Jump to content
CM108.com ซีเอ็มร้อยแปดดอทคอม

นักข่าวออนไลน์ CM108

Administrators
  • Content Count

    1,675
  • Joined

  • Last visited

  • Days Won

    3

Everything posted by นักข่าวออนไลน์ CM108

  1. ศาลล้มละลายสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ‘สมรักษ์ คำสิงห์’ อดีตนักมวยฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิก-เมีย บ. บริหารสินทรัพย์ มหานคร เจ้าหนี้ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมhttps://www.isranews.org/isranews/69685-news03_69685.html
  2. นายนภดล วรรธนะกุล อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีล้มละลาย ทำอย่างไรเมื่อลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์ คดีล้มละลาย เมื่อลูกหนี้ถูกฟ้องคดีศาลจะทำการพิจารณาสืบพยานหลักฐานให้ได้ความจริง และศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์เด็ดขาดลูกหนี้ ผลของคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้วถือว่าเป็นการเริ่มต้นของคดีล้มละลายซึ่งศาลจะยังไม่ได้มีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายในทันทีซึ่งกรณีดังกล่าว ทำให้ลูกหนี้ที่รับราชการยังไม่ขาดคุณสมบัติการเป็นข้าราชการ และยังคงรับราชการต่อไปได้จนกว่าศาลจะพิพากษาให้ล้มละลาย และเมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้ไม่ว่าจะกรณีพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราวหรือเด็ดขาด ศาลจะส่งหมายแจ้งคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทราบ สิ่งที่ลูกหนี้ต้องปฏิบัติ ติดต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะมีหมายเรียกหรือหมายนัดให้ไปพบเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ นำหมายนัดไปพบเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามกำหนดวันเวลาที่ระบุในหมายโดยเคร่งครัด นำบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นที่ทางราชการออกให้โดยมีรูปกำกับหรือสำเนาทะเบียนบ้านไปด้วยทุกครั้ง สิทธิและหน้าที่ของลูกหนี้ 1. ต้องไปสาบานตัวและให้ถ้อยคำชี้แจงเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินพร้อมทำบัญชีแสดงกิจการและ ทรัพย์สิน 2. ต้องส่งมอบทรัพย์สิน บัญชี ดวงตราห้างฯหรือบริษัทและเอกสารต่าง ๆ ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ 3. ขอประนอมหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน กำหนด 7 วันนับแต่วันยื่นคำชี้แจงเกี่ยวกับกิจการ และทรัพย์สินหรือภายในเวลาตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้กำหนดให้หรือขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายภายในเวลาที่กำหนด 4. ไปประชุมเจ้าหนี้ทุกครั้งเมื่อได้รับแจ้งกำหนดวันนัดจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ 5. ไปให้ศาลไต่สวนลูกหนี้โดยเปิดเผยเมื่อได้รับแจ้งวันกำหนดนัดจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ 6. ทำบัญชีรับ-จ่ายทุก 6 เดือน นับแต่ถูกศาลพิทักษ์ทรัพย์แจ้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทุกครั้งเมื่อย้ายที่อยู่ใหม่ 7. เดินทางออกนอกราชอาณาจักรต้องขออนุญาตจากศาลหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามความจำเป็นและสมควร แก่ฐานะ 8. ขอค่าเลี้ยงชีพจากเงินได้มาในระหว่างถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามความจำเป็นและสมควร 9. อาจขอให้ปลดตนเองจากการล้มละลายหรือยกเลิกการล้มละลายตามวิธีการและเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด 10. รับเงินหรือทรัพย์สินที่เหลือคืนเมื่อหลุดพ้นจากการล้มละลาย สรุปเมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์อำนาจในการจักการทรัพย์สินต่าง ๆ ของลูกหนี้ตกอยู่ในความดูแลของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียว ข้อจำกัดสิทธิหน้าที่ของลูกหนี้ 1. ห้ามกระทำการใด ๆ เดี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินเว้นแต่กระทำตามคำสั่ง หรือความเห็นชอบของศาลหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ 2. ห้ามดำเนินคดีเกี่ยวกับทรัพย์สิน 3. เดินทางออกนอกราชอาณาจักรต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากศาลหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ 4. รับสินเชื่อจากบุคคลอื่นตั้งแต่หนึ่งร้อยบาทขึ้นไปต้องแจ้งให้ทราบว่าตนถูพิทักษ์ทรัพย์หรือตกเป็นบุคคลล้มละลาย ลูกหนี้จะหลุดพ้นจากการล้มละลายได้อย่างไร? 1. ขอประนอมหนี้ ลูกหนี้อาจขอประนอมหนี้ได้ 2 ช่วง คือ 1.1 ขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย ลูกหนี้อาจยื่นคำขอประนอมหนี้เป็นหนังสือยื่นต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันยื่นคำชี้แจงเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินหรือภายในเวลาตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้กำหนดให้ ซึ่งคำขอประนอมหนี้ต้องแสดงข้อความแห่งการประนอมหนี้หรือวิธีจัดกิจการหรือทรัพย์สินและรายละเอียดแห่งหลักประกันหรือผู้ค้ำประกัน(ถ้ามี)โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะเรียกประชุมเจ้าหนี้เพื่อปรึกษาลงมติพิเศษว่าจะยอมรับคำขอนั้นหรือไม่และเมื่อที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับคำขอประนอมหนี้แล้วก็ยังต้องให้ศาลเห็นชอบกับคำขอประนอมหนี้นั้นอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งหากศาลพิจารณาแล้วเห็นชอบกับคำขอประนอมหนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องโฆษณาคำสั่งในราชกิจจานุเบกษาและในหนังสือพิมพ์ รายงันไม่น้อยกว่า 1 ฉบับ ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง กรณีที่ศาลไม่เห็นชอบด้วยกับการประนอมหนี้ ศาลจะพิพากษาให้ ลูกหนี้ล้มละลาย และแจ้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทราบเพื่อดำเนินการ ตาม อำนาจหน้าที่ต่อไป กรณีที่ลูกหนี้ไม่ไปให้ศาลไต่สวน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะแถลงให้ศาลออกหมายจับลูกหนี้และขอให้ศาล งดการไต่สวนโดยเปิดเผย โดยถือว่าลูกหนี้ไม่ติดใจในการประนอมหนี้แล้วพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายต่อไป เมื่อลูกหนี้ไม่ปฏิบัติตามข้อประนอมหนี้หรือผิดนัด ไม่ชำระหนี้ตามที่ตกลงไว้ในการประนอมหนี้และพิพากษาให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลาย ตาม มาตรา 60 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 1.2 การประนอมหนี้หลังล้มละลาย ลูกหนี้มีสิทธิขอประนอมหนี้ภายหลังที่ศาลพิพากษาให้ล้มละลายแล้วได้อีก แต่ถ้าลูกหนี้ได้เคยขอประนอมหนี้ไม่เป็นผลมาแล้วห้ามมิให้ลูกหนี้ ขอประนอมหนี้ภายในกำหนดเวลา 3 เดือนนับแต่วันที่การขอประนอมหนี้ ครั้งสุดท้ายไม่เป็นผล กรณีที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ศาลจะสั่งยกเลิกการล้มละลายและให้ลูกหนี้กลับมีอำนาจจัดการทรัพย์สินของตน กรณีที่ลูกหนี้ไม่ปฏิบัติตามข้อประนอมหนี้ศาลจะมีคำสั่งยกเลิก การประนอมหนี้และพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย 2. การปลดจากล้มละลาย เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้ล้มละลายแล้ว บุคคลล้มละลายอาจได้รับการปลดจากล้มละลายได้ 2 กรณี 2.1 ศาลได้มีคำสั่งปลดจากการล้มละลายตามมาตรา 71 ให้ศาลมีคำสั่งปลดจากล้มละลาย เมื่อศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า 1) ได้แบ่งทรัพย์สินชำระให้แก่เจ้าหนี้ที่ได้ขอรับชำระหนี้ไว้แล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 และ 2) ไม่เป็นบุคคลล้มละลายทุจริต 2.2 เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 81/1 กฎหมายบัญญัติให้บุคคลธรรมดาซึ่งศาลพิพากษาให้ล้มละลายแล้ว ให้ปลดบุคคลนั้นจากล้มละลายทันทีที่พ้นกำหนดระยะเวลา 3 ปีนับแต่วันที่ศาลได้พิพากษาให้ล้มละลาย เว้นแต่ 1) บุคคลนั้นได้เคยถูกพิพากษาให้ล้มละลายมาก่อนแล้วและยังไม่พ้นระยะเวลา 5 ปีนับแต่วันที่ศาลได้พิพากษาให้ล้มละลายครั้งก่อนจนถึงวันที่ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ครั้งหลังให้ขยายระยะเวลาเป็น 5 ปี 2) บุคคลนั้นเป็นบุคคลล้มละลายทุจริตที่ไม่มีลักษณะตาม(3)ให้ ขยายระยะเวลาเป็น 10 ปี เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุผลพิเศษและบุคคลนั้นถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลายมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี ศาลจะสั่งปลดจากล้มละลายก่อนครบกำหนด 10 ปี ตามคำขอของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ หรือของบุคคลล้มละลายนั้นก็ได้ 3) บุคคลนั้นเป็นบุคคลล้มละลายอันเนื่องมาจากหรือเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดอันมีลักษณะเป็นการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนให้ขยายระยะเวลาเป็น 10 ปี ในกรณีที่มีเหตุตาม (1) (2) หรือ (3) มากกว่าหนึ่งเหตุให้ขยายระยะเวลาโดยอาศัยเหตุใดเหตุหนี่งที่มีระยะเวลาสูงสุดเพียงเหตุเดียว ผลของการปลดจากล้มละลายตามมาตรา 71 หรือมาตรา 81/1 คำสั่งปลดล้มละลายตามมาตรา 71 หรือเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา มาตรา 81/1 ทำให้บุคคลล้มละลายหลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงอันพึงขอรับชำระหนี้ได้ เว้นแต่หนี้เกี่ยวกับภาษีอากรหรือหนี้ซึ่งเกิดความทุจริตฉ้อโกงของบุคคลล้มละลายหรือหนี้ซึ่งเจ้าหนี้ไม่ได้เรียกร้องเนื่องจาก ความทุจริตฉ้อโกงซึ่งบุคคลล้มละลายมีส่วนเกี่ยวข้องสมรู้ (พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 77 และมาตรา 81/1 วรรคท้าย)และไม่ทำให้บุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับบุคคลล้มละลายหรือรับผิดร่วมกับบุคคลล้มละลายหรือค้ำประกัน หรืออยู่ในลักษณะอย่างผู้ค้ำประกันของบุคคลผู้ล้มละลาย หลุดพ้นจากความรับผิดไปด้วย (พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 78 และมาตรา 81/1 วรรคท้าย) «ข้อพึงระวังของลูกหนี้ « บุคคลล้มละลายที่มิได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ในการรวบรวม ทรัพย์สินโดยไม่มีเหตุสมควร ศาลจะมีคำสั่งหยุดนับระยะเวลาตั้งแต่วันที่เจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำขอหรือวันที่ศาลมีคำสั่ง จนถึงวันที่ศาลกำหนดโดยจะกำหนดเงื่อนไข หรือไม่ก็ได้เมื่อรวมระยะเวลาทั้งหมดแล้วจะต้องไม่เกิน 2 ปี 3. ยกเลิกการล้มละลาย เมื่อผู้มีส่วนได้เสียหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอตามมาตรา 135 (1) ถึง (4) ต่อศาลว่ามีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ (1) เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่อาจดำเนินการให้ได้ผลเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย เพราะเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ไม่ช่วยหรือยอมเสีย ค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายหรือวางเงินประกันตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เรียกร้องและไม่มีเจ้าหนี้อื่นที่สามารถและเต็มใจกระทำการดังกล่าวแล้วภายในกำหนดเวลา 1 เดือน นับแต่วันที่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ขัดขืนหรือละเลยนั้น (2) ลูกหนี้ไม่ควรถูกพิพากษาให้ล้มละลาย (3) หนี้สินของบุคคลล้มละลายได้ชำระเต็มจำนวนแล้ว ถ้าลูกหนี้ปฏิเสธหนี้สินรายใด แต่ลูกหนี้ยอมทำสัญญาและให้ประกันต่อศาลว่าจะใช้เงินให้เต็มจำนวนกับค่าธรรมเนียมด้วยก็ดีหรือถ้าหาตัวเจ้าหนี้ไม่พบ แต่ลูกหนี้ได้นำเงิน เต็มจำนวนมาวางต่อศาลก็ดี ให้ถือว่าหนี้สินรายนั้นได้ชำระเต็มจำนวนแล้ว (4) เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แบ่งทรัพย์ครั้งที่สุดหรือไม่มี ทรัพย์สินทรัพย์สินจะแบ่งให้แก่เจ้าหนี้แล้ว ต่อแต่นั้นมาภายในกำหนด เวลา 10 ปี เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่อาจรวบรวมทรัพย์สินของบุคคลล้มละลายได้อีก และไม่มีเจ้าหนี้มาขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จัดการรวบรวมทรัพย์สินของบุคคลล้มละลาย ผลของคำสั่งยกเลิกการล้มละลาย 1. กรณีที่ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายตามมาตรา 135(1)และ(2) แม้เจ้าหนี้จะไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ลูกหนี้ก็ไม่หลุดพ้นจากหนี้สินดังกล่าวเนื่องจากกฎหมายมิได้ยกเว้นว่าหนี้ใดจะต้องหลุดพ้น เพราะคำสั่งยกเลิกการล้มละลาย จึงแปลได้ว่าหนี้สินทุกชนิดที่ลูกหนี้ มีอยู่ก่อนฟ้องอย่างไรก็คงเป็นหนี้อยู่เช่นเดิมอย่างนั้น ทำให้เจ้าหนี้มี สิทธินำมาฟ้องบังคับคดีได้รวมถึงการนำมาขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายคดีใหม่ด้วย 2. กรณีที่ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายตามมาตรา 135(1) และ (2) แม้ว่าทำให้ลูกหนี้ไม่หลุดพ้นจากหนี้สินแต่อย่างใดแต่ถ้าเจ้าหนี้ มิได้นำหนี้ดังกล่าวไปยื่นคำขอรับชำระหนี้หรือเจ้าหนี้นำหนี้ดังกล่าวไป ยื่นคำขอรับชำระหนี้แล้วแต่ได้ถอนคำขอรับชำระหนี้เสีย ต่อมาเจ้าหนี้ กลับนำหนี้นั้นมาฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลายอีก ศาลเห็นว่ามีเหตุไม่ควร ให้ลูกหนี้ล้มละลายได้ (ดูฎีกาที่ 588/2535) 3. หากเป็นการยกเลิกการล้มละลาย ตาม มาตรา 135(3) และ (4) ลูกหนี้ย่อมหลุดพ้นจากหนี้สินทั้งปวง ไม่นำบทบัญญัติตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 77 มาใช้กับการยกเลิกการล้มละลายตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯมาตรา 135(3)และ(4) *******{{{{{{******* http://www.bkc.ago.go.th/index.php/2013-09-16-10-58-34/42-2013-09-19-02-59-54
  3. พิทักษ์ทรัพย์กับล้มละลายไม่ใช่สิ่งเดียวกัน อธิบายโดยสังเขปได้ดังนี้ การล้มละลาย เกิดจากการมีหนี้สินล้นพ้นตัว คือ มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน จึงเกิดกฎหมายล้มละลายขึ้นมาเพื่อจัดระบบให้เกิดความเป็นธรรมแก่บรรดาเจ้าหนี้ทุกรายเพื่อให้ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวนหรือโดยส่วนเฉลี่ยที่เท่าเทียมกันตามสัดส่วนแห่งหนี้จากหนี้ที่ลูกหนี้มีอยู่กับเจ้าหนี้รายนั้น ๆ ในคดีล้มละลายเพื่อที่จะทราบว่า ลูกหนี้คดีนี้มีเจ้าหนี้อยู่กี่ราย เป็นจำนวนหนี้เท่าใดกฎหมายจึงกำหนดให้ต้องมีการโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว บรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายต้องมายื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ภายในเวลา ๒ เดือน เพื่อที่ลูกหนี้จะได้ทราบว่าตนเองมีหนี้สินเท่าใดหากต้องการจะจัดการกับหนี้สินดังกล่าวควรจะทำอย่างไร เช่น อาจจะยื่นคำขอประนอมหนี้ตามจำนวนที่คิดว่าจะสามารถชำระแก่เจ้าหนี้ได้ หรือหากไม่สามารถจะประนอมหนี้ได้ ก็ต้องตกเป็นบุคคลล้มละลายโดยคำพิพากษาของศาล (การประนอมหนี้ทำได้ทั้งก่อนล้มละลายและหลังล้มละลาย) คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์มี ๒ อย่าง คือ ๑. คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราว คำสั่งนี้เป็นคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้ารวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้ไว้ชั่วคราว (เป็นการคุ้มครองเจ้าหนี้ชั่วคราวก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด) เพื่อป้องกันมิให้ลูกหนี้ยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินนั่นเอง ๒. คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด คำสั่งนี้เป็นคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้ารวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้โดยเด็ดขาด อันมีผลเหมือนเป็นคำพิพากษา ล้มละลาย คือ การที่ลูกหนี้ที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว และไม่สามารถชำระหนี้ได้ และตาม พรบ.ล้มละลาย เมื่อศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว และ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่า เจ้าหนี้ได้ลงมติในการประชุมเจ้าหนี้ครั้ง แรกหรือในคราวที่ได้เลื่อนไป ขอให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายก็ดี หรือ ไม่ลงมติประการใดก็ดี หรือไม่มีเจ้าหนี้ไปประชุมก็ดี หรือการประนอมหนี้ไม่ ได้รับความเห็นชอบก็ดี ให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย และเจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจจัดการทรัพย์สินของบุคคลล้มละลาย เพื่อแบ่งแก่เจ้าหนี้ ทั้งหลาย ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โฆษณาคำพิพากษาในราชกิจจานุเบกษา และ ในหนังสือพิมพ์รายวันไม่น้อยกว่าหนึ่งฉบับ ในคำโฆษณาให้ระบุชื่อ ตำบลที่อยู่ อาชีพของลูกหนี้ และวันที่ศาลได้มีคำพิพากษา นอกจากนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย ลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาที่ศาลมีคำพิพากษาให้ล้มละลายจะพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อครบ ๓ ปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา http://www.mratchakitcha.soc.go.th/answer.php?id=4213&group=1 กลุ่มงานราชกิจจานุเบกษา ๐๐:๐๐:๐๐ - ๒๔ มกราคม ๒๕๕๔
  4. ป.ป.ส. ชี้แจงความคืบหน้าการอนุญาตให้ใช้กัญชาในการรักษาโรค 20 ก.ย.2561 จากกรณีมีกระแสบนสื่อสังคมออนไลน์เรียกร้องให้มีการอนุญาตให้ใช้กัญชา เพื่อใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ รวมถึงกระแสข่าวที่เครื่องดื่มยี่ห้อหนึ่งในต่างประเทศสนใจพัฒนาเครื่องดื่มกัญชาเพื่อสุขภาพ สำนักงาน ป.ป.ส. และหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องได้รวบรวมข้อมูล ศึกษา วิเคราะห์ ผลดี ผลเสีย และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เพื่อควบคุม การนำกัญชาไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ และอาจก่อเป็นกระแสการเข้าใจผิดของสังคมได้ ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ (ศอ.ปส.) ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อศึกษาวิเคราะห์มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับพืชเสพติด โดยเห็นว่า ควรกำหนดให้กัญชาเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ต่อไป โดยไม่อนุญาตให้มีการใช้ในเชิงสันทนาการ แต่เปิดช่องให้สามารถ ขออนุญาตศึกษาวิจัยกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ได้อย่างสะดวกและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้ออกกฎกระทรวง เรื่อง การขออนุญาตและการอนุญาตผลิต จำหน่าย นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 4 หรือในประเภท 5 พ.ศ. 2559 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือวันที่ 6 ม.ค. 2560 กำหนดให้ผู้ที่มีความประสงค์ปลูก จำหน่าย นำเข้า ส่งออก หรือมีกัญชาไว้ในครอบครอง เพื่อการศึกษาวิจัย หรือเพื่อประโยชน์ในทางการแพทย์ ต้องยื่นคำขอพร้อมด้วยเหตุผลความจำเป็น จำนวนหรือปริมาณ และหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข เพื่อเสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พิจารณาอนุญาต ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ส. ได้ดำเนินการเสนอร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีอำนาจอนุญาตให้ผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษ ในประเภท 5 (กัญชา) เพื่อการศึกษาวิจัย หรือเพื่อประโยชน์ในทางการแพทย์ วิทยาศาสตร์ หรืออุตสาหกรรมได้ อีกทั้งยังมีอำนาจประกาศกำหนดชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 (กัญชา) ซึ่งอนุญาตให้เสพเพื่อการรักษาโรค หรือเสพเพื่อการศึกษาวิจัยได้โดยไม่เป็นความผิด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ --------- Cr.ภาพ THE STANDARD
  5. กรมสุขภาพจิตห่วงภัย!!“โพสต์ภาพเซลฟี่ที่สวยด้วยแอพ” บนโลกโซเซียล เสี่ยงเป็นคนขาดความมั่นใจบนโลกความจริง กรมสุขภาพจิตห่วงภัยเงียบ ผู้ที่ชอบโพสต์ภาพเซลฟี่ที่ใช้แอพเติมแต่งความสวย สดใส ก่อนโพสต์ เพื่อหวังเรียกความเชื่อมั่นจากยอดไลค์ ชี้เสี่ยงเป็นคนขาดความเชื่อมั่นในโลกแห่งความเป็นจริง โดยเฉพาะวัยรุ่น ยิ่งน่าห่วง จะทำให้การพัฒนาตัวเองยาก ขาดภาวะการเป็นผู้นำ ส่งผลกระทบประเทศชาติอาจ ขาดนักคิดนวตกรรมสิ่งสร้างสรรค์ แนะการป้องกันลูกหลานเสพติดเซลฟี่ ต้องสอนให้เด็กรู้จักคบเพื่อน ให้ยอมรับความแตกต่างของคนที่ไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน นาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ให้สัมภาษณ์ว่า มีความเป็นห่วงพฤติกรรมการเซลฟี่(selfie)ของประชาชนในสังคมออนไลน์ กำลังกลายเป็นพฤติกรรมเคยชิน ซึ่งเป็นการสื่อสารแสดงออกถึงตัวตนบุคคลโดยถ่ายรูปตนเองในอิริยาบทต่างๆแล้วแชร์ภาพ เผยแพร่ในเครือข่ายสังคมออนไลน์ การเซลฟี่นั้นมีความสำคัญกับความคิดในเรื่องของตัวตนอย่างมาก มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตและความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าวว่า หากเซลฟี่ในลักษณะเหมาะสมคือไม่ได้หวังผลอะไร จะไม่มีผลเสียอะไร เก็บไว้เป็นความประทับใจได้ แต่หากเซลฟี่มีความถี่มาก เพื่อให้เพื่อนๆมากดไลค์หรือเขียนข้อความแสดงความเห็นต่างๆ จนเกิดการหมกมุ่น อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นหรือความมั่นใจในตัวเอง หากโพสต์รูปตัวเองไปแล้วและได้รับการตอบรับน้อย คนกดไลค์น้อย ไม่เป็นไปตามคาดหวังและโพลต์ใหม่ก็ยังไม่ได้รับการตอบรับ จะส่งผลให้บุคคลนั้นขาดความมั่นใจ และอาจไม่ชอบ ไม่พอใจรูปลักษณ์ตัวเอง เกิดความกังวล ชีวิตไม่มีความสุข เมื่อสะสมไปเรื่อยๆก็อาจทำให้เกิดความผิดปกติทางจิตใจและอารมณ์ได้ง่าย เช่นหวาดระแวง เครียด ซึมเศร้า เป็นภัยเงียบที่น่าเป็นห่วง โดยหากเป็นเยาวชน วัยรุ่น จะมีผลกระทบต่ออนาคตได้ เด็กที่ขาดความมั่นใจในตัวเอง จะมีผลให้พัฒนาตัวเองยาก ขาดภาวะการเป็นผู้นำ ซึ่งมีความสำคัญมากในการใช้ชีวิตทั้งการทำงาน ครอบครัว โอกาสที่จะคิดพัฒนานวตกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ จึงเป็นไปได้ยากขึ้น มีผลต่อการพัฒนาประเทศในอนาคตอย่างคาดไม่ถึง ทางด้านแพทย์หญิงกุสุมาวดี คำเกลี้ยง ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ขอนแก่น กล่าวว่า โดยทั่วไปตัวตนของคนเรา มี 4 ประเภท คือ 1.ตัวตนจริงๆเช่นรูปร่าง หน้าตา สวย หล่อ มีทักษะความสามารถ 2. ตัวตนที่เรารับรู้ตัวเอง ซึ่งอาจตรงหรือไม่ตรงกับตัวตนที่แท้จริงก็ได้ เช่นคนที่เห็นแก่ตัวอาจไม่รู้สึกว่าตนเองเป็นคนเห็นแก่ตัวก็ได้ 3.ตัวตนในอุดมคติ เป็นตัวตนในความฝันที่อยากจะเป็นหรือมีบุคคลต้นแบบที่อยากจะใช้ชีวิตตาม และ4. ตัวตนที่เรารับรู้จากการมองของคนรอบข้าง ( Looking -glass self) และเราก็มักจะปฏิบัติตนให้สอดคล้องและมีการปรุงแต่งไปตามค่านิยมหรือความต้องการสังคม ตัวตนประเภทนี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อพฤติกรรมของเราทั้งในโลกความจริงและในโลกสังคมออนไลน์ แพทย์หญิงกุสุมาวดีกล่าวต่อว่า การถ่ายภาพเซลฟี่ เปรียบเสมือนการได้ส่องกระจก พฤติกรรมถ่ายเซลฟี่ที่น่าเป็นห่วงมี 2 ประการ ประการแรกคือถ่ายเซลฟี่ร่วมกับการใช้แอพลิเคชั่นแต่งเติมหน้าตัวเองให้ดูดี มีสีสันสดใสขึ้นตามความต้องการ เช่นตาดำโต หน้าเรียว แก้มชมพู ปากแดง ซึ่งขณะนี้กำลังได้รับความนิยมมากทั้งไทยและต่างประเทศ จัดว่าเป็นภาพตัวตนในอุดมคติ ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง จะเป็นการหลอกทั้งตัวเองและหลอกคนอื่น หากใช้บ่อย จะมีผลทำให้ขาดความมั่นใจในการเผชิญหน้าจริงกับผู้คนที่เป็นเพื่อนในโลกโซเชียล หรือเผชิญโลกแห่งความเป็นจริง อาจจะเกิดการยอมรับความจริงไม่ได้ ประการที่ 2 คือการใช้แอพถ่ายเซลฟี่บ่อยถี่จนเกินไป อาจเป็นสัญญานของผู้ที่หมกมุ่นไม่พึงพอใจรูปร่างหน้าตาของตนเองมากผิดปกติ เรียกว่ากลุ่มอาการบีดีดี (Body Dysmorphic Disorder :BDD) คนกลุ่มนี้จะนิยมการใช้แอพถ่ายภาพเซลฟี่เพราะภาพสามารถตอบโจทย์ ใช้ตรวจสอบรูปร่างหน้าตาของตัวเองได้บ่อยตามต้องการ อาจมีพฤติกรรมหมกมุ่น ไม่พอใจในรูปร่างหน้าตาตัวเองและใช้แอพเซลฟี่ตลอดเวลา จนอาจเสียการเสียงาน บางกรณีถึงขั้นหลุดจากโลกความเป็นจริงถึงขั้นไม่สามารถใช้ชีวิตแบบคนปกติได้ “สังคมออนไลน์มีส่วนทำให้คนมีโอกาสได้เห็นหน้าตาตัวเองบ่อยขึ้นกว่าแต่ก่อน ทำให้เกิดความระแวงในหน้าตาของตัวเองว่าจะสวยหรือหล่อหรือไม่ ขณะเดียวกันการเซลฟี่ที่ถี่มากเกินไป อาจสะท้อนถึงความกังวลและความไม่มั่นใจในตัวเอง และอาจเป็นตัวกระตุ้นหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าต้องทำให้ตัวเองสวยสร้างความมั่นใจตัวเอง หลายคนอาจตัดสินใจทำศัลยกรรมใบหน้า ให้หน้าตาสวยเข้ารูป หรือทำให้สวยเหมือนในภาพเซลฟี่ที่ใช้โปรแกรมตกแต่งเพิ่ม ทำให้ตัวเองพอใจ คนอื่นยอมรับ” แพทย์หญิงกุสุมาวดีกล่าว แพทย์หญิงกุสุมาวดีกล่าวต่อไปว่า วิธีการป้องกันลูกหลานเสพติดเซลฟี่ และการสร้างความมั่นใจในตัวเองบนโลกแห่งความเป็นจริง มีคำแนะนำผู้ปกครอง 5 ประการดังนี้ 1. สอนเด็กให้มองและยอมรับในความแตกต่างของคนที่ไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน ข้อนี้สำคัญมาก เพื่อเด็กจะได้เข้าใจ ไม่นำตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น 2. ควรเลี้ยงดูบุตรหลาน โดยให้ความรัก ความอบอุ่น เด็กจะให้ความสำคัญกับคนรอบข้างที่เป็นสิ่งแวดล้อมจริงในชีวิตประจำวัน รวมถึงให้คำแนะนำการใช้โลกออนไลน์และเซลฟี่ให้เหมาะสม ถูกเวลา 3. ฝึกเด็กให้รู้จักระเบียบวินัย รู้จักควบคุมตัวเองในการใช้เวลาในโลกออนไลน์ ประการสำคัญผู้ปกครองต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในการควบคุมพฤติกรรมการถ่ายเซลฟี่ของตนเอง 4.สอนให้เด็กรู้จักคบเพื่อนในโลกแห่งความเป็นจริง ฝึกทักษะทางสังคมเช่นการยิ้ม การชื่นชมคนอื่น สอนการแบ่งปัน และ 5.ฝึกให้เด็กมีเอกลักษณ์เป็นของตนเองในโลกแห่งความเป็นจริง โดยชวนทำกิจกรรมร่วมกับคนในครอบครัว เช่น ออกกำลังกาย ดูหนัง ฟังเพลง ทำงานศิลปะ ทำอาหาร ทำงานบ้าน หรือจิตอาสาอื่นๆ เพื่อให้เด็กมองเห็นคุณค่าและเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง ******************************* 16 กันยายน 2561
  6. กู้ชีพเทศบาลแม่ปูคา เมื่อเวลา 20:20 น. วันที่16/09/61 ได้รับแจ้งรถยนต์ชนต้นไม้หน้าโรงเรียนสวนเด็กสันกำแพง ต.แม่ปูคา ออกตรวจสอบพบ รถยนกะบะสีขาวชนต้นฉำฉา มีผู้ได้รับบาดเจ็บติดภายในรถ จึงขอสนับสนุนอุปกรณ์ตัดถ่าง นำผู้บาดเจ็บออกมาได้ เป็นชาย1ราย บาดเจ็บเล็กน้อยถลอกตามร่างกาย กู้ชีพแม่ปูคานำส่ง รพ.สันกำแพง กู้ชีพแม่ปูคาขอบขอบพระคุณ. กู้ชีพจามจุรี กู้ชีพป่าแดง กู้ชีพบูรพาของเขตอำเภอดอยสะเก็ด มากครับที่ ว.4 ร่วมในครั้งนี้ ภาพและข้อมูลจาก กู้ชีพเทศบาลแม่ปูคา
  7. Live สด‼️ ราว 02.30 น. (16 ก.ย.61) รถยนต์เก๋งตกคูเมือง หน้าโรงเรียนวัฒโนฯ อำเภอเมือง เชียงใหม่ ผู้ขับขี่เป็นชายอายุราว 30 ปี มาคนเดียว ออกมาจากรถได้ ไม่มีผู้บาดเจ็บ เบื้องต้น ทราบว่าผู้ขับขี่ได้ขับออกมาจากซอยข้างศาลเจ้าจีน คูเมืองด้านใน แต่ขับตรงพุ่งลงคูเมืองดังกล่าว www.CM108.com รายงาน
  8. "ชนหน้าซื่อ !!" คลิปหน้ารถ...เตือนคนขับขี่รถกลางคืน *** ดูคลิป Video กันเองนะครับเน้อเมื่อ 23.44 น.ที่ผ่านมา ที่ถนนนิมมานเหมินท์**** ออกซอยมาอย่างนี้ครับท่าน <<<< ฝากขอบคุณพลเมืองดี และเจ้าหน้าที่กู้ภัยฯ ที่เข้าช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงทีนะครับ (ขอบคุณคลิปจากสมาชิกเพจ CM108) #เมาไม่ขับ ขอบคุณภาพนิ่งจาก "สมาคมดารารัศมี - กู้ชีพ-กู้ภัยดารารัศมี"
  9. คณะวิศวะ รับน้อง รับน้องขึ้นดอย คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ '61 #รับน้องขึ้นดอย 2561 #คณะวิจิตรศิลป์ #ช่างฟ้อน ฟ้อนงาม ประเพณีรับน้องขึ้นดอย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประจำปี 2561 รับน้องขึ้นดอย 2561 คณะศึกษาศาสตร์ มช. | Education CMU Doi Suthep Trekking 2018
  10. วิศวะ มช โค้งขุนกัณฑ์2018
  11. รับน้องขึ้นดอย 60 วิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  12. รับน้องขึ้นดอยคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2018
  13. ขบวนรับน้องขึ้นดอยของ วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี ประจำปี 2561
  14. รถไฟฟ้าในเทศบาลนครเชียงใหม่และพื้นที่ต่อเนื่อง จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี รถไฟฟ้าในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่และพื้นที่ต่อเนื่อง หมายถึง โครงข่ายระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ ที่ใช้ยานพาหนะที่แล่นบนรางโดยใช้พลังงานไฟฟ้า (electric railways) เป็นส่วนหนึ่งของระบบขนส่งหลัก มีพื้นที่รับผิดชอบให้บริการในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ รวมถึงพื้นที่ที่มีความเกี่ยวเนื่องโดยรอบ แต่ยังไม่มีการเปิดให้บริการจริง โดยยังอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาและออกแบบโครงการ อนึ่ง คำว่า "รถไฟฟ้า" ในที่นี้ เป็นคำที่ใช้กันโดยทั่วไปอย่างไม่เป็นทางการ หมายถึงโครงข่ายระบบขนส่งทั้งโครงข่าย มิได้หมายความความถึงเฉพาะตัวยานพาหนะ โดยจะหมายถึงโครงข่ายระบบขนส่งที่ใช้ยานพาหนะที่แล่นบนรางโดยใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่าย แต่มักจะไม่หมายรวมถึงรถราง (tram) และรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (monorail) เนื้อหา 1ประวัติ 2เส้นทางรถไฟฟ้าตามโครงการที่มีการเสนอไว้ 2.1โครงการที่ถูกนำเสนอก่อนปี พ.ศ. 2559 2.2แผนแม่บทฯ ปี พ.ศ. 2559 2.2.1รถไฟฟ้าใต้ดิน 2.2.2รถไฟฟ้าบนดิน 3ปัญหาและอุปสรรค 4อ้างอิง ประวัติ[แก้] แนวคิดเรื่องการมีรถไฟฟ้าในเทศบาลนครเชียงใหม่และพื้นที่ต่อเนื่องนั้น เป็นสิ่งที่พูดถึงอย่างจริงจังในการศึกษาเพื่อจัดทำระบบขนส่งมวลชนสาธารณะสำหรับเมืองเชียงใหม่ ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการแล้ว 4 ครั้ง[1] ได้แก่ ปี พ.ศ. 2537 ดำเนินการโดยการทางพิเศษ มีการนำเสนอถึงการนำรถไฟฟ้าใต้ดินมาใช้ และได้ดำเนินการถึงขั้นมีการออกแบบในรายละเอียด แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวได้เกิดการปรับเปลี่ยนหน้าที่ความรับผิดชอบของการทางพิเศษขึ้น โดยมีการจัดตั้งองค์การรถไฟฟ้ามหานคร หรือ รฟม. ขึ้นมารับผิดชอบงานด้านรถไฟฟ้าโดยเฉพาะ ซึ่งในเวลานั้นทาง รฟม. ได้มุ่งให้ความสำคัญในการจัดสร้างระบบรถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานครเป็นหลัก จึงทำให้ไม่ได้สานต่อโครงการนี้ ปี พ.ศ. 2548 ดำเนินการโดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข. มีการดำเนินการถึงขั้นออกแบบในรายละเอียดของระบบรถไฟฟ้าสำหรับเมืองเชียงใหม่ แต่หลังจากทำการศึกษาเสร็จสิ้นก็เกิดการรัฐประหาร มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลในหลายๆ ด้าน ทำให้โครงการนี้ไม่ได้รับการผลักดันต่อ ปี พ.ศ. 2557 ดำเนินการโดยสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) มีการยกระบบรถไฟฟ้าขึ้นเป็นหนึ่งในตัวเลือก แต่การดำเนินการยังไม่ได้คืบหน้ามากนัก และยุติลงหลังจากกระทรวงคมนาคมได้มอบหมายให้ สนข. ศึกษาเพื่อจัดทำระบบขนส่งมวลชนสาธารณะสำหรับเมืองเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2559 ปี พ.ศ. 2559 ดำเนินการโดย สนข. ซึ่งจนถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2559 ในต้นแบบโครงข่ายระบบขนส่งสาธารณะสำหรับเมืองเชียงใหม่ 5 แบบสุดท้าย ล้วนกำหนดให้ใช้ระบบรถไฟฟ้าเป็นระบบขนส่งสาธารณะหลักของเมือง โดยมีต้นแบบจำนวน 3 แบบที่กำหนดให้ระบบรถไฟฟ้าใต้ดินเป็นระบบขนส่งสาธารณะหลักของเมือง มีต้นแบบ 1 แบบที่กำหนดให้ระบบรถไฟฟ้าบนดินเป็นระบบขนส่งสาธารณะหลักของเมือง และมีต้นแบบ 1 แบบที่กำหนดให้ทั้งระบบรถไฟฟ้าบนดินและระบบรถไฟฟ้าใต้ดินเป็นระบบขนส่งสาธารณะหลักของเมือง เส้นทางรถไฟฟ้าตามโครงการที่มีการเสนอไว้[แก้] โครงการที่ถูกนำเสนอก่อนปี พ.ศ. 2559[แก้] รูปแบบเส้นทางรถไฟฟ้าในเทศบาลนครเชียงใหม่ที่ถูกนำเสนอเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2556 รูปแบบที่นำเสนอโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2556 ประกอบด้วยเส้นทางรถไฟฟ้ารางเดี่ยว 4 เส้นทาง ได้แก่ A1 สายสีทอง (เหลือง) : สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี - เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี A2 สายสีทับทิม (แดง) : สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี - ตลาดสามแยก A3 สายสีไพลิน (น้ำเงิน) : สวนสัตว์เชียงใหม่ - บวกครก A4 สายสีมรกต (เขียว) : ท่าแพ - เจริญประเทศ - ช้างคลาน แผนแม่บทฯ ปี พ.ศ. 2559[แก้] รูปแบบจากโครงการศึกษาและจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะจังหวัดเชียงใหม่ ปี พ.ศ. 2559 มีรายละเอียดเส้นทางดังนี้[2] รถไฟฟ้าใต้ดิน[แก้] ในต้นแบบโครงข่ายระบบขนส่งสาธารณะสำหรับเมืองเชียงใหม่ 5 แบบสุดท้าย มีต้นแบบจำนวน 4 แบบที่กำหนดให้ระบบรถไฟฟ้าใต้ดินเป็นระบบขนส่งสาธารณะหลักของเมือง ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ รูปแบบที่ 2 และ 3 เป็นรูปแบบที่ได้รับคะแนนจากการศึกษาฯ เป็นอันดับที่ 1 และ 2 ตามลำดับ ทั้งสองรูปแบบประกอบด้วยเส้นทางรถไฟฟ้าใต้ดิน 3 เส้นทาง ได้แก่ สายสีแดง : โรงพยาบาลนครพิงค์ - สี่แยกทางลอดแม่เหียะสมานสามัคคี สายสีน้ำเงิน : หน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ - สี่แยกทางลอดศรีบัวเงินพัฒนา สายสีเขียว : สี่แยกทางลอดรวมโชคมีชัย - สี่แยกสนามบิน โดยทั้งสองรูปแบบมีจุดแตกต่างกันเล็กน้อยที่เส้นทางสายสีน้ำเงิน โดยในรูปแบบที่ 2 จะตัดผ่านกลางพื้นที่ภายในเขตกำแพงเมืองเก่า แต่ในรูปแบบที่ 3 จะเลี่ยงให้เส้นทางเลาะไปตามแนวคูเมืองทางทิศเหนือ ผ่านบริเวณประตูช้างเผือก รูปแบบที่ 5 เป็นรูปแบบที่ได้รับคะแนนจากการศึกษาฯ เป็นอันดับที่ 4 ประกอบด้วยเส้นทางรถไฟฟ้าบนดิน 4 เส้นทาง และเส้นทางรถไฟฟ้าใต้ดิน 1 เส้นทาง โดยในส่วนของเส้นทางรถไฟฟ้าใต้ดินนั้น จะเริ่มต้นจากบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผ่านพื้นที่ภายในเขตกำแพงเมืองเก่า ถนนท่าแพ สถานีขนส่งผู้โดยสารฯ (อาเขต) และสิ้นสุดบริเวณสี่แยกทางลอดรวมโชคมีชัย รูปแบบที่ 1 เป็นรูปแบบที่ได้รับคะแนนจากการศึกษาฯ เป็นอันดับที่ 5 ประกอบด้วยเส้นทางรถไฟฟ้าใต้ดิน 3 เส้นทาง ได้แก่ สายสีแดง : โรงพยาบาลนครพิงค์ - สี่แยกทางลอดแม่เหียะสมานสามัคคี สายสีน้ำเงิน : หน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ - สี่แยกทางลอดศรีบัวเงินพัฒนา สายสีเขียว : ถนนเชียงใหม่-ดอยสะเก็ด - สี่แยกทางลอดเวียงกุมกามโบราณสถาน รถไฟฟ้าบนดิน[แก้] ในต้นแบบโครงข่ายระบบขนส่งสาธารณะสำหรับเมืองเชียงใหม่ 5 แบบสุดท้าย มีต้นแบบจำนวน 2 แบบที่กำหนดให้ระบบรถไฟฟ้าบนดินเป็นระบบขนส่งสาธารณะหลักของเมือง ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ รูปแบบที่ 4 เป็นรูปแบบที่ได้รับคะแนนจากการศึกษาฯ เป็นอันดับที่ 3 ประกอบด้วยเส้นทางรถไฟฟ้าบนดิน 5 เส้นทาง ดังนี้ สายสีแดง : สี่แยกลิขิตชีวัน (หนองจ๊อม) - สี่แยกสนามบิน สายสีน้ำเงิน : หน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ - สถานีรถไฟเชียงใหม่ สายสีเขียว : โรงพยาบาลนครพิงค์ - สี่แยกทางลอดแม่เหียะสมานสามัคคี สายสีชมพู : สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ - รอบคูเมือง สายสีฟ้า : ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ - สถานีรถไฟเชียงใหม่ รูปแบบที่ 5 เป็นรูปแบบที่ได้รับคะแนนจากการศึกษาฯ เป็นอันดับที่ 4 ประกอบด้วยเส้นทางรถไฟฟ้าบนดิน 4 เส้นทาง และเส้นทางรถไฟฟ้าใต้ดิน 1 เส้นทาง โดยในส่วนของเส้นทางรถไฟฟ้าบนดิน มีรายละเอียดดังนี้ สายสีแดง : สี่แยกทางลอดรวมโชคมีชัย - ถนนวัวลายและถนนทิพเนตร สายสีเขียว : โรงพยาบาลนครพิงค์ - สี่แยกทางลอดแม่เหียะสมานสามัคคี สายสีชมพู : สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ - รอบคูเมือง สายสีฟ้า : ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ - สถานีรถไฟเชียงใหม่ ปัญหาและอุปสรรค[แก้] มีการคัดค้านจากประชาชนบางส่วนในการก่อสร้างรถไฟฟ้ายกระดับ (elevated railway) หรือรถไฟลอยฟ้า ด้วยเหตุผลว่า อาจจะบทบังและทำลายทัศนียภาพของเมือง โดยเฉพาะในพื้นที่เขตเมืองเก่าและพื้นที่ใกล้ดอยสุเทพ และคัดค้านการสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินในพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวทางด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม โดยเฉพาะพื้นที่ในเขตที่จะเสนอให้เป็นมรดกโลก อันได้แก่ พื้นที่ในเขตกำแพงเมืองเก่า พื้นที่เมืองเก่าในเขตแนวกำแพงดิน และพื้นที่ในเขตเวียงสวนดอก[3] อ้างอิง[แก้] กระโดดขึ้น↑ บุญส่ง สัตโยภาส. "เชียงใหม่จะมีระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างไร?" กระโดดขึ้น↑ โครงการศึกษาและจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะจังหวัดเชียงใหม่. "สรุปผลการสัมมนาและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนครั้งที่ 2". กระโดดขึ้น↑ อิศรา กันแตง. "การทำงานของคณะทำงานผลักดันเชียงใหม่สู่เมืองมรดกโลก (ตอนที่ 2)".
  15. ยังมีเวลา!! ขอรับเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดทั่วประเทศเดือนละ 600 บาท ได้จนถึง 3 ขวบ (ไม่รวมกับเงินจากประกันสังคม) ภายใน 30 ก.ย.นี้ ------------------------------- ตามที่รัฐบาลมีโครงการช่วยเหลือเด็กแรกเกิดถึง 1 ปี เพื่อช่วยเหลือผู้ปกครองที่ยากไร้รายละ 400 บาท และได้มีการขยายระยะเวลาให้เป็นเด็กแรกเกิดถึง 3 ขวบ พร้อมขยายวงเงินเป็นรายละ 600 บาท หลังจากนั้นได้เห็นชอบขยายรายละเอียด ให้ช่วยเหลือไปยังผู้ปกครองระบบการประกันสังคมและมีรายได้น้อยให้ได้รับเงินเพิ่มขึ้น จึงขอสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมอีก 1,571 ล้านบาท แต่สำนักงบประมาณ อนุมัติวงเงินล่าสุด 1,437 ล้านบาท โดยภาพรวมตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 จนถึงเดือนพฤษภาคม 2561 มีผู้มาลงทะเบียนแล้วจำนวน 570,680 คน กลุ่มเป้าหมายที่มีสิทธิ์รับเงินอุดหนุน 1.เด็กที่เกิดในปีงบประมาณ 2559 และปีงบประมาณ 2560 (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558-วันที่ 30 กันยายน 2560) จะได้รับเงินรายละ 600 บาทต่อเดือน ตั้งแต่เดือนที่มาลงทะเบียนจนเด็กอายุครบ 3 ปี 2.หญิงตั้งครรภ์ และเด็กที่เกิดในปีงบประมาณ2561 (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560-30 กันยายน 2561) จะได้รับเงินรายละ 600 บาท ต่อเดือน ตั้งแต่เดือนที่เกิดจนอายุครบ 3 ปี คุณสมบัติของผู้ได้สิทธิ์รับเงินอุดหนุน 1. หญิงตั้งครรภ์ หรือมารดาของเด็กแรกเกิดที่มีสัญชาติไทย เด็กเกิดตั้งแต่เดือนตุลาคม 2558 เป็นต้นไป หรือ บิดาของเด็กแรกเกิดที่มีสัญชาติไทย (กรณีหญิงตั้งครรภ์ หรือมารดาของเด็กแรกเกิด เป็นหญิงต่างด้าว หรือบุคคลไร้สถานะทางทะเบียนราษฎร์) 2. เด็กแรกเกิดจะต้องอาศัยอยู่ในครัวเรือนยากจน หรือครัวเรือนที่เสี่ยงต่อความยากจนโดยมีรายได้ครัวเรือนทั้งหมดหารจำนวนสมาชิกในครัวเรือน เฉลี่ยไม่เกิน 3,000 บาท ต่อคน ต่อเดือน หรือไม่เกิน 36,000 บาท ต่อคน ต่อปี 3. ไม่เป็นผู้ได้รับเงินช่วยเหลือเลี้ยงดูบุตรจากหน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรืออยู่ในความอุปการะของหน่วยงานของรัฐ (ยกเว้นประกันสังคม) ดังนั้น หากท่านใดอยู่ในข่ายผู้ได้รับสิทธิ์ ขอให้รีบไปแจ้งข้อมูลเพิ่มเพื่อตรวจสอบสถานะครัวเรือน และถ้ายังไม่มีการแจ้งหรือรายงานตัวก็อาจถูกตัดสิทธิไม่ได้รับเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดอีกต่อไป เอกสารหลักฐานประกอบการลงทะเบียน -แบบลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิฯ (แบบ ดร.01) -แบบรับรองสถานะของครัวเรือน (แบบ ดร.02) -สำเนาบัตรประชาชนของบิดา มารดาของเด็ก -สำเนาทะเบียนบ้านของบิดามารดาของเด็ก -สำเนาเอกสารแสดงการฝากครรภ์ หรือสำเนาสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก หน้าที่ 1 -สำเนาสูจิบัตรเด็กแรกเกิด (ยื่นหลังคลอดบุตร) ที่ได้รับการรับรองแล้ว -สำเนาหน้าบัญชีธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ลงทะเบียนเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดได้ตามสถานที่ ดังต่อไปนี้ -ในกรุงเทพมหานคร ให้ไปลงทะเบียนได้ที่สำนักงานเขตต่าง ๆ -ในต่างจังหวัดให้ไปลงทะเบียนที่สำนักงานเทศบาล หรือที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล -ในพัทยา ให้ไปลงทะเบียนได้ที่ศาลาว่าการเมืองพัทยา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ -สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) -กรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) โทร. 0-2651-6532 -ศูนย์ช่วยเหลือสังคม (OSCC) โทร. 1300 ตลอด 24 ชั่วโมง ที่มา สำนักประชาสัมพันธ์เขต 4
  16. คีลอยด์ คือ แผลเป็นชนิดหนึ่งที่มีลักษณะนูนและขนาดอาจขยายใหญ่กว่ารอยแผลที่เกิดขึ้น ส่วนที่มีแนวโน้มการเกิดคีลอยด์มากกว่าบริเวณอื่น ๆ ได้แก่ หน้าอก หัวไหล่ หลัง ลำคอ และติ่งหู วิธีการรักษาที่ใช้บ่อยๆคือ การฉีดสเตียรอยด์ และการผ่าตัด ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงการสัก เจาะตามร่างกาย หรือการผ่าตัดศัลยกรรมใด ๆ ที่ไม่มีความจำเป็น หากเกิดแผลขึ้นตามร่างกาย ควรรีบรักษาทันที เพื่อให้แผลนั้นหายเร็วขึ้นและมีโอกาสเกิดแผลเป็นน้อยลงค่ะ รูปภาพขออนุญาตผู้ป่วยแล้วค่ะ ผู้ป่วยรายนี้เป็นหลังจากการเจาะหูหลายๆ รู คีลอยด์เกิดตามรอยเจาะทุกตำแหน่งทั้งที่ติ่งหูและใบหูค่ะ Cr: @คลีนิคหู คอ จมูก หมออินทิรา
  17. พ.ร.บ.รถ!! ประโยชน์มากมายที่หลายคนไม่รู้ วงเงินคุ้มครองสูงสุดคนละ 300,000 บาทต่อครั้ง ---------------------------------- พ.ร.บ.รถยนต์ หรือ การประกันรถยนต์ภาคบังคับ ซึ่งรถยนต์ หรือจักรยานยนต์ ทุกคันจะต้องทำประกันนี้ไว้ และทุกครั้งที่จะต้องเสียภาษีต่อทะเบียนรถ จะต้องซื้อ พ.ร.บ.ควบคู่ไปด้วย เพื่อคุ้มครองผู้ประสบอุบัติเหตุจากรถยนต์ และจักรยานยนต์ เป็นหลัก ซึ่งการคุ้มครอง มีดังนี้ *ค่าเสียหายเบื้องต้น ได้รับโดยไม่ต้องรอพิสูจน์ความผิด 1. ค่ารักษาพยาบาล จากการบาดเจ็บ จ่ายตามจริง สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาทต่อคน 2. การเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือ ทุพพลภาพอย่างถาวร 35,000 บาทต่อคน (หากเสียหายรวมกันทั้งข้อ 1 และ ข้อ 2 ต้องไม่เกิน 65,000 บาทต่อคน) *การจ่ายค่าสินไหมทดแทน ซึ่งผู้เคลมประกัน จะได้รับภายหลังจากการพิสูจน์แล้วว่า"ไม่ได้เป็นฝ่ายผิด"ตามกฎหมาย โดยมีวงเงินคุ้มครองรวมกับค่าเสียหายเบื้องต้นดังนี้ กรณีเป็นฝ่ายถูก 1. ค่ารักษาพยาบาลจากการบาดเจ็บ สูงสุดไม่เกิน 80,000 บาทต่อคน 2. การเสียชีวิต/ทุพพลภาพอย่างถาวร 300,000 บาทต่อคน 3. สูญเสียอวัยวะ 3.1 สูญเสียมือตั้งแต่ข้อมือ หรือแขน หรือเท้าตั้งแต่ข้อเท้า หรือขา หรือ ตาบอด อย่างใดอย่างหนึ่งรวมกัน ตั้งแต่ 2 กรณีขึ้นไป 300,000 บาท 3.2 สูญเสียมือตั้งแต่ข้อมือ หรือแขน หรือเท้าตั้งแต่ข้อเท้า หรือขา หรือสายตา(ตาบอด) หรือ หูหนวกเป็นใบ้ หรือเสียความสามารถในการพูดหรือลิ้นขาด สูญเสียอวัยวะสืบพันธุ์ หรือความสามารถในการสืบพันธุ์ จิตพิการอย่างติดตัว หรือเสียอวัยวะอื่นใด 250,000 บาท 3.3 สูญเสียนิ้วตั้งแต่ข้อนิ้วขึ้นไป ไม่ว่านิ้วเดียว หรือ หลายนิ้ว 200,000 บาท 4. ค่าชดเชยการรักษาตัว กรณีผู้ป่วยใน 200 บาทต่อวัน แต่ไม่เกิน 20 วัน หรือไม่เกิน 4,000 บาท 5. จำนวนเงินคุ้มครองสูงสุดรวมกันต้องไม่เกิน 304,000 บาท 6. วงเงินคุ้มครองความรับผิดสูงสุดต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง สำหรับรถยนต์ไม่เกิน 7 ที่นั่ง 5,000,000 ต่อครั้ง 7 วงเงินคุ้มครองความรับผิดสูงสุดต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง สำหรับรถยนต์เกิน 7 ที่นั่ง 10,000,000 ต่อครั้ง สำหรับ เอกสารที่จะต้องใช้เวลาการเคลม พ.ร.บ. มีดังนี้ กรณีบาดเจ็บ 1. สำเนาบัตรประชาชนผู้ประสบอุบัติเหตุ 2. ใบเสร็จรับเงินต้นฉบับ กรณีเบิกค่าชดเชยหรือผู้ป่วยใน 1. สำเนาบัตรประชาชนผู้ประสบอุบัติเหตุ 2. ใบรับรองแพทย์ หนังสือรับรองการรักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน กรณีทุพพลภาพ 1. สำเนาบัตรประชาชนผู้ประสบอุบัติเหตุ 2. ใบรับรองแพทย์และหนังสือรับรองความพิการ 3. สำเนาบันทึกประจำวันของพนักงานสอบสวน หรือ หลักฐานอื่นที่แสดงว่าผู้นั้นได้รับความเสียหายจากการประสบภัยจากรถ กรณีเสียชีวิต 1. สำเนาบัตรประชาชนผู้ประสบอุบัติเหตุ 2. ใบมรณบัตร 3. สำเนาบัตรประชาชนทายาทสำเนาทะเบียนบ้าน 4. สำเนาบันทึกประจำวันในคดีของพนักงานสอบสวน หรือหลักฐานอื่นที่แสดงว่าผู้นั้นถึงแก่ความตาย เพราะการประสบภัยจากรถ เมื่อเตรียมเอกสารเรียบร้อยแล้ว สามารถทำเรื่องขอเบิกเงิน จากบริษัทประกันภัยรถยนต์ที่เราซื้อ พ.ร.บ.มา ซึ่งสามารถดูได้ที่กรมธรรม์ และ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ได้ทุกสาขาทั่วประเทศ สำหรับรถจักรยานยนต์ ซึ่งจะมีการเบิกจ่ายเงินภายใน 7 วัน โดย พ.ร.บ.จะคุ้มครองผู้เสียหายในส่วนของคนเท่านั้น ส่วนทรัพย์สิน หรือ ตัวรถจะไม่ได้รับการคุ้มครอง ฉะนั้น ผู้ขับขี่รถยนต์ ควรจะทำประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ หรือที่เราเรียกว่าประกันรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นชั้น 1 ชั้น 2 หรือชั้น 3 ก็ควรทำไว้เช่นกัน เพื่อประกันความเสี่ยงจากอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้น ขอขอบคุณ_ทิพยประกันภัย / Thairath-ไทยรัฐ Prd7
×