Jump to content
CM108.com ซีเอ็มร้อยแปดดอทคอม

Panda Indy

สมาชิกทั่วไป
  • Content Count

    14
  • Joined

  • Last visited

About Panda Indy

  • Rank
    Member

Recent Profile Visitors

The recent visitors block is disabled and is not being shown to other users.

  1. ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 11 อินเตอร์ ตั้งขึ้นด้วยความตั้งใจที่ช่วยให้คู่สามีภรรยาสามารถเอาชนะอุปสรรค อันเนื่องมาจากปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อการมีบุตรยาก โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านรักษาการมีบุตรยากจากสถาบันที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ ผ่านการศึกษาอบรมจากในและต่างประเทศ และมีประสบการณ์มาเป็นเวลายาวนาน คอยให้คำปรึกษาและดูแลผู้ป่วยอย่างครบวงจร โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้การช่วยเหลือคู่สมรสที่มีปัญหาการมีบุตรยาก ให้สามารถมีบุตรได้สมความปรารถนา ด้วยบริการด้านเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่มีความทันสมัยและมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล หากคุณแต่งงานมานานกว่า 1 ปี และมีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอแต่ยังไม่ตั้งครรภ์ แสดงว่าคุณกำลังอยู่ใน “ภาวะการมีลูกยาก” โดยหลักการแล้วแม้ว่าภาวะนี้จะไม่ใช่โรค แต่ก็เป็นปัญหาสำหรับคู่สมรสที่หวังอยากมีเจ้าตัวน้อย เพื่อความสมบูรณ์แบบของชีวิตครอบครัว การที่คู่สมรสไม่สามารถมีบุตรได้อาจเกิดจากความผิดปกติบางอย่างที่ส่งผลต่อภาวะการเจริญพันธุ์ ทำให้ไม่สามารถเกิดการปฏิสนธิได้ตามธรรมชาติ โดยอาจมีสาเหตุจากฝ่ายหญิงหรือฝ่ายชาย หรือทั้งสองฝ่าย หรือไม่ทราบสาเหตุ เว็บที่เกี่ยวข้อง : https://www.chularat.com/service_detail.php?lang=th&gid=11&id=60
  2. คอดูคลิปโวยลั่น! เว็บไซต์ Youtube ล่มมาเป็นชั่วโมง ยังเปิดไม่ได้! Youtube ล่ม – 17 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์เผยแพร่วิดีโอชื่อดังระดับโลก ซึ่งมีผู้ใช้กว่าพันล้านคน อย่าง Youtube ได้เกิดระบบขัดข้อง และไม่สามารถใช้งานได้ แม้กระทั่งการเข้าไปที่หน้าเว็บไซต์ จนทำให้ผู้ที่เป็นคอดูคลิป ดูหลัง และฟังเพลง ผ่านเว็บไซต์แห่งนี้ ต่างเกิดความสงสัยว่า เป็นเพราะเหตุใด ทำไมถึงไม่สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ Youtube ได้ รวมทั้งในรูปแบบที่เป็น แอปพลิเคชัน ในสมาร์ตโฟน ทั้งระบบ Ios และ Android ด้าน ผู้ใช้ทวิตเตอร์ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ต่างรีทวีต #YoutubeDOWN และ #youtubeล่ม หลังจาก เว็บไซต์และแอปพลิเคชัน ใช้งานไม่ได้ตั้งแต่เวลาประมาณ 08.20 น. ทั้งนี้ ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดจากสาเหตุอะไร ในขณะที่ youtube ยังไม่ได้ออกมาชี้แจงเกี่ยวกับปัญหาการล่มครั้งนี้ แต่อย่างใด หน้าเว็บไซต์ youtube ที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ ที่มาของเนื้อหา : https://www.108news.net/news/30896
  3. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ปล่อยสติกเกอร์ ENGY ชุดใหม่ ในชื่อชุด “Together we build the happiness” ในรูปแบบเคลื่อนไหว (Animated) สุดน่ารักสดใส พร้อมเพิ่มสีสันให้กับแชทไลน์ของทุกคน สามารถดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน – 24 ตุลาคม 2561 เพียงสแกน QR Code หรือคลิก https://line.me/S/sticker/12420 และสามารถใช้งานได้ 90 วันตั้งแต่วันที่ดาวน์โหลด สติกเกอร์ ENGY มาสคอตหุ่นยนต์กึ่งมนุษย์สุดล้ำของ กฟผ. กลับมาอีกครั้ง โดยออกแบบให้สะท้อนถึงภาพลักษณ์ที่ทันสมัยของ ENGY และ กฟผ. ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังสานต่อความนิยมของสติกเกอร์ ENGY ของ กฟผ. ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของหน่วยงานภาครัฐ ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2561 สำหรับผู้ที่ดาวน์โหลดสติกเกอร์ไม่เพียงแต่จะได้สติกเกอร์เอาไว้ส่งแสดงความรู้สึกและแทนความในใจกันเท่านั้น ท่านยังสามารถติดตามข่าวสาร เรื่องราวดีๆ และเกร็ดความรู้จาก กฟผ. รวมทั้งเล่นเกมส์ชิงรางวัลสุดน่ารักผ่าน ช่องทาง LINE Official Account ได้อีกด้วย โดยพิมพ์ @EGAT ในช่องค้นหาเพื่อน และกดเพิ่มเพื่อน เพียงเท่านี้ก็จะสามารถเป็นเพื่อนและสนุกแบบมีสาระไปกับ กฟผ. Cr. https://www.108news.net/news/23652
  4. เข่าเสื่อม (Knee Ostoearthritis) เกิดจากความเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อนที่ข้อเข่า โดยมีสาเหตุสำคัญคืออายุที่มากขึ้น รวมไปถึงสาเหตุอื่น ๆ เช่น มีน้ำหนักตัวมาก เกิดอาการบาดเจ็บ หรือกรรมพันธุ์ เข่าเสื่อมจะพบมากในวัยกลางคนจนไปถึงผู้สูงอายุ หากไม่ได้รับการรักษา โรคก็จะดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ และเมื่อมีการเคลื่อนไหวก็จะทำให้เกิดการเสียดสีจนสึกกร่อน รู้สึกฝืดที่ข้อเข่า เข่าผิดรูปและทำให้เกิดความเจ็บปวด หรือทำให้เกิดความยากลำบากและความไม่สะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน อาการเข่าเสื่อม เมื่อต้องเคลื่อนไหวหรือทำกิจกรรมบางอย่าง จะทำให้มีอาการเจ็บปวดและรู้สึกฝืดที่ข้อเข่า ทำให้เคลื่อนไหวได้ไม่สะดวก รวมไปถึงเมื่อไม่ได้เคลื่อนไหวนาน ๆ ก็อาจทำให้เจ็บปวดและรู้สึกฝืดขัดที่ข้อเข้าได้เช่นกัน อาการอื่น ๆ ของเข่าเสื่อม ได้แก่ เมื่อต้องเคลื่อนไหวจะมีเสียงเสียงลั่นในข้อ มีอาการกดเจ็บ เข่าอ่อนแรงและเสียมวลกล้ามเนื้อ ข้อเข่าไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เต็มที่ เสียความยืดหยุ่น ข้อติดหรือขยับได้ยาก มักจะเกิดขึ้นเวลาเช้าหรือต้องนั่งเป็นเวลานาน ทำให้เกิดความยากลำบากเวลาเดิน ขึ้นบันได หรือลุกจากเก้าอี้ ผู้ที่มีอาการสำคัญของเข่าเสื่อม เช่น อาการเจ็บปวด ข้อเข่าฝืด รวมไปถึงอาการที่กล่าวไปข้างต้น หากมีอาการติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาและหาทางรักษา เพราะหากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้อาการมีความรุนเแรงยิ่งขึ้น สาเหตุของเข่าเสื่อม สาเหตุของเข่าเสื่อม เกิดจากกระดูกอ่อนที่ทำหน้าที่ปกป้องส่วนปลายกระดูกข้อต่อเสื่อมลง ซึ่งทำให้เกิดอาการที่ได้กล่าวในข้างต้นตามมา เข่าเสื่อมที่มาจากสาเหตุอื่นหรือไม่ทราบสาเหตุ มีดังต่อไปนี้ อายุ เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด ซึ่งความเสี่ยงในการเกิดเข่าเสื่อมจะมีมากขึ้นเมื่อมีอายุที่มากขึ้น แต่ก็สามารถเกิดกับผู้ที่อายุยังน้อยได้เช่นกัน โดยความเสี่ยงจะเพิ่มมากขึ้นเมื่อมีอายุ 40 ปี ขึ้นไป การบาดเจ็บ ได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาหรืออุบัติเหตุ และแม้ว่าจะได้รับการรักษาจนหายเป็นปกติแล้ว แต่ก็ยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดเข่าเสื่อมได้ในอนาคต เพศ เพศหญิงมีโอกาสเกิดเข่าเสื่อมได้มากกว่าเพศชาย โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 55 ปี ขึ้นไป แต่ในกรณีนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด โรคอ้วน ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินหรือเป็นโรคอ้วน อาจทำให้ข้อต่าง ๆ โดยเฉพาะข้อเข่าต้องรับน้ำหนัก 3-4 เท่าต่อน้ำหนักตัว ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงให้เข่าเสื่อมได้เมื่อเวลาผ่านไป กรรมพันธุ์ ผู้ป่วยข้ออักเสบบางรายจะพบว่ามีประวัติของคนในครอบครัวเป็นโรคเข่าเสื่อม เกิดจากโรคข้ออักเสบชนิดอื่น ๆ เข่าเสื่อมอาจมีสาเหตุจากโรคข้ออักเสบชนิดอื่น ๆ ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดการทำลายของข้อต่อ เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เก๊าท์ นอกจากนั้น ผู้ที่ประกอบอาชีพที่ต้องยกของหนักหรือแบกรับน้ำหนักมาก ๆ เป็นเวลาติดต่อกันยาวนาน ก็จะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดเข่าเสื่อมได้มากขึ้น การวินิจฉัยเข่าเสื่อม แพทย์จะเริ่มต้นจากการถามประวัติ เช่น อาการ โรคประจำตัว หรือพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน และตรวจสอบอาการต่าง ๆ จากการตรวจเข่า เช่น อาการบวมแดง อาการกดเจ็บ และดูการเคลื่อนไหวของข้อเข่า เพื่อช่วยให้วินิจฉัยได้ละเอียดและหาสาเหตุได้ชัดเจนยิ่งขึ้น หรือวินิจฉัยหาสาเหตอื่น ๆ ด้วยการตรวจเพิ่มเติม ได้แก่ เอกซเรย์ (X-rays) หรือใช้เครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging: MRI) นอกจากนั้น แพทย์อาจตรวจน้ำในไขข้อหรือตรวจเลือด เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุอื่น ๆ ที่อาจทำให้มีอาการปวดข้อหรืออาการที่คล้ายเข่าเสื่อม เช่น รูมาตอยด์ โรคเก๊าท์ การอักเสบหรือการติดเชื้อต่าง ๆ การรักษาเข่าเสื่อม การรักษาเข่าเสื่อม จะมุ่งเน้นไปที่การลดความเจ็บปวดและช่วยให้เคลื่อนไหวได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยการรักษาจะอาศัยวิธีต่าง ๆ ร่วมกัน ได้แก่ ปรับพฤติกรรมในการใช้ชีวิต ลดน้ำหนัก ควบคุมอาหารและออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก เพราะเมื่อมีน้ำหนักตัวเกินก็จะทำให้เข่าต้องรับน้ำหนักมากและทำให้พัฒนาเป็นเข่าเสื่อมได้ในที่สุด บริหารข้อเข่า บริหารกล้ามเนื้อข้อเข่าให้มีความแข็งแรงอยู่เสมอหรือยืดเหยียดเข่าเป็นประจำ เพื่อให้กล้ามแข็งแรงจนสามารถช่วยพยุงข้อเข่าได้และเมื่อข้อเข่ามีความยืดหยุ่นสูงก็จะช่วยลดความเจ็บปวดได้ดี การออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่เพิ่มความตึงเครียดให้กับข้อมากเกินไป เช่น วิ่ง หรือเล่นเวท แนะนำให้ว่ายน้ำ ซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่ข้อไม่ต้องรับแรงกดมาก นอกจากนั้น สามารถเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อด้วยการเดินเร็วหรือปั่นจักรยาน สัปดาห์ละอย่างน้อย 150 นาที การรักษาด้วยยา ใช้ยาแก้ปวดหรือยาแก้อักเสบ ผู้ป่วยสามารถปรึกษาแพทย์เพื่อใช้ยาบรรเทาอาการเจ็บปวด เช่น ยาอะเซตามิโนเฟน (Acetaminophen) หรือไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) แต่ไม่ควรใช้ยานานเพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง นอกจากนั้น หากใช้ยาดังกล่าวแล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาขอใช้ยาตามแพทย์สั่ง ฉีดคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Cortisone Injections) สามารถช่วยลดการอักเสบและความเจ็บปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ แพทย์จะฉีดยาชาบริเวณข้อและฉีดยาเข้าไปที่ข้อของผู้ป่วย ซึ่งผู้ป่วยสามารถรับการฉีดได้ 3-4 ครั้งต่อปีเท่านั้น เพราะหากฉีดมากเกินไปอาจสร้างความเสียหายกับข้อได้อย่างถาวร ฉีดกรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid) กรดไฮยาลูโรนิกเป็นส่วนสำคัญของน้ำในข้อต่อ ซึ่งการฉีดกรดไฮยาลูโรนิกเข้าไปที่เข่าจะช่วยเพิ่มความหล่อลื่นให้กับข้อเข่า การรักษาทางเลือก การฝังเข็ม (Acupuncture) เป็นวิธีรักษาแบบธรรมชาติตามศาสตร์แพทย์แผนจีน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นความสมดุลให้มวลกระดูกและกระตุ้นการสร้างน้ำหล่อเลี้ยงที่ข้อ โดยระยะเวลาที่ใช้ในการรักษาจะแตกต่างกันไปแต่ละบุคคล ใช้ครีมยาเฉพาะที่ เช่น แคปไซซิน (Capsaicin) เพื่อบรรเทาอาการปวดข้อเข่าจากเข่าเสื่อม ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เช่น คอนดรอยติน (Chondroitin) จะช่วยชะลอการแคบลงของช่องระหว่างข้อและลดอาการเจ็บข้อได้ แต่จะพบว่ามีส่วนน้อยที่ได้ผลและส่วนใหญ่จะบอกว่าเป็นเหมือนยาหลอกเสียมากกว่า ซึ่งยังต้องมีการเก็บข้อมูลมากขึ้น กายภาพบำบัดหรือกิจกรรมบำบัด การกายภาพบำบัด เป็นวิธีที่ช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้วิธีทำให้กล้ามเนื้อรอบข้อเข่ามีความแข็งแรงและเรียนรู้วิธีเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับข้อต่อจากนักกายภาพบำบัด ซึ่งวิธีเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการที่ดีขึ้น ปวดน้อยลงและขยับเคลื่อนไหวได้มากขึ้น กิจกรรมบำบัด ผู้ป่วยจะได้เรียนรู้วิธีใช้ชีวิตประจำวันอย่างเหมาะสม เช่น การทำงานบ้านหรือการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันให้มีความเจ็บปวดน้อยที่สุด การผ่าตัด สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงและการรักษาอื่น ๆ ไม่เป็นผล การผ่าตัดก็จะเป็นทางเลือกสุดท้ายที่แพทย์จะใช้ในการรักษา โดยจะมี 3 รูปแบบ ได้แก่ การผ่าตัดเพื่อให้ผิวข้อเข้ามาชิดกัน (Arthrodesis) ศัลยกรรมเปลี่ยนข้อเข่า (Arthroplasty) หรือการตัดเปลี่ยนแนวกระดูก (Osteotomy) เป็นต้น วิธีการผ่าตัดขึ้นกับความเหมาะสมในแต่ละบุคคล โดยมีการปรึกษาร่วมกันทั้งประโยชน์และภาวะแทรกซ้อนก่อนการผ่าตัด ภาวะแทรกซ้อนของเข่าเสื่อม ภาวะแทรกซ้อนของเข่าเสื่อมที่อาจเกิดขึ้น เช่น การตายของกระดูก (Osteonecrosis) เส้นเอ็นรอบ ๆ ข้อต่อแตกหรือเสื่อมสภาพ เลือดออกในข้อต่อ ติดเชื้อในข้อต่อ นอกจากนั้น ภาวะแทรกซ้อนของเข่าเสื่อมมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เมื่อข้อเข่ามีอาการปวดหรือฝืดแข็งอย่างรุนแรงจนทำให้การใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน หรือกิจกรรมต่าง ๆ ไม่สะดวก โดยแพทย์อาจให้ทำการผ่าตัด การป้องกันเข่าเสื่อม การป้องกันเข่าเสื่อมไม่ให้ทรุดลงหรือกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันมากนัก สามารถทำได้ด้วยการดูแลรักษาสุขภาพ ทั้งการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย หรือการควบคุมน้ำหนัก หากปรับพฤติกรรมเหล่านี้ให้ไปในทางที่ดีขึ้นได้ นอกจากจะดีต่ออาการของข้อเสื่อมแล้ว ยังมีผลดีต่อสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยอีกด้วย ผู้ป่วยเข่าเสื่อมที่กำลังรักษาด้วยการรับประทานยาตามแพทย์สั่ง แม้อาการจะดีขึ้นแล้ว ก็ควรที่จะรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยควรติดต่อ หรือขอคำปรึกษากับทีมแพทย์ผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะเข่าเสื่อมเป็นโรคที่เกิดขึ้นในระยะยาวและควรได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อผู้ป่วยพบว่าตนเองมีอาการหรือความกังวลใด ๆ เกิดขึ้น ก็ควรแจ้งให้ทีมแพทย์ผู้ดูแลทราบ เพื่อที่จะได้รับการช่วยเหลืออย่างตรงจุด นอกจากนั้น ผู้ป่วยยังสามารถดูแลตัวเองได้ด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น ประคบร้อน ประคบเย็น เพราะความร้อนและความเย็นจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้ โดยความร้อนจะช่วยบรรเทาข้อฝืด ส่วนความเย็นจะช่วยลดการหดเกร็งและความเจ็บปวดของกล้ามเนื้อ ใช้ที่รัดเข่า ผู้ป่วยสามารถสอบถามวิธีที่ถูกต้องในการใช้เทปรัดเข่าจากแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด จะทำให้ได้รู้ว่าควรพันที่ตำแหน่งใดจึงจะเหมาะกับอาการของตนที่สุด ใช้ครีมหรือเจลบรรเทาปวด ครีมหรือเจลบรรเทาปวดที่หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป สามารถช่วยบรรเทาปวดจากเข่าเสื่อมได้ชั่วคราว อุปกรณ์ช่วยพยุงเดินหรืออุปกรณ์เสริมรองเท้า อุปกรณ์เหล่านี้จะช่วยลดแรงกดและรองรับน้ำหนักที่ข้อเข่า ซึ่งแพทย์อาจแนะนำอุปกรณ์เหล่านี้เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถยืนหรือเดินได้สะดวกยิ่งขึ้น เว็บที่เกี่ยวข้อง : https://www.108news.net/news/9310
  5. ใครหลายๆคนอาจจะอยากหาที่เที่ยวในช่วงวันหยุดอันแสนสั้น เราขอแนะนำ ทำบุญไหว้พระในจังหวัดอ่างทอง ที่ใครหลายอาจเคยผ่าน ไม่เคยแวะ แต่รู้หรือไม่ว่าจังหวัดอ่างทองนี้ มีวัดพระใหญ่อยู่ด้วย เราขอแนะนำ 7 วัดพระใหญ่ ให้ได้ทำบุญเสริมสิริมงคลแก่ชีวิตด้วยได้แก่ 1. วัดป่าโมกวรวิหาร อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง วัดป่าโมกวรวิหาร ตั้งอยู่ที่เขตเทศบาลตำบลป่าโมก ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตกห่างจากอำเภอ เดิมมีวัด 2 วัด อยู่ติดกัน คือ วัดตลาดกับวัดชีปะขาว วัดป่าโมกวรวิหาร เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ที่ งดงามมากองค์หนึ่งของประเทศไทย มีความยาวจากพระเมาลี ถึงปลายพระบาท 22.58 เมตร ก่ออิฐถือปูนปิดทอง องค์พระนี้สันนิษฐานว่า สร้างในสมัยสุโขทัยมีประวัติความเป็นมา น่าอัศจรรย์ เล่าขานมาว่า ได้ลอยน้ำมาจมอยู่หน้าวัดราษฎร บวงสรวงแล้วชักลากขึ้นมาไว้ที่ริมฝั่งแม่น้ำ ในตำนานที่ว่าพระนอนพูดได้นั้น มีเรื่องเล่าสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่ามีการระบาดอหิวาตกโรคในบ้านป่าโมก พระรูปหนึ่งนามว่าพระโต ได้อาพาธด้วยอหิวาตกโรค รักษายังไงก็ไม่หาย ตอนนั้น สีกาเหลียนที่เป็นหลานของพระโตได้ไปอธิษฐานต่อองค์พระนอน ทันใดนั้นก็บังเกิดเสียงตอบออกมาจากพระอุระ (อก) ของพระนอน บอกถึงตัวยาที่จะรักษาพระโตให้หาย สีกาเหลียนจึงไปเก็บใบยาตามนั้น มาปรุงยารักษาพระโต จนหาย 2. วัดราชปักษี (วัดนก) อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง วัดราชปักษี(วัดนก) ตั้งอยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง ภายในวัดมีพระพุทธไสยาสน์ (พระนอน) องค์ใหญ่ มีลักษณะคล้ายพระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมก สันนิษฐานว่าเป็นพระพุทธรูปเก่าสมัยอยุธยา เดิมองค์พระชำรุดทรุดโทรมอย่างมาก ปัจจุบันได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่ และยังมีพระพุทธรูปสร้างสมัยพระเจ้าทรงธรรมราว พ.ศ. 2163 เดิมประดิษฐานอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ต่อมาศาลาจะพังลงน้ำ พระและชาวบ้านได้ช่วยกันเลื่อนเข้ามาประดิษฐาน ไว้ ณ ที่ปัจจุบัน เมื่อปี พ.ศ. 2490 ต่อมาได้ชักชวนกันสร้างพระวิหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงทำการฉลองเมื่อปี พ.ศ. 2502 เพราะเหตุที่ผ่านอุปสรรคจากกิเลสมารตลอด รอดมาได้ อย่างราบรื่น จึงพร้อมใจกันถวาย พระนามนิมิตรว่า “พระรอดวชิรโมลี” เพื่อเป็นที่สักการะเคารพบูชาอันศักดิ์สิทธิ์ ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายตลอดกาล 5,000 พรรษา 3. วัดม่วง อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง วัดม่วง ตั้งอยู่ที่ ตำบลไผ่จำศีล อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง เดิมทีวัดม่วงเป็นวัดร้าง สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ปี พ.ศ. 2230 แขวงเมืองวิเศษชาญ ซึ่งเคยได้เป็นเมืองหน้าด่าน ที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก ต่อมาในปี พ.ศ. 2310 กรุงศรีอยุธยาได้เสียกรุงให้แก่พม่า พม่าได้เผาผลาญบ้านเมือง วัดวาอาราม และพระพุทธรูปไปเป็นจำนวนมาก สิ่งที่หลงเหลืออยู่ คือ ซากปรักหักพังของวัดวาอาราม และพระพุทธรูป ที่อยู่บนเนินมีต้นไม้ใหญ่จำนวนมาก ภายในวัดจะมารูปปั้นแดนนรก ซึ่งหลวงพ่อเกษม ท่านได้สร้างแดนนรก ตามพระไตรปิฎก ที่ระบุถึงเรื่อง การสร้างบุญกุศล ก็ได้รับบุญนั้น และการสร้างแต่บาป ก็ต้องได้รับบาปตามสนองนั้น 4. วัดสี่ร้อย อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ภายในวัดนี้มีพระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์ สูง 21 เมตร หน้าตักกว้าง 6 เมตรเศษ ปัจจุบันนี้ วัดสี่ร้อยเป็นหนึ่งในแหล่ง ท่องเที่ยวน่าไปของจังหวัดอ่างทอง และมีการจัดงานประจำปีของวัดสี่ร้อยขึ้น โดยตรงกับวันเพ็ญ เดือน 12 ซึ่งประชาชนทั่วสารทิศจะมานมัสการหลวงพ่อใหญ่ ขอโชคลาภต่างๆนานา ใครมีทุกข์ร้อนประการใดก็มาบอกเล่าหลวงพ่อใหญ่ และมักมีการแก้บนด้วยพลุและละคร ตามตำนานเล่าว่า ในอดีตกาล พระเจ้าอลองพญากษัตริย์พม่า ได้ให้มังระ ละมังฆ้อนนรธาราชบุตร ยกทัพมาตีเมืองมะริดของไทย ซึ่งอยู่ในความปกครองของกรุงศรีอยุธยา ในครั้งนั้นขุนรองปลัดชู กรมการเมืองวิเศษไชยชาญ ซึ่งเป็นผู้ทรงวิทยาคมแก่กล้า ชำนาญการรบด้วยดาบสองมือ จนมีลูกศิษย์มากมาย จึงได้รวบรวมชาววิเศษไชยชาญ จำนวน 400 คน เข้าสมทบกับ กองทัพของพระยารัตนาธิเบศร์ โดยใช้ชื่อว่า “กองอาทมาต” เมื่อพระยารัตนาธิเบศร์ยกกองทัพไปตั้งที่เมืองกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และได้สั่งให้ขุนรองปลัดชูคุมกองอาทมาต ไปตั้งสกัดกองทัพพม่าที่อ่าวหว้าขาว เหนือที่ว่าการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในปัจจุบัน พอกองทัพพม่ายกทัพผ่านมาขุนรองปลัดชูจึงคุมทหารเข้าโจมตีรบด้วยอาวุธสั้นถึงตะลุมบอน แม้ทหารของไทยจะน้อยกว่า แต่ก็สามารถรบกับพม่าจนล้มตายเป็นจำนวนมาก การต่อสู้ผ่านไป 1 คืน ถึงเที่ยงวันรุ่งขึ้น ก็ยังไม่สามารถเอาชนะพม่าได้ เพราะพม่ายกทัพหนุนเข้ามาช่วยอีก ด้วยกำลังที่น้อยกว่าจึงอ่อนแรง ในที่สุดก็ถูกพม่ารุกไล่โจมตีแตกพ่ายยับเยิน แต่ทหารกองอาทมาต มีวิชาอาคมแก่กล้า ฟันแทงไม่เข้า ทหารพม่าจึงไสช้างเข้าเหยียบย่ำทหารกองอาทมาตตายเป็นจำนวนมาก ที่เหลือก็ถูกไล่ลงทะเลจมน้ำตายไปในที่สุด ขุนรองปลัดชูพร้อมด้วยทหารกองอาทมาตแขวงเมืองวิเศษไชยชาญ จำนวน 400 คน จึงเสียชีวิตด้วยฝีมือของพม่า เมื่อชาววิเศษไชยชาญทราบข่าวก็พากันโศกเศร้าเสียใจ จึงได้แต่ภาวนาขอบุญกุศล ที่ได้สร้างสมไว้จงเป็นปัจจัยส่งผลให้ดวงวิญญาณทหารกล้าได้ไปสู่สุคติ ความเงียบเหงาวังเวงเกิดขึ้น หมดกำลัง ใจในการทำมาหากิน ไม่มีอะไรดีไปกว่าการร่วมกันสร้างสิ่งต่างๆ ไว้เป็นที่ระลึกถึงผู้พลีชีพจึงได้สร้างวัดสี่ร้อยขึ้น ในปี พ.ศ.2313 โดยตั้งชื่อวัดตามจำนวนกองอาทมาต 400 คนที่เสียชีวิตไปในการรบ ทั้งนี้ เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่อนุชนรุ่นหลังของชาวเมืองวิเศษไชยชาญ ย้ำเตือนความทรงจำให้ระลึกถึงบรรพบุรุษ ที่พลีชีพและปกป้องแผ่นดินจนเสียชีวิต เจ้าอาวาสวัดสี่ร้อยในขณะนั้น จึงได้สร้างเจดีย์ ไว้เป็นที่รวบรวมดวงวิญญาณของ ชาวแขวงเมืองวิเศษไชยชาญ ที่เสียชีวิตจำนวน 400 คน 5. พระนอนวัดขุนอินทประมูล หรือ พระศรีเมืองทอง อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง พระนอนวัดขุนอินทประมูล หรือ พระศรีเมืองทอง ประดิษฐานอยู่ ณ วัดขุนอินทประมูล ตำบลอินทประมูล อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง อยู่ห่างจากตัวเมืองอ่างทองประมาณ 7 กิโลเมตร องค์พระยาว 1 เส้น 5 วา หรือ 50 เมตร ซึ่งนับเป็นพระนอนหรือพระพุทธไสยาสน์ที่ยาวเป็นอันดับที่สอง รองจากพระนอนที่ยาวที่สุดในประเทศไทย คือ พระนอนที่วัดบางพลีใหญ่กลาง จ. สมุทรปราการ สมเด็จพระศากยมุณีศรีสุเมธบพิตร ซึ่งยาว 53 เมตร ส่วนพระนอนจักรสีห์ จ.สิงห์บุรี ยาว 47 เมตร จากตำนานกล่าวว่า ขุนอินทประมูล ได้ยักยอกเงินหลวงมาสร้าง ครั้งถูกสอบถามว่าเอาเงินจากใหนมาสร้างพระ ขุนอินทประมูลก็ไม่ยอมบอกความจริง จึงถูกลงโทษจนตาย คงมีความเชื่อที่ว่า ถ้าบอกแหล่งที่มาของเงินแล้ว ตนจะไม่ได้กุศลตามที่ปรารถนา 6. วัดไชโยวรวิหาร (วัดเกษไชโย) อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง วัดไชโยวรวิหาร หรือ วัดเกษไชโยวรวิหาร หรือ วัดไชโย ตั้งอยู่ที่ อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด คาดว่าสร้างมาในสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม ธนบุรี ได้ขึ้นมาสร้างพระพุทธรูปปางสมาธิองค์ใหญ่ หรือหลวงพ่อโต ไว้กลางแจ้ง องค์เป็นปูนขาวไม่ปิดทอง ในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์วัดไชโยขึ้น แต่ในระหว่างก่อสร้างพระวิหารนั้น แรงสั่นทำให้องค์หลวงพ่อโตชำรุดเสียหาย จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างหลวงพ่อโตขึ้นมาใหม่ และพระราชทานนามว่า พระมหาพุทธพิมพ์ ประดิษฐานอยู่ในพระวิหาร ภายในวัดไชโยวรวิหาร 7. วัดต้นสน อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง วัดต้นสน ตั้งอยู่ที่ 1/1 ถนนเทศบาล 10 ตำบลตลาดหลวง อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง วัดต้นสน สันนิษฐานว่าเป็นวัดในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ประมาณ พ.ศ. 2310 ผู้คนสมัยก่อนเล่าสืบต่อกันมาว่า ที่วัดแห่งนี้ชำรุดทรุดโทรมมาก เกือบจะกลายเป็นวัดร้างและไม่มีปูชนียวัตถุใดๆ จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2488 พระราชสุวรรณโมลี อดีตเจ้าคณะจังหวัดอ่างทองริเริ่มการสร้างถาวรวัตถุขึ้นในพื้นที่และขยายอาณาเขตให้กว้างขวาง พระราชสุวรรณโมลี ได้เริ่มสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่นามว่า “สมเด็จพระพุทธนวโลกุตร ธัมมบดีศรีเมืองทอง” หรือ “สมเด็จพระศรีเมืองทอง” พระพุทธรูปทองเหลืององค์ใหญ่นามว่า สมเด็จพระพุทธนวโลกุตร หรือ สมเด็จพระศรีเมืองทอง ซึ่งสร้างโดย พระราชสุวรรรโมลี แต่สร้างได้ถึงเพียงพระอุระ (อก) ขององค์พระ พระราชสุวรรณโมลีก็มรณภาพเสียก่อน พระวิสิฐคณาภรณ์ เจ้าอาวาสรูปต่อมาจึงได้ดำเนินการสร้างต่อจนแล้วเสร็จ ที่มาของเนื้อหา : https://www.108news.net/news/11829
  6. เข่าเสื่อม (Knee Ostoearthritis) เกิดจากความเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อนที่ข้อเข่า โดยมีสาเหตุสำคัญคืออายุที่มากขึ้น รวมไปถึงสาเหตุอื่น ๆ เช่น มีน้ำหนักตัวมาก เกิดอาการบาดเจ็บ หรือกรรมพันธุ์ เข่าเสื่อมจะพบมากในวัยกลางคนจนไปถึงผู้สูงอายุ หากไม่ได้รับการรักษา โรคก็จะดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ และเมื่อมีการเคลื่อนไหวก็จะทำให้เกิดการเสียดสีจนสึกกร่อน รู้สึกฝืดที่ข้อเข่า เข่าผิดรูปและทำให้เกิดความเจ็บปวด หรือทำให้เกิดความยากลำบากและความไม่สะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน อาการเข่าเสื่อม เมื่อต้องเคลื่อนไหวหรือทำกิจกรรมบางอย่าง จะทำให้มีอาการเจ็บปวดและรู้สึกฝืดที่ข้อเข่า ทำให้เคลื่อนไหวได้ไม่สะดวก รวมไปถึงเมื่อไม่ได้เคลื่อนไหวนาน ๆ ก็อาจทำให้เจ็บปวดและรู้สึกฝืดขัดที่ข้อเข้าได้เช่นกัน อาการอื่น ๆ ของเข่าเสื่อม ได้แก่ เมื่อต้องเคลื่อนไหวจะมีเสียงเสียงลั่นในข้อ มีอาการกดเจ็บ เข่าอ่อนแรงและเสียมวลกล้ามเนื้อ ข้อเข่าไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เต็มที่ เสียความยืดหยุ่น ข้อติดหรือขยับได้ยาก มักจะเกิดขึ้นเวลาเช้าหรือต้องนั่งเป็นเวลานาน ทำให้เกิดความยากลำบากเวลาเดิน ขึ้นบันได หรือลุกจากเก้าอี้ ผู้ที่มีอาการสำคัญของเข่าเสื่อม เช่น อาการเจ็บปวด ข้อเข่าฝืด รวมไปถึงอาการที่กล่าวไปข้างต้น หากมีอาการติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาและหาทางรักษา เพราะหากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้อาการมีความรุนเแรงยิ่งขึ้น สาเหตุของเข่าเสื่อม สาเหตุของเข่าเสื่อม เกิดจากกระดูกอ่อนที่ทำหน้าที่ปกป้องส่วนปลายกระดูกข้อต่อเสื่อมลง ซึ่งทำให้เกิดอาการที่ได้กล่าวในข้างต้นตามมา เข่าเสื่อมที่มาจากสาเหตุอื่นหรือไม่ทราบสาเหตุ มีดังต่อไปนี้ อายุ เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด ซึ่งความเสี่ยงในการเกิดเข่าเสื่อมจะมีมากขึ้นเมื่อมีอายุที่มากขึ้น แต่ก็สามารถเกิดกับผู้ที่อายุยังน้อยได้เช่นกัน โดยความเสี่ยงจะเพิ่มมากขึ้นเมื่อมีอายุ 40 ปี ขึ้นไป การบาดเจ็บ ได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาหรืออุบัติเหตุ และแม้ว่าจะได้รับการรักษาจนหายเป็นปกติแล้ว แต่ก็ยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดเข่าเสื่อมได้ในอนาคต เพศ เพศหญิงมีโอกาสเกิดเข่าเสื่อมได้มากกว่าเพศชาย โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 55 ปี ขึ้นไป แต่ในกรณีนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด โรคอ้วน ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินหรือเป็นโรคอ้วน อาจทำให้ข้อต่าง ๆ โดยเฉพาะข้อเข่าต้องรับน้ำหนัก 3-4 เท่าต่อน้ำหนักตัว ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงให้เข่าเสื่อมได้เมื่อเวลาผ่านไป กรรมพันธุ์ ผู้ป่วยข้ออักเสบบางรายจะพบว่ามีประวัติของคนในครอบครัวเป็นโรคเข่าเสื่อม เกิดจากโรคข้ออักเสบชนิดอื่น ๆ เข่าเสื่อมอาจมีสาเหตุจากโรคข้ออักเสบชนิดอื่น ๆ ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดการทำลายของข้อต่อ เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เก๊าท์ นอกจากนั้น ผู้ที่ประกอบอาชีพที่ต้องยกของหนักหรือแบกรับน้ำหนักมาก ๆ เป็นเวลาติดต่อกันยาวนาน ก็จะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดเข่าเสื่อมได้มากขึ้น การวินิจฉัยเข่าเสื่อม แพทย์จะเริ่มต้นจากการถามประวัติ เช่น อาการ โรคประจำตัว หรือพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน และตรวจสอบอาการต่าง ๆ จากการตรวจเข่า เช่น อาการบวมแดง อาการกดเจ็บ และดูการเคลื่อนไหวของข้อเข่า เพื่อช่วยให้วินิจฉัยได้ละเอียดและหาสาเหตุได้ชัดเจนยิ่งขึ้น หรือวินิจฉัยหาสาเหตอื่น ๆ ด้วยการตรวจเพิ่มเติม ได้แก่ เอกซเรย์ (X-rays) หรือใช้เครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging: MRI) นอกจากนั้น แพทย์อาจตรวจน้ำในไขข้อหรือตรวจเลือด เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุอื่น ๆ ที่อาจทำให้มีอาการปวดข้อหรืออาการที่คล้ายเข่าเสื่อม เช่น รูมาตอยด์ โรคเก๊าท์ การอักเสบหรือการติดเชื้อต่าง ๆ การรักษาเข่าเสื่อม การรักษาเข่าเสื่อม จะมุ่งเน้นไปที่การลดความเจ็บปวดและช่วยให้เคลื่อนไหวได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยการรักษาจะอาศัยวิธีต่าง ๆ ร่วมกัน ได้แก่ ปรับพฤติกรรมในการใช้ชีวิต ลดน้ำหนัก ควบคุมอาหารและออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก เพราะเมื่อมีน้ำหนักตัวเกินก็จะทำให้เข่าต้องรับน้ำหนักมากและทำให้พัฒนาเป็นเข่าเสื่อมได้ในที่สุด บริหารข้อเข่า บริหารกล้ามเนื้อข้อเข่าให้มีความแข็งแรงอยู่เสมอหรือยืดเหยียดเข่าเป็นประจำ เพื่อให้กล้ามแข็งแรงจนสามารถช่วยพยุงข้อเข่าได้และเมื่อข้อเข่ามีความยืดหยุ่นสูงก็จะช่วยลดความเจ็บปวดได้ดี การออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่เพิ่มความตึงเครียดให้กับข้อมากเกินไป เช่น วิ่ง หรือเล่นเวท แนะนำให้ว่ายน้ำ ซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่ข้อไม่ต้องรับแรงกดมาก นอกจากนั้น สามารถเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อด้วยการเดินเร็วหรือปั่นจักรยาน สัปดาห์ละอย่างน้อย 150 นาที การรักษาด้วยยา ใช้ยาแก้ปวดหรือยาแก้อักเสบ ผู้ป่วยสามารถปรึกษาแพทย์เพื่อใช้ยาบรรเทาอาการเจ็บปวด เช่น ยาอะเซตามิโนเฟน (Acetaminophen) หรือไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) แต่ไม่ควรใช้ยานานเพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง นอกจากนั้น หากใช้ยาดังกล่าวแล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาขอใช้ยาตามแพทย์สั่ง ฉีดคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Cortisone Injections) สามารถช่วยลดการอักเสบและความเจ็บปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ แพทย์จะฉีดยาชาบริเวณข้อและฉีดยาเข้าไปที่ข้อของผู้ป่วย ซึ่งผู้ป่วยสามารถรับการฉีดได้ 3-4 ครั้งต่อปีเท่านั้น เพราะหากฉีดมากเกินไปอาจสร้างความเสียหายกับข้อได้อย่างถาวร ฉีดกรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid) กรดไฮยาลูโรนิกเป็นส่วนสำคัญของน้ำในข้อต่อ ซึ่งการฉีดกรดไฮยาลูโรนิกเข้าไปที่เข่าจะช่วยเพิ่มความหล่อลื่นให้กับข้อเข่า การรักษาทางเลือก การฝังเข็ม (Acupuncture) เป็นวิธีรักษาแบบธรรมชาติตามศาสตร์แพทย์แผนจีน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นความสมดุลให้มวลกระดูกและกระตุ้นการสร้างน้ำหล่อเลี้ยงที่ข้อ โดยระยะเวลาที่ใช้ในการรักษาจะแตกต่างกันไปแต่ละบุคคล ใช้ครีมยาเฉพาะที่ เช่น แคปไซซิน (Capsaicin) เพื่อบรรเทาอาการปวดข้อเข่าจากเข่าเสื่อม ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เช่น คอนดรอยติน (Chondroitin) จะช่วยชะลอการแคบลงของช่องระหว่างข้อและลดอาการเจ็บข้อได้ แต่จะพบว่ามีส่วนน้อยที่ได้ผลและส่วนใหญ่จะบอกว่าเป็นเหมือนยาหลอกเสียมากกว่า ซึ่งยังต้องมีการเก็บข้อมูลมากขึ้น กายภาพบำบัดหรือกิจกรรมบำบัด การกายภาพบำบัด เป็นวิธีที่ช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้วิธีทำให้กล้ามเนื้อรอบข้อเข่ามีความแข็งแรงและเรียนรู้วิธีเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับข้อต่อจากนักกายภาพบำบัด ซึ่งวิธีเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการที่ดีขึ้น ปวดน้อยลงและขยับเคลื่อนไหวได้มากขึ้น กิจกรรมบำบัด ผู้ป่วยจะได้เรียนรู้วิธีใช้ชีวิตประจำวันอย่างเหมาะสม เช่น การทำงานบ้านหรือการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันให้มีความเจ็บปวดน้อยที่สุด การผ่าตัด สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงและการรักษาอื่น ๆ ไม่เป็นผล การผ่าตัดก็จะเป็นทางเลือกสุดท้ายที่แพทย์จะใช้ในการรักษา โดยจะมี 3 รูปแบบ ได้แก่ การผ่าตัดเพื่อให้ผิวข้อเข้ามาชิดกัน (Arthrodesis) ศัลยกรรมเปลี่ยนข้อเข่า (Arthroplasty) หรือการตัดเปลี่ยนแนวกระดูก (Osteotomy) เป็นต้น วิธีการผ่าตัดขึ้นกับความเหมาะสมในแต่ละบุคคล โดยมีการปรึกษาร่วมกันทั้งประโยชน์และภาวะแทรกซ้อนก่อนการผ่าตัด ภาวะแทรกซ้อนของเข่าเสื่อม ภาวะแทรกซ้อนของเข่าเสื่อมที่อาจเกิดขึ้น เช่น การตายของกระดูก (Osteonecrosis) เส้นเอ็นรอบ ๆ ข้อต่อแตกหรือเสื่อมสภาพ เลือดออกในข้อต่อ ติดเชื้อในข้อต่อ นอกจากนั้น ภาวะแทรกซ้อนของเข่าเสื่อมมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เมื่อข้อเข่ามีอาการปวดหรือฝืดแข็งอย่างรุนแรงจนทำให้การใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน หรือกิจกรรมต่าง ๆ ไม่สะดวก โดยแพทย์อาจให้ทำการผ่าตัด การป้องกันเข่าเสื่อม การป้องกันเข่าเสื่อมไม่ให้ทรุดลงหรือกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันมากนัก สามารถทำได้ด้วยการดูแลรักษาสุขภาพ ทั้งการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย หรือการควบคุมน้ำหนัก หากปรับพฤติกรรมเหล่านี้ให้ไปในทางที่ดีขึ้นได้ นอกจากจะดีต่ออาการของข้อเสื่อมแล้ว ยังมีผลดีต่อสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยอีกด้วย ผู้ป่วยเข่าเสื่อมที่กำลังรักษาด้วยการรับประทานยาตามแพทย์สั่ง แม้อาการจะดีขึ้นแล้ว ก็ควรที่จะรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยควรติดต่อ หรือขอคำปรึกษากับทีมแพทย์ผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะเข่าเสื่อมเป็นโรคที่เกิดขึ้นในระยะยาวและควรได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อผู้ป่วยพบว่าตนเองมีอาการหรือความกังวลใด ๆ เกิดขึ้น ก็ควรแจ้งให้ทีมแพทย์ผู้ดูแลทราบ เพื่อที่จะได้รับการช่วยเหลืออย่างตรงจุด นอกจากนั้น ผู้ป่วยยังสามารถดูแลตัวเองได้ด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น ประคบร้อน ประคบเย็น เพราะความร้อนและความเย็นจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้ โดยความร้อนจะช่วยบรรเทาข้อฝืด ส่วนความเย็นจะช่วยลดการหดเกร็งและความเจ็บปวดของกล้ามเนื้อ ใช้ที่รัดเข่า ผู้ป่วยสามารถสอบถามวิธีที่ถูกต้องในการใช้เทปรัดเข่าจากแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด จะทำให้ได้รู้ว่าควรพันที่ตำแหน่งใดจึงจะเหมาะกับอาการของตนที่สุด ใช้ครีมหรือเจลบรรเทาปวด ครีมหรือเจลบรรเทาปวดที่หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป สามารถช่วยบรรเทาปวดจากเข่าเสื่อมได้ชั่วคราว อุปกรณ์ช่วยพยุงเดินหรืออุปกรณ์เสริมรองเท้า อุปกรณ์เหล่านี้จะช่วยลดแรงกดและรองรับน้ำหนักที่ข้อเข่า ซึ่งแพทย์อาจแนะนำอุปกรณ์เหล่านี้เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถยืนหรือเดินได้สะดวกยิ่งขึ้น เครดิต : https://www.108news.net/news/9310
  7. สาเหตุ ของโรคปวดหลัง 1. ยืนหรือนั่งหลังงอเป็นเวลานาน 2. เคยหกล้ม หรือตกจากที่สูง 3. มีน้ำหนักตัวมาก 4. มีภาวะตึงเครียดหรือวิตกกังวล 5. นั่งรถหรือนั่งทำงานเป็นเวลานาน 6. ยกของหนักหรือใช้ท่าทางในการยกไม่ถูกต้อง 7. ก้มเงยตัวติดต่อกันเป็นเวลานาน 8. ความเสื่อมของกระดูกและข้อ วิธีการรักษา ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือนักกายภาพบำบัดเพื่อรักษาอาการปวดหรือ รับคำแนะนำการปรับโครงสร้างร่างกายและการยศาสตร์ท่าทางที่ถูกต้อง การป้องกัน 1.ปฎิบัติกิจวัตรประจำวันด้วยท่าทางที่ถูกต้อง 2.หลีกเลี่ยงการอยู่ท่าใดท่าหนึ่งนานๆ 3.หลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือก้มตัวยกของ 4.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ 5.ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้มากเกิน เครดิต : https://www.108news.net/news/6490
  8. เบาหวานส่งผลต่อการตั้งครรภ์ของคุณแม่อย่างไร มีโอกาสเกิดความดันโลหิตสูงในขณะตั้งครรภ์ ซึ่งพบได้ประมาณ 12-19.6% มีโอกาสเกิดครรภ์เป็นพิษได้มากกว่าคุณแม่ที่ไม่เป็นโรคเบาหวาน โรคเบาหวานนี้มักพบร่วมกับครรภ์เป็นพิษ ถ้าตรวจพบว่า คุณแม่มีครรภ์เป็นพิษก็มักจะเป็นเบาหวานร่วมด้วย มีโอกาสเป็น โรคทางเดินปัสสาวะ อักเสบมากกว่าคุณแม่ที่ไม่ได้เป็นโรคเบาหวาน เนื่องจากในปัสสาวะมีน้ำตาลซึ่งเป็นอาหารที่ดีของแบคทีเรียอันเป็นสาเหตุให้เกิดการอักเสบ กรวยไตอักเสบ เป็นอุบัติการณ์ที่พบได้ประมาณ 4% ของคุณแม่ตั้งครรภ์ที่เป็นเบาหวาน ซึ่งอาจเป็นผลร่วมกันระหว่างการลดลงของภูมิคุ้มกันในร่างกายของผู้ที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี และการเพิ่มขึ้นของอุบัติการณ์ปัสสาวะไม่สุดจากภาวะแทรกซ้อนทางเส้นประสาท (การตรวจคัดกรองและการรักษาการติดเชื้อในปัสสาวะที่ไม่แสดงอาการอาจช่วยลดอุบัติการณ์ของทางเดินปัสสาวะอักเสบในระหว่างการตั้งครรภ์ได้) ครรภ์แฝดน้ำ (Hydramnios) เป็นอุบัติการณ์ที่พบได้ประมาณ 16% ของการตั้งครรภ์ที่คุณแม่เป็นเบาหวาน และจะพบมากขึ้นในกลุ่มที่เป็นเบาหวานก่อนการตั้งครรภ์ แต่กลไกการเกิดยังไม่ทราบแน่ชัด มีน้ำคร่ำมากกว่าปกติ ทำให้คุณแม่รู้สึกแน่น อึดอัด ไม่สบาย และแพทย์ก็จะตรวจดูท่าของทารกในครรภ์ได้ยาก นอกจากนี้ยังอาจทำให้ทารกเสียชีวิตขณะคลอดหรือคลอดก่อนกำหนดได้ด้วย คุณแม่ที่เคยเป็นเบาหวานมาก่อนการตั้งครรภ์อาจพบภาวะเบาหวานลงไต ยิ่งถ้ามีโปรตีนรั่วในปัสสาวะมาก่อนแล้ว 75% จะมีโปรตีนรั่วมากขึ้นในขณะตั้งครรภ์ ในบางรายพบการทำงานของไตเสื่อมลง 70% และพบความดันโลหิตสูงร่วมด้วย[3] ส่วนคุณแม่ที่เป็นเบาหวานขึ้นตาอยู่ก่อนการตั้งครรภ์แล้ว อาการทางตาจะกำเริบมากขึ้น คุณแม่มีโอกาสเป็นเบาหวานหลังคลอดได้ประมาณ 6-70% ซึ่งโดยทั่วไปมักจะเกิดขึ้นภายใน 5 ปี หลังเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (หลัง 10 ปีไปแล้ว ก็ยังมีโอกาสเกิดเบาหวานได้เช่นกัน) การเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด (Preterm labor) เป็นอุบัติการณ์ที่พบได้ประมาณ 10-30% ของคุณแม่ตั้งครรภ์ที่เป็นเบาหวาน ซึ่งอาจเป็นเพราะภาวะครรภ์เป็นพิษ หรือภาวะเสี่ยงอื่น ๆ ที่อาจทำให้ทารกในครรภ์เสียชีวิตหรือคลอดออกมาเสียชีวิตจากระบบหายใจผิดปกติ และอัตรานี้จะเพิ่มขึ้นตามความรุนแรงของโรค ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้น และการอักเสบของทางเดินปัสสาวะ การผ่าตัดทำคลอด พบว่าอัตราการผ่าตัดทำคลอดในคุณแม่ที่เป็นเบาหวานจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่เป็นเบาหวาน เนื่องจากอุบัติการณ์ของทั้งความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์และทารกตัวโตที่เพิ่มขึ้น ร่วมกับภาวะแทรกซ้อนที่จอตาและภาวะแทรกซ้อนทางไตที่เลวลง คุณแม่จะมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ไม่เป็นเบาหวาน ทารกตัวโตหรือใหญ่กว่าปกติ (ยกเว้นศีรษะ) โดยจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค การที่ทารกตัวใหญ่และมีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติ เช่น ใกล้เคียงหรือเกิน 4,000 กรัม ก็เนื่องมาจากระดับน้ำตาลในเลือดของแม่มีสูง ทารกจึงได้รับน้ำตาลมากไปด้วย แต่ในตัวทารกก็มีการสร้างและใช้อินซูลินมากขึ้น จึงทำให้มีน้ำหนักตัวมากและตัวโต แขนขาและไหล่จะใหญ่ผิดปกติ เมื่อเทียบกับขนาดศีรษะ จึงทำให้คลอดยาก ติดไหล่ เส้นประสาทที่แขนมาเลี้ยงมักถูกดึงรั้งหรือถูกทำลาย จึงทำให้แขนข้างที่เกิดไหล่ติดมักมีอาการอ่อนแรง ซึ่งแพทย์จะป้องกันโดยการผ่าตัดทำคลอด ส่วนในรายที่เป็นเบาหวานมานานและเป็นมากจนมีการเปลี่ยนของเส้นเลือด ทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ และมดลูกได้น้อยลง ทารกก็มักจะตัวเล็ก มีน้ำหนักตัวน้อย หรือรกทำงานไม่ปกติได้ ซึ่งจะทำให้ทารกเสียชีวิตในครรภ์ในขณะที่ยังไม่ถึงกำหนดคลอด ทารกมีโอกาสพิการแต่กำเนิดสูงกว่าปกติ เมื่อเปรียบเทียบกับคุณแม่ที่ไม่เป็นเบาหวานประมาณ 2-4 เท่า[6] ซึ่งภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเหตุผลเบื้องต้นของความพิการ แพทย์จึงมีความจำเป็นต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของแม่ให้เป็นปกติตั้งแต่ช่วงแรกของการตั้งครรภ์ ภาวะแท้งบุตร เป็นกรณีที่พบได้มากในรายที่เป็นเบาหวานแล้วไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องหรือมีความรุนแรงมาก ทารกเสียชีวิตในขณะการตั้งครรภ์ ตอนคลอด หรือภายหลังการคลอดใหม่ ๆ มากกว่าคุณแม่ตั้งครรภ์ทั่วไป ในสมัยก่อนที่ยังไม่มีการนำอินซูลินมาฉีดรักษา ทารกมักจะเสียชีวิตในครรภ์แม่มากกว่าครึ่งหนึ่ง ต่อมาเมื่อได้มีการนำอินซูลินมาใช้ก็พบว่าทารกมีอัตราการเสียชีวิตน้อยลง แต่ก็ยังมีอัตราการตายที่สูงอยู่ จนแพทย์จำเป็นต้องเร่งให้คลอดก่อนกำหนด ทารกจึงมีปัญหาเรื่องปอดและร่างกายซึ่งยังไม่แข็งแรงสมบูรณ์เพียงพอ และมีโอกาสเสียชีวิตได้อีก แพทย์จึงต้องเลือกเวลาที่เหมาะสมในการคลอดเพื่อให้ทารกมีสภาพแข็งแรงที่สุดเท่าที่จะทำได้ และในปัจจุบันความก้าวหน้าทางด้านการรักษาพยาบาลมีมากขึ้น จึงทำให้อัตราการเสียชีวิตของทารกลดลงด้วย ซึ่งอัตราการเสียชีวิตจะสูงกว่าผู้ที่ไม่เป็นเบาหวานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนในทารกแรกเกิด เช่น เกิดภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ, ภาวะแคลเซียมต่ำในเลือดทารก, ภาวะตัวเหลือง, ภาวะเม็ดเลือดแดงมากเกิน, ภาวะหัวใจโต , ภาวะ Respiratory distress syndrome (RDS), ภาวะขาดออกซิเจนแรกคลอดและการบาดเจ็บจากการคลอด, ระดับเกลือแร่ต่าง ๆ ผิดปกติ เป็นต้น การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของคุณแม่ในระยะใกล้คลอดและช่วงเจ็บครรภ์คลอดจะมีผลต่อภาวะแทรกซ้อนในทารกแรกเกิดดังกล่าวได้ เกิดผลเสียระยะยาวต่อทารก โดยอาจมีผลต่อพัฒนาการทางด้านสมองและระบบประสาทในทารกที่เกิดจากคุณแม่ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่เหมาะสม จึงทำให้ทารกมีการรับรู้ช้าลง สรุป จะเห็นได้ว่า ภาวะเบาหวานในระหว่างการตั้งครรภ์นั้นมีความสำคัญอย่างมาก เพราะอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ หากคุณแม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะตั้งแต่เริ่มมีการตั้งครรภ์ก็จะช่วยป้องกันและลดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงต่าง ๆ ลงได้ การที่คุณแม่ตั้งครรภ์ตระหนักถึงความเสี่ยงและมาฝากครรภ์ตั้งแต่เมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์ จะช่วยให้แพทย์ตรวจพบภาวะเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ได้ตั้งแต่ระยะแรก ๆ ที่ยังสามารถให้การดูแลรักษาได้ เครดิต : https://www.108news.net/news/4814
  9. เพราะลูกน้อยมีความสำคัญสำหรับพ่อแม่ พัฒนาการที่สมบูรณ์สมวัย คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ลูกน้อยเติบโตได้อย่างมีความสุข การเตรียมความพร้อมให้กับลูกในด้านต่างๆ ได้แก่ 1.พัฒนาการด้านร่างกาย (Physical Development) 2.พัฒนาการด้านสติปัญญา (Cognitive Development) 3.พัฒนาการด้านสังคม (Social Development) 4.พัฒนาการด้านอารมณ์ (Emotional Development) การบริการ ให้คำปรึกษาสำหรับเด็กทุกคนทั้งเด็กที่มีพัฒนาการปกติสมวัยและเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าหรือเด็กพิเศษ เช่น เด็กที่มีสติปัญญาบกพร่อง กลุ่มเด็กออทิสติก ให้คำปรึกษาปัญหาพฤติกรรมและพัฒนาการในเด็กปกติ แนวทางการลี้ยงดูที่เหมาะสมและการส่งเสริมศักยภาพของเด็ก มีบริการตรวจร่างกายทางระบบประสาทและตรวจประเมินพัฒนาการ ตลอดจนให้การวินิจฉัยเด็กที่สงสัยว่ามีพัฒนาการล่าช้าหรือเบี่ยงเบน เด็กที่มีปัญหาด้านการเรียนรู้และสมาธิ เด็กที่มีปัญหาด้านการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายและการเชื่อมโยงของระบบประสาท เป็นต้น นอกจากนี้ที่ คลินิกพัฒนาการเด็ก ยังให้บริการตรวจประเมินและติดตาม เพื่อเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการในทารกกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อพัฒนาการล่าช้าและปัญหาพฤติกรรม อาทิเช่น ทารกคลอดก่อนกำหนด ทารกน้ำหนักน้อย ทารกที่มีภาวะขาดออกซิเจนจากการคลอด ทารกที่มีความผิดปกติทางสมอง และทารกที่มีกลุ่มอาการผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น กลุ่มดาวน์ซินโดรม เป็นต้น เครดิต : https://www.108news.net/news/3067
  10. ภาวะหัวใจโต (Cardiomegaly) ภาวะหัวใจโต เป็นภาวะที่หัวใจมีขนาดโตมากกว่าปกติ ซึ่งสามารถวินิจฉัยได้จากภาพถ่ายเอกซเรย์ปอดสาเหตุที่ทำให้มีภาวะหัวใจโตนั้นมีได้หลายสาเหตุทั้งที่เป็นจากภาวะตามธรรมชาติ เช่น การตั้งครรภ์ เป็นต้น และเป็นจากตัวโรคหัวใจเองเช่น มีลิ้นหัวใจผิดปกติ,กล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ,หัวใจเต้นผิดปกติรวมไปถึงเยื้อหุ้มหัวใจที่ผิดปกติ ภาวะหัวใจโตสามารถตรวจพบได้ทุกเพศทุกวัยตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยสูงอายุแต่จะพบในประชากรที่สูงอายุมากกว่าวัยอื่นๆ อันเนื่องมาจากผู้สูงอายุจะพบว่ามีความเสื่อมของเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจและเซลล์ต่างๆ ของร่างกายและในผู้สูงอายุมักมีโรคประจำตัวร่วมหลายโรคอีกด้วย หัวใจโตมีอาการอย่างไร ? ในระยะแรกของภาวะหัวใจโตมักจะไม่มีอาการแสดงสามารถตรวจพบได้จากการภาพถ่ายเอกซเรย์ปอดหรือการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ในผู้ป่วยบางรายอาจจะมีอาการเหนื่อยง่าย, ใจสั่น, บวมหรือเจ็บแน่นหน้าอก หัวใจโตเกิดจากสาเหตุใด ? มีสภาวะหลายอย่างที่ทำให้หัวใจโตเช่นภาวะที่มีความดันโลหิตสูงหรือภาวะที่กล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลายเช่น กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ในเด็กจะพบว่าหัวใจพิการแต่กำเนิดเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อย หัวใจวายเฉียบพลันและหัวใจเต้นผิดปกตินั้นสามารถเกิดภาวะหัวใจโตได้ ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้หัวใจโต ความดันโลหิตสูง ประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะญาติสายตรง (พ่อ แม่ พี่น้องท้องเดียวกัน) หลอดเลือดหัวใจตีบ หัวใจพิการแต่กำเนิด ลิ้นหัวใจผิดปกติ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน การใช้สารเสพติดเช่น สูบบุหรี่, การติดสุราและสารเสพติดให้โทษชนิดอื่นๆ การรักษา การรักษาภาวะหัวใจโตนั้นจะขึ้นกับสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงในการเกิดภาวะหัวใจโตเป็นหลัก การรักษานั้นแบ่งง่ายๆเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะหัวใจโตเช่น หมั่นตรวจเช็คความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ, ออกกำลังกายเป็นประจำ, งดบุหรี่และสุรา หากมีภาวะหัวใจโตแล้วการรักษาจะมีทั้งการรับประทานยา, สวนหลอดเลือดหัวใจ, จี้ไฟฟ้าหัวใจและผ่าตัดทั้งนี้ขึ้นกับอาการ, อาการแสดงและโรคหัวใจนั้นๆเป็นหลัก เครดิต : https://www.108news.net/news/1692
  11. โรคหัวใจ (Heart Disease) หมายถึง โรคต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจ โดยโรคหัวใจสามารถแบ่งย่อยได้เป็นหลายกลุ่มโรค เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคกล้ามเนื้อหัวใจ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคลิ้นหัวใจ โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด และโรคติดเชื้อบริเวณหัวใจ เป็นต้น จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขในช่วงปี พ.ศ. 2555-2558 อัตราผู้ป่วยโรคหัวใจในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปีพ.ศง 2557 มีผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดจำนวน 58,681 คน หรือโดยเฉลี่ยถึงชั่วโมงละ 7 คน และยังมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้สาเหตุสำคัญของโรคหัวใจ โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดหัวใจนั้นมักเกิดจากปัจจัยเสี่ยงด้านพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่สามารถป้องกันได้ เช่น การสูบหรือสูดดมควันบุหรี่ การรับประทานอาหารบางประเภท เช่น อาหารไขมันสูง อาหารหวาน และอาหารเค็มที่ควรหลีกเลี่ยง นอกจากนี้ยังควรควบคุมน้ำหนัก รวมถึงหมั่นตรวจสุขภาพวัดระดับความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำ อาการของโรคหัวใจ ความผิดปกติที่เกิดขึ้นในส่วนของหัวใจที่ต่างกัน ทำให้โรคหัวใจมีอาการต่างกันไปในแต่ละชนิด โรคหลอดเลือดหัวใจ มักส่งผลให้มีอาการเจ็บหรือแน่นหน้าอก ร้าวไปตามกราม แขน ลำคอ ท้อง หรือบริเวณหลัง และบางครั้งอาจมีอาการเหนื่อย อ่อนเพลีย ไม่มีแรง หรือหมดสติได้ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ มีอาการผิดปกติของจังหวะการเต้นของหัวใจ อาจเต้นเร็วผิดปกติ ช้าผิดปกติ หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ ทำให้รู้สึกใจสั่น แต่บางครั้งอาจแสดงอาการเหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก เวียนศีรษะ หรือคล้ายจะเป็นลมได้เช่นกัน โรคกล้ามเนื้อหัวใจ ผู้ป่วยที่มาพบแพทย์มักมีอาการเหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม และมีอาการมากขึ้นเมื่อต้องออกแรงหนัก ๆ ส่วนโรคกล้ามเนื้อหัวใจที่รุนแรงมากขึ้นจะทำให้มีอาการเหนื่อยแม้ขณะนั่งอยู่เฉย ๆ มีอาการบวมตามแขน ขา หนังตา ร่วมกับอาการอ่อนเพลีย นอนราบไม่ได้ และตื่นขึ้นมาไอในเวลากลางคืน โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด เป็นโรคที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อทารกอยู่ในครรภ์มารดา โดยอาจแสดงอาการทันทีเมื่อแรกคลอด หรือแสดงอาการมากขึ้นในภายหลังก็ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค และสามารถแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ คือกลุ่มที่มีอาการเขียวและกลุ่มไม่มีอาการเขียว ในกลุ่มที่มีอาการยังไม่รุนแรงมากอาจสังเกตได้ในภายหลัง เช่น เหนื่อยง่ายเวลาออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมเมื่อเทียบกับเด็กวัยเดียวกัน แต่ในกลุ่มที่มีอาการมากจะทำให้เลี้ยงไม่โต ทารกมีอาการเหนื่อยขณะให้นมหรือติดเชื้อทางเดินหายใจบ่อย ๆ เป็นต้น โรคลิ้นหัวใจ อาการของโรคขึ้นอยู่กับความผิดปกติของลิ้นหัวใจที่เกิดขึ้น ในกลุ่มที่มีความผิดปกติเพียงเล็กน้อยอาจไม่แสดงอาการใด ๆ หรืออาจได้ยินเสียงผิดปกติจากการตรวจร่างกายเท่านั้น แต่หากมีความผิดปกติของลิ้นหัวใจมากก็จะมีอาการเหนื่อยง่าย และเกิดภาวะหัวใจวายหรือน้ำท่วมปอดได้ โรคติดเชื้อบริเวณหัวใจ อาการที่แสดงถึงโรคนี้ ได้แก่ มีไข้ โดยมักจะเป็นไข้เรื้อรัง อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า หัวใจเต้นผิดปกติ หายใจหอบเหนื่อย ไอเรื้อรังแห้ง ๆ ขาหรือช่องท้องบวม รวมถึงมีผื่นหรือจุดขึ้นตามผิวหนัง สาเหตุของโรคหัวใจ เช่นเดียวกันกับอาการ สาเหตุของโรคหัวใจแต่ละชนิดมีที่มาต่างกัน ดังนี้ โรคหลอดเลือดหัวใจ สาเหตุส่วนมากเกิดจากไขมันหรือแคลเซียมที่สะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในหลอดเลือดจนขัดขวางทางเดินเลือด ทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ไม่เพียงพอ นอกจากนี้ยังมักมีสาเหตุมาจากปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในหลอดเลือดสูง น้ำหนักเกิน และสูบบุหรี่ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจเกิดขึ้นในผู้ป่วยบางรายที่เดิมมีความผิดปกติของหัวใจอยู่แล้วหรือเกิดกับคนทั่วไปที่มีหัวใจปกติก็ได้ ซึ่งสาเหตุอาจเกิดจากการถูกไฟฟ้าช็อต การใช้สารเสพติด ยา อาหารเสริมบางชนิด รวมทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีน นอกจากนี้อาจเป็นความเสี่ยงจากอาการเจ็บป่วยโรคหัวใจอื่น ๆ เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคลิ้นหัวใจ หรือโรคอื่น ๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคกล้ามเนื้อหัวใจ มีสาเหตุต่างกันไปตามความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อหัวใจ โรคกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อม อาจเกิดจากการไหลเวียนของเลือดสู่หัวใจน้อยลง การได้รับยาหรือสารพิษบางชนิด การติดเชื้อ และพันธุกรรม ส่วนโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนามักเป็นผลจากพันธุกรรมและอายุที่มากขึ้น และโรคกล้ามเนื้อหัวใจถูกบีบรัด ที่กล้ามเนื้อหัวใจแข็งและยืดหยุ่นน้อยลง อาจเป็นผลมาจากโรคอื่น เช่น เนื้อเยื่อเกี่ยวพันผิดปกติ ภาวะธาตุเหล็กมากเกิน หรือการรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัด รังสีบำบัด เป็นต้น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด อาจเป็นภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์ของมารดาที่ทำให้ทารกคลอดก่อนกำหนด การใช้ยาหรือสารเสพติดบางชนิดขณะตั้งครรภ์ การติดเชื้อของมารดาระหว่างตั้งครรภ์ รวมทั้งอาจเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมก็ได้ โรคลิ้นหัวใจ สามารถเกิดขึ้นได้ในผู้ที่มีลิ้นหัวใจผิดปกติหรือทำงานบกพร่องมาแต่กำเนิด หรือเป็นโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคอื่น ๆ เช่น ไข้รูมาติก เยื่อบุหัวใจอักเสบ หรือเนื้อเยื่อเกี่ยวพันผิดปกติ โรคติดเชื้อบริเวณหัวใจ เกิดขึ้นได้จากการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือปรสิต รวมทั้งการทำหัตถการทางการแพทย์ การใช้สารเสพติด และมีการเหนี่ยวนำให้เกิดการติดเชื้อที่บริเวณหัวใจตามมา การวินิจฉัยโรคหัวใจ แพทย์มักเริ่มด้วยการตรวจร่างกายเบื้องต้น สอบถามอาการ ประวัติการเจ็บป่วย รวมถึงบุคคลในครอบครัวที่เคยป่วยเป็นโรคหัวใจ จากนั้นจึงพิจารณาความเป็นไปได้แล้วเลือกวิธีวินิจฉัยขั้นต่อไป ซึ่งอาจเป็นการตรวจเลือด เอกซเรย์หน้าอก ตรวจหัวใจด้วยเครื่อง CT Scan หรือ MRI ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ตรวจบันทึกการทำงานของหัวใจ หรือตรวจด้วยการสวนหลอดเลือดหัวใจ ตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ การรักษาโรคหัวใจ การรักษาโรคหัวใจจะรักษาตามสาเหตุที่ตรวจพบและรักษาตามอาการที่ผู้ป่วยเป็นในขณะนั้น เช่น การทำหัตถการสวนหัวใจ การผ่าตัดหัวใจ ร่วมกับการใช้ยารักษา รวมถึงการให้คำแนะนำในการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่ ความเครียด และเพิ่มการออกกำลังกาย การปรับพฤติกรรมการบริโภคโดยแนะนำให้ลดอาการเค็ม อาหารหวาน และอาหารที่มีไขมันสูง ภาวะแทรกซ้อนของโรคหัวใจ โรคหัวใจชนิดต่าง ๆ อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่แตกต่างกัน ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยที่สุด คือ หัวใจล้มเหลว เกิดขึ้นได้จากโรคหัวใจทุกชนิด ส่วนภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ อาจขึ้นอยู่กับโรคหัวใจที่ผู้ป่วยเป็นด้วย เช่น โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจทำให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ส่วนกลุ่มโรคหลอดเลือดหัวใจอาจตามมาด้วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน โรคหลอดเลือดในสมองขาดเลือด โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ และโรคหลอดเลือดแดงโป่งพอง ซึ่งภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้สามารถนำไปสู่การเสียชีวิตอย่างฉับพลันได้ การป้องกันโรคหัวใจ การป้องกันโรคหัวใจด้วยตนเองทำได้โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และหมั่นตรวจร่างกายเพื่อควบคุมระดับความดันและไขมันในเลือดเป็นประจำ การรับประทานอาหารและออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญ ควรเน้นผัก ผลไม้ ธัญพืช ลดปริมาณไขมัน โซเดียม และน้ำตาลให้น้อย หมั่นออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนัก หยุดสูบบุหรี่ นอกจากนี้ ความเศร้าและความเครียดก็อาจเป็นปัจจัยการเกิดโรคหัวใจได้ จึงควรพยายามผ่อนคลายให้มาก รวมทั้งรักษาสุขอนามัยให้ถูกต้องอยู่เสมอเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อบริเวณหัวใจ
  12. โรคระบบทางเดินปัสสาวะ ระบบทางเดินปัสสาวะ ของคนเราประกอบด้วย ไต (Kidney) ท่อไต (Ureter) 2 ข้าง กระเพาะปัสสาวะ (Bladder) และท่อปัสสาวะ (Urethra) ไตทำหน้าที่กรองของเสียออกในรูปปัสสาวะ ส่งผ่านท่อไตไปยังกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะ โรคระบบทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินปัสสาวะ ให้บริการตรวจรักษาโรคและความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ อาทิเช่น นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ, มะเร็งต่อมลูกหมาก, มะเร็งในระบบทางเดินปัสสาวะ และโรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น นอกจากนี้ยังรับปรึกษาปัญหาเกี่ยวกับการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ โดยการวิเคราะห์ของทีมแพทย์เฉพาะทางร่วมกับการใช้เครื่องมือที่ทันสมัย พร้อมด้วยบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและใส่ใจบริการ คลินิกโรคระบบทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ เน้นวิธีการรักษาโดยใช้เทคโนโลยีการผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็ก เจ็บน้อย และให้ผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูง คลินิกโรคระบบทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ ให้บริการตรวจรักษาในด้านต่างๆ ดังนี้ การักษานิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ การรักษามะเร็งต่อมลูกหมากโดยการฝังแร่ มะเร็งต่อมลูกหมาก การให้คำปรึกษาและแนะนำเกี่ยวกับสุขภาพเพศชายและการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (Erectile Dysfunction) ตลอดจนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาหย่อนสมรรถภาพทางเพศ สมรรถภาพเพศชาย การรักษามะเร็งในระบบทางเดินปัสสาวะ การรักษาโรคติดเชื้อและความผิดปกติอื่นในระบบทางเดินปัสสาวะ เทคโนโลยีที่ใช้ในการรักษาที่คลินิกโรคระบบทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ ได้แก่ 1. การผ่าตัดต่อมลูกหมากโดยใช้เลเซอร์พีวีพี (Photoselective Vaporization of Prostate หรือ PVP) เป็นวิธีการรักษาโดยใช้เลเซอร์เพื่อตัดต่อมลูกหมากออกบางส่วนหรือทั้งหมด โดยแพทย์มักแนะนำการผ่าตัดวิธีนี้ให้กับผู้ป่วยที่มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่ต่อมลูกหมากโต (Benign Prostatic Hyperplasia หรือ BPH) 2. การผ่าตัดต่อมลูกหมากโดยใช้วิธีส่องกล้อง (Transurethral Resection of the Prostate หรือ TURP) คือ การผ่าตัดเพื่อนำเอาต่อมลูกหมากบางส่วนหรือทั้งหมดออก เป็นวิธีที่ใช้เพื่อรักษาภาวะต่อมลูกหมากโตที่มีอาการปานกลางถึงมาก ซึ่งไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา 3. การฝังแร่รักษามะเร็งต่อมลูกหมาก (Brachytherapy) เป็นวิธีการรักษามะเร็งต่อมลูกหมากในระยะเริ่มต้นซึ่งให้ผลการรักษาทัดเทียมกับการผ่าตัด โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด ซึ่งทำให้โอกาสในการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น การกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ อวัยวะเพศไม่แข็งตัว พบได้น้อยกว่าการรักษาโดยวิธ๊ผ่าตัด 4. การสลายนิ่วโดยการใช้คลื่นกระแทก (ESWL: Extracorporeal Shock Wave Lithotripsy) คือ การใช้คลื่นเสียงความถี่ต่ำส่งผ่านผิวหนังไปยังก้อนนิ่ว เพื่อทำให้ก้อนนิ่วแตกออกเป็นชิ้นเล็กๆ และไหลหลุดออกมากับปัสสาวะได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูง การสลายนิ่วโดยการใช้คลื่นกระแทก ส่วนใหญ่จะใช้เพื่อการรักษานิ่วในไตและท่อไต 5. การส่องกล้องผ่านท่อปัสสาวะเพื่อคล้องหรือกรอนิ่วในท่อไต (URS: Uretero-renoscope) วิธีนี้ไม่ทำให้เกิดแผล เนื่องจากเป็นการส่องกล้องผ่านทางรูท่อปัสสาวะที่มีอยู่ตามธรรมชาติ และใช้เครื่องมือคล้องนิ่วหรือกรอนิ่วให้มีขนาดเล็กลง เหมาะสำหรับการรักษานิ่วในท่อไต 6. การส่องกล้องเพื่อกรอนิ่วในไต (PCNL: Percutaneous Nephrolithotomy) เป็นวิธีการรักษานิ่วในไตที่พัฒนามาเพื่อเลี่ยงการผ่าตัด ซึ่งจะใช้วิธีเจาะรูเล็กๆ จากผิวหนังเพื่อผ่านเข้าไปในกรวยไต โดยจะใช้กล้องและเครื่องมือสอดตามเข้าไปกรอนิ่วให้แตกออกเป็นชิ้นเล็กๆ และดูดหรือคีบนิ่วออกมา เหมาะสำหรับนิ่วในไตที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ เว็บที่เกี่ยวข้อง : http://www.chularat.com/service_detail.php?lang=th&gid=3&id=17
  13. โรคกระดูกและข้อ ในปัจจุบันพบได้มากขึ้นเรื่อยๆโดยมีด้วยกันหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นโรคที่เกิดจากอุบัติเหตุ เช่น กระดูกหัก ต่างๆ เอ็นรอบข้อฉีกขาด โรคจากการทำงานและเล่นกิจกรรมที่หักโหม เช่น อาการปวดหลัง ปวดคอ นิ้วล็อก โรคโดยกำเนิด เช่น เท้าปุก กระดูกสันหลังคดงอ โรคจากการอักเสบติดเชื้อ ส่งผลให้การดำเนินชีวิตขาดความกระฉับกระเฉงคล่องแคล่ว ด้วยเหตุผลนี้โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์จึงจัดตั้ง "คลินิกศัลยกรรมกระดูกและข้อ" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับเข้าสู่สภาวะปกติและดำเนินชีวิตได้ดีเช่นเดิม โดยพร้อมให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูทุกท่านที่ทุกข์ทรมานจากอาการบาดเจ็บที่กระดูกหรือความผิดปกติของกระดูกและข้อต่อเฉียบพลันและเรื้อรัง "คลินิกศัลยกรรมกระดูกและข้อ" โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ เป็นศูนย์การแพทย์สาขาวิชาออร์โธปิดิกส์ที่มีมาตรฐานแห่งหนึ่ง ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทีมศัลยแพทย์กระดูกและข้อที่มีความรู้ความชำนาญและมีประสบการณ์เฉพาะสาขาวิชาความชำนาญด้านกระดูกและข้อในสาขาเฉพาะทางที่ลงลึกในสาขาย่อย (Subspecialtyผ่านการฝึกอบรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงความพร้อมของอุปกรณ์และเครื่องมือที่ทันสมัยทำให้ผลการรักษาโรคกระดูกและข้อได้ผลที่ดีกว่าการรักษาทั่วไป ไม่ว่าการผ่าตัดกระดูกหัก รักษาอาการโรคข้ออักเสบ ข้อเสื่อม ด้วยวิธีการใช้ยาและการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก ข้อเข่า ข้อหัวไหล่ การเย็บเส้นเอ็นหัวเข่าด้วยวิธี Arthroscopy ทำให้ผู้ป่วยสามารถฟื้นฟูสภาพได้เร็วขึ้นและเพื่อให้ความมั่นใจว่าผู้ป่วยทุกท่านจะได้รับการบริการที่ดีที่สุด ให้การบริการและการรักษา ศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ทั่วไป ศัลยกรรมกระดูกสันหลัง โรคทางออโธปิดิกส์ในเด็ก การรักษาโดยการส่องกล้องและเวชศาสตร์การกีฬา ศัลยกรรมการเปลี่ยนข้อเทียม สะโพกเทียม ข้อเข่าเทียม หัวไหล่ ข้อศอก ศัลยกรรมเกี่ยวกับมือ โดยสามารถปรึกษาแพทย์ที่คลินิกโรคกระดูกและข้อ หากท่านมีอาการต่อไปนี้ - ความเจ็บปวดและการบาดเจ็บของระบบโครงสร้าง กระดูก ข้อ เอ็น กล้ามเนื้อ - ปวดต้นคอ ปวดหลัง ปวดเอว - อุบัติเหตุกระดูกหัก ข้อเคลื่อน ทั้งกระดูกสันหลังและแขนขา - บาดเจ็บจากการเล่นกีฬาหรือจากการทำงาน - ปวดไหล่ แขน ศอก มือและเท้า - เอ็นและกล้ามเนื้อฉีกขาด - ความพิการผิดรูปร่าง ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ - หลังคด - ข้อโก่งงอ - มือ เท้า นิ้ว ผิดรูปร่าง นิ้วหัวแม่เท้าเก - ขาสั้น ยาว ไม่เท่ากัน - ความเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม ข้อสะโพกเสื่อม - กระดูกพรุน - การอักเสบและการกดทับเส้นประสาท - มือชา นิ้วล็อค - แขนขา อ่อนแรง - ข้อบวม โรคเก๊าท์ โรคข้ออักเสบอื่นๆ เครดิต : http://www.chularat.com/service_detail.php?lang=th&gid=3&id=8
×