลังสำคัญให้สมอง นี่คือสิ่งที่เด็ก ๆ ต้องการเป็นลำดับแรกในทุกเช้าวันใหม่” ข้าวโอ๊ตอุดมด้วยใยอาหาร ช่วยควบคุมดูแลให้สมองเด็ก ๆ มีพลังเต็มพิกัดตลอดชั่วโมงเรียนที่โรงเรียน นอกจากนี้ ข้าวโอ๊ตยังเป็นแหล่งรวมวิตามิน E วิตามิน B โพแทสเซียม และสังกะสี ทำให้ทั้งสมองและร่างกายทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 6.ผลไม้ตระกูลเบอร์รี สตรอว์เบอร์รี เชอร์รี บลูเบอร์รี แบล็กเบอร์รี ได้หมดค่ะ “โดยทั่วไปแล้ว ผลไม้ตระกูลเบอร์รียิ่งมีสีเข้มจะยิ่งมีสารอาหารสูง” ผลเบอร์รีจะช่วยเพิ่มปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะวิตามิน C ซึ่งอาจช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้ ส่วนเมล็ดผลไม้ตระกูลเบอร์รีก็มีโอเมก้า-3 สูงด้วยนะคะ 7.ถั่ว ถั่วมีความพิเศษต่างจากผักผลไม้ทั่วไป เพราะถั่วให้พลังงานจากทั้งโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน มีใยอาหารสูง อีกทั้งยังมีวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ มากมาย 8.ผักสีสด มะเขือเทศ มันเทศ ฟักทอง แครอท ผักปวยเล้ง ผักสีต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้เซลล์สมองของลูกน้อยได้อย่างดี 9. นมและโยเกิร์ต ผลิตภัณฑ์จากนมอุดมไปด้วยโปรตีนและวิตามิน B ซึ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อสมอง สารส่งผ่านประสาท และเอนไซม์ต่าง ๆ “นมและโยเกิร์ต” ยังให้ทั้งโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่สมองชอบมาก” 10.เนื้อไม่ติดมัน ธาตุเหล็กเป็นแร่ธาตุสำคัญที่ช่วยให้เด็ก ๆ มีสมาธิจดจ่อในห้องเรียน เนื้อวัวหรือเนื้อหมูแบบไม่ติดมันถือว่าเป็นแหล่งดูดซึมธาตุเหล็กชั้นยอด จริง ๆ แล้ว แค่กินเนื้อวันละ 28 กรัมก็ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กจากแหล่งอาหารอื่นได้ดีขึ้น นอกจากนี้ เนื้อยังมีธาตุสังกะสีซึ่งช่วยเรื่องความจำอีกด้วย ดังนั้นบรรดาคุณแม่ทั้งหลาย ควรที่จะต้องมี 1 ในอาหารบำรุงสมองเด็กนี้ติดไว้ในห้องครัวบ้างนะคะ โดยคุณแม่สามารถนำเอาอาหารเหล่านี้มาดัดแปลงทำเป็นเมนูสูตรใหม่ ๆ เพิ่มสีสันให้น่าทาน ลูกน้อยจะได้ไม่รู้สึกเบื่ออาหารหรือจะทำเป็นอาหารเป็นลวดลายต่าง ๆ ที่น่ารัก ๆ ก็ได้ค่ะ สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งเสริมให้ลูกน้อยอยากทานอาหารมากขึ้นค่ะ #อาหารบำรุงสมองเด็ก
  10. เพราะสมองเปรียบเสมือนศูนย์ควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างในร่างกายทำให้ในแต่ละวัน สมองต้องทำงานหนักแทบจะทุก ๆ ด้าน ดังนั้นอาจทำให้สมองเกิดการเหนื่อยล้าและทำงานไม่ได้ประสิทธิภาพได้ การหาตัวช่วยต่าง ๆ เข้ามาช่วยบำรุงสมองจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ดีในการช่วยให้สมองดีขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นการทานอาหาร การออกกำลังกาย การพักผ่อนให้เพียงพอ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นตัวช่วยที่ดีที่จะช่วยให้สมองของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งในบรรดาอาหารเสริมบํารุงสมองนั้นมีให้เลือกเยอะมาก และสามารถคัดออกมาเป็นตัวหลัก ๆ ที่สำคัญได้ดังนี้ เหล่าอาหารเสริมบํารุงสมองอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญที่สมองควรได้รับ 1.ซุปไก่สกัด เหตุที่ซุปไก่สกัดมาเป็นอาหารบำรุงสมองซึ่งช่วยให้กระบวนการคิดดีขึ้นนั้น ซุปไก่สกัดทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับออกซิเจนที่สมองส่วนหน้าดีขึ้น หมายถึง สามารถนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมองส่วนหน้าได้ดี ซึ่งสมองส่วนนี้ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับความจำ การคิด การตัดสินใจ 2.ปลาทะเล โดยเฉพาะกลุ่มปลาทะเลไขมันสูง เช่น แซลมอน แมกเคอเรล ซาร์ดีน ทูน่า ปลาดังกล่าวเป็นแหล่งกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งครึ่งหนึ่งของไขมันในสมองเป็นไขมันชนิดนี้ กรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นสารอาหารบำรุงสมองที่จะช่วยเสริมสร้างการทำงานของสมองได้อย่างดี สามารถชะลอความเสื่อมของสมองที่เป็นไปตามอายุที่มากขึ้น รวมถึงลดความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์ 3. ดาร์กช็อกโกแลต ดาร์กช็อกโกแลตสามารถออกฤทธิ์ปรับอารมณ์ของมนุษย์ให้ดีขึ้นได้ โดยเป็นผลมาจากสารโพลีฟีนอล ที่มีอยู่ นอกจากนี้มันยังช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้า อ่อนล้า และอาการเหน็ดเหนื่อยเรื้อรัง 4. ขมิ้น สารเซอร์คูมินที่พบในขมิ้น สารนี้มีสรรพคุณช่วยลดการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี อีกทั้งมันยังสามารถทะลุผ่านตัวกั้นระหว่างเลือดกับสมอง เข้าสู่เซลล์สมองได้โดยตรง 5. อะโวคาโด เป็นแหล่งไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (ไขมันดี) ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ลดระดับความดันโลหิต ลดการอักเสบ และเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งอาหารบำรุงสมอง เนื่องจากมันส่งผลต่อการทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำ ช่วยให้สุขภาพสมองดีขึ้น และป้องกันโรคสมองเสื่อมได้ 6. ธัญพืช ในธัญพืชมีสารอาหารบำรุงสมอง อย่าง ฟีนิลอะลานิน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนใช้ในการสร้างโดปามีน ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคพาร์กินสันและโรคซึมเศร้า มีซีลีเนียม ซึ่งเป็นหนึ่งในสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเนื้อเยื่อสมองจากอนุมูลอิสระ ซึ่งอาจทำให้เซลล์สมองเสื่อม ซีลีเนียมนั้นทำงานร่วมกับวิตามินอี ด้วยการเสริมฤทธิ์การปฏิบัติงานของวิตามินอี ช่วยรักษาเนื้อเยื่อต่าง ๆ และชะลอการแก่ตายของเซลล์ตามธรรมชาติ วิตามินอีเป็นวิตามินละลายได้ในไขมัน ถูกทำลายง่ายด้วยความร้อนและแสงสว่าง เป็นหนึ่งในสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญของร่างกาย มีฤทธิ์ช่วยต้านไม่ให้หลอดเลือดแข็งตัว และยังขยายหลอดเลือดฝอยเล็ก ๆ ได้อีกด้วย จึงทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ป้องกันการเกาะตัวของเกล็ดเลือดที่ผนังหลอดเลือด ลดการอุดตันของคอเลสเตอรอล ช่วยให้ร่างกายนำพาออกซิเจนได้สะดวก ส่งผลต่อการเพิ่มการทำงานของอินซูลิน ทำให้ระบบประสาทดีขึ้น 7. บร็อกโคลี บร็อกโคลีเป็นผักใบเขียวตระกูลเดียวกับกะหล่ำปลี เต็มไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ ไฟเบอร์ ที่มีประโยชน์แก่ร่างกาย ได้แก่ วิตามินเค วิตามินซี โคลีน ลูทีน กรดโฟลิก และเบต้าแคโรทีน เป็นผักที่มีสรรพคุณช่วยลดน้ำตาลในเลือด คอเลสเตอรอล ช่วยชะลอความเสื่อมของสมอง และส่งเสริมการทำงานของสมอง นอกจากนี้ก็ยังมีอาหารเสริมบำรุงสมองอีกหลายอย่างที่เราสามารถหาทานได้ง่าย ๆ ทั่วไปอย่าง แปะก๋วย ใบบัวบก ปลา ไข่ กระเทียม แครอท ถั่วเหลือง แต่สิ่งสำคัญควรเลี่ยงเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เพราะไขมันเป็นสารอาหารที่ย่อยได้ช้า ร่างกายต้องใช้พลังงานมากในการย่อย ทำให้เหลือพลังงานแบ่งไปให้สมองไม่มากนัก อีกทั้งไขมันในเลือดสูงยังกระทบกระเทือนระบบประสาท ทำให้เม็ดเลือดพองตัวชิดกันมาก เป็นอุปสรรคขวางกั้นไม่ให้ออกซิเจนผ่านไปเลี้ยงเซลล์สมองได้เพียงพอนั้นเองค่ะ #อาหารเสริมบํารุงสมอง
  11. เคสโทรศัพท์ถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้ใช้โทรศัพท์จะขาดไม่ได้เลยก็ว่าได้ เพราะด้วยคุณสมบัติหลาย ๆ อย่างที่ช่วยปกป้องโทรศัพท์ของคุณไม่ให้เกิดความเสียหายในการนำโทรศัพท์มาใช้ นอกเหนือจากนี้ก็ยังมีประโยชน์ในด้านอื่น ๆ อีกเพียบที่ทำให้ขาดเคสโทรศัพท์ไม่ได้ ว่าแต่จะมีอะไรบ้างนั้นมาดูกันเลยค่ะ 4 คุณสมบัติของเคสโทรศัพท์ที่เราควรเลือกซื้อ 1.เพิ่มความสวยงาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าความสวยงามของมือถือนั้นเกิดจากการใส่เคส เพราะโทรศัพท์มือถือบางรุ่นอาจจะไม่ได้มาพร้อมสีสันสวยงาม แต่ก็สามารถช่วยให้เกิดความสวยงามมากขึ้นได้จากการใส่เคสโทรศัพท์ โดยในปัจจุบันเคสที่วางจำหน่ายนั้นก็มีการออกแบบเพื่อความสวยงามให้ตรงใจกับผู้ใช้มากขึ้น 2.ป้องกันการกระแทก เคสมือถือนอกจากจะออกแบบมาให้มีความสวยงามแล้ว บางรุ่นก็ยังมีประสิทธิภาพช่วยป้องกันการกระแทกจากการร่วงหล่นได้เป็นอย่างดี และเพื่อให้คุณเสียเงินซื้อเคสโทรศัพท์ได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด ควรเลือกซื้อเคสที่ได้ทั้งความสวยงามและมีประสิทธิภาพช่วยกันการกระแทกได้ในชิ้นเดียวกัน โดยเคสที่ได้รับความนิยมในการใช้งานเพื่อกันกระแทกในปัจจุบัน ก็คือเคส UAG 3.สามารถใช้เป็นแบตสำรองยามฉุกเฉิน เคสโทรศัพท์บางรุ่นนั้น ออกแบบมาให้เป็นแบตสำรองในตัวเองได้ด้วยเช่นกัน ทำให้คุณไม่จำเป็นต้องพกพาวเวอร์แบงค์อีกเครื่องให้เทอะทะหรือเกะกะ เพราะเพียงแค่มีเคสโทรศัพท์ ก็สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ทุกที่ทุกเวลาแล้ว ไม่ว่าจะเล่นเกมนานหรือเล่นโซเชียล ดูหนัง ฟังเพลงบ่อยแค่ไหน ก็ไม่ต้องกังวลอีกต่อไป 4.ปกป้องรอยขีดข่วนบริเวณรอบตัวเครื่องได้ดี นอกจากจะกันกระแทกแล้ว คุณสมบัติโดดเด่นของเคสมือถืออีกประการก็คือ การช่วยป้องกันมือถือของคุณจากรอยขีดข่วนบริเวณรอบ ๆ ตัวเครื่องนั่นเอง ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถใช้มือถือเครื่องโปรดได้อย่างมั่นใจมากขึ้น เพราะเคสมือถือได้ทำหน้าที่ปกป้องทะนุถนอมรอบด้านให้กับมือถือของคุณแล้วนั่นเอง และถ้าจะให้ได้คุณภาพดียิ่งขึ้นไปอีกควรเลือกเคสโทรศัพท์ที่มีราคาแพง เพราะการที่เคสราคาแพงสามารถการันตีถึงวัสดุที่ใช้ได้ว่าเป็นวัสดุที่ดีมีคุณภาพในระดับหนึ่ง หากใครที่ใช้โทรศัพท์ที่มีราคาแพงอย่าไปเสี่ยงกับการใช้เคสราคาถูก ๆ เลยค่ะ เพราะถ้าหากเกิดความเสียหายขึ้นมามันจะไม่คุ้มกันนะคะ
  12. เชื่อว่าเมื่อถึงช่วงชีวิตหนึ่งนั้น คนทุกคนก็คงมีความคิดที่อยากจะมีบ้านเป็นของตนเองด้วยกันทั้งนั้น อย่างน้อยหนึ่งหลังก็ยังดี ดังนั้นเมื่อมีความพร้อมทางด้านการเงินหลายคนจึงไม่คิดโลเลที่จะสร้างบ้านเป็นของตัวเอง ซึ่งในการสร้างบ้านแต่ละครั้งนั้นจะต้องใช้เงินค่อนข้างมากและยิ่งถ้าเป็นแบบที่สร้างยากก็จะยิ่งเพิ่มค่าใช้จ่ายให้สูงขึ้นไปอีก ผู้ที่คิดจะสร้างบ้านต้องศึกษาและวางแผนให้ละเอียด โดยเฉพาะการเลือกบริษัทรับสร้างบ้านเพราะบริษัทเหล่านี้ต้องทำงานแทนเราแทบจะทุกอย่างหากเจ้าของบ้านเลือกพลาดตั้งแต่เริ่มต้นก็อาจจะทำให้ผลงานที่ได้รับอาจจะไม่ดีเท่าที่ควรและเสี่ยงต่อการเกิดความเสียหายด้านอื่น ๆ อีกมากที่จะตามมา และยิ่งในปัจจุบันที่มีบริษัทรับสร้างบ้านอยู่มากมายก็จะทำให้ผู้จ้างเลือกได้ยาก ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างมากที่ต้องหาตัวช่วยมาช่วยลดความยุ่งยากต่าง ๆ เหล่านี้ให้เหลือน้อยลงและสามารถทำการเลือกได้ง่ายขึ้นโดยที่ยังมีคุณภาพสูงอยู่ได้ด้วยวิธีต่าง ๆ ดังต่อไปนี้เลยค่ะ ข้อสำคัญที่ไม่ควรพลาดในการเลือกจ้างบริษัทรับสร้างบ้าน 1.บริษัทต้องมีทีมงานมืออาชีพ ทีมงานสำคัญที่เป็นหลักของบริษัทรับสร้างคือ ทีมสถาปนิกและวิศวกร โดยบริษัทรับสร้างบ้านที่มีมาตรฐานจะต้องมีสถาปนิกและวิศวกรประจำบริษัท เพราะจะทำให้สามารถออกแบบ ควบคุมการก่อสร้าง และให้คำปรึกษาแก่ลูกค้าได้ตั้งแต่ก่อนการก่อสร้าง จนกระทั่งการก่อสร้างแล้วเสร็จ ทีมงานสถาปนิกและวิศวกรต้องมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์สูง ซึ่งลูกค้าสามารถตรวจสอบรายละเอียดดังกล่าวได้ได้จากเวบไซต์ของบริษัท 2. บริษัทต้องศึกษาและพัฒนาเทคโนโยลีในการก่อสร้างอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากได้มีการศึกษาวิจัย ทั้งในเรื่องวัสดุและเทคโนโลยีในการก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง บริษัทจึงต้องติดตามและนำเทคโนโยลีใหม่ ๆ มาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับลูกค้าและสังคมโดยรวม ดังจะเห็นได้ว่าปัจจุบันบริษัทรับสร้างบ้านชั้นนำบางบริษัท ได้นำเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ประหยัดพลังงานมาใช้ ซึ่งนอกจากจะช่วยให้เจ้าของบ้านประหยัดค่าใช่จ่ายเรื่องพลังงานไฟฟ้าแล้ว ยังมีส่วนช่วยลดภาวะโลกร้อนอีกด้วย หรือการนำโครงสร้างสำเร็จรูปมาใช้ก็ยังมีส่วนช่วยประหยัดเวลาในการก่อสร้าง และลดการตัดต้นไม้ที่จะใช้ทำแบบสำหรับหล่อคอนกรีตได้อีกด้วย 3. บริษัทควรมีแบบบ้านให้ลูกค้าเลือกได้หลากหลาย เพื่อที่จะสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างไม่จำกัด และจากแบบที่มีหลากหลายเหล่านี้ ยังสามารถยืดหยุ่นดัดแปลงเพื่อสนองความต้องการของลูกค้าได้อีกด้วย ซึ่งโดยทั่วไปบริษัทรับสร้างบ้านมืออาชีพชั้นนำ จะมีแบบบ้านให้เลือกไม่น้อยกว่า 100 แบบ 4. บริษัทควรสามารถเพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าได้มากที่สุด เช่น การมีสาขาของบริษัทที่อยู่ใกล้กับสถานที่ก่อสร้างเพื่อให้สามารถตรวจสอบควบคุมและตรวจสอบคุณภาพของการก่อสร้างได้อย่างใกล้ชิด ตัวอย่างเช่น ท่านต้องการก่อสร้างบ้านที่ระยอง แต่บริษัทตั้งอยู่ที่กรุงเทพกับบริษัทที่มีสาขาที่ระยองก็พอจะมองได้ว่าบริษัทใดจะสามารถให้บริการได้ดีกว่ากัน ดังนั้นบริษัทที่มีสาขามากและแต่ละสาขาให้บริการในมาตรฐานเดียวกันจึงเป็นบริษัทที่จะสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีกว่า 5. การบริการก่อนและหลังการขาย ข้อมูลที่ลูกค้าของบริษัทรับสร้างบ้าน ควรจะมาพิจารณาเพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกบริษัทอีกอย่างหนึ่งคือ การบริการก่อนและหลังการขาย ลูกค้าสามารถตรวจสอบได้ว่าบริษัทใดให้บริการก่อนและหลังการขายได้คุ้มค่ากว่า อำนวยความสะดวดให้มากกว่า และมีการรับประกันผลงานอย่างไร มีการตรวจเยี่ยมหลังการขายอย่างไร มีแผนงานการบริการที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมหรือไม่ เป็นต้น การที่ผู้จ้างได้รู้และเข้าใจเกี่ยวกับรายละเอียดต่าง ๆ เหล่านี้ก่อนทำการว่าจ้าง สามารถช่วยให้ลดความเสี่ยงที่จะได้บริษัทรับสร้างบ้านที่ไม่ดีหรือไม่มีคุณภาพได้พอสมควร แหละถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นไปอีกผู้จ้างควรที่จะต้องมีเอกสารและหลักฐานเอาไว้ด้วยเพื่อความอุ่นใจ เพราะเมื่อได้รับสัญญาจ้างที่ลงนามกันอย่างถูกต้องระหว่างตัวผู้จ้างกับผู้รับเหมาแล้ว หากมีการตุกติกหรือหนีงานขึ้นมา ผู้จ้างก็สามารถใช้สัญญาจ้างและหลักฐานทั้งหมดในการฟ้องร้องเอาผิดต่อผู้รับเหมาได้ค่ะ #บริษัทรับสร้างบ้าน
  13. รู้ไหมคะ ว่านมสดรสจืดนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายของเรามากกว่าที่คิดนะคะ เพราะนอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังช่วยในเรื่องด้านความสวยความงามอีกด้วยเพราะด้วยคุณสมบัติหลาย ๆ อย่างในน้ำนมที่ดีต่อผิวหลายอย่างทำให้เดี่ยวนี้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหลาย ๆ ยี่ห้อจึงนิยมนำน้ำนมมาใส่เป็นส่วนประกอบ หรือใครจะเอานมสดรสจืดมาเป็นส่วนผสมแล้วใช้พอกตัวก็ได้ ซึ่งก็มีสูตรการผสมนมสดรสจืดกับส่วนผสมอื่น ๆ มากมายที่จะช่วยให้ผิวของเราดูดีขึ้น แหละวันนี้เราก็มีสูตรบำรุงผิวเล็ก ๆ น้อย ๆ เอามาฝากกับสาว ๆ ทุก ๆ คนด้วยพร้อมแล้วก็มาดูกันเลยค่ะ สูตรบำรุงผิวด้วยนมสดรสจืด · ผิวเนียนนุ่มสำหรับผิวแห้ง ใช้สำลี ชุบนมสด แล้วทาทิ้งไว้บนใบหน้าก่อนล้างหน้า เหมือนเป็นโทนเนอร์ ทำเป็นประจำ ช่วยให้หน้านุ่ม · ผิวเนียนสำหรับผิวมัน นมสด + มะนาว + น้ำผึ้ง ทาทิ้งไว้ราว 10 -15 นาทีแล้วล้างออก · ผิวหน้าเนียน ลดสิวเสี้ยน นมสด + ข้าวโอ๊ต ขัดแล้วพอกไว้ 5 นาที · ผิวนุ่มชุ่มชื้น อย่าบอกใคร นมสด+อะโวคาโด · ผิวขาวเว่อร์ นมสด + มะเขือเทศ พอกทิ้งไว้เป็นประจำ · สูตรสำหรับผิวกายขาวเนียน นมสด + เกลือขัดผิว ขัดเบา ๆ นมสด + มะนาว +ไพล +ขมิ้น เพียงเล็กน้อย ขัดเบา ๆ ช่วยให้ผิวเนียนและขาวกระจ่างขึ้น นมสด + มะขามเปียก เนียนใส ไร้จุดด่างดำ เห็นไหมล่ะคะ ว่านมสดรสจืดนั้นมีประโยชน์มากขนาดไหน ทั้งในเรื่องสุขภาพและความสวยความงาม แต่ถึงนมสดรสจืดจะมีประโยชน์มากแต่ก็ไม่ควรที่จะทานมากจนเกินไปนะคะ เพราะว่าในน้ำนมนั้นมีไขมันถ้าดื่มมากจนเกินไปจะทำให้อ้วนได้ และไม่ควรที่จะต้มนมสดรสจืดแบบเดือดจัด ๆ อย่าง 100 องศา ควรเอาแค่อุ่น ๆ พอ ถ้าจะให้ดีไม่ควรใส่น้ำตาลลงไปในนมเพราะมันจะทำให้อ้วนง่ายนะจ๊ะสาว ๆ
  14. โอเมก้าเป็นแหล่งสารอาหารที่มีประโยชน์อยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นโอเมก้า 3 ที่ช่วยพัฒนาระบบประสาทและสมองของเด็ก , ป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ , ลดการเกิดโรคอัลไซเมอร์ และลดการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม โอเมก้า 6 ที่ช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิวจึงลดปัญหาผิวแห้งแตกเป็นขุย , ช่วยลดอาการปวดประจำเดือน ควบคุมระดับฮอร์โมนในร่างกายให้เป็นปกติ รวมไปจนถึงช่วยให้เลือดแข็งตัวได้ง่ายขึ้น จึงทำให้ร่างกายมีระบบไหลเวียนโลหิตที่สมบูรณ์ ส่วนโอเมก้า 9 ช่วยในการสร้าง ฮอร์โมน โพรสตาแกลนดิน , ช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี , ช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ , ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเราสามารถรับสารอาหารเหล่านี้ได้จากการทานอาหารเข้าไปแต่ก็มีสารอาหารบางอย่างที่เราไม่ต้องทานเข้าไปเพราะร่างกายสามารถผลิตได้เองเหมือนกัน ว่าแต่จะมีอาหารชนิดไหนบ้างนะที่มีสารอาหารโอเมก้า 3 6 9 เหล่านี้อยู่บ้าง พร้อมแล้วเรามาดูกันเลยค่ะ ประเภทอาหารที่มีโอเมก้า 3 6 9 1.โอเมก้า 3 · อาหารจำพวกปลาและอาหารทะเล โดยเฉพาะจำพวกปลาน้ำเย็น เช่น แซมอน แมคเคอเรล ทูน่า และซาร์ดีน เป็นแหล่งของโอเมก้า 3 ชั้นดี 2.โอเมก้า 6 · พบมากในในน้ำมันพืชต่าง ๆ เช่น น้ำมันถั่วเหลือง ดอกทานตะวัน ข้าวโพด 3.โอเมก้า 9 · ขมันจากถั่วลิสง น้ำมันมะกอก คาโนลา น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน งา ถั่วพิตาชิโอ อัลมอนด์ และอะโวคาโด ดังนั้นจึงแนะนำให้ทานอาหารที่อุดมด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 และ โอเมก้า-6 อย่างสมดุล โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดหัวใจ ผิวพรรณ ควรเน้นทานกรดไขมันโอเมก้า-3 และกรดไขมันโอเมก้า-9 ด้วยนะคะ #โอเมก้า
  15. ในน้ำนมมีสารอาหารที่มีประโยชน์อยู่อย่างมากมาย เหมาะกับการเป็นนมสำหรับเด็ก ๆ ที่กำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโต เพราะมีสารอาหารที่สำคัญต่อการพัฒนาการทางด้านสมองและร่างกายของเด็กหลายอย่างมาก มีทั้ง DHA , Vitamin B12 , Milk Fat Globule Membrane , Choline , Omega 3 6 9 ซึ่งสารอาหารเหล่านี้สำคัญต่อการพัฒนาสมองได้ยังไงบ้างนั้น ตามมาดูกันเลยค่ะ ชนิดของสารอาหารในน้ำนมสำหรับเด็กที่ดีต่อการพัฒนาสมอง 1.DHA เป็นกรดไขมันจำเป็นในตระกูลโอเมก้า 3 ที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น DHAสำคัญมากต่อพัฒนาการทางสมอง *โดยเฉพาะในเด็กวัย 2-5 ปี ซึ่งเป็นวัยที่สมองกำลังพัฒนาสูงสุด จากผลการวิจัย พบว่า เด็กที่ได้รับ DHA จะมีพัฒนาการของสมอง สายตา ความจำ และการแก้ปัญหาดีกว่าเด็กที่ไม่ได้รับ 2.Vitamin B12 ซึ่งช่วยบำรุงประสาท เพิ่มสมาธิ ความจำ การทรงตัว ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตและเพิ่มพลังงานแก่ร่างกาย หากขาดวิตามินบี 12 อาจทำให้เกิดโรคโลหิตจางและโรคเกี่ยวกับระบบประสาทได้ 3.MFGM (Milk Fat Globule Membrane) เยื่อหุ้มอนุภาคไขมันที่พบใน “น้ำนมแม่” อุดมไปด้วยโปรตีนและไขมันกว่า 150 ชนิด รวมทั้ง สฟิงโกไมอีลิน ทำหน้าที่ช่วยสร้างปลอกไขมันหุ้มเส้นใยสมอง เพิ่มความเร็วในการรับส่งสัญญาณประสาท นอกจากนี้ MFGM ยังมีส่วนประกอบอื่น ๆ ที่สำคัญกับพัฒนาการทางสมอง จึงถือเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญช่วยพัฒนาสมองและสติปัญญาของลูกน้อย 4.Choline ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับเยื่อหุ้มเซลล์ และมีส่วนช่วยในการสังเคราะห์อะซิติลโคลีน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความจำ การเรียนรู้ 5.Omega 3 6 9 เป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ และมีส่วนในการเสริมสร้างพัฒนาการทางสมองและช่วยสร้างความสมดุลให้กับสารเคมีในร่างกาย โดยโอเมก้า 3 6 9 จะทำงานประสานกัน แต่หากขาดตัวใดตัวหนึ่งไปจะทำให้ร่างกายขาดความสมดุลได้ ดังนั้นหากต้องเลือกนมกล่องสักยี่ห้อหนึ่งให้เป็นนมสำหรับเด็กที่ดี ควรเลือกนมที่มีสารอาหารเหล่านี้อยู่ในปริมาณที่มาก ๆ เป็นหลัก เพราะการที่ลูกน้อยได้ทานนมกล่องที่มีคุณภาพ นอกจากจะช่วยพัฒนาการทางด้านสมองแล้วยังช่วยให้ลูกน้อยมีสุขภาพที่แข็งแรงอีกด้วยค่ะ #นมสำหรับเด็ก
×