Jump to content
CM108.com ซีเอ็มร้อยแปดดอทคอม

นักข่าวออนไลน์ CM108

Administrators
  • Content Count

    1,671
  • Joined

  • Last visited

  • Days Won

    3

Everything posted by นักข่าวออนไลน์ CM108

  1. กรมสุขภาพจิตห่วงภัย!!“โพสต์ภาพเซลฟี่ที่สวยด้วยแอพ” บนโลกโซเซียล เสี่ยงเป็นคนขาดความมั่นใจบนโลกความจริง กรมสุขภาพจิตห่วงภัยเงียบ ผู้ที่ชอบโพสต์ภาพเซลฟี่ที่ใช้แอพเติมแต่งความสวย สดใส ก่อนโพสต์ เพื่อหวังเรียกความเชื่อมั่นจากยอดไลค์ ชี้เสี่ยงเป็นคนขาดความเชื่อมั่นในโลกแห่งความเป็นจริง โดยเฉพาะวัยรุ่น ยิ่งน่าห่วง จะทำให้การพัฒนาตัวเองยาก ขาดภาวะการเป็นผู้นำ ส่งผลกระทบประเทศชาติอาจ ขาดนักคิดนวตกรรมสิ่งสร้างสรรค์ แนะการป้องกันลูกหลานเสพติดเซลฟี่ ต้องสอนให้เด็กรู้จักคบเพื่อน ให้ยอมรับความแตกต่างของคนที่ไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน นาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ให้สัมภาษณ์ว่า มีความเป็นห่วงพฤติกรรมการเซลฟี่(selfie)ของประชาชนในสังคมออนไลน์ กำลังกลายเป็นพฤติกรรมเคยชิน ซึ่งเป็นการสื่อสารแสดงออกถึงตัวตนบุคคลโดยถ่ายรูปตนเองในอิริยาบทต่างๆแล้วแชร์ภาพ เผยแพร่ในเครือข่ายสังคมออนไลน์ การเซลฟี่นั้นมีความสำคัญกับความคิดในเรื่องของตัวตนอย่างมาก มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตและความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าวว่า หากเซลฟี่ในลักษณะเหมาะสมคือไม่ได้หวังผลอะไร จะไม่มีผลเสียอะไร เก็บไว้เป็นความประทับใจได้ แต่หากเซลฟี่มีความถี่มาก เพื่อให้เพื่อนๆมากดไลค์หรือเขียนข้อความแสดงความเห็นต่างๆ จนเกิดการหมกมุ่น อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นหรือความมั่นใจในตัวเอง หากโพสต์รูปตัวเองไปแล้วและได้รับการตอบรับน้อย คนกดไลค์น้อย ไม่เป็นไปตามคาดหวังและโพลต์ใหม่ก็ยังไม่ได้รับการตอบรับ จะส่งผลให้บุคคลนั้นขาดความมั่นใจ และอาจไม่ชอบ ไม่พอใจรูปลักษณ์ตัวเอง เกิดความกังวล ชีวิตไม่มีความสุข เมื่อสะสมไปเรื่อยๆก็อาจทำให้เกิดความผิดปกติทางจิตใจและอารมณ์ได้ง่าย เช่นหวาดระแวง เครียด ซึมเศร้า เป็นภัยเงียบที่น่าเป็นห่วง โดยหากเป็นเยาวชน วัยรุ่น จะมีผลกระทบต่ออนาคตได้ เด็กที่ขาดความมั่นใจในตัวเอง จะมีผลให้พัฒนาตัวเองยาก ขาดภาวะการเป็นผู้นำ ซึ่งมีความสำคัญมากในการใช้ชีวิตทั้งการทำงาน ครอบครัว โอกาสที่จะคิดพัฒนานวตกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ จึงเป็นไปได้ยากขึ้น มีผลต่อการพัฒนาประเทศในอนาคตอย่างคาดไม่ถึง ทางด้านแพทย์หญิงกุสุมาวดี คำเกลี้ยง ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ขอนแก่น กล่าวว่า โดยทั่วไปตัวตนของคนเรา มี 4 ประเภท คือ 1.ตัวตนจริงๆเช่นรูปร่าง หน้าตา สวย หล่อ มีทักษะความสามารถ 2. ตัวตนที่เรารับรู้ตัวเอง ซึ่งอาจตรงหรือไม่ตรงกับตัวตนที่แท้จริงก็ได้ เช่นคนที่เห็นแก่ตัวอาจไม่รู้สึกว่าตนเองเป็นคนเห็นแก่ตัวก็ได้ 3.ตัวตนในอุดมคติ เป็นตัวตนในความฝันที่อยากจะเป็นหรือมีบุคคลต้นแบบที่อยากจะใช้ชีวิตตาม และ4. ตัวตนที่เรารับรู้จากการมองของคนรอบข้าง ( Looking -glass self) และเราก็มักจะปฏิบัติตนให้สอดคล้องและมีการปรุงแต่งไปตามค่านิยมหรือความต้องการสังคม ตัวตนประเภทนี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อพฤติกรรมของเราทั้งในโลกความจริงและในโลกสังคมออนไลน์ แพทย์หญิงกุสุมาวดีกล่าวต่อว่า การถ่ายภาพเซลฟี่ เปรียบเสมือนการได้ส่องกระจก พฤติกรรมถ่ายเซลฟี่ที่น่าเป็นห่วงมี 2 ประการ ประการแรกคือถ่ายเซลฟี่ร่วมกับการใช้แอพลิเคชั่นแต่งเติมหน้าตัวเองให้ดูดี มีสีสันสดใสขึ้นตามความต้องการ เช่นตาดำโต หน้าเรียว แก้มชมพู ปากแดง ซึ่งขณะนี้กำลังได้รับความนิยมมากทั้งไทยและต่างประเทศ จัดว่าเป็นภาพตัวตนในอุดมคติ ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง จะเป็นการหลอกทั้งตัวเองและหลอกคนอื่น หากใช้บ่อย จะมีผลทำให้ขาดความมั่นใจในการเผชิญหน้าจริงกับผู้คนที่เป็นเพื่อนในโลกโซเชียล หรือเผชิญโลกแห่งความเป็นจริง อาจจะเกิดการยอมรับความจริงไม่ได้ ประการที่ 2 คือการใช้แอพถ่ายเซลฟี่บ่อยถี่จนเกินไป อาจเป็นสัญญานของผู้ที่หมกมุ่นไม่พึงพอใจรูปร่างหน้าตาของตนเองมากผิดปกติ เรียกว่ากลุ่มอาการบีดีดี (Body Dysmorphic Disorder :BDD) คนกลุ่มนี้จะนิยมการใช้แอพถ่ายภาพเซลฟี่เพราะภาพสามารถตอบโจทย์ ใช้ตรวจสอบรูปร่างหน้าตาของตัวเองได้บ่อยตามต้องการ อาจมีพฤติกรรมหมกมุ่น ไม่พอใจในรูปร่างหน้าตาตัวเองและใช้แอพเซลฟี่ตลอดเวลา จนอาจเสียการเสียงาน บางกรณีถึงขั้นหลุดจากโลกความเป็นจริงถึงขั้นไม่สามารถใช้ชีวิตแบบคนปกติได้ “สังคมออนไลน์มีส่วนทำให้คนมีโอกาสได้เห็นหน้าตาตัวเองบ่อยขึ้นกว่าแต่ก่อน ทำให้เกิดความระแวงในหน้าตาของตัวเองว่าจะสวยหรือหล่อหรือไม่ ขณะเดียวกันการเซลฟี่ที่ถี่มากเกินไป อาจสะท้อนถึงความกังวลและความไม่มั่นใจในตัวเอง และอาจเป็นตัวกระตุ้นหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าต้องทำให้ตัวเองสวยสร้างความมั่นใจตัวเอง หลายคนอาจตัดสินใจทำศัลยกรรมใบหน้า ให้หน้าตาสวยเข้ารูป หรือทำให้สวยเหมือนในภาพเซลฟี่ที่ใช้โปรแกรมตกแต่งเพิ่ม ทำให้ตัวเองพอใจ คนอื่นยอมรับ” แพทย์หญิงกุสุมาวดีกล่าว แพทย์หญิงกุสุมาวดีกล่าวต่อไปว่า วิธีการป้องกันลูกหลานเสพติดเซลฟี่ และการสร้างความมั่นใจในตัวเองบนโลกแห่งความเป็นจริง มีคำแนะนำผู้ปกครอง 5 ประการดังนี้ 1. สอนเด็กให้มองและยอมรับในความแตกต่างของคนที่ไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน ข้อนี้สำคัญมาก เพื่อเด็กจะได้เข้าใจ ไม่นำตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น 2. ควรเลี้ยงดูบุตรหลาน โดยให้ความรัก ความอบอุ่น เด็กจะให้ความสำคัญกับคนรอบข้างที่เป็นสิ่งแวดล้อมจริงในชีวิตประจำวัน รวมถึงให้คำแนะนำการใช้โลกออนไลน์และเซลฟี่ให้เหมาะสม ถูกเวลา 3. ฝึกเด็กให้รู้จักระเบียบวินัย รู้จักควบคุมตัวเองในการใช้เวลาในโลกออนไลน์ ประการสำคัญผู้ปกครองต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในการควบคุมพฤติกรรมการถ่ายเซลฟี่ของตนเอง 4.สอนให้เด็กรู้จักคบเพื่อนในโลกแห่งความเป็นจริง ฝึกทักษะทางสังคมเช่นการยิ้ม การชื่นชมคนอื่น สอนการแบ่งปัน และ 5.ฝึกให้เด็กมีเอกลักษณ์เป็นของตนเองในโลกแห่งความเป็นจริง โดยชวนทำกิจกรรมร่วมกับคนในครอบครัว เช่น ออกกำลังกาย ดูหนัง ฟังเพลง ทำงานศิลปะ ทำอาหาร ทำงานบ้าน หรือจิตอาสาอื่นๆ เพื่อให้เด็กมองเห็นคุณค่าและเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง ******************************* 16 กันยายน 2561
  2. กู้ชีพเทศบาลแม่ปูคา เมื่อเวลา 20:20 น. วันที่16/09/61 ได้รับแจ้งรถยนต์ชนต้นไม้หน้าโรงเรียนสวนเด็กสันกำแพง ต.แม่ปูคา ออกตรวจสอบพบ รถยนกะบะสีขาวชนต้นฉำฉา มีผู้ได้รับบาดเจ็บติดภายในรถ จึงขอสนับสนุนอุปกรณ์ตัดถ่าง นำผู้บาดเจ็บออกมาได้ เป็นชาย1ราย บาดเจ็บเล็กน้อยถลอกตามร่างกาย กู้ชีพแม่ปูคานำส่ง รพ.สันกำแพง กู้ชีพแม่ปูคาขอบขอบพระคุณ. กู้ชีพจามจุรี กู้ชีพป่าแดง กู้ชีพบูรพาของเขตอำเภอดอยสะเก็ด มากครับที่ ว.4 ร่วมในครั้งนี้ ภาพและข้อมูลจาก กู้ชีพเทศบาลแม่ปูคา
  3. Live สด‼️ ราว 02.30 น. (16 ก.ย.61) รถยนต์เก๋งตกคูเมือง หน้าโรงเรียนวัฒโนฯ อำเภอเมือง เชียงใหม่ ผู้ขับขี่เป็นชายอายุราว 30 ปี มาคนเดียว ออกมาจากรถได้ ไม่มีผู้บาดเจ็บ เบื้องต้น ทราบว่าผู้ขับขี่ได้ขับออกมาจากซอยข้างศาลเจ้าจีน คูเมืองด้านใน แต่ขับตรงพุ่งลงคูเมืองดังกล่าว www.CM108.com รายงาน
  4. "ชนหน้าซื่อ !!" คลิปหน้ารถ...เตือนคนขับขี่รถกลางคืน *** ดูคลิป Video กันเองนะครับเน้อเมื่อ 23.44 น.ที่ผ่านมา ที่ถนนนิมมานเหมินท์**** ออกซอยมาอย่างนี้ครับท่าน <<<< ฝากขอบคุณพลเมืองดี และเจ้าหน้าที่กู้ภัยฯ ที่เข้าช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงทีนะครับ (ขอบคุณคลิปจากสมาชิกเพจ CM108) #เมาไม่ขับ ขอบคุณภาพนิ่งจาก "สมาคมดารารัศมี - กู้ชีพ-กู้ภัยดารารัศมี"
  5. คณะวิศวะ รับน้อง รับน้องขึ้นดอย คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ '61 #รับน้องขึ้นดอย 2561 #คณะวิจิตรศิลป์ #ช่างฟ้อน ฟ้อนงาม ประเพณีรับน้องขึ้นดอย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประจำปี 2561 รับน้องขึ้นดอย 2561 คณะศึกษาศาสตร์ มช. | Education CMU Doi Suthep Trekking 2018
  6. วิศวะ มช โค้งขุนกัณฑ์2018
  7. รับน้องขึ้นดอย 60 วิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  8. รับน้องขึ้นดอยคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2018
  9. ขบวนรับน้องขึ้นดอยของ วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี ประจำปี 2561
  10. รถไฟฟ้าในเทศบาลนครเชียงใหม่และพื้นที่ต่อเนื่อง จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี รถไฟฟ้าในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่และพื้นที่ต่อเนื่อง หมายถึง โครงข่ายระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ ที่ใช้ยานพาหนะที่แล่นบนรางโดยใช้พลังงานไฟฟ้า (electric railways) เป็นส่วนหนึ่งของระบบขนส่งหลัก มีพื้นที่รับผิดชอบให้บริการในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ รวมถึงพื้นที่ที่มีความเกี่ยวเนื่องโดยรอบ แต่ยังไม่มีการเปิดให้บริการจริง โดยยังอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาและออกแบบโครงการ อนึ่ง คำว่า "รถไฟฟ้า" ในที่นี้ เป็นคำที่ใช้กันโดยทั่วไปอย่างไม่เป็นทางการ หมายถึงโครงข่ายระบบขนส่งทั้งโครงข่าย มิได้หมายความความถึงเฉพาะตัวยานพาหนะ โดยจะหมายถึงโครงข่ายระบบขนส่งที่ใช้ยานพาหนะที่แล่นบนรางโดยใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่าย แต่มักจะไม่หมายรวมถึงรถราง (tram) และรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (monorail) เนื้อหา 1ประวัติ 2เส้นทางรถไฟฟ้าตามโครงการที่มีการเสนอไว้ 2.1โครงการที่ถูกนำเสนอก่อนปี พ.ศ. 2559 2.2แผนแม่บทฯ ปี พ.ศ. 2559 2.2.1รถไฟฟ้าใต้ดิน 2.2.2รถไฟฟ้าบนดิน 3ปัญหาและอุปสรรค 4อ้างอิง ประวัติ[แก้] แนวคิดเรื่องการมีรถไฟฟ้าในเทศบาลนครเชียงใหม่และพื้นที่ต่อเนื่องนั้น เป็นสิ่งที่พูดถึงอย่างจริงจังในการศึกษาเพื่อจัดทำระบบขนส่งมวลชนสาธารณะสำหรับเมืองเชียงใหม่ ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการแล้ว 4 ครั้ง[1] ได้แก่ ปี พ.ศ. 2537 ดำเนินการโดยการทางพิเศษ มีการนำเสนอถึงการนำรถไฟฟ้าใต้ดินมาใช้ และได้ดำเนินการถึงขั้นมีการออกแบบในรายละเอียด แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวได้เกิดการปรับเปลี่ยนหน้าที่ความรับผิดชอบของการทางพิเศษขึ้น โดยมีการจัดตั้งองค์การรถไฟฟ้ามหานคร หรือ รฟม. ขึ้นมารับผิดชอบงานด้านรถไฟฟ้าโดยเฉพาะ ซึ่งในเวลานั้นทาง รฟม. ได้มุ่งให้ความสำคัญในการจัดสร้างระบบรถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานครเป็นหลัก จึงทำให้ไม่ได้สานต่อโครงการนี้ ปี พ.ศ. 2548 ดำเนินการโดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข. มีการดำเนินการถึงขั้นออกแบบในรายละเอียดของระบบรถไฟฟ้าสำหรับเมืองเชียงใหม่ แต่หลังจากทำการศึกษาเสร็จสิ้นก็เกิดการรัฐประหาร มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลในหลายๆ ด้าน ทำให้โครงการนี้ไม่ได้รับการผลักดันต่อ ปี พ.ศ. 2557 ดำเนินการโดยสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) มีการยกระบบรถไฟฟ้าขึ้นเป็นหนึ่งในตัวเลือก แต่การดำเนินการยังไม่ได้คืบหน้ามากนัก และยุติลงหลังจากกระทรวงคมนาคมได้มอบหมายให้ สนข. ศึกษาเพื่อจัดทำระบบขนส่งมวลชนสาธารณะสำหรับเมืองเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2559 ปี พ.ศ. 2559 ดำเนินการโดย สนข. ซึ่งจนถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2559 ในต้นแบบโครงข่ายระบบขนส่งสาธารณะสำหรับเมืองเชียงใหม่ 5 แบบสุดท้าย ล้วนกำหนดให้ใช้ระบบรถไฟฟ้าเป็นระบบขนส่งสาธารณะหลักของเมือง โดยมีต้นแบบจำนวน 3 แบบที่กำหนดให้ระบบรถไฟฟ้าใต้ดินเป็นระบบขนส่งสาธารณะหลักของเมือง มีต้นแบบ 1 แบบที่กำหนดให้ระบบรถไฟฟ้าบนดินเป็นระบบขนส่งสาธารณะหลักของเมือง และมีต้นแบบ 1 แบบที่กำหนดให้ทั้งระบบรถไฟฟ้าบนดินและระบบรถไฟฟ้าใต้ดินเป็นระบบขนส่งสาธารณะหลักของเมือง เส้นทางรถไฟฟ้าตามโครงการที่มีการเสนอไว้[แก้] โครงการที่ถูกนำเสนอก่อนปี พ.ศ. 2559[แก้] รูปแบบเส้นทางรถไฟฟ้าในเทศบาลนครเชียงใหม่ที่ถูกนำเสนอเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2556 รูปแบบที่นำเสนอโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2556 ประกอบด้วยเส้นทางรถไฟฟ้ารางเดี่ยว 4 เส้นทาง ได้แก่ A1 สายสีทอง (เหลือง) : สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี - เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี A2 สายสีทับทิม (แดง) : สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี - ตลาดสามแยก A3 สายสีไพลิน (น้ำเงิน) : สวนสัตว์เชียงใหม่ - บวกครก A4 สายสีมรกต (เขียว) : ท่าแพ - เจริญประเทศ - ช้างคลาน แผนแม่บทฯ ปี พ.ศ. 2559[แก้] รูปแบบจากโครงการศึกษาและจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะจังหวัดเชียงใหม่ ปี พ.ศ. 2559 มีรายละเอียดเส้นทางดังนี้[2] รถไฟฟ้าใต้ดิน[แก้] ในต้นแบบโครงข่ายระบบขนส่งสาธารณะสำหรับเมืองเชียงใหม่ 5 แบบสุดท้าย มีต้นแบบจำนวน 4 แบบที่กำหนดให้ระบบรถไฟฟ้าใต้ดินเป็นระบบขนส่งสาธารณะหลักของเมือง ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ รูปแบบที่ 2 และ 3 เป็นรูปแบบที่ได้รับคะแนนจากการศึกษาฯ เป็นอันดับที่ 1 และ 2 ตามลำดับ ทั้งสองรูปแบบประกอบด้วยเส้นทางรถไฟฟ้าใต้ดิน 3 เส้นทาง ได้แก่ สายสีแดง : โรงพยาบาลนครพิงค์ - สี่แยกทางลอดแม่เหียะสมานสามัคคี สายสีน้ำเงิน : หน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ - สี่แยกทางลอดศรีบัวเงินพัฒนา สายสีเขียว : สี่แยกทางลอดรวมโชคมีชัย - สี่แยกสนามบิน โดยทั้งสองรูปแบบมีจุดแตกต่างกันเล็กน้อยที่เส้นทางสายสีน้ำเงิน โดยในรูปแบบที่ 2 จะตัดผ่านกลางพื้นที่ภายในเขตกำแพงเมืองเก่า แต่ในรูปแบบที่ 3 จะเลี่ยงให้เส้นทางเลาะไปตามแนวคูเมืองทางทิศเหนือ ผ่านบริเวณประตูช้างเผือก รูปแบบที่ 5 เป็นรูปแบบที่ได้รับคะแนนจากการศึกษาฯ เป็นอันดับที่ 4 ประกอบด้วยเส้นทางรถไฟฟ้าบนดิน 4 เส้นทาง และเส้นทางรถไฟฟ้าใต้ดิน 1 เส้นทาง โดยในส่วนของเส้นทางรถไฟฟ้าใต้ดินนั้น จะเริ่มต้นจากบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผ่านพื้นที่ภายในเขตกำแพงเมืองเก่า ถนนท่าแพ สถานีขนส่งผู้โดยสารฯ (อาเขต) และสิ้นสุดบริเวณสี่แยกทางลอดรวมโชคมีชัย รูปแบบที่ 1 เป็นรูปแบบที่ได้รับคะแนนจากการศึกษาฯ เป็นอันดับที่ 5 ประกอบด้วยเส้นทางรถไฟฟ้าใต้ดิน 3 เส้นทาง ได้แก่ สายสีแดง : โรงพยาบาลนครพิงค์ - สี่แยกทางลอดแม่เหียะสมานสามัคคี สายสีน้ำเงิน : หน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ - สี่แยกทางลอดศรีบัวเงินพัฒนา สายสีเขียว : ถนนเชียงใหม่-ดอยสะเก็ด - สี่แยกทางลอดเวียงกุมกามโบราณสถาน รถไฟฟ้าบนดิน[แก้] ในต้นแบบโครงข่ายระบบขนส่งสาธารณะสำหรับเมืองเชียงใหม่ 5 แบบสุดท้าย มีต้นแบบจำนวน 2 แบบที่กำหนดให้ระบบรถไฟฟ้าบนดินเป็นระบบขนส่งสาธารณะหลักของเมือง ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ รูปแบบที่ 4 เป็นรูปแบบที่ได้รับคะแนนจากการศึกษาฯ เป็นอันดับที่ 3 ประกอบด้วยเส้นทางรถไฟฟ้าบนดิน 5 เส้นทาง ดังนี้ สายสีแดง : สี่แยกลิขิตชีวัน (หนองจ๊อม) - สี่แยกสนามบิน สายสีน้ำเงิน : หน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ - สถานีรถไฟเชียงใหม่ สายสีเขียว : โรงพยาบาลนครพิงค์ - สี่แยกทางลอดแม่เหียะสมานสามัคคี สายสีชมพู : สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ - รอบคูเมือง สายสีฟ้า : ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ - สถานีรถไฟเชียงใหม่ รูปแบบที่ 5 เป็นรูปแบบที่ได้รับคะแนนจากการศึกษาฯ เป็นอันดับที่ 4 ประกอบด้วยเส้นทางรถไฟฟ้าบนดิน 4 เส้นทาง และเส้นทางรถไฟฟ้าใต้ดิน 1 เส้นทาง โดยในส่วนของเส้นทางรถไฟฟ้าบนดิน มีรายละเอียดดังนี้ สายสีแดง : สี่แยกทางลอดรวมโชคมีชัย - ถนนวัวลายและถนนทิพเนตร สายสีเขียว : โรงพยาบาลนครพิงค์ - สี่แยกทางลอดแม่เหียะสมานสามัคคี สายสีชมพู : สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ - รอบคูเมือง สายสีฟ้า : ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ - สถานีรถไฟเชียงใหม่ ปัญหาและอุปสรรค[แก้] มีการคัดค้านจากประชาชนบางส่วนในการก่อสร้างรถไฟฟ้ายกระดับ (elevated railway) หรือรถไฟลอยฟ้า ด้วยเหตุผลว่า อาจจะบทบังและทำลายทัศนียภาพของเมือง โดยเฉพาะในพื้นที่เขตเมืองเก่าและพื้นที่ใกล้ดอยสุเทพ และคัดค้านการสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินในพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวทางด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม โดยเฉพาะพื้นที่ในเขตที่จะเสนอให้เป็นมรดกโลก อันได้แก่ พื้นที่ในเขตกำแพงเมืองเก่า พื้นที่เมืองเก่าในเขตแนวกำแพงดิน และพื้นที่ในเขตเวียงสวนดอก[3] อ้างอิง[แก้] กระโดดขึ้น↑ บุญส่ง สัตโยภาส. "เชียงใหม่จะมีระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างไร?" กระโดดขึ้น↑ โครงการศึกษาและจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะจังหวัดเชียงใหม่. "สรุปผลการสัมมนาและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนครั้งที่ 2". กระโดดขึ้น↑ อิศรา กันแตง. "การทำงานของคณะทำงานผลักดันเชียงใหม่สู่เมืองมรดกโลก (ตอนที่ 2)".
  11. ยังมีเวลา!! ขอรับเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดทั่วประเทศเดือนละ 600 บาท ได้จนถึง 3 ขวบ (ไม่รวมกับเงินจากประกันสังคม) ภายใน 30 ก.ย.นี้ ------------------------------- ตามที่รัฐบาลมีโครงการช่วยเหลือเด็กแรกเกิดถึง 1 ปี เพื่อช่วยเหลือผู้ปกครองที่ยากไร้รายละ 400 บาท และได้มีการขยายระยะเวลาให้เป็นเด็กแรกเกิดถึง 3 ขวบ พร้อมขยายวงเงินเป็นรายละ 600 บาท หลังจากนั้นได้เห็นชอบขยายรายละเอียด ให้ช่วยเหลือไปยังผู้ปกครองระบบการประกันสังคมและมีรายได้น้อยให้ได้รับเงินเพิ่มขึ้น จึงขอสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมอีก 1,571 ล้านบาท แต่สำนักงบประมาณ อนุมัติวงเงินล่าสุด 1,437 ล้านบาท โดยภาพรวมตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 จนถึงเดือนพฤษภาคม 2561 มีผู้มาลงทะเบียนแล้วจำนวน 570,680 คน กลุ่มเป้าหมายที่มีสิทธิ์รับเงินอุดหนุน 1.เด็กที่เกิดในปีงบประมาณ 2559 และปีงบประมาณ 2560 (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558-วันที่ 30 กันยายน 2560) จะได้รับเงินรายละ 600 บาทต่อเดือน ตั้งแต่เดือนที่มาลงทะเบียนจนเด็กอายุครบ 3 ปี 2.หญิงตั้งครรภ์ และเด็กที่เกิดในปีงบประมาณ2561 (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560-30 กันยายน 2561) จะได้รับเงินรายละ 600 บาท ต่อเดือน ตั้งแต่เดือนที่เกิดจนอายุครบ 3 ปี คุณสมบัติของผู้ได้สิทธิ์รับเงินอุดหนุน 1. หญิงตั้งครรภ์ หรือมารดาของเด็กแรกเกิดที่มีสัญชาติไทย เด็กเกิดตั้งแต่เดือนตุลาคม 2558 เป็นต้นไป หรือ บิดาของเด็กแรกเกิดที่มีสัญชาติไทย (กรณีหญิงตั้งครรภ์ หรือมารดาของเด็กแรกเกิด เป็นหญิงต่างด้าว หรือบุคคลไร้สถานะทางทะเบียนราษฎร์) 2. เด็กแรกเกิดจะต้องอาศัยอยู่ในครัวเรือนยากจน หรือครัวเรือนที่เสี่ยงต่อความยากจนโดยมีรายได้ครัวเรือนทั้งหมดหารจำนวนสมาชิกในครัวเรือน เฉลี่ยไม่เกิน 3,000 บาท ต่อคน ต่อเดือน หรือไม่เกิน 36,000 บาท ต่อคน ต่อปี 3. ไม่เป็นผู้ได้รับเงินช่วยเหลือเลี้ยงดูบุตรจากหน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรืออยู่ในความอุปการะของหน่วยงานของรัฐ (ยกเว้นประกันสังคม) ดังนั้น หากท่านใดอยู่ในข่ายผู้ได้รับสิทธิ์ ขอให้รีบไปแจ้งข้อมูลเพิ่มเพื่อตรวจสอบสถานะครัวเรือน และถ้ายังไม่มีการแจ้งหรือรายงานตัวก็อาจถูกตัดสิทธิไม่ได้รับเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดอีกต่อไป เอกสารหลักฐานประกอบการลงทะเบียน -แบบลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิฯ (แบบ ดร.01) -แบบรับรองสถานะของครัวเรือน (แบบ ดร.02) -สำเนาบัตรประชาชนของบิดา มารดาของเด็ก -สำเนาทะเบียนบ้านของบิดามารดาของเด็ก -สำเนาเอกสารแสดงการฝากครรภ์ หรือสำเนาสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก หน้าที่ 1 -สำเนาสูจิบัตรเด็กแรกเกิด (ยื่นหลังคลอดบุตร) ที่ได้รับการรับรองแล้ว -สำเนาหน้าบัญชีธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ลงทะเบียนเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดได้ตามสถานที่ ดังต่อไปนี้ -ในกรุงเทพมหานคร ให้ไปลงทะเบียนได้ที่สำนักงานเขตต่าง ๆ -ในต่างจังหวัดให้ไปลงทะเบียนที่สำนักงานเทศบาล หรือที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล -ในพัทยา ให้ไปลงทะเบียนได้ที่ศาลาว่าการเมืองพัทยา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ -สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) -กรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) โทร. 0-2651-6532 -ศูนย์ช่วยเหลือสังคม (OSCC) โทร. 1300 ตลอด 24 ชั่วโมง ที่มา สำนักประชาสัมพันธ์เขต 4
  12. คีลอยด์ คือ แผลเป็นชนิดหนึ่งที่มีลักษณะนูนและขนาดอาจขยายใหญ่กว่ารอยแผลที่เกิดขึ้น ส่วนที่มีแนวโน้มการเกิดคีลอยด์มากกว่าบริเวณอื่น ๆ ได้แก่ หน้าอก หัวไหล่ หลัง ลำคอ และติ่งหู วิธีการรักษาที่ใช้บ่อยๆคือ การฉีดสเตียรอยด์ และการผ่าตัด ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงการสัก เจาะตามร่างกาย หรือการผ่าตัดศัลยกรรมใด ๆ ที่ไม่มีความจำเป็น หากเกิดแผลขึ้นตามร่างกาย ควรรีบรักษาทันที เพื่อให้แผลนั้นหายเร็วขึ้นและมีโอกาสเกิดแผลเป็นน้อยลงค่ะ รูปภาพขออนุญาตผู้ป่วยแล้วค่ะ ผู้ป่วยรายนี้เป็นหลังจากการเจาะหูหลายๆ รู คีลอยด์เกิดตามรอยเจาะทุกตำแหน่งทั้งที่ติ่งหูและใบหูค่ะ Cr: @คลีนิคหู คอ จมูก หมออินทิรา
  13. พ.ร.บ.รถ!! ประโยชน์มากมายที่หลายคนไม่รู้ วงเงินคุ้มครองสูงสุดคนละ 300,000 บาทต่อครั้ง ---------------------------------- พ.ร.บ.รถยนต์ หรือ การประกันรถยนต์ภาคบังคับ ซึ่งรถยนต์ หรือจักรยานยนต์ ทุกคันจะต้องทำประกันนี้ไว้ และทุกครั้งที่จะต้องเสียภาษีต่อทะเบียนรถ จะต้องซื้อ พ.ร.บ.ควบคู่ไปด้วย เพื่อคุ้มครองผู้ประสบอุบัติเหตุจากรถยนต์ และจักรยานยนต์ เป็นหลัก ซึ่งการคุ้มครอง มีดังนี้ *ค่าเสียหายเบื้องต้น ได้รับโดยไม่ต้องรอพิสูจน์ความผิด 1. ค่ารักษาพยาบาล จากการบาดเจ็บ จ่ายตามจริง สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาทต่อคน 2. การเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือ ทุพพลภาพอย่างถาวร 35,000 บาทต่อคน (หากเสียหายรวมกันทั้งข้อ 1 และ ข้อ 2 ต้องไม่เกิน 65,000 บาทต่อคน) *การจ่ายค่าสินไหมทดแทน ซึ่งผู้เคลมประกัน จะได้รับภายหลังจากการพิสูจน์แล้วว่า"ไม่ได้เป็นฝ่ายผิด"ตามกฎหมาย โดยมีวงเงินคุ้มครองรวมกับค่าเสียหายเบื้องต้นดังนี้ กรณีเป็นฝ่ายถูก 1. ค่ารักษาพยาบาลจากการบาดเจ็บ สูงสุดไม่เกิน 80,000 บาทต่อคน 2. การเสียชีวิต/ทุพพลภาพอย่างถาวร 300,000 บาทต่อคน 3. สูญเสียอวัยวะ 3.1 สูญเสียมือตั้งแต่ข้อมือ หรือแขน หรือเท้าตั้งแต่ข้อเท้า หรือขา หรือ ตาบอด อย่างใดอย่างหนึ่งรวมกัน ตั้งแต่ 2 กรณีขึ้นไป 300,000 บาท 3.2 สูญเสียมือตั้งแต่ข้อมือ หรือแขน หรือเท้าตั้งแต่ข้อเท้า หรือขา หรือสายตา(ตาบอด) หรือ หูหนวกเป็นใบ้ หรือเสียความสามารถในการพูดหรือลิ้นขาด สูญเสียอวัยวะสืบพันธุ์ หรือความสามารถในการสืบพันธุ์ จิตพิการอย่างติดตัว หรือเสียอวัยวะอื่นใด 250,000 บาท 3.3 สูญเสียนิ้วตั้งแต่ข้อนิ้วขึ้นไป ไม่ว่านิ้วเดียว หรือ หลายนิ้ว 200,000 บาท 4. ค่าชดเชยการรักษาตัว กรณีผู้ป่วยใน 200 บาทต่อวัน แต่ไม่เกิน 20 วัน หรือไม่เกิน 4,000 บาท 5. จำนวนเงินคุ้มครองสูงสุดรวมกันต้องไม่เกิน 304,000 บาท 6. วงเงินคุ้มครองความรับผิดสูงสุดต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง สำหรับรถยนต์ไม่เกิน 7 ที่นั่ง 5,000,000 ต่อครั้ง 7 วงเงินคุ้มครองความรับผิดสูงสุดต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง สำหรับรถยนต์เกิน 7 ที่นั่ง 10,000,000 ต่อครั้ง สำหรับ เอกสารที่จะต้องใช้เวลาการเคลม พ.ร.บ. มีดังนี้ กรณีบาดเจ็บ 1. สำเนาบัตรประชาชนผู้ประสบอุบัติเหตุ 2. ใบเสร็จรับเงินต้นฉบับ กรณีเบิกค่าชดเชยหรือผู้ป่วยใน 1. สำเนาบัตรประชาชนผู้ประสบอุบัติเหตุ 2. ใบรับรองแพทย์ หนังสือรับรองการรักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน กรณีทุพพลภาพ 1. สำเนาบัตรประชาชนผู้ประสบอุบัติเหตุ 2. ใบรับรองแพทย์และหนังสือรับรองความพิการ 3. สำเนาบันทึกประจำวันของพนักงานสอบสวน หรือ หลักฐานอื่นที่แสดงว่าผู้นั้นได้รับความเสียหายจากการประสบภัยจากรถ กรณีเสียชีวิต 1. สำเนาบัตรประชาชนผู้ประสบอุบัติเหตุ 2. ใบมรณบัตร 3. สำเนาบัตรประชาชนทายาทสำเนาทะเบียนบ้าน 4. สำเนาบันทึกประจำวันในคดีของพนักงานสอบสวน หรือหลักฐานอื่นที่แสดงว่าผู้นั้นถึงแก่ความตาย เพราะการประสบภัยจากรถ เมื่อเตรียมเอกสารเรียบร้อยแล้ว สามารถทำเรื่องขอเบิกเงิน จากบริษัทประกันภัยรถยนต์ที่เราซื้อ พ.ร.บ.มา ซึ่งสามารถดูได้ที่กรมธรรม์ และ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ได้ทุกสาขาทั่วประเทศ สำหรับรถจักรยานยนต์ ซึ่งจะมีการเบิกจ่ายเงินภายใน 7 วัน โดย พ.ร.บ.จะคุ้มครองผู้เสียหายในส่วนของคนเท่านั้น ส่วนทรัพย์สิน หรือ ตัวรถจะไม่ได้รับการคุ้มครอง ฉะนั้น ผู้ขับขี่รถยนต์ ควรจะทำประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ หรือที่เราเรียกว่าประกันรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นชั้น 1 ชั้น 2 หรือชั้น 3 ก็ควรทำไว้เช่นกัน เพื่อประกันความเสี่ยงจากอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้น ขอขอบคุณ_ทิพยประกันภัย / Thairath-ไทยรัฐ Prd7
  14. กู้ชีพเทศบาลเมืองแม่โจ้ ➡️ #อุบัติเหตุ 🚑 ——————————————————— รับแจ้ง อุบัติเหตุรถยนต์ เสียหลักลงข้างทาง บริเวณ เลยไฟแดงหลิ่งมื่นไปเล็กน้อย กู้ชีพแม่โจ้นำเจ้าหน้าที่และอาสาออกตรวจสอบจุดเกิดเหตุ พบผู้บาดเจ็บ 1ราย กู้ชีพแม่โจ้ทำการเข้าช่วยเหลือปฐมพยาบาลเบื้องต้น นำส่ง รพ สันทรายคับ ——————————————— ➡️ ขอบคุณที่ให้ทางรถพยาบาล 🚑 ——————————————————— ➡️ ศูนย์กู้ชีพเทศบาลเมืองแม่โจ้ ศูนย์รับแจ้งเหตุตลอด24ชั่วโมง พบอุบัติเหตุ เจ็บป่วย ฉุกเฉิน ในเขตเทศบาลเมืองแม่โจ้หรือเขตพื้นที่ใกล้เคียง ➡️ #สายด่วน 1132 ,053-499161 หรือ 🏥 ☎️1669 #บริการฟรี ——————————————————— ➡️ #หมายเหตุ กรณีการนำเสนอภาพข่าว คลิปวีดีโอ และ ข้อมูล ของอุบัติเหตุ โดยไม่มีเจตนาเผยแผ่เพื่อล้อเลียนใดๆ และไม่มีผลเกี่ยวข้องกับทางคดีความทั้งสิ้น แต่นำเสนอเพื่อเป็นวิทยาทาน เป็นอุทาหรณ์แก่ผู้ใช่รถใช้ถนนและเพื่อประชาสัมพันธ์ผลงานของทางเจ้าหน้าที่กู้ชีพเทศบาลเมืองแม่โจ้เท่านั้น หากผิดพลาดประการใดในการนำเสนอ ขออภัยไว้ ณ ที่นี้
  15. เตือนกลุ่มคนทำงานเป็นกะ!!เสี่ยงอันตรายหลายโรคโดยไม่รู้ตัว บางโรคร้ายมีอัตราป่วยถึงร้อยละ 40 ------------------------------ นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่าการดำเนินชีวิตด้านการทำงานของบุคคลทั่วไปมีช่วงเวลาทำงานระหว่าง 7 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น แต่ยังมีกลุ่มอาชีพที่ต้องทำงานเป็นกะ นอกเหนือจากเวลาปกติดังกล่าว อาทิ ตำรวจ บุคลากรทางการแพทย์ และคนงานในโรงงานที่มีการผลิตตลอด 24 ชั่วโมงฯลฯ จากการศึกษาพบว่าการทำงานของร่างกายมนุษย์ เช่น อุณหภูมิร่างกาย การผลิตฮอร์โมน การเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต การทำงานของกระเพาะอาหารเป็นแบบ 24 ชั่วโมง โดยวงรอบการทำงานต่างๆ จะประสานสอดคล้องกัน โดยมีสมองปัจจัยภายนอกและสิ่งแวดล้อมเป็นตัวควบคุม ดังนั้นเมื่อต้องทำงานเป็นกะ ร่างกายจะมีการปรับวงจรการนอนให้สอดคล้องกับกะที่ทำงาน แต่วงจรอื่นๆ จะต้องใช้เวลาในการปรับ ซึ่งโดยทั่วไปประมาณ 1 สัปดาห์หรือมากกว่านั้น ผลกระทบที่ตามมาคือ นอนไม่เพียงพอ ทำให้อ่อนล้า สูญเสียสมาธิ และการตัดสินใจช้าลง นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงของความผิดพลาด และอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต นายแพทย์สมบูรณ์ ทศบวร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนพรัตนราชธานีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ผลกระทบด้านสุขภาพนั้นมี 2 ระยะคือผลระยะสั้น ผู้ที่ต้องทำงานกะดึกจะได้รับผลกระทบทันทีในคืนแรก ทำให้นอนหลับไม่เพียงพอ (ปริมาณชั่วโมงการนอน) และคุณภาพของการนอน(หลับไม่สนิท) ผลที่ตามมาคือความอ่อนล้า เครียด ประสิทธิภาพการตัดสินใจลดลงสำหรับผลระยะยาวจะมีอาการเครียดจากการนอนหลับไม่เพียงพอมักเป็นสาเหตุที่นำมาซึ่งปัญหาสุขภาพต่างๆ ในระยะยาว ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ความดันโลหิตสูง และกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ถึงร้อยละ 40 โรคกระเพาะอาหารมากกว่า 2.5 เท่าของคนปกติ โรคมะเร็งเต้านมของผู้หญิงถึงร้อยละ 30 โรคระบบทางเดินอาหาร โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคจิตประสาท กังวล ซึมเศร้า ปัญหาครอบครัวและสังคม สำหรับในผู้หญิงอาจมีผลต่อระบบฮอร์โมนและระบบสืบพันธุ์ทำให้มีบุตรยาก คลอดก่อนกำหนดหรือแท้งได้ง่ายสำหรับข้อแนะนำของผู้ที่ทำงานเป็นกะได้แก่ 1.การนอน พยายามนอนช่วงเย็นให้ได้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง ใช้เครื่องป้องกันเสียงเพื่อตัดเสียงรบกวน งดชา กาแฟ หรือสารกระตุ้นประสาทก่อนนอน 2-3 ชั่วโมง 2.การรับประทานอาหาร ไม่ควรรับประทานอาหารมื้อหนักในช่วงหลังเที่ยงคืนให้ทานอาหารเบาๆ แต่อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหาร ซึ่งนมจัดได้ว่าเป็นอาหารที่เหมาะที่สุด เนื่องจากมีคุณค่าทางอาหารสูง ย่อยง่ายและเป็นสารเคลือบกระเพาะ3. การออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายหลังตื่นนอนจะช่วยเพิ่มอุณหภูมิในร่างกายทำให้สดชื่นและกระฉับกระเฉง หากสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำจะทำให้สุขภาพแข็งแรงและพร้อมที่จะทำงานเป็นกะต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ Cr.กรมการแพทย์
  16. ผอ.สภาแพทย์สมุนไพรและแพทย์ทางเลือก สหรัฐฯยกย่อง”ดร.แก้มหอม”เคสผู้นำองค์กร ผู้อำนวยการสภาแพทย์สมุนไพร และแพทย์ทางเลือก ประเทศสหรัฐอเมริกา ยกย่อง "ดร. แก้มหอม" ทีทุ่มเททำงานเพื่อองค์กรและองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์สูงสุดให้ผู้ป่วยทางเลือกในการใช้ธรรมชาติรักษาโรคมะเร็ง ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมสภาแพทย์ทางเลือกและแพทย์สมุนไพรครั้งที่ 37 ลาสเวกัส รัฐเนวาด้า ประเทศสหรัฐอเมริกา American Naturopathic Medical Association ครั้งที่ 37 ระหว่างวันที่ 24-26 สิงหาคม 2561 โดยมีแพทย์สมุนไพรและแพทย์ทางเลือกทั่วประเทศสหรัฐอเมริกากว่าหลายพันคนมาร่วมงาน ในงานจะมีการพบปะ แลกเปลี่ยน อบรม งานวิจัย เครื่องมือ ความรู้ด้านสมุนไพร แพทย์ทางเลือก แต่ละสาขาวิชา โดย ดร.แก้มหอม ณ ล้านช้าง ได้ร่วมเปิดบูธ และสัมมนา ร่วมกับ สมาคมแพทย์สมุนไพรและแพทย์ทางเลือก โดยปีนี้ต้องยกให้เป็นสมุนไพรกัญชาที่ได้รับความสนใจมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นทางแพทย์ทางเลือก หรือแม้แต่แพทย์แผนปัจจุบัน จากการสัมภาษณ์ Mrs Julie Morgan ผู้อำนวยการสภาแพทย์สมุนไพรและแพทย์ทางเลือก ประเทศสหรัฐอเมริกา Director of American Naturopathic Medical Certification Board and Dr.Philippos Diamantis , President of American Naturopathic Medical Certification Board ที่มอบรางวัลแพทย์ทางเลือกและแพทย์สมุนไพรดีเด่นของประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นปีที่ 3 โดยในเนื้อหาได้ให้สัมภาษณ์ว่า "ทางสภาแพทย์ยินดีและภูมิใจในตัว ดร แก้มหอม ที่ได้ทุ่มเททำงาน เพื่อองค์กรและองค์ความรู้เพื่อเป็นประโยชน์สูงสุดให้แก่ผู้ป่วยทางเลือกในการใช้ธรรมชาติในการรักษาโรคมะเร็ง หลังจากได้รางวัล ดร แก้มหอม จะเดินทางไปสอน อบรม ร่วมทำเคสกับทางแพทย์ทางเลือกในรัฐต่างๆ เพื่อสอนให้แพทย์ทางเลือกได้มีองค์ความรู้ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นจากการใช้กัญชาในการรักษา ซึ่งมีประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ชาติที่สุดนับแต่มีสภาแพทย์สมุนไพรและแพทย์ทางเลือกในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการนำเคสจริงมา รวบรวมกับงานวิจัยที่ได้ทำกันมาหลายสิบปี ทำให้เกิดปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ที่สุดโดยรัฐบาลและองค์การอาหารและยา ผ่านกฏหมายการใช้น้ำมันกัญชารักษาในเด็กเล็ก ถือเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์การรักษา ซึ่งดร.แก้มหอมได้เป็นทีมลีดเดอร์ในการนำเสนอเคส และอบรมสมาชิกแพทย์ทางเลือกและแพทย์สมุนไพรในครั้งนี้ ส่วนการเดินหน้าทางธุรกิจในครั้งนี้ นายนรชาติ ปวรานนท์ ผอ.บริษัท Go TrueNature Science Lab, Inc. ภายใต้การควบคุมของ ดร แก้มหอม ณ ล้านช้าง ยังได้เปิดตัว น้ำมันกัญชาดรอปชิ้ป ซึ่งถือว่าเป็นคนไทยเจ้าแรกในสหรัฐอเมริกา และผลิตจำหน่ายให้คลินิคสมาชิกแพทย์สมุนไพร แพทย์ทางเลือก แพทย์ผสมผสาน ในสหรัฐอเมริกา แคนาดา อเมริกาใต้ ยุโรป และทั่วโลก ทั้งนี้ดร แก้มหอม ได้เซ็นต์สัญญาในการวิจัยและทำเคส ร่วมกับบริษัทใหญ่ที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุด ในโครงการ Industrial Hemp Pilot Programs ,US Farm Bill (Section 7606) ซึ่งมีการเตรียมโครงการตั้งแต่ปี 2014 จนสำเร็จในปี 2017 และทางรัฐแคลิฟอเนียได้ อนุญาติกัญชาเสรีในปี 2018 ถือเป็นประวัติศาสตร์ของการใช้กัญชาต่อชาวอเมริกัน ทาง ดร.แก้มหอม ได้ร่วมงานกับทีมวิจัย หน่วยงานองค์กรต่างๆ ที่สนับสนุนการใช้กัญชาเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง เด็กลมชัก พิการทางสมอง พากินสัน ฯลฯ ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ได้พัฒนาไปไกลมากแล้ว โดยเฉพาะประเทศอิสราเอล ยุโรป อังกฤษ ในเดือนกันยายน 2018 ทาง ดร,แก้มหอม โดยบริษัท โกทรูริช ดรอปชิ้ป จะเปิดตลาดอีกด้าน สำหรับ คนไทย คนลาว กัมพูชา และม้ง ในอเมริกา เพื่อได้เข้าถึง พร้อมศึกษารายละเอียดได้เข้าใจมากขึ้น และเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจ เป็นตัวแทนจำหน่ายสามารถสร้างรายได้จากการขายน้ำมันกัญชาในอเมริกา และทั่วโลกที่อนุญาตให้ใช้กัญชาในการรักษาหรือดูแลสุขภาพได้ โดยทางทีมมีฝ่ายปรึกษาสุขภาพ ทั้งภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษ เพื่อให้ความเข้าใจผู้ใช้น้ำมันกัญชาอย่างละเอียด โดยผ่าน ไลน์แอดที่ @hempforheal , Email: hempforheal@gmail.com , Toll Free: 1.888.634.5666 จึงนับเป็นคนไทยคนแรกที่ทำธุรกิจน้ำมันกัญชาในประเทศสหรัฐอเมริกา อย่างถูกต้องตามกฎหมาย”
  17. ก่อนหน้าจะเข้าโรงพยาบาล ไม่กี่วัน
×