Jump to content
CM108.com ซีเอ็มร้อยแปดดอทคอม

นักข่าวออนไลน์ CM108

Administrators
  • Content Count

    1,798
  • Joined

  • Last visited

  • Days Won

    3

Everything posted by นักข่าวออนไลน์ CM108

  1. น้ำมันขึ้นราคาแหมแล้ว พรุ่งนี้ 21 ก.พ. 40 สตางค์
  2. ภาพล่าสุดความเสียหายจากแผ่นดินไหวที่อำเภอวังเหนือ ลำปาง ส่วนใหญ่บ้านร้าว ตามภาพ ภายหลังแแผ่นดินไหว ขนาด 4.9 เมื่อเวลา 16.05 น.----ภาพจาก >> สมาคมกู้ภัยวังเหนือ จ.ลำปาง
  3. สถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ที่เชียงใหม่ วันนี้ 19 ก.พ. 2562 ยังไม่ดีนัก อย่าลืมสวมใส่หน้ากากอนามัย และดูแลสุขภาพ
  4. คุมเข้มห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดทั้งชนิดขายส่งและปลีก ในวันมาฆบูชา ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท ซึ่งเริ่มตั้งแต่หลังเที่ยงคืน (18 ก.พ. 2562) ถึงเวลาเที่ยงคืน 00.00 น.ของวันที่ 19 ก.พ.2562
  5. ขบวนพิธีเคลื่อนสรีระสังขาร"หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป"ไปยังมณฑล พิธีเมรุชั่วคราวเชิญสรีระสังขาร ขึ้นจิตกาธาน ณ.วัด อรัญญวิเวก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่_เครดิต/Seven Pix โพสต์โดยคุณ สิทธิ จันทร์เพ็ญ14 ก.พ.2562
  6. วันนี้ 13 ก.พ. 62 นายคมสัน สุวรรณอัมพา รองผู้ว่าราชจังหวัดเชียงใหม่ เผยขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ ได้ทำการวัดปริมาณควันดำ ของรถยนต์โดยสารสาธารณะ จากการตรวจสอบ 30 คัน ปรากฏว่าไม่ผ่านถึง 10 คัน จึงสั่งระงับการใช้และให้ปรับปรุง ส่วนการแก้ไขปัญหาฝุ่นและหมอกควันในเบื้องต้น ได้ให้รถฉีดล้างถนน ช่วงเวลา 05.00-06.30 น. ในรอบคูเมืองเพื่อให้ฝุ่นที่ฉาบหน้าไหลลงท่อระบายน้ำ จากนั้นในช่วงบ่ายรถจะฉีดฝุ่นที่เกาะติดบริเวณต้นไม้ และเพื่อสร้างความชุ่มชื้นในอากาศ ช่วงเวลา 14.00 น.ทุกวัน พบเห็นการจุดก่อกองไฟ/ไฟป่า กรุณาแจ้ง 053-232019, 053-112725 หรือสายด่วน 1362 ตลอด 24 ชั่วโมง
  7. ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ออกประกาศมาตราการ อย่างเป็นทางการ
  8. ภาพจากสมาชิกกลุ่ม CM108.com
  9. วันนี้ (10 ก.พ.62) เวลา 11.00 น. พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร.(ปป)/ผอ.ศอ.ปส.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.มนตรี สัมบุณณานนท์ ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ภาณุเดชบุญเรือง รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ยุทธชัย พัวประเสริฐ ผบก.ภ.จว.เชียงราย พ.ต.อ.ประหยัด สิงสิน ผกก.สภ.เวียงป่าเป้า, พ.อ.สมพงษ์ อุ่นใจ ผู้แทน ผบ.มทบ.37 , นายอนันต์ สมุทรารินทร์ นายอำเภอเวียงป่าเป้า และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงผลการจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดรายสำคัญ ณ สภ.วังเวียงป่าเป้า จว.เชียงราย โดยสามารถจับกุม 2 ราย รวมของกลางยาบ้ากว่า 6.4 ล้านเม็ด พร้อมของกลางอื่นที่เกี่ยวข้อง การปฏิบัติการภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ , พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ /ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ , พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ /รองผู้อำนวยการศูนย์ฯ , พล.ท.ฉลองชัย ชัยยะคำ แม่ทัพภาคที่ 3/ผอ.ศป.ปส.ทภ.3 , พล.ท.สุภโชค ธวัชพีระชัย แม่ทัพน้อยที่ 3 , พล.ต.วิชิต วงค์สังข์ ผบ.กกล.ผาเมือง , พล.ต.บรรณวัฒน์ พรหมจรรย์ ผบ.พล.ร.7 / ผบ.ศป.ปส.ชน., นายประจญ ปรัชญ์สกุล ผวจ.เชียงราย , นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการ ป.ป.ส. และ นายพรพัฒน์ สุวรรณภูมิ ผอ.ป.ป.ส.ภาค 5 ร่วมบูรณาการปฏิบัติงานตามนโยบายรัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ดำเนินการลดการแพร่ระบาดของยาเสพติดในพื้นที่ชุมชน สถานศึกษา โรงงาน และสถานประกอบการ โดยให้ดำเนินการจับกุมกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดรายย่อยในพื้นที่ และข้อสั่งการของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการบูรณาการการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด และเปิดปฏิบัติการขุดรากถอนโคนยาเสพติดให้หมดไปจากสังคมไทยโดยเร็ว ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่ ร่วมกันสอดส่องเฝ้าระวังตรวจสอบรถยนต์ของขบวนการลำเลียงยาเสพติด ที่หลบเลี่ยงด่านตรวจฯ เข้าไปยังพื้นที่หมู่บ้าน ตำบล ชุมชนต่างๆ ขอให้ประชาชนที่พบเห็น ได้กรุณาแจ้งข้อมูลผ่านสายด่วนยาเสพติด 1599 , สายด่วน 191 , Line@inthanon1 (ผบช.ภ.5) และ แอปพลิเคชั่น Police I Lert U ได้ตลอด 24 ชม. เพื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ปฏิบัติการปราบปราม จับกุม ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ได้อย่างแบบขุดรากถอนโคน เป็นการช่วยแก้ไขปัญหายาเสพติดของประเทศ และเพื่อให้สังคมไทยมีความปลอดภัยจากปัญหาอาชญากรรมอย่างยั่งยืน
  10. พรรคไทยรักษาชาติ จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ระวังสับสนกับ พรรคเพื่อไทย, พรรคเพื่อนไทย, พรรคเพื่อธรรม, หรือ พรรคเพื่อชาติ พรรคไทยรักษาชาติ ทษช. หัวหน้าพรรค กมล วิจิตรโสภาพันธ์[1] นายทะเบียนพรรค ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ เลขาธิการพรรค มิตติ ติยะไพรัช โฆษกพรรค จิรัตธิติกาล คุ้มเสือ รองโฆษกพรรค ขัตติยา สวัสดิผล คำขวัญพรรค โลกก้าวไกล ไทยต้องก้าวทัน คิดใหม่ ทำใหม่ กล้าเปลี่ยนแปลง ก่อตั้ง พรรครัฐไทย 27 กรกฎาคม 2009; 9 ปีก่อน พรรคไทยรวมพลัง 1 ตุลาคม 2010; 8 ปีก่อน พรรคไทยรักษาชาติ 7 ตุลาคม 2018; 4 เดือนก่อน ที่ทำการพรรค 99/385 ถนน แจ้งวัฒนะ, แขวง ทุ่งสองห้อง เขต หลักสี่, กรุงเทพมหานคร สี แดง รองหัวหน้าพรรค วีรภัทร พาสุนันท์ รองเลขาธิการพรรค ต้น ณ ระนอง วิม รุ่งวัฒนจินดา คณาพจน์ โจมฤทธิ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรค จาตุรนต์ ฉายแสง เหรัญญิกพรรค วรรษมล เพ็งดิษฐ์ การเมืองไทย รายชื่อพรรคการเมือง การเลือกตั้ง พรรคไทยรักษาชาติ (อังกฤษ: Thai Save the Nation Party,ชื่อย่อ: ทษช. ชื่อย่อภาษาอังกฤษ:TSN) พรรคการเมืองไทยที่ก่อตั้งขึ้นตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ เป็นลำดับที่ ๑๑/๒๕๕๒ เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ในชื่อ พรรครัฐไทย โดยมีนาย เอกสิทธิ์ เจาฑานนท์ และนาย ศิรเมศร์ เสถียรรุจิกานนท์ เป็นหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคคนแรก [2] ต่อมาในการประชุมใหญ่วิสามัญของพรรครัฐไทยครั้งที่ ๑/๒๕๕๓ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553 ที่ประชุมได้มีมติให้เปลี่ยนแปลงชื่อพรรคจาก พรรครัฐไทย เป็น พรรคไทยรวมพลัง พร้อมกับเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรค และภาพเครื่องหมายพรรค [3] โดยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 พรรคไทยรวมพลังได้ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งแต่ไม่ได้ที่นั่งในสภาแม้แต่ที่นั่งเดียว ใน พ.ศ. 2557 นายเอกสิทธิ์หัวหน้าพรรคคนแรกได้ลาออกจากตำแหน่งทำให้คณะกรรมการบริหารพรรคต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ [4] โดยนาย กมล จิรโสภาพันธ์ ในฐานะนายทะเบียนสมาชิกพรรคจึงรักษาการในตำแหน่งหัวหน้าพรรค จากนั้นในการประชุมใหญ่ของพรรคไทยรวมพลังเมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2561 ที่ประชุมมีมติให้เปลี่ยนแปลงชื่อพรรคเป็น พรรคไทยรักษาชาติ พร้อมกับเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคอุดมการณ์ของพรรค และนโยบายของพรรค รวมถึงนายกมลได้ลาออกจากตำแหน่งรักษาการหัวหน้าพรรคโดยมีกระแสข่าวว่าพรรคไทยรักษาชาติเป็นพรรคสาขาของพรรคเพื่อไทยเพราะมีอดีต ส.ส. และอดีตรัฐมนตรีของ พรรคเพื่อไทย จำนวนหนึ่งได้เตรียมย้ายมาสังกัดและเข้ามาบริหารพรรคไทยรักษาชาติ [5] นอกจากนี้ยังมีการตีความชื่อย่อของทางพรรคในช่วงแรกๆ ว่ามีนัยหมายถึงทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีอีกด้วย [6] กระทั่งการประชุมใหญ่ของพรรคไทยรักษาชาติ ครั้งที่ ๑/๒๕๖๑ เมื่อวันพุธที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 ที่ โรงแรมรามาการ์เดนส์ มีวาระสำคัญในการเลือก หัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ รวมถึงเปลี่ยนแปลงภาพเครื่องหมายพรรค และสถานที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของพรรค ซึ่งที่ประชุมมีมติเลือกร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช และนาย มิตติ ติยะไพรัช เป็นหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคคนใหม่ [7] วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 พรรคไทยรักษาชาติยื่นพระนามทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน มหิดล เป็นผู้ที่จะเสนอเป็นนายกรัฐมนตรีเพียงชื่อเดียว ด้านหัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติให้สัมภาษณ์ว่า "พระองค์ท่านเองทรงมีพระเมตตาตอบรับและให้พรรคไทยรักษาชาติเสนอพระนามในบัญชีนายกฯ ของพรรค"[8] ดูเพิ่ม[แก้] พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน (พ.ศ. 2541)
  11. พระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโร) จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี พระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโร) หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ เกิด 28 มิถุนายน พ.ศ. 2460 มรณภาพ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2535 อายุ 75 อุปสมบท 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2480 พรรษา 55 วัด วัดจันทาราม (ท่าซุง) ท้องที่ อุทัยธานี สังกัด มหานิกาย วุฒิการศึกษา เปรียญธรรม 4 ประโยค นักธรรมชั้นเอก ตำแหน่ง ทางคณะสงฆ์ เจ้าอาวาสวัดจันทาราม (ท่าซุง) พระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโร) หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ เป็นพระภิกษุนิกายเถรวาทฝ่ายมหานิกาย เจ้าอาวาสวัดจันทาราม (ท่าซุง) จังหวัดอุทัยธานี มีชื่อเสียงในด้านการบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานจนได้วิชามโนมยิทธิ (ฤทธิ์ทางใจ) หลังการมรณภาพ สังขารร่างกายของท่านมิได้เน่าเปื่อยอย่างศพของคนทั่วไป และได้มีการเก็บรักษาไว้ที่วัดท่าซุงจนถึงปัจจุบันนี้ เนื้อหา 1ประวัติ 1.1ปฐมวัย 1.2อุปสมบท 1.3การศึกษาและการปฏิบัติธรรม 1.4เป็นเจ้าอาวาสวัดท่าซุง 2สมณศักดิ์ 3ผลงาน 4การรับเป็นศิษย์ 5พุทธทำนาย 6รายการอ้างอิง 7แหล่งข้อมูลอื่น ประวัติ[แก้] ปฐมวัย[แก้] พระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโร) เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2460 ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 8 ปีมะเส็ง ที่ตำบลสาลี อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ในครอบครัวของชาวนาซึ่งมีฐานะค่อนข้างดี บิดาชื่อ นายควง สังข์สุวรรณ มารดาชื่อนางสมบุญ สังข์สุวรรณ ท่านเป็นบุตรคนที่ 3 จากพี่น้องร่วมบิดามารดาจำนวน 5 คน ดังนี้ นายวงษ์ สังข์สุวรรณ เกิดปี 2453 ถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2513 ถึงแก่กรรมที่วัดท่าซุง เมื่อคราวมาช่วยหลวงพ่อที่วัดท่าซุง อายุ 60 ปี นางสำเภา ยาหอมทอง (สังข์สุวรรณ) เกิดปี 2457 ถึงแก่กรรมเมื่อปี 2545 อายุ 88 ปี อยู่บ้านสาลี อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี พระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโร) นายเวก (หวั่น) สังข์สุวรรณ ต่อมาได้อุปสมบทเป็น พระครูพิศาลวุฒิธรรม (พระมหาเวก อักกวังโส) อยู่วัดดาวดึงษาราม กทม.เกิดวันที่ 15 กรกฎาคม 2463 อุปสมบทที่วัดบางนมโคเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2492 เมื่ออายุได้ 26 ปี 59 พรรษา มรณภาพเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2548 รวมอายุ 85 ปี 3 เดือน 26 วัน ด.ญ. อุบล สังข์สุวรรณ ถึงแก่กรรมตั้งแต่อายุ 4 ขวบ ก่อนที่พระราชพรหมยานจะเกิดนั้น มารดาของท่านฝันว่า เห็นพระพรหมมีสีเหลืองเป็นทองคำเหมือนพระพุทธรูป นอนลอยไปในอากาศ มีเพชรประดับแพรวพราวทั้งตัว เข้าทางหัวจั่วด้านทิศเหนือ เข้ามานั่งที่ตักท่าน มารดาก็กอดไว้ แล้วก็หายเข้าไปในกาย เมื่อเกิดมาใหม่ ๆ หลวงพ่อเล็ก เกสโร ซึ่งมีฐานะเป็นลุง ได้กล่าวว่า เจ้าเด็กคนนี้มาจากพรหม ดังนั้นจึงให้ชื่อว่า "พรหม" และต่อมาภายหลัง คนที่จดสำมะโนครัวเขามาเปลี่ยนชื่อให้เป็น "สังเวียน" ท่านยายกับชาวบ้านเรียกว่า "เล็ก" ส่วนท่านมารดาและพี่ ๆ น้องๆ เรียกว่า "พ่อกลาง" พ.ศ. 2466 อายุ 7 ขวบ เข้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนประชาบาลวัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จนจบชั้นประถมปีที่ 3 พ.ศ. 2474 อายุ 15 ปี อาศัยกับท่านยายที่บ้านหน้าวัดเรไร อำเภอตลิ่งชัน จังหวัดธนบุรี ได้ศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณ พ.ศ. 2476 อายุ 17 ปี ช่วยราชการปราบกบฏบวรเดช พ.ศ. 2478 อายุ 19 ปี เข้าทำงานเป็นเภสัชกรทหาร สังกัดกรมการแพทย์ทหารเรือ (ปัจจุบันคือโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า) อุปสมบท[แก้] พ.ศ. 2479 อายุ 20 ปี อุปสมบทเป็นภิกษุเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2479 เวลา 13.00 น. ที่พัทธสีมาวัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีพระครูรัตนาภิรมย์ (อยู่ ติสฺโส) เจ้าอาวาสวัดบ้านแพน เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูวิหารกิจจานุการ (ปาน โสนนฺโท) เจ้าอาวาสวัดบางนมโคเป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระอาจารย์เล็ก เกสโร วัดบางนมโค เป็นพระอนุสาวนาจารย์ คำสั่งพระอุปัชฌาย์ ขณะเข้าบวช หลวงพ่อปาน ท่านบอกท่านอุปัชฌาย์ว่า เจ้านี่หัวแข็งมาก ต้องเสกด้วยตะพดหนักหน่อย ท่านอุปัชฌาย์ท่านเป็นพระทรงธรรมเหมือนหลวงพ่อ (ปาน) หลวงพ่อเล็กก็เหมือนกัน ท่านอุปัชฌาย์ท่านยิ้มแล้วท่านพูดว่า "3 องค์นี้ไม่สึก อีกองค์ต้องสึกเพราะมีลูก เมื่อจะสึกไม่ต้องเสียดายนะลูก เกษียณแล้วบวชใหม่มีผลสมบูรณ์เหมือนกัน 2 องค์นี้พอครบ 10 พรรษาต้องเข้าป่า เมื่อเข้าป่าแล้วห้ามออกมายุ่งกับชาวบ้านจนกว่าจะตาย จะพาพระและชาวบ้านที่อวดรู้ตกนรก จงไปตามทางของเธอ ท่านปานช่วยสอนวิชาเข้าป่าให้หนักหน่อย ท่านองค์นี้ (หมายถึงฉัน) จงเข้าป่าไปกับเขา แต่ห้ามอยู่ในป่าเป็นวัตร เพราะเธอมีบริวารมาก ต้องอยู่สอนบริวารจนตาย พอครบ 20 พรรษาจงออกจากสำนักเดิม เธอจะได้ดี จงไปตามทางของเธอ ฉันบวชพระมามากแล้วไม่อิ่มใจเท่าบวชพวกเธอ" การศึกษาและการปฏิบัติธรรม[แก้] พ.ศ. 2480 อายุ 21 ปี สอบได้นักธรรมชั้นตรี พ.ศ. 2481 อายุ 22 ปี สอบได้นักธรรมชั้นโท พ.ศ. 2482 อายุ 23 ปี สอบได้นักธรรมชั้นเอก ระหว่างพรรษาที่ 1 - 4 - เรียนอภิญญา - ธุดงค์ป่าช้า, ป่าศรีประจันต์, พระพุทธบาท, พระพุทธฉาย, เขาวงพระจันทร์ , เขาชอนเดื่อ, ตาคลี จังหวัดนครสวรรค์, ดงพญาเย็น, ภูกระดึง, พระแท่นดงรัง ฯลฯ - ศึกษาวิปัสสนา ระหว่างปี พ.ศ. 2480-2483 ได้ศึกษาพระกัมมัฏฐาน จากครูบาอาจารย์หลายท่าน เช่น พระครูวิหารกิจจานุการ (ปาน โสนนฺโท) เจ้าอาวาสวัดบางนมโค หลวงพ่อจง พุทธสโร วัดหน้าต่างนอก, พระอาจารย์เล็ก เกสโร วัดบางนมโค พระครูรัตนาภิรมย์ (อยู่ ติสฺโส) เจ้าอาวาสวัดบ้านแพน พระครูอุดมสมาจารย์ วัดน้ำเต้า หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ หลวงพ่อเนียม วัดน้อย หลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ วัดอัมพวัน (วัดคลองมะดัน) และหลวงพ่อเรื่อง วัดใหม่พิณสุวรรณ พ.ศ. 2483 อายุ 24 ปี เข้ามาจำพรรษาที่วัดช่างเหล็ก อำเภอตลิ่งชัน ธนบุรี เพื่อเรียนบาลี จากนั้นย้ายมาอยู่ที่วัดอนงคารามในช่วงออกพรรษาในสมัยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม พุทฺธสโร) อยู่วัดช่างเหล็กในช่วงเข้าพรรษา ระหว่างนี้ได้ศึกษาเพิ่มเติมกรรมฐานกับหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และพบพระสุปฏิปันโนอีกมาก เช่น สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทโย) เป็นต้น พ.ศ. 2486 อายุ 27 ปี สอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค เปลี่ยนชื่อจาก "พระมหาสังเวียน" [1] เป็น "พระมหาวีระ" เพื่อไม่ให้คล้ายกับ พระมหาสำเนียง ที่อยู่วัดช่างเหล็ก ที่เดียวกัน พ.ศ. 2488 อายุ 29 ปี สอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค ย้ายมาอยู่วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ได้เป็นรองเจ้าคณะ 4 วัดประยูรวงศาวาส และฝึกหัดการเป็นนักเทศน์ พ.ศ. 2492 อายุ 33 ปี จำพรรษาที่วัดลาวทอง จังหวัดสุพรรณบุรี พ.ศ. 2494 อายุ 35 ปี จึงกลับไปอยู่วัดบางนมโค จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นเจ้าอาวาสวัดบางนมโค พ.ศ. 2500 อายุ 41 ปี อาพาธหนักเข้าโรงพยาบาลกรมแพทย์ทหารเรือ พ.ศ. 2502 อายุ 43 ปี พักฟื้นที่วัดชิโนรสาราม กรุงเทพมหานคร จากนั้นจึงได้ย้ายไปอยู่วัดโพธิ์ภาวนาราม อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท ซึ่งขณะนั้นยังเป็นสำนักสงฆ์ ได้ลูกศิษย์รุ่นแรก 6 คน พ.ศ. 2505 อายุ 46 ปี ไปจำพรรษาที่วัดพรวน อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาทเป็นเวลา 1 พรรษา พ.ศ. 2506 อายุ 47 ปี กลับมาจำพรรษาที่วัดโพธิ์ภาวนาราม พอกลางเดือนมิถุนายน ก็ได้ลาพุทธภูมิ พ.ศ. 2508 อายุ 49 ปี จำพรรษาที่วัดปากคลองมะขามเฒ่า ตำบลมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท แล้วเริ่มไป - กลับวัดสะพาน อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท เพื่อสอนพระกรรมฐาน พ.ศ. 2510 อายุ 51 ปี ได้สอนวิชามโนมยิทธิ แล้วจึงจำพรรษาที่วัดสะพาน อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท เป็นเจ้าอาวาสวัดท่าซุง[แก้] บุษบกประดิษฐานศพของพระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโร) พ.ศ. 2511 อายุ 52 ปี ในวันที่ 25 มีนาคม จึงมาอยู่วัดจันทาราม (ท่าซุง) ตำบลน้ำซึม อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี ได้ทำบูรณะ สร้างและขยายวัด จากเดิมมีพื้นที่ 6 ไร่ 2 งาน 07 2/10 ตารางวา จนกระทั่งเป็นวัดที่มีบริเวณพื้นที่ประมาณ 289 ไร่ 1 งาน 40 ตารางวา มีอาคารและถาวรวัตถุต่าง ๆ จำนวน 144 รายการในวัด สิ้นค่าก่อสร้างทั้งสิ้น 611,949,193 บาท สิ่งก่อสร้างทั้งในวัดและนอกวัด อาทิเช่น หอสวดมนต์, พระพุทธรูป, อาคารปฏิบัติกรรมฐาน, ศาลาการเปรียญ, วิหาร 100 เมตร, โบสถ์ใหม่, บูรณะโบสถ์เก่า, ศาลา 2 ไร่, 3 ไร่, 4 ไร่ และ 12 ไร่, หอไตร, โรงพยาบาลศูนย์แม่และเด็ก ชนบทที่ 61, พระจุฬามณี, มณฑปท้าวมหาราชทั้ง 4, พระบรมราชานุสาวรีย์ 6 พระองค์, พระชำระหนี้สงฆ์, โรงไฟฟ้า, โรงเรียนพระสุธรรมยานเถระวิทยา, ศูนย์สงเคราะห์ผู้ยากจนในแดนทุรกันดารตามพระราชประสงค์ เป็นต้น ทั้งยังได้ช่วยการก่อสร้างที่วัดอื่น ๆ ในประเทศไทยอีกมากมาย พ.ศ. 2520 อายุ 61 ปี ตั้งศูนย์สงเคราะห์ผู้ยากจนในแดนทุรกันดารตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2526 อายุ 67 ปี สร้างโรงพยาบาลแม่และเด็กชนบทที่ 61 และมอบให้กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2528 อายุ 69 ปี สร้างโรงเรียนพระสุธรรมยานเถระวิทยา พ.ศ. 2535 อายุ 76 ปี ได้อาพาธด้วยโรคปอดบวมอย่างแรง และติดเชื้อในกระแสโลหิต เข้ารักษาที่โรงพยาบาลศิริราช และมรณภาพที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2535 เวลา 16.10 น. ปัจจุบันศพของหลวงพ่อได้บรรจุไว้ในโลงแก้วบนบุษบกทองคำที่ประดับด้วยอัญมณีอันวิจิตรงดงาม ณ วัดจันทาราม ตำบลน้ำซึม อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี [2] สมณศักดิ์[แก้] พ.ศ. 2527 เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระสุธรรมยานเถร[3] พ.ศ. 2532 เป็นพระราชาคณะชั้นราช ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ที่ พระราชพรหมยาน ไพศาลภาวนานุสิฐ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี[4] ผลงาน[แก้] ตลอดระยะเวลาที่อุปสมบทอยู่ หลวงพ่อพระราชพรหมยานได้ทำหน้าที่ของพระสงฆ์ ในพระพุทธศาสนาอย่างสมบูรณ์ กล่าวคือ ทางด้านชาติ ได้สร้างโรงพยาบาลแม่และเด็ก, สร้างโรงเรียนพระสุธรรมวิทยา, จัดตั้งธนาคารข้าว, ออกเยี่ยมเยียน ทหารหาญของชาติและตำรวจตระเวณชายแดนตามหน่วยต่าง ๆ เพื่อ ปลุกปลอบขวัญและกำลังใจ และ แจกอาหาร, ยา, อุปกรณ์อำนวยความสะดวก และวัตถุมงคลทั่วประเทศ ทางด้านพระศาสนา ได้สั่งสอนพุทธบริษัทศิษยานุศิษย์ให้มุ่งพระนิพพานเป็นหลัก โดยให้ประพฤติปฏิบัติสำรวมกาย, วาจา, ใจ, มุ่งในทาน, ศีล, สมาธิ และปัญญา ทั้งในทางกรรมฐาน 40 และมหาสติปัฏฐานสูตร ได้พิมพ์หนังสือคำสอนจำนวนมากและบันทึกเทปคำสอนกว่า 1,000 ม้วน นอกจากนี้ยังได้แสดงธรรมเทศนาทางสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์เป็นครั้งคราว นอกจากนี้ ยังเดินทางไปสงเคราะห์คณะศิษย์ในต่างจังหวัดและต่างประเทศทุก ๆ ปี ทางด้านวัตถุ ท่านได้ช่วยสร้างพระพุทธรูปและถาวรวัตถุไว้ในพระพุทธศาสนามากกว่า 30 วัด รวมทั้งการบูรณะฟื้นฟูวัดท่าซุงด้วยเงินกว่า 600 ล้านบาท ได้สร้างพระไตรปิฎก และถวายผ้าไตรแก่วัดต่างๆ ปีละไม่ต่ำกว่า 200 ไตร ทางด้านพระมหากษัตริย์ท่านได้สนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยการจัดตั้งศูนย์สงเคราะห์ผู้ยากจนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชประสงค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ซึ่งศูนย์ฯ นี้ได้ดำเนินการสงเคราะห์ราษฎรในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 ทั้งการแจกเสื้อผ้า, อาหาร และยารักษาโรคแก่ราษฎรผู้ยากจน, การช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยทางธรรมชาติ, การจัดแพทย์เคลื่อนที่ออกรักษาพยาบาลราษฎรผู้เจ็บป่วย, การให้ทุน นักเรียนที่เรียนดีแต่ยากจน, การบริจาคทุนทรัพย์ให้แก่มูลนิธิและโรงพยาบาลต่าง ๆ ฯลฯ นับได้ว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานเป็นปูชนียบุคคลผู้อยู่ด้วยความกรุณา เป็นปกติ พร่ำสอนธรรมะและสิ่งทีเป็นประโยชน์และสงเคราะห์เกื้อกูลมหาชนด้วยเมตตามหาศาลสมกับเป็น ศากยบุตรพุทธชิโนรสแท้องค์หนึ่ง คุณวิเศษส่วนองค์และต่อส่วนรวม 1. เป็นผู้ได้บำเพ็ญบารมีมามาก 2. ทรงอภิญญาสมาบัติและปฏิสัมภิทาญาณ 3. ทรงเถรธรรม ประกอบด้วย รัตตัญญู (รู้ราตรีนาน), สีลวา (มีศีล), พหุสสุตะ (ทรงความรู้ได้ฟังมาก), สวาคตะปาฏิโมกขะ (วินิจฉัยพระวินัยได้ดี), อธิกรณสมุปปาทวูปสมกุสละ (ฉลาดในการระงับอธิกรณ์ที่เกิดขึ้น), ธัมมกามะ (ใคร่ในธรรม), สันตุฏฐะ (สันโดษ), ปาสาทิกะ (น่าเลื่อมใส), ฌานลาภี (คล่องในฌาน) และ อนาสวเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ (บรรลุเจโตวิมุติ และปัญญาวิมุติ สิ้นอาสวกิเลส 4. รู้แจ้งในไตรภูมิ 5. เป็นที่รักของพระ พรหม เทพยดาและมนุษย์ทั้งปวง 6. สอนคนให้เข้าใจถึงพระนิพพานได้จริง ตามมาตรฐานการปฏิบัติธรรมแห่งพระพุทธศาสนาครบถ้วนทั้ง 4 หมวด อันได้แก่ 6.1) สุกขวิปัสสโก ปฏิบัติธรรมแบบเรียบ ๆ มีมรรคมีผล แต่ไม่มีความรู้พิเศษ 6.2) เตวิชโช หรือเรียกว่า วิชชา 3 มีมรรคมีผล และมีความรู้พิเศษคือ ทิพจักขุญาณ รู้ว่าคนเกิดมาจากไหน ตายไปไหน เป็นต้น มีญาณ 8 ประการ 6.3) ฉฬภิญโญ หรือเรียกว่า อภิญญา 6 มีมรรคมีผล และมีความรู้พิเศษคือแสดงฤทธิ์ได้ 5 อย่าง หากหมดกิเลสด้วยจะเรียกว่าได้อภิญญา 6 6.4) ปฏิสัมภิทัปปัตโต หรือเรียกว่า ปฏิสัมภิทาญาณ มีมรรคมีผล และมีความรู้พิเศษครอบคลุมทั้ง 3 หมวดแรก ปฏิสัมภิทาญาณนั้นคือ ทรงพระ ไตรปิฎก (แตกฉานในเหตุและผล), รู้ภาษาคนทุกภาษาและภาษาสัตว์ทุกชนิด และคล่องแคล่วในการสอนธรรม (ขยายความให้เข้าใจก็ได้ ย่อความให้เข้าใจก็ได้) คำกล่าวที่จารึกในแผ่นทองซึ่งบรรจุใต้แท่นพระประธาน เมื่อพ.ศ. 2519 ในแผ่นทองได้จารึกไว้ดังนี้ เราพระมหาวีระ มีพระราชานามว่า ภูมิพล เป็นผู้อุปถัมถ์ ร่วมด้วยพุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่ สร้างวัดนี้เป็นพุทธบูชา เมื่อศักราชล่วงไปแล้ว 2700 ปีปลาย จะมีพระเจ้าธรรมิกราช นามว่า ศิริธรรมราชา สืบเชื้อสายมาจากเชียงแสนและสุโขทัย ร่วมกับพระอรหันต์ จะมาบูรณะวัดนี้ สืบพระศาสนาต่อไป คณะของเราขอโมทนา แต่อยู่ช่วยไม่ได้ เพราะไปพระนิพพานหมดแล้ว อีกทั้งท่านยังได้ตั้งสัตยาธิษฐานฝากลูกหลานของท่านไว้ดังนี้ ฉันขอตั้งสัตยาธิษฐาน อ้างคุณพระศรีรัตนตรัย มีองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุข พร้อมด้วยพระอริยสงฆ์ทั้งหมดและพระพรหม และเทพเจ้าทั้งหมด ขอทุกท่านจงกำหนดจิต จดจำลูกหลานของฉันไว้ ว่าบุคคลใดก็ตาม เมื่อเวลาจะตายขอให้สติสัมปัชัญญะสมบูรณ์ มีจิตน้อมไปในกุศลกรรม และขอให้ได้รับผลที่ฉันได้ทำไปแล้วทุกประการแก่ลูกหลานของฉันทุกคน เวลานี้ฉันมองดูแล้วนะ ตรวจดูแล้ว สิ่งที่ฉันต้องการมันสมใจนึกแล้ว ฉันมีความอิ่มใจบอกไม่ถูก ปลื้มใจที่ความปรารถนาสมหวัง ที่ฉันตั้งใจไว้นาน ปรารถนาไว้นานคิดว่าจะทำไม่ได้ แต่เวลานี้ทำได้แล้ว ลูกหลานของฉันทุกคน มีศรัทธาเป็นอจลศรัทธาแล้ว มีความมั่นคงในพระพุทธศาสนาแล้ว มีความดีพอสมควรแล้ว อุโบสถหลังใหม่นี้ มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในพระเกศมาลาของสมเด็จพระ พุทธพรมงคล พระประธานในพระอุโบสถ, เททองหล่อรูปหลวงพ่อปาน และทรงตัดลูกนิมิตด้วย ในช่วงพ.ศ. 2518 - 2520 การรับเป็นศิษย์[แก้] "..คนที่ต้องการเป็นศิษย์ ไม่ต้องขออนุญาต ขอให้ปฏิบัติตามนี้ อยู่ที่ไหน ไม่เคยเห็นหน้ากันเลยก็รับเป็นศิษย์ คือ 1. ศิษย์ชั้น 3 พยายามรักษาศีล 5 เสมอ อาจจะขาดตกบกพร่องบ้าง แต่ก็พยายามรักษาให้ครบถ้วนให้มากที่สุดที่จะทำได้ อย่างนี้ ขอรับไว้เป็นศิษย์ชั้น 3 คือ ศิษย์ขนาดจิ๋ว 2. ศิษย์รุ่นกลาง มีปฏิปทาดังนี้ มีศีลบริสุทธิ์เป็นปกติ พยายามรักษาอารมณ์ให้ทรงสมาธิเสมอตามสมควร ไม่ละเมิดศีลเป็นปกติ อย่างนี้ ขอรับไว้เป็นศิษย์รุ่นกลาง 3. ศิษย์เอก มีปฏิปทา ดังนี้ ก. รักษาศีล 5 ครบถ้วนเป็นปกติ ข. เคารพพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ไม่สงสัยในความดีของท่าน มีอารมณ์ตั้งมั่นว่า ถ้าตายไปจากคนชาตินี้ ขอไปนิพพานจุดเดียว พยายามละความโลภ ความโกรธ ความหลงเป็นปกติ ..." พุทธทำนาย[แก้] พุทธทำนาย ซึ่งเป็นคำพยากรณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับประเทศไทย เป็นคำทำนายที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างมากในสังคม โดยชื่อของพระราชพรหมยาน มักถูกนำไปเชื่อมโยงกับแหล่งที่มาของพุทธทำนาย[5]
  12. วันนี้ ชาวโซเชียลฯ แห่งแชร์คำทำนาย "นารีขี่ม้าขาว" หลวงพ่อฤาษีลิงดำอีกครั้ง
  13. 🛑สืบสวน สภ.สารภี จับกุมการพนันมวย ⏰ 3 ก.พ.2562 เวลาประมาณ 16.00 น.โดยอำนวยการของ พ.ต.อ.สงกรานต์ สันวงค์ ผกก.ฯ, พ.ต.ท.เส้นชัย ฟู่เจริญ รอง ผกก.สส.ฯ ชุดจับกุมประกอบด้วย พ.ต.ต.สุริยะฎิษ สุริยะธง สว.สส.ฯ, ร.ต.อ.ชยุต บวรศักดิยุต รอง สว.สส.ฯ, ร.ต.อ.เสฏฐวัฒน์ พิเคราะห์ รอง สว.สส.ฯ,ร.ต.อ.สงคราม มณี รอง สว.สสฯ,ร.ต.อ.สุชาติ หอมนาน รอง สวป.ฯ พร้อมชุดสืบสวน 🔥รับแจ้งว่ามีการลักลอบเล่นการพนันมวยตู้ จึงได้ไปตรวจสอบบ้านที่เกิดเหตุ พบว่ามีการลักลอบเล่นการพนันจริง จึงได้แสดงตัวเข้าทำการจับกุม ⚠️ผู้ต้องหา พ.ร.บ.การพนัน 1 ราย 9 คน ประกอบด้วย 1. ชายไทย อายุ 67 ปี ภูมิลำเนา ต.หนองป่าครั่ง อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ 2. ชายไทย อายุ 51 ปี ภูมิลำเนา ต.ไชยสถาน อ.สารภี จ.เชียงใหม่ 3. ชายไทย อายุ 61 ปี ภูมิลำเนา ต.ไชยสถาน อ.สารภี จ.เชียงใหม่ 4. ชายไทย อายุ 47 ปี ภูมิลำเนา ต.ไชยสถาน อ.สารภี จ.เชียงใหม่ 5. ชายไทย อายุ 64 ปี ภูมิลำเนา ต.ไชยสถาน อ.สารภี จ.เชียงใหม่ 6. ชายไทย อายุ 39 ปี ภูมิลำเนา ต.ต้นเปา อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ 7. ชายไทย อายุ 55 ปี ภูมิลำเนา ต.ท่าศาลา อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ 8. ชายไทย อายุ 41 ปี ภูมิลำเนา ต.แม่อ้อ อ.พาน จ.เชียงราย 9. ชายไทย อายุ 44 ปี ภูมิลำเนา ต.ช้างทูน อ.บ่อไร จ.ตราด ⚡พร้อมด้วยของกลาง โทรทัศน์สี 1 เครื่อง เงินสด 300 บาท โพยราคาต่อรองผลการชกมวย 2 เล่ม ♨️โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันลักลอบเล่นการพนัน(มวยตู้) พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต” 🚩ที่เกิดเหตุ บริเวณหน้าร้านขายของชำ ต.ไชยสถาน อ.สารภี จ.เชียงใหม่ 🔆 นำส่ง พ.ต.ต.วินัย รวิเดช พนักงานสอบสวนเวร ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
  14. จังหวัดเชียงใหม่ จัดกิจกรรม "ฮอมปอย แม่ข่างาม" เพื่อการพัฒนาฟื้นฟูคลองแม่ข่า ให้เป็นสายน้ำแห่งไชยมงคล และดอกไม้งาม วันนี้ (วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2562) ที่บริเวณคลองแม่ข่า ท่าน้ำชัยศรีภูมิ์ ถนนอัษฎาธร อำเภอเมืองเชียงใหม่ นายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดงาน “ฮอมปอยแม่ข่างาม” ซึ่งในภาษาไทยล้านนา คำว่า “ฮอม” หมายถึง การนำปัจจัย หรือสิงของมาร่วมกัน และคำว่า “ปอย” หมายถึง งานบุญ หรือการจัดงานในวาระเฉลิมฉลองในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีผู้คนมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก “ฮอมปอย” จึงเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของคนล้านนา หมายถึง การร่วมแรง ร่วมใจ ช่วยเหลือในสิ่งที่ตนมีคนละไม้คนละมือ โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงสมาคมคนรักคลองแม่ข่า ร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่ ได้มีมาตรการเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาคลองแม่ข่าอย่างยั่งยืน โดยกำหนดแนวทางดำเนินการไว้เป็น 10 มาตรการ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการพัฒนาและแก้ไขปัญหาคลองแม่ข่าอย่างยั่งยืน หนึ่งในนั้นคือ การปรับปรุงภูมิทัศน์สองฝั่งคลองแม่ข่าให้สวยงามเป็นธรรมชาติ โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน ชุมชน จิตอาสาและหน่วยงานทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และจังหวัดเชียงใหม่ได้กำหนดวิสัยทัศน์ไว้ในแผนแม่บทคลองแม่ข่า พ.ศ.2561-2565 คือ คลองสวย น้ำใส ไหลดี ชุมชนมีสุข กิจกรรม ภายในงาน ปะกอบด้วย การพายเรือการกุศล และชมขบวนแห่เรือบุปผาชาติ ที่ตกแต่งอย่างสวยงาม ล่องอวดสายตา ในเส้นทางจากท่าน้ำชัยศรีภูมิ์ ไปจนถึง สะพานแม่ข่าถนนมหิดล พร้อมชวนเชิญ พี่น้องประชาชน ผู้มีบ้านเรือน อาคารร้านค้าที่อยู่ติดคลองแม่ข่า ร่วมกันปลูกต้นไม้ พืชผักสวนครัวรั้วกินได้ จัดสวนหย่อม ดูแล บำรุงรักษา ตกแต่งริมคลองแม่ข่าให้สะอาด สวยงามตลอดทั้งปี ทั้งนี้ขอเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคกล้าไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้มงคล ไม้หอม ไม้กระถาง กล้าไม้แขวน และอุปกรณ์ทำสวน ในการร่วมกันรณรงค์ พัฒนาและฟื้นฟูคลองแม่ข่าให้มีภูมิทัศน์ที่สวยงามด้วยมวลดอกไม้ พืชพรรณไม้นานาชนิด อีกด้วย
  15. ระทึก ตามรถบรรทุกหนักกระชั้นชิดโดยเฉพาะทางลาดชัน ให้ระวัง ดูไว้เป็นอุทาหรณ์ เหตุเกิดที่ทางขึ้นวัดพระธาตุดอยสะเก็ต อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ เวลา 14.30 น. วันที่ 2 ก.พ. 2562 เหตุจากรถบรรทุกกำลังจะขึ้นเนิน แต่แล้วปรากฏว่ามีรถเก๋งอีกคันจะลงมา รถบรรทุกเลยเบรค แต่แล้วก็เบรคไม่อยู่ ถอยหลังลงมาอย่างเร็วชนกับบ้านเรือนชาวบ้านแถวนั้น ส่วนรถคันที่ตามท้ายรถบรรทุกมีเด็ก 2 คน มีผู้ใหญ่ 2 คน รอดหวุดหวิด (ภาพโดยคุณ Sayan Boonkung)
  16. จากประกาศเมื่อต้นปีที่ทางสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวถึงเรื่องการปรับ เพิ่มเงินสงเคราะห์บุตร จากเดิมที่เคยจ่าย 400 บาท เป็น 600 บาทว่า ซึ่งเดิมที สปส. จ่ายเงินสงเคราะห์บุตร ให้กับคุณพ่อคุณแม่ผู้ประกันตน ที่มีลูกตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 6 ปี จำนวน 400 บาท ต่อเดือนต่อคน แต่หลังจากวันที่ 31 ม.ค. 62 สปส.จะโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารที่แจ้งไว้ทุกเดือน ในอัตราปรับใหม่จาก 400 เป็น 600 บาท โดยจะจ่ายย้อนหลังให้จนถึงเดือน ม.ค. 2561 เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูลูกน้อยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตามนโยบาย สำหรับการเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้คุณพ่อคุณแม่ผู้ประกันตน เป็นการส่งเสริมให้คนไทยมีบุตรมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมีอัตราการเกิดน้อย โดยลูกของคุณพ่อคุณแม่ที่มีสิทธิประกันสังคม ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 6 ขวบ (จำนวน 3 คน) จะได้รับเงินสงเคราะห์บุตร จำนวน 600 บาทต่อคน ในวันที่ 31 ม.ค. 62 และรวม เงินสงเคราะห์บุตร ย้อนหลัง ที่มา www.amarinbabyandkids.com
  17. เสียงซึงบ้านเฮา ม่วน จับใจแต้ๆ เน้อ ผลงานครูแอ๊ด และทีม Mate SoundMuang ข้อมูลเบื้องต้น ซึง เป็นเครื่องดนตรี ประเภทเครื่องสาย ที่ใช้วิธีการเล่นโดยการดีด แบ่งตามลักษณะได้ 3 ประเภท คือ ซึงเล็ก ซึ่งกลาง และซึงหลวง(ซึงที่มีขนาดใหญ่) แบ่ง ตามประเภทได้ 2 ชนิด คือ ซึงลูก 3 และซึงลูก 4 (แตกต่างกันที่เสียง ลูก 3 เสียงซอล จะอยู่ด้านล่าง ส่วนซึงลูก4 เสียงซอล จะอยู่ด้านบน)แหล่งที่ปรากฏการแสดงนั้นๆ บ้านวังหาด ตำบลตลิ่งชัน อำเภอบ้านด่านลานหอย จังหวัดสุโขทัย (ข้อมูลเพิ่มเติมของสะล้อ ซอ ซึง อ่านต่อได้ที่ >> http://bit.ly/2G0FLzP ) ลองฟังผ่อเน้อ จากเฟซบุ๊ก ครูแอ๊ด
  18. ‘งานศิลปาชีพล้านนาไทย ก้าวไกลด้วยพระบารมี’ ครั้งที่ 1 เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 86 พรรษาในวันที่ 12 สิงหาคม 2561 และสืบทอดพระปณิธานในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีต่อสตรีไทยในด้านศิลปาชีพ และบทบาทหน้าที่ของสตรีไทย ตลอดจนส่งเสริมสนับสนุนให้สตรีไทยได้มีความรู้ความสามารถตามหลักการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อเป็นพลังในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ และยกย่องเชิดชูสตรีไทย ด้วยการสร้างค่านิยมที่ดีให้สังคมให้ยอมรับบทบาท ความสามารถ และคุณค่าของสตรีไทย ตลอดจนเป็นการรวมพลังของสตรีและกลุ่มองค์กรสตรีในจังหวัดเชียงใหม่ ให้มีความเข้มแข็งภายใต้บริบทของจังหวัดเชียงใหม่ ในการร่วมมือกันทำกิจกรรมการกุศลสำหรับดำเนินงานพัฒนาอาชีพสตรีเด็ก และผู้ด้อยโอกาสในจังหวัดเชียงใหม่ น.ส.วรัญญา เลิศวรกิจพิพัฒน์ นายกสมาคมสตรีนครเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ทางสมาคมสตรีนครเชียงใหม่ จึงร่วมมือกับองค์กรพันธมิตร ประกอบด้วย สภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ ท้องถิ่นจังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงใหม่ ตำรวจภูธรภาค 5 และเทศบาลเมืองแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จัดโครงการจัดงานศิลปาชีพล้านนาไทย ก้าวไกลด้วยพระบารมี ครั้งที่ 1 ประจำปี 2562 ระหว่างวันศุกร์ที่ 8 - วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 ณ ห้องสักทอง/ราชพฤกษ์ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ จากความสนพระราชหฤทัยอย่างจริงจังของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ในอันที่จะส่งเสริมอาชีพหัตถกรรมของราษฎร เมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนหมู่บ้านต่างๆ ขณะตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ซึ่งเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระตำหนักในต่างจังหวัด ทรงมีพระราชดำริครั้งแรกในการส่งเสริมอาชีพหัตถกรรมขึ้นเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.2508 ระหว่างประทับที่พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทั้งสองพระองค์เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมเยียนราษฎรที่หมู่บ้านเขาเต่า และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงชักชวนให้หญิงชาวบ้านหัดทอผ้าฝ้ายขาย โดยโปรดเกล้าฯ ให้จัดหาครูทอผ้าจากจังหวัดราชบุรีมาช่วยสอน ปรากฏว่า กิจการทอผ้าขาวม้าและผ้าซิ่นพื้นเมืองดำเนินไปด้วยดีพอสมควร ถือได้ว่าเป็นพระราชกรณียกิจแรกทางด้านการส่งเสริมอาชีพหัตถกรรมแก่ราษฎร ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงริเริ่มขึ้น ขณะที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระราชปรารภว่า “...การพระราชทานสิ่งของให้แก่ชาวบ้านนั้น เป็นเพียงการช่วยเหลือเฉพาะหน้า ควรจะหาวิธีที่ช่วยให้ชาวบ้านสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาวต่อไป..” สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 จึงโปรดเกล้าฯ ให้ส่งเสริมการทอผ้าไหมพื้นเมืองทุกชนิด ทั้งผ้าไหมสีพื้น และผ้าไหมลายพื้นเมืองต่างๆ นอกเหนือจากผ้าไหมมัดหมี่ เช่น ผ้าไหมหางกระรอก ผ้าไหมลายลูกแก้ว ผ้าไหมแพรวา ผ้าไหมลายขิด ส่วนชาวบ้านที่ทอผ้าไม่เป็น ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และทรงรับซื้อเส้นไหมส่งไปให้ผู้ที่มีความสามารถในการทอผ้า จนการ ‘ทอผ้าไหม’ ยกระดับเป็นโครงการส่งเสริมอาชีพที่สร้างรายได้แก่ราษฎรอย่างกว้างขวางในที่สุด นับเป็นจุดเริ่มต้นของการศิลปาชีพไทยมาจนถึงทุกวันนี้ อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาเกือบ 70 ปีที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงคู่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระองค์ทรงให้ความสำคัญต่อสตรีไทยมาอย่างต่อเนื่อง ทรงยกย่องสตรีไทยว่าเป็นผู้ที่มีคุณค่ายิ่ง ดังที่มีกระแสพระราชดำรัสใจความสำคัญว่า “...ผู้หญิงไทยมีส่วนช่วยบ้านเมืองมาโดยตลอด ถึงคราวจำเป็นต้องออกศึกผู้หญิงไทยก็ปฏิบัติได้เป็นอย่างดี นำชื่อเสียงเกียรติคุณมาสู่ประเทศ ผู้หญิงไทยเป็นนักเศรษฐกิจประจำครอบครัว ทำงานได้หลายด้านหลายทาง รู้จักปรับตัวให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมตามกาลสมัย ยึดการดำเนินชีวิตในทางสายกลาง จึงไม่ค่อยประสบปัญหาขัดแย้งกับผู้ที่อยู่ใกล้ชิด ไม่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าตนเองด้อยกว่าผู้ชาย ผู้หญิงไทยเราเก่ง แต่ไม่ทำอวดเก่ง...”พระราชดำรัส ในโอกาสเสด็จฯ ทรงเปิดงาน เคหศิลป์ ครั้งที่ 7 ณ สวนลุมพินี วันที่ 5 กรกฎาคม 2512 ดังนั้นเพื่อเป็นการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณฯ และตระหนักถึงความสำคัญในบทบาทของสตรีไทย ตลอดจนร่วมสืบทอดพระปณิธานในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 สมาคมสตรีนครเชียงใหม่ และองค์กรพันธมิตร จึงร่วมมือกันจัดงานศิลปาชีพล้านนาไทย ก้าวไกลด้วยพระบารมี ครั้งที่ 1 ประจำปีพุทธศักราช 2562 ขึ้น โดยมุ่งหวังให้สมาชิกเครือข่ายสตรีทั้งในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง ภาคีเครือข่าย สตรีและเยาวสตรีไทยจังหวัดเชียงใหม่ ได้มีโอกาสพัฒนาตนเองตามหลักการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ นำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2561–2580) ด้านการสร้างโอกาสความเสมอภาคและความเท่าเทียมกันทางสังคม ด้วยความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ ทั้งนี้ระหว่างวันที่ 8-10 กุมภาพันธ์ 2562 ภายในงานศิลปาชีพล้านนาไทย ก้าวไกลด้วยพระบารมี’ ครั้งที่ 1 จะประกอบด้วย นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ที่แสดงถึงพระราชกรณียกิจด้านบทบาทสตรี และพระราชจริยาวัตรอันงดงามในฐานะแม่ของแผ่นดิน นิทรรศการโครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน จากสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง/โครงการหลวง นิทรรศการผ้าโบราณ นิทรรศการตามรอยพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 การคัดเลือกสตรีศรีนครเชียงใหม่ ‘ผู้สืบสานพระราชปณิธาน แม่ของแผ่นดิน’ การแสดงผลงานของสตรีศรีนครเชียงใหม่ มอบโล่ รางวัลเกียรติบัตรและเข็มเชิดชูเกียรติ ให้แก่ สตรีศรีนครเชียงใหม่ การคัดเลือกเยาวสตรีศรีนครเชียงใหม่ การแสดงผลงานของเยาวสตรีศรีนครเชียงใหม่ มอบโล่รางวัล เกียรติบัตรและเข็มเชิดชูเกียรติ ให้แก่ เยาวสตรีศรีนครเชียงใหม่ การประกวดมารยาทไทย สืบทอดวัฒนธรรมไทย และประกวดงานฝีมือประเภทแกะสลักผักผลไม้ สร้างเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ แห่งวัฒนธรรมไทยด้านหัตถศิลป์ ตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 มอบเหรียญรางวัล เงินรางวัล และเกียรติบัตร ‘แกะสลักผักผลไม้’ ตลอดจนการประกวดสุดยอดผ้าไทยล้านนา การประกวดการออกแบบตัดเย็บผ้าไทย ชุดทำงานและชุดราตรี การจัดเสวนา ‘บทบาทของสตรีไทยในยุค 4.0’ การแสดงวัฒนธรรมงดงามสตรีศรีเชียงใหม่ การออกบูธแสดงสินค้าจากกลุ่มอาชีพสตรีในจังหวัดเชียงใหม่ สินค้าOTOP ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ฝีมือคนพิการ เป็นต้น
×