Jump to content
CM108.com ซีเอ็มร้อยแปดดอทคอม

itroom0012

สมาชิกทั่วไป
  • Content Count

    14
  • Joined

  • Last visited

Everything posted by itroom0012

  1. รถแดง แกร็บ – วันที่ 21 มิ.ย. ปัญหารถโดยสารประจำทางที่มีต่อแอปพลิเคชั่นรถขนส่ง “Grab” ยังไม่จบลงง่าย ๆ ล่าสุดผู้ขับขี่รถสี่ล้อแดง หรือที่เรียกันว่า “รถแดง” จ.เชียงใหม่ กว่า 2,465 คัน พร้อมแสดงท่าทีคัดค้าน หลังจากกรมการขนส่งทางบกเผย มีนโยบายศึกษาและหาแนวทางทำให้แอปพลิเคชั่นบริการขนส่งแกร็บถูกกฎหมาย (อย่างไรก็ดี ต้องรอนโยบายของรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมใหม่อีกที) นายบุญเนียม บุญทา ประธานสหกรณ์นครลานนาเดินรถ ผู้ให้บริการรถโดยสารสาธารณะสี่ล้อแดงในจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ผู้ประกอบการสี่ล้อแดงได้รับผลกระทบอย่างมากจากอูเบอร์-แกร็บแท็กซี่ เพราะถูกแย่งผู้โดยสาร สี่ล้อแดงยิ่งเสียเปรียบอยู่แล้ว เพราะต้องให้บริการในพื้นที่ที่กำหนดไว้ แต่แกร็บแท็กซี่สามารถรับผู้โดยสารอย่างเสรี ปัจจุบันรายได้จากการขับสี่ล้อแดงแทบไม่เหลือเงินพอใช้ จากเดิมเคยได้วันละ 800-1,000 บาท ลดลงไปเหลือแค่ 200-300 บาท ความเป็นอยู่ของครอบครัวได้รับผลกระทบ หากรัฐทำให้แกร็บถูกกฎหมาย คิดว่าจะยิ่งกระทบมากกว่านี้ ประธานสหกรณ์นครลานนาเดินรถ กล่าวว่า ไม่ควรสนับสนุนแอปพลิเคชั่นทุนต่างชาติ สี่ล้อแดงเชียงใหม่ซึ่งมีสมาชิกอยู่กว่า 2, 465 คันพร้อมจะลุกขึ้นมาเรียกร้องความเป็นธรรม หากกรมการขนส่งทางบกผลักดันให้แกร็บถูกกฎหมายขึ้นมาจริง ๆ เครดิต : https://www.108news.net/news/2593
  2. ฝังแร่มะเร็งต่อมลูกหมาก นวัตกรรมทางการแพทย์แบบใหม่ มะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นโรคของผู้ชายที่เป็นสาเหตุการตายอันดับ 2 พบได้มากถึง 1 ใน 6 ของผู้ชายที่สูงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป มะเร็งต่อมลูกหมากมักจะไม่แสดงอาการ แต่จะทราบได้จากการตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็งต่อมลูกหมาก PSA สาเหตุของการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากยังไม่ทราบอย่างแน่ชัด แต่น่าจะมีสาเหตุมาจากปัจจัยดังนี้ – อายุ เพราะมะเร็งต่อมลูกหมากพบได้มากในผู้ชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป – มีประวัติคนในครอบครัวที่เคยเป็นโรคนี้มาก่อนมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้สูงกว่าคนทั่วไป – คนที่สูบบุหรี่ก็มีโอกาสเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากได้มากกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ – การรับประทานอาหารที่มีไขมันสัตว์ หรือเนื้อสัตว์ติดมันจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากสูงกว่าปกติ อาการทั่วไปของมะเร็งต่อมลูกหมาก มีอาการปัสสาวะอ่อนแรง ปัสสาวะบ่อยหรือต้องปัสสาวะทันทีกลั้นไม่ได้ ปัสสาวะบ่อยในเวลากลางคืนปัสสาวะลำบากหรือไม่สามารถปัสสาวะเองได้ มีอาการเจ็บขณะปัสสาวะ อาจมีเลือดหรือหนองออกมาระหว่างปัสสาวะและปวดหลังหรือปวดกระดูกอย่างต่อเนื่อง แนวทางการวินิจฉัยมะเร็งต่อมลูกหมาก การตรวจเพื่อให้ได้ผลในระยะเริ่มต้นมีความสำคัญมากเพราะสามารถรักษาหายขาดได้ โดยทั่วไปแล้วผู้ชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปควรตรวจมะเร็งต่อมลูกหมากโดยแพทย์เป็นประจำทุกปี หากมีประวัติญาติใกล้ชิดเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ควรจะมารับการตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็งต่อมลูกหมากทุกปี ตั้งแต่อายุ 40 ขึ้นไป ทางเลือกในนวัตกรรมทางการแพทย์แบบใหม่ มะเร็งต่อมลูกหมากในระยะเริ่มแรกที่มะเร็งยังไม่แพร่กระจาย สามารถรักษาให้หายขาดได้หลายวิธี เช่น การผ่าตัดเอาต่อมลูกหมากออกการฉายรังสีเข้าไปยังตำแหน่งที่เกิดมะเร็ง เป็นต้น การฝังแร่(Brachytherapy)ทางเลือกใหม่ ในนวัตกรรมทางการแพทย์แบบใหม่ การฝังแร่มะเร็งต่อมลูกหมาก(Brachytherapy)เป็นทางเลือกหนึ่งของนวัตกรรมทางการแพทย์ แบบใหม่ มะเร็งต่อมลูกหมากในระยะเริ่มแรก ให้ผลการรักษาเท่าเทียมการผ่าตัด แต่มีข้อดีคือไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น การกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ อวัยวะเพศไม่แข็งตัว จึงพบได้น้อยกว่าการผ่าตัด ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากมีโอกาสให้หายได้สูงถึง 85-90% หากตรวจพบในระยะเริ่มแรก และหลังจากได้รับการฝังแร่แล้ว เมื่อตรวจหาค่า PSA อีกครั้ง พบว่า ระดับ PSA ของผู้ป่วยลดลง ถึงระดับปกติหรือต่ำกว่าถึง 80% ผลจากการติดตามผู้ป่วยเป็นเวลาถึง 10 ปี พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยการฉายแสง หรือด้วยการผ่าตัด ขั้นตอน นวัตกรรมทางการแพทย์แบบใหม่ ด้วยการฝังแร่มะเร็งต่อมลูกหมาก ขั้นตอนที่ 1 การวัดขนาดของต่อมลูกหมาก(Volume Study)ทำโดยใช้เครื่องอัลตร้าซาวด์ตรวจวัดขนาดและตำแหน่งของต่อมลูกหมาก ขั้นตอนที่ 2 การวางแผนวางตำแหน่งและปริมาณเข็ม,แร่(Preplan)ในขั้นตอนนี้จะเป็นการวางแผนเพื่อกำหนดตำแหน่งและปริมาณของเข็ม,แร่โดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศทั่วโลก ขั้นตอนที่ 3 การฝั่งแร่มะเร็งต่อมลูกหมาก(Brachytherapy)เมื่อได้ตำแหน่ง และปริมาณเข็ม,แร่ จากการคำนวณโดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แพทย์จะใช้Template เพื่อแทงเข็มผ่านเข้าไปในต่อมลูกหมากและใช้เครื่องมือยิงแร่เข้าไปในตำแหน่งของเซลล์มะเร็ง ตามที่โปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้กำหนดไว้อย่างแม่นยำ แร่ที่ใช้ในนวัตกรรมทางการแพทย์ แบบใหม่ ในปัจจุบันมีแร่ที่ใช้ในสหรัฐฯ อยู่ 3 ชนิดคือ ไอโอดายน์-125,พาเลเดียม-103และซีเซียม-131 สำหรับในประเทศไทยขณะนี้ยังผลิตแร่ไม่ได้เองจึงต้องนำเข้ามาจากสหรัฐฯ และจำเป็นต้องใช้ไอโอดายน์-125 เท่านั้น เนื่องจากเวลาครึ่งชีวีตยาวที่สุดถึง 60 วัน คนไข้แต่ละรายจะใช้แร่ฝังประมาณ 30 กว่าเม็ดไปจนถึง 100 กว่าเม็ดแล้วแต่ปริมาตรของต่อมลูกหมาก รวมทั้งความแรงของเม็ดแรงที่ผลิตออกมาตามที่แพทย์ต้องการ ปริมาณการใช้เม็ดแร่มีความสำคัญมากเช่นเดียวกับตำแหน่งของเม็ดแร่ ทั้งนี้เพื่อให้ได้ผลที่ดีที่สุดและมีผลข้างเคียงน้อยที่สุด คนไข้จะฟื้นตัวภายใน 4-6 ชั่วโมง และสามารถดำรงชีวิตได้เป็นปกติหลังจาก 24 ชั่วโมง ถึงแม้จะมีสารรังสีอยู่ในต่อมลูกหมากก็ตาม สำหรับรายละเอียดและข้อจำกัดควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาโดยตรง ข้อแนะนำสุดท้าย เรื่องที่ขอฝากถึงคุณผู้ชายทุกท่านคือ มะเร็งต่อมลูกหมากในระยะแรกเริ่มมักไม่แสดงอาการหรือมีอาการใกล้เคียงกับการมีต่อมลูกหมากโต จึงทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ละเลยคิดว่าเป็นอาการธรรมดาของผู้สูงอายุ เหตุนี้เองชายวัยกลางคนหรือผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปควรใส่ใจอาการผิดปกติแรกเริ่มของโรค เช่น ความผิดปกติของการปัสสาวะรวมทั้งปัสสาวะบ่อยทั้งกลางวันและกลางคืน,ปัสสาวะกะปริดกะปรอย,ปัสสาวะไม่สุด,กลั้นปัสสาวะไม่อยู่,ไปจนถึงรู้สึกแสบหรือมีเลือดออกปนมากับปัสสาวะ และเมื่อเป็นมากขึ้นจะมีอาการอ่อนเพลียง่าย เบื่ออาหาร หรือมีอาการปวดหลัง ปวดกระดูก เป็นต้น ควรจะไปพบแพทย์เป็นการด่วนเพื่อให้แพทย์วินิจฉัยได้ถูกต้อง เพราะหากตรวจพบมะเร็งต่อมลูกหมากในระยะแรกและเริ่มการรักษาก็จะได้ผลมากกว่าทั้งในเรื่องโอกาสในการหายขาดและผลข้างเคียงจากการรักษาน้อยมาก ที่มาของเนื้อหา : https://www.108news.net/news/39257
  3. โรคหลอดเลือดสมอง สัญญาณอันตรายถึงชีวิต โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) คือภาวะที่เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงสมองได้ ทำให้สมองขาดเลือดและออกซิเจน หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีจะทำให้เซลล์สมองค่อย ๆ ตายลง โรคหลอดเลือดสมองแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ โรคหลอดเลือดสมองชนิดสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke) เป็นชนิดของหลอดเลือดสมองที่พบได้กว่า 85% ของโรคหลอดเลือดสมองทั้งหมด เกิดจากอุดตันของหลอดเลือดจนทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไปเพียงพอ ส่วนใหญ่แล้วมักเกิดร่วมกับภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ซึ่งมีสาเหตุมาจากไขมันที่เกาะตามผนังหลอดเลือดจนทำให้เกิดเส้นเลือดตีบแข็ง โรคหลอดเลือดสมองชนิดนี้ยังแบ่งออกได้อีก 2 ชนิดย่อย ได้แก่ โรคหลอดเลือดขาดเลือดจากภาวะหลอดเลือดสมองตีบ (Thrombotic Stroke) เป็นผลมาจากหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) เกิดจากภาวะไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปยังสมองได้ โรคหลอดเลือดขาดเลือดจากการอุดตัน (Embolic Stroke) เกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดจนทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปที่สมองได้อย่างเพียงพอ โรคหลอดเลือดสมองชนิดเลือดออกในสมอง (Hemorrhagic Stroke) เกิดจากภาวะหลอดเลือดสมองแตก หรือฉีกขาด ทำให้เลือดรั่วไหลเข้าไปในเนื้อเยื่อสมอง แบ่งได้อีก 2 ชนิดย่อย ๆ ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง (Aneurysm) เกิดจากความอ่อนแอของหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมองผิดปกติ (Arteriovenous Malformation) ที่เกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดสมองตั้งแต่กำเนิด ทั้งนี้ก่อนที่จะเกิดโรคหลอดเลือดสมองขึ้นผู้ป่วยอาจพบอาการที่เรียกว่า ภาวะสมองขาดเลือดชั่วขณะ (Transient Ischemic Attack: TIA) ซึ่งเป็นภาวะที่สมองขาดเลือดไปหล่อเลี้ยงชั่วระยะหนึ่ง จากภาวะลิ่มเลือดอุดตัน แต่จะเกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนที่ลิ่มเลือดจะสลายตัวไป และกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยอาการนี้ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคหลอดเลือดสมอง ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด โรคหลอดเลือดสมองรักษาหายได้ โดยวิธีการรักษาขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ๆ แต่หลังจากรักษาหายแล้ว ผู้ป่วยจะกลับมาเป็นปกติได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความเสียหายของสมอง และการทำกายภาพบำบัด อาการของโรคหลอดเลือดสมอง อาการที่เกิดขึ้นจะอยู่กับความเสียหายของสมอง โดยอาการของโรคหลอดเลือดสมองทั้ง 2 ชนิดจะค่อนข้างคล้ายกัน แต่ชนิดเลือดออกในสมองจะมีอาการปวดศีรษะและอาเจียนร่วมด้วย ทั้งนี้ผู้ป่วยแต่ละคนอาจมีหลายอาการร่วมกัน เช่น ร่างกายอ่อนแรง หรือมีอาการอัมพฤกษ์ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย และมีอาการเหน็บชาร่วมด้วย มีปัญหาเกี่ยวกับการพูด หรือการเข้าใจคำพูดผิดเพี้ยน มีปัญหาเกี่ยวกับการทรงตัว และมีอาการบ้านหมุน สูญเสียการมองเห็นบางส่วน หรือเห็นภาพซ้อน มีอาการมึนงงอย่างรุนแรง นอกจากนี้ ก่อนเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยอาจเกิดภาวะสมองขาดเลือดชั่วขณะ (TIA) ซึ่งมักจะกินเวลานาน หลังจากนั้นอาการจะหายไป ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนบอกถึงอันตราย เพราะภาวะดังกล่าวนั้นเป็นการแสดงให้ผู้ป่วยเห็นว่าเริ่มมีความผิดปกติที่หลอดเลือด ควรรีบไปพบแพทย์อย่างเร่งด่วน โดยอาการของภาวะสมองขาดเลือดชั่วขณะนี้มีอาการที่สังเกตได้ ดังนี้ สูญเสียการมองเห็นชั่วขณะ เนื่องจากหลอดเลือดที่ไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงดวงตามีลิ่มเลือดอุดตัน สูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหวและความรู้สึกของร่างกายซีกใดซีกหนึ่งชั่วขณะ เนื่องจากเกิดการอุดตันที่หลอดเลือดแดงแคโรติด อาเทอรี (Carotid Arteries) ซึ่งเป็นหลอดเลือดที่มีความสำคัญต่อการระบบไหลเวียนเลือดที่สมอง อีกทั้งขณะที่เกิดอาการดังกล่าว อาจมีปัญหาในการเห็นภาพซ้อน บ้านหมุน สูญเสียการทรงตัว และอาจไม่สามารถพูดสื่อสารหรือเข้าใจคำสั่งของผู้อื่นได้ชั่วขณะ หากอาการเริ่มกินเวลานานขึ้น หรือไม่มีทีท่าว่าจะทุเลาลง ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน สาเหตุของโรคหลอดเลือดสมอง โรคดังกล่าวเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยจะแตกต่างกันไปตามชนิดของโรคหลอดเลือดสมองดังนี้ โรคหลอดเลือดสมองชนิดสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke) เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด มีสาเหตุเกิดจากการอุดตันของหลอดเลือด ทำให้เลือดและออกซิเจนไม่สามารถไหลเวียนไปที่สมอง โดยการอุดตันเกิดขึ้นจากคราบพลัคไปเกาะสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือดจนตีบตัน และขัดขวางการไหลเวียนของเลือดจนทำให้เกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็ง นอกจากนี้ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ก็ทำให้เกิดลิ่มเลือดและเป็นสาเหตุที่ทำให้หลอดเลือดอุดตันได้ ปัจจัยที่ทำให้หลอดเลือดสมองตีบ คือ ภาวะคอเลสเตอรอลสูง ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคอ้วน การสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนัก โรคหลอดเลือดสมองชนิดเลือดออกในสมอง (hemorrhagic Stroke) หรือที่รู้จักอีกชื่อหนึ่งว่าภาวะเส้นเลือดในสมองแตก เกิดขึ้นได้น้อยกว่าชนิดแรก แต่ความรุนแรงนั้นไม่แพ้กัน สาเหตุมักเกิดจากความดันโลหิตสูง อันมีปัจจัยมาจากความเครียด โรคความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนัก โรคอ้วน และการไม่ออกกำลังกาย นอกจากนี้ ยังอาจเกิดจากภาวะหลอดเลือดสมองโป่งพอง และความผิดปกติของหลอดเลือดสมองได้อีกด้วย ทั้งนี้ความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองยิ่งจะเพิ่มสูงขึ้นหากมีปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น อายุ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี จะเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าคนในวัยอื่น ๆ แต่ก็อาจพบได้ในคนวัยอื่นได้ด้วยเช่นกัน ประวัติครอบครัว ผู้ที่มีญาติพี่น้องใกล้ชิดป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองจะยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น สีผิว ผู้ที่มีสีผิวเข้มเป็นกลุ่มเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง เนื่องจากคนที่มีผิวสีเข้มนั้นมีแนวโน้มป่วยด้วยโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูงเมื่อเทียบกับคนที่มีสีผิวที่อ่อนกว่า ประวัติการรักษา ผู้ที่เคยมีอาการของภาวะสมองขาดเลือดชั่วขณะ (TIA) และหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน จะมีความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองมากขึ้น เนื่องจากผู้ป่วยเคยมีภาวะหลอดเลือดอุดตันมาก่อนแล้ว หากพบว่าตัวเองมีความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจและติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งยังควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดแดงแข็ง และโรคความดันโลหิตสูงด้วย หากพบว่าตัวเองมีอาการใจสั่น หรือหัวใจเต้นผิดปกติ ควรรีบติดต่อแพทย์โดยเร็ว เพราะยิ่งปล่อยไว้ ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมองจะยิ่งเพิ่มขึ้น การวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดสมองมักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน และต้องได้รับการรักษาโดยเร็วที่สุด แต่ก่อนที่แพทย์จะตัดสินใจเลือกวิธีการรักษา ผู้ป่วยจะต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด วิธีที่แพทย์ใช้ในการตรวจเพื่อยืนยันโรคหลอดเลือดสมอง มีดังนี้ การซักประวัติและตรวจร่างกาย แพทย์จะซักประวัติการรักษา อาการเจ็บป่วยต่าง ๆ และประวัติครอบครัวว่ามีญาติใกล้ชิดป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองหรือไม่ จากนั้นแพทย์จะสอบถามอาการที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย วัดความดันโลหิต ฟังเสียงหัวใจและการทำงานของหลอดเลือด นอกจากนี้ แพทย์ยังอาจใช้กล้องชนิดพิเศษเพื่อตรวจดูสัญญาณของคอเลสเตอรอลซึ่งมีลักษณะเป็นผลึกขนาดเล็กอยู่ที่หลังดวงตาด้วย การตรวจเลือด แพทย์อาจสั่งให้มีการเก็บตัวอย่างเลือดเพื่อนำไปทดสอบดูการก่อตัวของลิ่มเลือด ซึ่งหากระดับน้ำตาลในเลือดและสารเคมีต่าง ๆ ในเลือดเสียสมดุล การแข็งตัวของเลือดก็จะผิดปกติ การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) จะช่วยให้แพทย์เห็นภาพโดยรวมของสมอง และหากมีภาวะเลือดออกในสมอง ก็จะเห็นได้อย่างชัดเจน ซึ่งก่อนเอกซเรย์ แพทย์อาจฉีดสารย้อมสีเข้าไปในระบบไหลเวียนเลือด เพื่อให้เห็นรายละเอียดของการไหลเวียนเลือดและสมองได้ดียิ่งขึ้น การเอกซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging: MRI) มีจุดประสงค์คล้ายการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ แต่จะช่วยให้แพทย์เห็นรายละเอียดของสมองได้อย่างชัดเจนมากกว่า ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้ง่ายขึ้น การตรวจอัลตราซาวด์หลอดเลือดแดงที่คอ (Carotid Ultrasound) เป็นการตรวจที่ช่วยให้แพทย์เห็นการก่อตัวของคราบพลัคจากไขมัน อันเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยเกิดภาวะหลอดเลือดอุดตันและเกิดโรคหลอดเลือดสมอง การฉีดสีที่หลอดเลือดสมอง (Cerebral Angiogram) แพทย์จะสอดท่อไปยังหลอดเลือดสมองผ่านทางแผลเล็ก ๆ ที่ขาหนีบ จากนั้นจะฉีดสารย้อมสีเข้าไป และเอกซเรย์ วิธีนี้จะช่วยให้แพทย์เห็นระบบการไหลเวียนของเลือดไปยังคอและสมองได้มากขึ้น การตรวจคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiogram) วิธีนี้มักใช้ตรวจการทำงานของหัวใจ แต่ในหลายกรณีก็ช่วยระบุการการทำงานของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองได้ด้วยเช่นกัน หากพบว่ามีการอุดตันของหลอดเลือด หรือพบลิ่มเลือดก็สามารถวินิจฉัยหาสาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองได้ การรักษาโรคหลอดเลือดสมอง ความรวดเร็วในการรักษาถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะยิ่งปล่อยไว้จะทำให้สมองเกิดความเสียหายมากขึ้น โดยการรักษาโรคหลอดเลือดสมองจะแตกต่างกันไปตามชนิดของโรคดังนี้ โรคหลอดเลือดสมองชนิดสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke) การรักษาจะเน้นไปที่การใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการ และป้องกันอาการอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง ยาบางชนิดจะต้องรีบใช้ทันทีเมื่อเกิดอาการ และใช้ในระยะเวลาสั้น ๆ จนกว่าอาการจะเริ่มดีขึ้น แต่ยาบางชนิดอาจต้องใช้ต่อเนื่องในระยะยาว ยาที่แพทย์มักใช้ในการรักษาได้แก่ ยาละลายลิ่มเลือด ในการรักษามักจะใช้ยาละลายลิ่มเลือดเพื่อกำจัดลิ่มเลือดที่อุดตันอยู่ ซึ่งจะทำให้เลือดไหลเวียนได้สะดวกมากขึ้น หากผู้ป่วยถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลภายใน 4.5 ชั่วโมง และไม่มีความเสี่ยงเลือดออกในสมอง แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาละลายลิ่มเลือดชนิดฉีด ยาชนิดนี้หากยิ่งได้รับเร็วประสิทธิภาพในการรักษาก็จะยิ่งดีขึ้น ทว่าก่อนใช้ผู้ป่วยจะต้องเข้ารับการตรวจวินิจฉัยให้แน่ชัดว่ามีภาวะสมองขาดเลือด เพราะหากวินิจฉัยผิด การใช้ยาจะยิ่งทำให้อาการร้ายแรงมากขึ้น นอกจากนี้ ยาดังกล่าวยังมีผลข้างเคียงที่อันตราย โดยอาจทำให้เกิดเลือดออกในสมอง จึงทำให้ยาชนิดนี้ยังคงอยู่ในระหว่างการศึกษาเพื่อเปรียบเทียบระหว่างข้อดีและข้อเสีย และระยะเวลาที่ยาชนิดนี้สามารถใช้เพื่อรักษาอาการของโรคหลอดเลือดสมอง หรือประสิทธิภาพของยาที่จะเกิดขึ้นหลังจากใช้ยา 4.5 ชั่วโมง ยาต้านเกล็ดเลือด เป็นยาที่ช่วยป้องกันการก่อตัวของเกล็ดเลือด ทำให้การอุดตันลดลง ยาในกลุ่มนี้ที่นิยมใช้ ได้แก่ ยาแอสไพริน ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะผู้ที่มีอัตราการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ มีอาการใจสั่น และผู้ที่มีลิ่มเลือดที่ขา หรือผู้ที่เคยมีประวัติการเกิดลิ่มเลือด อาจต้องใช้ยาชนิดนี้ร่วมกับยาชนิดอื่น ๆ เพื่อป้องกันการก่อตัวของลิ่มเลือดในอนาคต ยาที่นิยมใช้ได้แก่ ยาวาฟาริน ยาอะพิซาแบน ยาดาบิกาทราน ยาเอโดซาแบน และยาริวาโรซาแบน ยาลดความดันโลหิต ผู้ป่วยบางรายต้องใช้ยาลดความดันโลหิตร่วมด้วยเพื่อป้องภาวะเลือดออกในสมองในระยะยาว ยาลดไขมันในเลือด หากระดับไขมันในเลือดสูง ผู้ป่วยจะต้องใช้ยาลดไขมันในเลือดเพื่อป้องกันไขมันสะสมกลายเป็นคราบพลัคเกาะที่ผนังหลอดเลือด จนกลายเป็นสาเหตุให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือด นอกจากการใช้ยาเพื่อรักษาภาวะสมองขาดเลือดแล้ว ก็ยังมีวิธีการรักษาอื่น ๆ ได้แก่ การผ่าตัดเปิดหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอ (Carotid endarterectomy) ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะหลอดเลือดตีบอย่างรุนแรง อาจต้องใช้การผ่าตัดเพื่อเปิดหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอเพื่อกำจัดสิ่งที่ขัดขวางหลอดเลือดออก การผ่าตัดเพื่อกำจัดลิ่มเลือด (Thrombectomy) ในกรณีที่มีลิ่มเลือดขัดขวางการไหลเวียนของหลอดเลือดอย่างรุนแรง การผ่าตัดเพื่อกำจัดลิ่มเลือดจะช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น และไหลเวียนไปเลี้ยงสมองได้อย่างเต็มที่ โรคหลอดเลือดสมองชนิดเลือดออกในสมอง (Hemorrhagic Stroke) – ผู้ป่วยที่มีภาวะสมองขาดเลือดจำนวนไม่น้อยที่อาจมีอาการเลือดออกในสมองด้วย และต้องได้รับยาเพื่อลดความดันโลหิต และยาที่ช่วยป้องกันอาการรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งต้องเข้ารับการผ่าตัดเพื่อกำจัดลิ่มเลือดออกจากสมอง และซ่อมแซมหลอดเลือดในสมองที่แตก หรือฉีกขาด นอกจากนี้ หากเกิดภาวะแทรกซ้อน อย่าง ภาวะโพรงสมองคั่งน้ำ (Hydrocephalus) ผู้ป่วยต้องเข้ารับการผ่าตัดเพื่อระบายของเหลวออกจากสมอง ซึ่งแพทย์อาจต้องต่อท่อพลาสติกเล็ก ๆ เพื่อระบายของเหลวออกจากสมองด้วย โดยการรักษาหลัก ๆ ที่ใช้ในโรคหลอดเลือดสมองชนิดนี้ ได้แก่ การผ่าตัดหยุดเลือด (Surgical Clipping) แพทย์จะนำคลิปขนาดเล็ก ๆ หนีบที่บริเวณฐานของหลอดเลือดที่โป่งพองและมีเลือดออก วิธีนี้จะช่วยหยุดการไหลของเลือดและทำให้บริเวณหลอดเลือดที่โป่งพอไม่มีเลือดไหลออกมาอีก การใส่ขดลวด (Endovascular Embolization) เป็นวิธีการรักษาด้วยการสวนท่อขนาดเล็กเข้าไปที่หลอดเลือดสมองผ่านทางขาหนีบ จากนั้น แพทย์จะใส่ขดลวดเข้าไปยังหลอดเลือดที่โป่งพอง โดยขดเลือดนี้จะเข้าไปขัดขวางการไหลเวียนเลือดที่เข้าไปในหลอดเลือดที่โป่งพอและป้องกันไม่ให้เกิดลิ่มเลือด การผ่าตัดกำจัดเส้นเลือดที่มีปัญหา (Surgical AVM Removal) ในกรณีที่ผู้ป่วยมีหลอดเลือดสมองที่ผิดปกติ แพทย์จะผ่าตัดเพื่อนำส่วนที่ผิดปกติออก โดยจะคำนึงถึงภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น หากการนำหลอดเลือดที่ผิดปกติออกนั้นจะส่งผลต่อการทำงานของสมอง แพทย์อาจใช้วิธีอื่นรักษาแทน การผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดสมอง (Intracranial Bypass) ในบางกรณีการผ่าตัดวิธีนี้ก็มีความจำเป็นเพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนไปที่สมองได้ดีขึ้น การผ่าตัดด้วยรังสี (Stereotactic Radiosurgery) เป็นการผ่าตัดโดยใช้รังสีเพื่อซ่อมแซมหลอดเลือดที่มีความผิดปกติ นอกจากนี้ในระหว่างการรักษาข้างต้น ผู้ป่วยอาจต้องได้รับการรักษาอื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อช่วยบรรเทาอาการ และช่วยให้การรักษาหลักเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาทิ การให้อาหารทางสายยาง ในกรณีที่ผู้ป่วยมีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจและไม่สามารถรับประทานอาหารได้เอง การสอดสายยางเข้าไปที่ช่องท้องผ่านทางจมูกจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับอาหารเหลวได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย การให้สารอาหารเสริม ผู้ป่วยที่ได้รับอาหารทางสายยาง อาจเกิดภาวะขาดสารอาหาร จึงต้องได้รับสารอาหารเสริม เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงภาวะขาดน้ำ แพทย์จะสั่งให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำเพิ่มเพื่อลดความเสี่ยง การให้ออกซิเจน ในกรณีที่ออกซิเจนในเลือดลดลง แพทย์จะให้ผู้ป่วยได้รับออกซิเจนผ่านทางหน้ากาก เพื่อป้องกันภาวะสมองขาดออกซิเจนซึ่งจะยิ่งทำให้อาการรุนแรง ในผู้ป่วยบางรายอาจต้องใช้ถุงน่องป้องกันเส้นเลือดขอด (Compression Stockings) ร่วมด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดลิ่มเลือดที่บริเวณขา ซึ่งจะไปอุดตันหลอดเลือดที่เชื่อมต่อกับหัวใจและสมอง จนทำให้อาการรุนแรงมากขึ้น หากผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว อาการของผู้ป่วยจะเริ่มดีขึ้นตามลำดับ และอาจกลับมาเป็นปกติได้ภายใน 6 เดือน แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความเสียหายของสมอง และในระหว่างการพักฟื้นผู้ป่วยจะต้องได้รับการกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูความสามารถในการสื่อสาร และการเคลื่อนไหวเพื่อให้กลับมาใกล้เคียงปกติมากที่สุด ภาวะแทรกซ้อนของโรคหลอดเลือดสมอง ในบางกรณีโรคหลอดเลือดสมองก็อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดความพิการชั่วคราว หรือถาวร ซึ่งจะขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของสมองที่เกิดจากการขาดเลือด ภาวะแทรกซ้อนที่มักพบได้แก่ อาการอัมพฤกษ์ ผู้ป่วยอาจมีอาการอัมพฤกษ์ที่ซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย หรือเกิดกล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยเฉพาะที่บริเวณใบหน้า และแขน การรักษาด้วยการกายภาพบำบัดจะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติได้ พูดไม่ชัด หรือมีปัญหาในการกลืนอาหาร โรคหลอดเลือดสมองอาจส่งผลให้ผู้ป่วยเสียการควบคุมกล้ามเนื้อภายในปากและลำคอ เป็นผลให้เกิดอาการลิ้นแข็ง และกลืนลำบาก รวมทั้งสูญเสียความสามารถในการพูดและการเข้าใจคำพูด การบำบัดด้วยการอ่านหรือเขียนหนังสือจะช่วยให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้นในระดับหนึ่ง สูญเสียความทรงจำ และความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ในหลายกรณีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจะสูญเสียความทรงจำ และความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจ รวมทั้งสูญเสียความสามารถในการเรียนรู้และเข้าใจได้ ปัญหาทางด้านอารมณ์ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ ทำให้ผู้ป่วยอาจมีอารมณ์รุนแรง หรือเกิดภาวะซึมเศร้าได้ในที่สุด อาการเหน็บชา โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมักมีอาการอาการเหน็บชาหรือสูญเสียความรู้สึกที่บริเวณอวัยวะซึ่งได้รับผลกระทบของโรคหลอดเลือดสมองได้ ไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิจะส่งผลกับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอย่างมาก อาจทำให้เกิดความรู้สึกร้อนหรือหนาวอย่างเฉียบพลัน อาการนี้มีสาเหตุจากการบาดเจ็บภายในสมอง ที่เรียกว่าอาการปวดเนื่องจากระบบประสาทส่วนกลาง มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจำนวนไม่น้อยที่มีปัญหาในเรื่องพฤติกรรมการใช้ชีวิต และความสามารถในการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน ดังนั้นอาจต้องจัดหาผู้ช่วยเพื่อคอยดูแลผู้ป่วยตลอดเวลา ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้อาจสามารถรักษาให้หายได้ หากได้รับการผ่าตัดสมอง และการผ่าตัดประสบความสำเร็จ แต่จะกลับสมบูรณ์เต็มร้อยหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความเสียหายของสมองและการฟื้นฟูของผู้ป่วยแต่ละคนด้วยเช่นกัน การป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดสมองสามารถป้องกันได้ด้วยการลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือด ซึ่งการลดความเสี่ยงทำได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต การรับประทานอาหาร และการออกกำลังกาย ดังนี้ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์จะช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองได้ โดยเฉพาะผัก ผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูง และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เพราะจะส่งผลให้เกิดภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูง รวมถึงอาหารที่มีรสเค็มจัด ที่เป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง ควบคุมน้ำหนัก โรคอ้วนเป็นสาเหตุของโรคร้ายแรงต่าง ๆ รวมทั้งโรคหลอดเลือดสมอง การควบคุมน้ำหนักจะช่วยลดความเสี่ยงลงได้ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายสามารถช่วยควบคุมน้ำหนัก และช่วยลดระดับคอเลสเตอลรอล รวมถึงความดันโลหิตสูงได้ โดยระยะเวลาในการออกกำลังกายที่เหมาะสมคือ 2.5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สำหรับการออกกำลังกายแบบแอโรบิก ส่วนเด็กและวัยรุ่น ควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง งดสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยหลักที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง การเลิกสูบบุหรี่จะช่วยลดความเสี่ยงลงได้ แต่หากไม่สามารถเลิกได้ด้วยตนเองควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาวิธีเลิกบุหรี่อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคุมปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่พอเหมาะจะช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจได้ แต่ถ้าหากไม่ดื่มเลยจะดีที่สุด หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็สามารถดื่มได้ แต่ควรดื่มในปริมาณที่แนะนำ คือ ผู้ชายไม่ควรเกินวันละ 2 แก้ว และผู้หญิงไม่ควรเกินวันละ 1 แก้ว นอกจากนี้ยังควรควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดสมองโดยตรง ดังต่อไปนี้ ควบคุมระดับคอเลสเตอรอล ควรตรวจวัดระดับไขมันในเลือดอย่างน้อยทุก 6-12 เดือน หากเป็นผู้ที่มีความเสี่ยง หรือมีภาวะคอเลสเตอรอลสูงอยู่แล้ว ควรไปพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอเพื่อติดตามอาการ ควบคุมระดับความดันโลหิต การตรวจวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอจะช่วยควบคุมระดับความดันโลหิตอันเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด หากแพทย์สงสัยว่าผู้ป่วยมีอาการของโรคเบาหวาน แพทย์จะตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด ถ้าผลออกมาแล้วพบว่าเป็นโรคเบาหวาน ผู้ป่วยจำเป็นต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และการใช้ชีวิต นอกจากนี้ ควรรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยควบคุมอาการได้ และทำให้ความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองลดลง รักษาโรคหัวใจอย่างต่อเนื่อง หากผู้ป่วยมีอาการของโรคหัวใจอยู่ก่อนแล้ว ควรเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานยา และการผ่าตัด เพราะการรักษาที่ดีจะช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองได้ พบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันความผิดปกติที่อาจนำไปสู่โรคหลอดเลือดสมอง ควรพบแพทย์และตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เว็บที่เกี่ยวข้อง : https://www.108news.net/news/14031
  4. บายพาสหัวใจ คืออะไร ? บายพาสหัวใจ (Heart Bypass Surgery) คือวิธีการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจด้วยการผ่าตัด ซึ่งมักใช้ในกรณีที่หลอดเลือดหัวใจโดนขัดขวาง หรือเกิดการอุดตันจนเลือดไม่สามารถไหลเวียนนำออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงหัวใจได้อย่างเต็มที่ โดยการผ่าตัดมีจุดประสงค์เพื่อสร้างช่องทางให้เลือดสามารถไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจได้อย่างเพียงพอเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะหัวใจวายตามมา การทำบายพาสแบ่งออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่ การผ่าตัดบายพาสหัวใจแบบดั้งเดิม (Traditional Coronary Artery Bypass Grafting) คือการผ่าตัดใหญ่ที่ต้องเปิดช่องอก และต้องใช้ยาเพื่อหยุดการเต้นของหัวใจ และใช้อุปกรณ์พิเศษช่วยเพื่อให้เลือดยังสามารถไหลเวียนไปทั่วร่างกายโดยไม่ผ่านหัวใจจนกว่าจะผ่าตัดเสร็จเรียบร้อย การผ่าตัดบายพาสหัวใจโดยไม่ใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียม (Off-Pump Coronary Artery Bypass Grafting) วิธีการผ่าตัดบายพาส โดยจะเปิดช่องอก คล้ายกับวิธีแรก แต่แพทย์จะไม่ใช้ยาเพื่อหยุดการเต้นของหัวใจ และจะไม่ใช้อุปกรณ์พิเศษที่ใช้สูบฉีดเลือด การผ่าตัดบายพาสหัวใจแบบแผลเล็ก (Minimally Invasive Direct Coronary Artery Bypass Grafting) เป็นการผ่าตัดด้วยอุปกรณ์พิเศษ ซึ่งจะทำให้แพทย์ไม่ต้องทำการเปิดช่องอก มักนิยมทำในกรณีที่หลอดเลือดหัวใจอุดอยู่บริเวณด้านหน้าของหัวใจ และไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่มีการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจมากกว่า 1 เส้น ปัจจุบันวิธีการผ่าตัดบายพาสหัวใจที่นิยมมากที่สุดคือ วิธีการผ่าตัดแบบดั้งเดิม และแบบไม่ใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียม ทั้งนี้ในการพิจารณาเลือกใช้วิธีการผ่าตัดจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ว่าวิธีใดเหมาะสมมากที่สุด ขั้นตอนการบายพาสหัวใจ การผ่าตัดบายพาสหัวใจเป็นวิธีที่แพทย์จะเลือกใช้เมื่อพบว่าผู้ป่วยมีหลอดเลือดหัวใจอุดตัน หรือมีการเกาะสะสมของคราบตะกอนภายในหลอดเลือดจำนวนมากจนทำให้หลอดเลือดตีบลงจนทำให้เสี่ยงต่อหัวใจวายหรือหัวใจขาดเลือดสูงขึ้น เพราะหากปล่อยไว้จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและสูญเสียประสิทธิภาพในการสูบฉีดเลือด โดยในบางกรณี แพทย์ก็อาจพิจารณาใช้วิธีการผ่าตัดอื่น ๆ เพื่อช่วยขยายหลอดเลือดและป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ เช่น การสวนบอลลูนหัวใจ หรือการใส่ขดลวดแทน เป็นต้น แต่หากผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวก่อนเข้ารับการผ่าตัดบายพาส และอาการไม่มีการตอบสนองกับการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ แพทย์จะรีบทำการผ่าตัดบายพาสโดยเร็วที่สุดด้วยเช่นกัน เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ขณะที่การผ่าตัดบายพาสหัวใจจะต้องใช้แพทย์จากหลาย ๆ สาขาทำงานร่วมกัน เช่น ศัลยแพทย์ทรวงอก อายุรแพทย์โรคหัวใจ นักกายภาพบำบัด เพื่อช่วยให้การผ่าตัดและการฟื้นตัวของผู้ป่วยเป็นไปได้ด้วยดี แม้การผ่าตัดบายพาสหัวใจจะช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันหรือหัวใจวายได้ แต่ก็ไม่สามารถรักษาอาการโรคหัวใจได้ ทำได้เพียงพยุงอาการและช่วยให้หัวใจมีโอกาสฟื้นฟูกลับมาทำงานได้มากขึ้น ทว่าการผ่าตัดดังกล่าวก็ไม่เหมาะกับผู้ป่วยบางกลุ่ม เช่น กลุ่มผู้ป่วยโรคหัวใจที่สูงอายุมาก ๆ เพราะอาจเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดได้ และการผ่าตัดก็ไม่สามารถยืดระยะเวลาการมีชีวิตอยู่ของผู้ป่วยได้ด้วย นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงกล้ามเนื้อหัวใจตาย แพทย์ก็จะไม่แนะนำให้ทำการผ่าตัดบายพาสหัวใจ เพราะผลที่ได้นั้นไม่คุ้มค่าต่อการผ่าตัด วิธีการบายพาสหัวใจ การผ่าตัดบายพาสหัวใจนั้นมีหลากหลายวิธีขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ โดยแพทย์จะต้องชี้แจงให้ผู้ป่วยรับทราบถึงขั้นตอนในการผ่าตัดต่าง ๆ อย่างละเอียด จากนั้นแพทย์ให้ผู้ป่วยเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการผ่าตัด ผู้ป่วยจะต้องอดอาหารและน้ำก่อนผ่าตัดอย่างน้อย 6 ชั่วโมง แต่ในบางกรณีผู้ป่วยอาจได้รับอนุญาตให้สามารถจิบน้ำเล็กน้อยได้จนถึงเวลา 2 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด เมื่อเข้าไปยังห้องผ่าตัดแล้ว ผู้ป่วยจะได้รับยาสลบผ่านทางหน้ากากออกซิเจน เมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะหมดสติอย่างสมบูรณ์แล้วแพทย์ก็จะเริ่มทำการผ่าตัด โดยวิธีการผ่าตัดจะแตกต่างกันไปตามชนิดของการผ่าตัด แพทย์จะใช้เวลาในการผ่าตัดประมาณ 3-6 ชั่วโมง แต่ก็ขึ้นอยู่กับวิธีการผ่าตัด และจำนวนหลอดเลือดหัวใจที่อุดตันเป็นหลัก ในการผ่าตัด หากเป็นการผ่าตัดแบบดั้งเดิม หรือการผ่าตัดที่ต้องใช้ปอดและหัวใจเทียม แพทย์จะทำการเปิดช่องอก โดยการกรีดเปิดปากแผลที่กลางอก จากนั้นแพทย์จะใช้อุปกรณ์ในการถ่างกระดูกซี่โครงบริเวณที่ตรงกับหัวใจ เพื่อสร้างพื้นที่ในการผ่าตัด จากนั้น หากเป็นการผ่าตัดแบบดั้งเดิม แพทย์จะทำการเชื่อมต่อปอดและหัวใจเทียมกับระบบไหลเวียนเลือด แต่ถ้าหากเป็นวิธีที่ไม่ใช้ปอดและหัวใจเทียม แพทย์ก็จะข้ามไปยังขั้นตอนในการลดระดับอุณหภูมิในร่างกายลง รวมทั้งหัวใจด้วย เพราะอากาศที่เย็นมาก ๆ จะทำให้หัวใจเต้นช้าลง และปริมาณออกซิเจนที่หัวใจต้องการก็จะลดลง เมื่อระดับอุณหภูมิและการทำงานของหัวใจเข้าสู่ระดับที่แพทย์ต้องการแล้วก็จะเริ่มทำการบายพาสหัวใจ ในการผ่าตัดแพทย์ใช้หลอดเลือดที่อยู่ในสภาพดี ซึ่งนำมาจากส่วนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นภายในช่องอก แขนหรือขา มาเชื่อมต่อแทนหลอดเลือดที่อุดตัน หรือเสียหาย เมื่อเชื่อมต่อเรียบร้อยแล้ว แพทย์จะถอดปอดและหัวใจเทียมออก จากนั้นแพทย์จะทำการตรวจเช็คว่าระบบไหลเวียนเลือดสามารถไหลเวียนได้ตามปกติหรือไม่ หากเป็นปกติแล้วก็จะทำการเย็บปิดปากแผลและปิดแผลด้วยผ้าพันแผลชนิดกันน้ำ แล้วนำตัวผู้ป่วยไปติดตามอาการในห้องไอซียูต่อไป ทั้งนี้หากเป็นวิธีการผ่าตัดบายพาสหัวใจแบบแผลเล็ก ก็จะมีขั้นตอนในการผ่าตัดที่คล้ายกัน แต่จะแตกต่างกันที่ไม่ต้องทำการเปิดช่องอก แต่จะกรีดเป็นแผลเล็ก ๆ บริเวณซี่โครงเพื่อสอดอุปกรณ์พิเศษเข้าไปเพื่อทำการผ่าตัด ซึ่งวิธีนี้แผลจะหายเร็วกว่า และมีความเสี่ยงในการติดเชื้อน้อยกว่าอีกด้วย การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัด เมื่อแพทย์นัดหมายกำหนดการผ่าตัดแล้ว แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยเข้าพักรักษาตัวภายในโรงพยาบาลก่อนวันเข้ารับการผ่าตัด เพื่อเตรียมพร้อมและตรวจสุขภาพก่อน โดยแพทย์จะสั่งตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เอกซเรย์ และเจาะเลือด ทั้งนี้ผู้ป่วยควรแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ และยาที่ใช้อยู่โดยละเอียดและเป็นจริง หากผู้ป่วยสูบบุหรี่ แพทย์ก็จะแนะนำให้ผู้ป่วยหยุดสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่จะทำให้ผู้ป่วยเสี่ยงต่อการติดเชื้อภายในช่องอก และทำให้แผลหายช้าลงอีกด้วย นอกจากนี้ ก่อนเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ผู้ป่วยควรเตรียมการต่าง ๆ ที่บ้านไว้ก่อนล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่จะคอยช่วยเหลือผู้ป่วยในการเดินทางกลับจากโรงพยาบาล และในช่วงเวลาที่พักฟื้นที่บ้าน รวมทั้งจัดเตรียมพื้นที่ภายในบ้านให้สะดวกต่อการใช้ชีวิตหลังออกจากโรงพยาบาล ที่สำคัญคือก่อนเดินทางไปโรงพยาบาลผู้ป่วยควรอาบน้ำชำระร่างกาย สระผม ตัดเล็บ และสวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาด เนื่องจากหลังผ่าตัดแล้วผู้ป่วยจะต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าจะสามารถอาบน้ำเองได้ และเสื้อผ้าสะอาดที่เตรียมไปก็จะช่วยให้ผู้ป่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อไม่พึงประสงค์ที่อาจมากับเสื้อผ้าของโรงพยาบาลได้ การดูแลหลังผ่าตัด หลังจากเข้ารับการผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว แพทย์จะให้ผู้ป่วยนอนพักรักษาตัวในห้องไอซียู อย่างน้อย 1-2 วัน จากนั้นจึงจะย้ายเข้าไปพักฟื้นต่อในห้องพักผู้ป่วยภายในโรงพยาบาลต่ออีกอย่างน้อย 7 วัน เพื่อดูอาการและติดตามผล โดยในช่วงพักฟื้นที่โรงพยาบาล ผู้ป่วยอาจต้องมีการต่อท่อหรือสายต่าง ๆ ตามร่างกายอยู่ระยะหนึ่ง ซึ่งหลังจากที่ผู้ป่วยฟื้นแล้วอาจมีอาการต่าง ๆ เช่น สูญเสียความทรงจำชั่วคราว มีอาการมึนงง และมีปัญหาในเรื่องการดูเวลา เมื่อแพทย์อนุญาตผู้ป่วยกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้แล้ว ผู้ป่วยและผู้ดูแลจะต้องระมัดระวังในเรื่องการดูแลบาดแผล พักผ่อนมาก ๆ และควรหลีกเลี่ยงจากการทำกิจกรรมหนัก ๆ เพราะอาจทำให้แผลหายช้า หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ นอกจากนี้ยังควรสังเกตอาการของผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด โดยหากเกิดอาการดังต่อไปนี้ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส มีอาการบวมแดง หรือมีเลือดออกที่บริเวณแผลผ่าตัด มีอาการเจ็บที่บริเวณแผลผ่าตัดมากขึ้น หายใจลำบาก ชีพจรเต้นเร็ว หรือผิดปกติ ขาบวม หรือมีอาการชาตามแขนและขา มีอาการคลื่นไส้ หรืออาเจียนต่อเนื่อง ไม่เพียงเท่านั้น การผ่าตัดบายพาสหัวใจยังอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้ โดยภาวะแทรกซ้อนที่พบได้หลัก ๆ ได้แก่ หัวใจเต้นผิดปกติ ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่เข้ารับการผ่าตัดบายพาสจะมีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ แต่ก็สามารถรักษาให้หายได้ด้วยการใช้ยา การติดเชื้อที่แผลผ่าตัด เนื่องจากไม่รักษาความสะอาดให้ดีพอ การทำงานของไตลดลง หลังจากการผ่าตัด ผู้ป่วยอาจมีการทำงานของไตที่ลดลง จนทำให้ต้องได้รับการฟอกไต แต่ก็เกิดขึ้นได้น้อยมาก ปัญหาเกี่ยวกับสมอง ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดบายพาสอาจพบปัญหาในเรื่องการเรียนรู้ หรือการอ่านหนังสือ ซึ่งจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายใน 6-12 เดือน แต่ก็มีบางกรณีที่ผู้ป่วยเกิดภาวะแทรกซ้อนจนกลายเป็นโรคหลอดเลือดสมองทำให้มีปัญหาในการพูด การเคลื่อนไหว หรือการกลืนอาหารอย่างถาวรได้ หัวใจวาย ในบางกรณี ผู้ป่วยอาจเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดในระหว่างผ่าตัด ซึ่งอาจทำให้อาการยิ่งรุนแรงขึ้น และอาจทำให้เสียชีวิตได้ เว็บที่เกี่ยวข้อง : https://www.108news.net/news/15759
  5. ประเพณีรับบัว เป็นประเพณีเก่าแก่สืบทอดกันมาแต่โบราณของชาวอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ในอดีต มีชาวบ้าน ที่เป็นชาวไทย ชาวลาว และชาวรามัญ มาตั้งถิ่นฐานอยู่ ประกอบอาชีพแตกต่างกันไป ต่อมาได้ช่วยกันพัฒนา พื้นที่รกร้าง ลำคลองอซึ่งเต็มไปด้วย ต้นอ้อ กอแขม และ วัชพืชต่างๆ มากมาย เพื่อใช้ประโยชน์ในการทำเกษตรกรรม ส่วนทางทิศใต้นั้นมีป่าล้อมรอบ น้ำมีสภาพเป็นน้ำเค็ม และทางทิศเหนือมีบึงใหญ่ที่มีบัวงอกงามอย่างหนาแน่นทั่วทั้งบริเวณ ดังนั้นชาวไทย ชาวลาวและชาวรามัญ จึงได้ร่วมกันพัฒนาผืนดินแห่งนี้เรื่อยมา จนมาบรรจบกันที่ทางสามแยก ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทิศเหนือ และทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ที่ประกอบด้วย ปากน้ำลำคลอง 3 สาย ได้แก่ คลองสลุด คลองชวดลากข้าว และคลอดลาดกระบัง ต่อมา ชาวรามัญที่แยกไปประกอบอาชีพ ณ คลองลาดกระบัง เริ่มมีรายได้และผลผลิตตกต่ำ เนื่องมาจากปัญหาศัตรูพืช นกหนูชุกชุม เข้ามาทำลายพืชผลเกตรกรรม จึงอพยพกลับสู่ถิ่นฐานเดิม คือฝั่งบ้านปากลัด อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ มีกำหนดการเดินทางในวันขึ้น 14 ค่ำเดือน 11 พร้อมกับเก็บดอกบัวหลวงบริเวณนั้นเป็นจำนวนมาก เพื่อเตรียมบูชา พระคาถาพัน และได้บอกกับชาวไทยที่สนิทสนมว่า เมื่อถึงวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 ในปีต่อๆไป ขอให้คนไทยทั้งหลาย ช่วยกันเก็บดอกบัวหลวงไปไว้ ณ วัด หลวงพ่อโต (วัดบางพลีใหญ่ใน) สำหรับมอบให้พวกตนชาวรามัญ เพื่อนำไปเป็นพุทธบูชาในวันออกพรรษาต่อไป และด้วยน้ำใจที่คนไทยมีต่อชาวรามัญ จึงมีความยินดีที่จะทำตามที่ชาวรามัญได้ขอเอาไว้ หลังจากชาวรามัญได้พากันกราบนมัสการหลวงพ่อโต และอัญเชิญน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ติดตัวไปด้วย แล้วจึงลากลับบ้านปากลัด เพื่อนำดอกบัวไปบูชาพระพันคาถา ที่ปากลัดต่อไป ดังนั้น ในปีต่อๆมา เมื่อครบกำหนดวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 ชาวไทยจะเก็บดอกบัวมาไว้ที่วัดหลวงพ่อโต (วัดบางพลีใหญ่ใน) ตามสัญญาที่ได้ให้ไว้กับชาวรามัญ ซึ่งชาวรามัญจะเดินทางมารับดอกบัวเหล่านั้นในเวลา 3.00 – 5.00 น. และคนไทยก็ได้จัดเตรียมขนมคาวหวานนานาชนิดไว้สำหรับต้อนรับ เมื่ออิ่มหนำสำราญแล้ว ชาวรามัญจะนำดอกบัวเข้าไปนมัสการหลวงพ่อโตในวิหารวัด และอัญเชิญน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์กลับบ้านด้วย เพื่อเป็นสิริมงคล และนำดอกบัวอีกจำนวนหนึ่ง กลับไปบูชาพระคาถาพันอีกด้วย และประเพณีอันดีงานนี้ได้สืบทอดกันมาจากอดีตมาจนถึงปัจจุบันนี้ วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 จะมีการอัญเชิญหลวงพ่อโตจำลอง ลงเรือแห่ไปตามลำคลองสำโรง เพื่อให้ประชาชนที่อยู่อาศัยบริเวณสองฝั่งคลอง ได้ร่วมสักการบูชาโดยการโยนดอกบัวลงไปในเรือที่องค์หลวงพ่อโตประดิษฐานอยู่ มีความเชื่อกันว่า หากสามารถโยนดอกบัวลงไปในเรือที่องค์หลวงพ่อโตประดิษฐานอยู่แล้ว อธิษฐานสิ่งใดไว้ก็จะประสบความสำเร็จดังหวัง ในปี 2561 นี้ กำหนดการงานประเพณีรับบัว 9 วัน 9 คืน เริ่มตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม – 25 ตุลาคม 2561 ณ วัดบางพลีใหญ่ใน พระอารามหลวง วันโยนบัว 23 ตุลาคม 2561 ตั้งแต่เวลา 07.00 น. เครดิต : https://www.108news.net/news/12800
  6. ศูนย์หัวใจ รพ.จุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ได้สร้างผลงานที่ดีเลิศจนเป็นที่ไว้วางใจและยอมรับทั้งในระดับประเทศและระดับสากล JCI จนได้รับการยกย่องว่าเป็นศูนย์โรคหัวใจ อันดับหนึ่งในเขตภาคตะวันออกและเป็นหนึ่งในศูนย์โรคหัวใจที่ดีที่สุดในประเทศไทย ทีมแพทย์ พยาบาลและสหวิชาชีพประจำศูนย์โรคหัวใจ รพ.จุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ ทุกท่านพร้อมให้การดูแลอย่างทุ่มเทเสียสละตลอดเวลา รวมถึงผ่านการฝึกอบรบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีประสบการณ์ในการดูแลรักษาผู้ป่วย โรคหัวใจ มาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังได้มีการศึกษาต่อยอดองค์ความรู้ให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา นำมาซึ่งการพัฒนาคุณภาพการให้บริการผู้ป่วยให้ได้รับผลการรักษาที่ดีที่สุด เว็บ : https://www.chularat3.com/service_detail.php?lang=th&id=11
  7. การที่ลูกน้อยต้องเข้าห้อง NICU เป็นสิ่งที่ทำให้พ่อแม่กังวลใจอย่างมาก บทความนี้จะให้ข้อมูลกับคุณว่า มีอะไรเกิดขึ้นบ้างในห้อง NICU และคุณพ่อคุณแม่จะเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้อย่างไร พ่อแม่ทุกคนหวังที่จะได้พาลูกน้อยแรกเกิดกลับบ้านอย่างปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นการคลอดลูกครั้งแรก หรือครั้งที่เท่าไหร่ก็ตาม แม้จะมีเด็กแรกคลอดจำนวนไม่น้อยที่ต้องถูกส่งเข้าห้อง NICU แต่คุณแม่อย่าเพิ่งกังวลจนเกินไปนะคะ ถ้าคุณได้รู้จักห้อง NICU และรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างในนั้น ซึ่งคุณกำลังจะได้เรียนรู้จากบทความนี้ค่ะ NICU คืออะไร NICU หรือ หอผู้ป่วยทารกแรกเกิดระยะวิกฤต (Neonatal Intensive Care Unit – NICU) เป็นหน่วยดูแลผู้ป่วยภาวะวิกฤต ที่ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับผู้ป่วยตัวน้อยที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ ภายในห้อง NICU มีอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อการนี้ และมีเจ้าหน้าที่มีความชำนาญด้านการดูแลทารกแรกเกิด ดังนั้นคุณสามารถมั่นใจได้ว่าลูกน้อยของคุณจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด อย่างไรก็ดีโรงพยาบาลขนาดเล็กบางแห่งไม่ได้มี NICU ทารกที่ต้องดูแลเป็นพิเศษจึงต้องถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลที่ใหญ่กว่า ห้อง NICU นั้นแตกต่างจากทารกแรกเกิดปกติ คุณจะสังเกตได้ว่า ทารกที่อยู่ในห้อง NICU นั้นจะตัวเล็กและเงียบกว่า เด็กที่อยู่ในห้องทารกแรกเกิดปกติ เด็กบางคนอาจจะภายในตู้อบ ขณะที่เด็กคนอื่นอาจจะนอนอยู่ในเตียงเด็กโดยมีไฟส่องเพื่อช่วยควบคุมอุณหภูมิร่างกายให้กับหนูน้อย คุณอาจสังเกตเห็นหนูน้อยอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังคงตัวเล็กแต่มีสุขภาพดีนอนอยู่ในเตียงเด็กอ่อน หนูน้อยเหล่านี้เป็นเด็กที่ได้รับการดูแลจนพร้อมที่จะย้ายไปอยู่ในห้องทารกแรกเกิดปกติ หรือพร้อมที่จะกลับบ้านไปอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ได้แล้ว ลูกน้อยจะอยู่ในห้อง NICU นานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการที่พบ และประเภทการรักษาที่เด็กต้องได้รับด้วยค่ะ ทำไมทารกจึงต้องเข้า NICU สาเหตุที่พบบ่อยที่สุด ที่ทำให้ทารกต้องเข้าหอผู้ป่วยทารกแรกเกิดภาวะวิกฤตของโรงพยาบาล เป็นเพราะการคลอดก่อนกำหนด คือ คลอดก่อนสัปดาห์ที่ 37 ของการตั้งครรภ์ สำหรับเคสอื่น ๆ ที่อาจได้รับการดูแลใน NICU เนื่องจากคลอดยาก หรือมีเงื่อนไขทางการแพทย์อื่นๆ เช่น ปัญหาสุขภาพ หรือการติดเชื้อ หรือต้องผ่าตัด อะไรคือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ทารกต้องเข้าห้อง NICU หลังคลอด คลิกหน้าถัดไป ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ทารกต้องเข้าห้อง NICU หลังคลอด ปัจจัยจากแม่ การเสพยาเสพติดหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ความดันโลหิตสูง มีเลือดออก ตั้งครรภ์อายุน้อยกว่า 16 หรือมากกว่า 40 ปี ครรภ์แฝด ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ปัจจัยการจากคลอด ทารกอยู่ในท่าก้น ทารกอยู่ในภาวะเครียด / การเกิดภาวะขาดอากาศหายใจ (เนื่องจากการขาดออกซิเจน) การช่วยคลอดโดยใช้คีมทำคลอด หรือการผ่าคลอด ภาวะขี้เทา (อุจจาระของทารกแรก) ในน้ำคร่ำ สายสะดือพันรอบคอของทารก ปัจจัยจากตัวเด็ก คลอดเมื่ออายุครรภ์น้อยกว่า 37 สัปดาห์หรือมากกว่า 42 สัปดาห์ น้ำหนักแรกเกิดน้อยกว่า 2,500 กรัมหรือมากกว่า 4,000 กรัม ชัก ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ได้รับยาหรือการช่วยชีวิตหลังคลอด การติดเชื้อ เช่น หนองในเทียม เริม หรือกลุ่มสเตรปโตคอคคัส บี พิการแต่กำเนิด ต้องให้ออกซิเจน หรือเฝ้าระวัง ต้องให้ยา หรือฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำ ต้องการกระบวนการพิเศษ เช่น การถ่ายเลือด ใครจะเป็นผู้ดูแลลูกน้อยของคุณใน NICU แผนก NICU จะมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องในการดูแลทารกแรกเกิด ทีมนี้อาจรวมถึง: แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทารกแรกเกิด ซึ่งเป็นกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการดูแลทารกป่วยและคลอดก่อนกำหนด ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบหายใจ นักกิจกรรมบำบัด นักกำหนดอาหาร ที่ปรึกษาการให้นมแม่ เภสัชกร นักสังคมสงเคราะห์ รับมืออย่างไรเมื่อลูกน้อยต้องอยู่ในห้อง NICU คลิกหน้าถัดไป รับมืออย่างไรเมื่อลูกน้อยต้องอยู่ใน NICU จัดการกับอารมณ์ของคุณ คุณแม่อาจทำใจไม่ได้และเป็นกังวลตลอดเวลา อารมณ์ของคุณในตอนนี้อาจเหมือนรถไฟเหาะตีลังกา ที่เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง คิดฟุ้งซ่าน และรู้สึกอ่อนแอ สิ่งสำคัญที่สุด คือ คุณจะต้องไม่โทษตัวเอง แต่ควรคิดถึงความสุขวันในที่คุณจะได้กลับบ้านพร้อมลูกน้อยของคุณมากกว่า เตรียมตัวปั๊มนมให้ลูกน้อย ทารกคลอดก่อนกำหนดจำนวนมากไม่แข็งแรงพอที่จะดูดนมจากเต้าได้โดยตรง แต่ลูกน้อยยังสามารถได้รับประโยชน์อย่างมากมายจากนมแม่ที่คุณปั๊มออกมา การปั๊มนมยังทำให้คุณรู้สึกมีพลังเพิ่มขึ้น ที่คุณสามารถทำบางสิ่งบางอย่างที่จะช่วยลูกน้อยของคุณได้ บทความแนะนำ 7 เทคนิคปั๊มนมอย่างไรให้สำเร็จเมื่อให้นมจากเต้าไม่ได้ มีส่วนร่วม ลูกน้อยของคุณอาจตัวเล็กจิ๋วและบอบบาง แต่รู้ไหมว่าในช่วงเวลานั้น เขาต้องการคุณมากกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสัมผัสจากคุณด้วยวิธี “การดูแลแบบจิงโจ้” หรือ Kangaroo care Kangaroo care ถูกนำมาใช้ในการดูแลทารกแรกเกิดใน NICU ช่วยในการบำบัดรักษาผ่านการสัมผัสแบบเนื้อแนบเนื้อระหว่างทารกและอกแม่ เพื่อสร้างความผูกพันต่อลูกน้อย และทำให้คุณมีโอกาสในการช่วยลูกน้อยให้ฟื้นตัวเร็วขึ้นเช่นเดียวกับการปั๊มนม บทความแนะนำ ดูแลอย่างไร เมื่อลูกน้อยคลอดก่อนกำหนด คุยกับพ่อแม่คนอื่นๆ NICU ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นสถานที่โดดเดี่ยวมากสำหรับคนเป็นพ่อแม่ ดังนั้น การได้พูดคุยกับพ่อแม่คนอื่น ๆ ที่ลูกน้อยต้องเข้าห้อง NICU เหมือนกัน จะช่วยให้คุณไม่รู้สึกโดดเดี่ยว ได้รับกำลังใจและความเข้าใจจากคนอีกไม่น้อยที่กำลังอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับคุณ ดูแลคนข้างๆ และดูแลตัวเองด้วย ตอนนี้ลูกน้อยของคุณอยู่ในการดูแลจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหมอที่จะดูแลลูกน้อยของคุณ ส่วนตัวคุณก็ควรให้เวลาตัวเองได้พักผ่อนร่างกายและจิตใจบ้าง รวมถึงดูแลอารมณ์และความรู้สึกของคนข้างๆ คุณด้วย การให้กำลังใจซึ่งกันและกันจะช่วยให้คุณเข้มแข็งและก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ในที่สุด TheAsianparent ขอเป็นกำลังใจให้ลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่ทุกคนสุขภาพแข็งแรงและได้กลับบ้านไปอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันสมกับการรอคอยในเร็ววันนะคะ เครดิต : https://www.108news.net/news/5137
  8. ไวรัส RSV (RSV Virus) คือ เชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า Respiratory Syncytial Virus เป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ ทำให้ร่างกายผลิตสารคัดหลั่งจำนวนมาก เช่น เสมหะ เป็นต้น เชื้อไวรัสนี้แพร่กระจายผ่านการไอหรือจาม ผู้ป่วยมีอาการเบื้องต้นคล้ายเป็นหวัด คือ ปวดศีรษะ มีไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล พบผู้ที่ติดเชื้อไวรัส RSV ได้ในทุกวัย แต่พบมากในเด็กและทารก ซึ่งเป็นวัยที่มักเกิดอาการรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนได้ อาการของการติดเชื้อไวรัส RSV อาการของการติดเชื้อไวรัส RSV โดยปกติผู้ป่วยจะแสดงอาการหลังสัมผัสถูกเชื้อไวรัสในระยะเวลา 4-6 วัน ผู้ใหญ่หรือเด็กโตมักพบอาการคล้ายไข้หวัด ได้แก่ คัดจมูก มีน้ำมูก มีไข้ต่ำ ปวดศีรษะ ไอแห้ง เจ็บคอ ไวรัส RSV พัฒนาไปสู่โรคขั้นรุนแรงได้ ส่งผลให้เกิดปัญหาในระบบทางเดินหายใจส่วนล่างได้ เช่น โรคปอดบวม โรคหลอดลมฝอยอักเสบ เป็นต้น โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจหรือโรคปอดเรื้อรัง และรวมไปถึงอาการดังต่อไปนี้ มีไข้ ไออย่างรุนแรง หายใจมีเสียงหวีด หายใจเร็ว หรือหายใจลำบาก ทำให้ผู้ป่วยชอบนั่งมากกว่านอน บริเวณปากหรือเล็บมีสีเขียวคล้ำจากการขาดออกซิเจน โดยปกติ อาการของการติดเชื้อไวรัส RSV ในเด็กโตและผู้ใหญ่จะดีขึ้นหลังได้รับการรักษาเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ แต่ในเด็กเล็กและทารกหลังสัมผัสกับเชื้อไวรัสในช่วง 2-8 วัน อาจมีอาการที่รุนแรงมากกว่า โดยพบอาการได้ดังนี้ เบื่ออาหาร หายใจเร็วกว่าปกติ หายใจมีเสียงหวีด หายใจลำบาก จาม ไอ มีไข้ น้ำมูกไหล หงุดหงิดง่าย หรือเซื่องซึม เด็กหรือทารกที่มีอาการดังนี้ ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน ประสบภาวะขาดน้ำ สังเกตได้จากตอนร้องไห้จะไม่มีน้ำตาไหลออกมา ไอและมีเสมหะเป็นสีเทา สีเขียว หรือสีเหลือง หายใจลำบาก หายใจเร็วกว่าปกติ หรือหอบเหนื่อย มีน้ำมูกเหนียวทำให้หายใจลำบาก ปลายนิ้วหรือปากเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำจากภาวะขาดออกซิเจน เด็กทารกที่มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส เซื่องซึม เบื่ออาหาร หรือมีผื่นขึ้น ควรไปพบแพทย์เพื่อประเมินอาการ สาเหตุของการติดเชื้อไวรัส RSV การติดเชื้อไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus) เกิดจากการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ที่ติดเชื้อ โดยไวรัสเข้าสู่ร่างกายผ่านทางตา จมูก ปาก หรือสัมผัสเชื้อโดยตรงจากการจับมือ ในประเทศไทยมักพบเชื้อไวรัส RSV ได้บ่อยในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ไวรัสจะมีชีวิตอยู่ภายนอกร่างกายได้เป็นเวลาหลายชั่วโมงโดยอาศัยอยู่ตามวัตถุต่าง ๆ และแพร่กระจายได้ง่ายผ่านการไอ หรือการจาม กลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส RSV ที่มีอาการรุนแรงได้สูง ได้แก่ เด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนด ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับปอดและหัวใจ ผู้ที่อาศัยอยู่ในแหล่งชุมชนแออัด หรือผู้สูงอายุตั้งแต่อายุ 65 ปีขึ้นไป การวินิจฉัยการติดเชื้อไวรัส RSV การวินิจฉัยการติดเชื้อไวรัส RSV โดยแพทย์จะตรวจทางกายภาพของผู้ป่วยก่อน จากนั้นจะใช้เครื่องช่วยฟัง (Stethoscope) เพื่อฟังเสียงหวีดในระบบทางเดินหายใจ เสียงการทำงานของปอด หรือเสียงผิดปกติจากส่วนอื่น ๆ ในร่างกาย และแพทย์อาจใช้วิธีการดังต่อไปนี้ร่วมในการวินิจฉัย วัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (Pulse Oximetry) เพื่อตรวจสอบระดับออกซิเจน ตรวจจำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาว ตรวจหาไวรัส แบคทีเรีย หรือสิ่งแปลกปลอมอื่น ๆ เอกซ์เรย์หน้าอก เพื่อตรวจหาโรคปอดบวม ตรวจหาเชื้อไวรัสจากสารคัดหลั่งในจมูก การรักษาการติดเชื้อไวรัส RSV การรักษาการติดเชื้อไวรัส RSV ส่วนใหญ่จะเป็นการรักษาตามอาการ และประคับประคองให้อาการหายใจดีขึ้น แต่ในกรณีที่อาการรุนแรงจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาที่โรงพยาบาล ในเบื้องต้น ดูแลและรักษาอาการที่บ้าน ดังนี้ เพิ่มความชื้นในอากาศ เพื่อระบบทางเดินหายใจที่ดีขึ้น ไม่ควรให้ค่าความชื้นในอากาศมากเกินร้อยละ 50 เพื่อป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราในอากาศ นั่งหรือนอนในตำแหน่งที่หายใจได้สะดวก เช่น นั่งตัวตรง ไม่ห่อตัว ใช้หมอนที่ไม่นุ่มหรือแข็งเกินไป ดื่มน้ำมาก ๆ เพราะน้ำจะช่วยทำให้สารคัดหลัง เช่น เสมหะ หรือน้ำมูก ไม่เหนียวจนเกินไป และไม่ไปขัดขวางการทำงานของระบบทางเดินหายใจ ใช้ยาหยอดจมูก เพื่อช่วยลดอาการบวมของจมูก อาจล้างจมูกด้วยน้ำเกลือและดูดน้ำมูกเพื่อทำให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้น รับประทานยาในกลุ่มอะเซตามิโนเฟน (Acetaminophen) เพื่อลดไข้ ในกรณีที่พบอาการรุนแรงหรือในผู้ป่วยที่เป็นเด็กเล็กอาจจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล แพทย์อาจใช้วิธีการรักษารูปแบบอื่น ๆ ร่วมด้วย ดังนี้ รับประทานยาปฏิชีวนะในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะแทรกซ้อนจากแบคทีเรีย เช่น อาการปอดบวมจากเชื้อแบคทีเรีย ใช้ยาพ่นขยายหลอดลม เพื่อบรรเทาอาการหายใจมีเสียงหวีด และดูดเสมหะเมื่อมีเสมหะข้นเหนียวจำนวนมาก เพื่อทำให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้น แพทย์อาจใช้ยาเอพิเนฟริน (Epinephrine) เพื่อขยายหลอดลมและลดอาการบวมของทางเดินหายใจ แพทย์อาจให้ออกซิเจน หรือใส่อุปกรณ์ช่วยหายใจหากพบว่ามีภาวะออกซิเจนต่ำหรือระบบหายใจล้มเหลว ภาวะแทรกซ้อนของการติดเชื้อไวรัส RSV ภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อไวรัส RSV ในผู้ป่วยที่เป็นทารกคลอดก่อนกำหนด เด็กเล็ก ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับปอดและหัวใจซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้มากกว่า ส่งผลดังนี้ โรคปอดบวมหรือโรคหลอดลมฝอยอักเสบ ไวรัสจะเคลื่อนตัวจากระบบทางเดินหายใจช่วงบน ได้แก่ จมูก คอ ปาก ลงไปที่ระบบทางเดินหายใจช่วงล่าง จนทำให้เกิดการอักเสบที่ปอดหรือทางเดินหายใจ พบอาการที่รุนแรงได้ในทารก เด็ก ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับปอดหรือหัวใจเรื้อรัง การติดเชื้อในหูชั้นกลาง เกิดจากเชื้อเข้าไปในพื้นที่บริเวณหลังแก้วหู ทำให้เกิดหูน้ำหนวก พบมากในผู้ป่วยที่เป็นทารกและเด็ก โรคหอบหืด เชื้ออาจส่งผลระยะยาวทำให้ผู้ป่วยเป็นโรคหอบหืดได้ในอนาคต เกิดการติดเชื้อซ้ำ เมื่อมีการติดเชื้อแล้วครั้งหนึ่ง จะกลับมาติดเชื้ออีกครั้งได้เสมอ แต่อาการอาจไม่รุนแรงเท่าการติดเชื้อในครั้งแรก มักพบในรูปแบบของอาการหวัด แต่อาจพบอาการรุนแรงได้ในผู้ป่วยสูงอายุหรือผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับปอดและหัวใจ การป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV การป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีวัคซีนป้องกัน แต่ทุกคนในครอบครัวถช่วยกันปฏิบัติตน เพื่อป้องกันการติดเชื้อและป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อได้ ดังนี้ ล้างมือให้สะอาด ล้างมือบ่อย ๆ เช่น ก่อนมื้ออาหาร หลังเข้าห้องน้ำ เป็นต้น หลีกเลี่ยงให้เด็กที่คลอดก่อนกำหนดและทารกในช่วงอายุ 1-2 เดือนแรกสัมผัสผู้ที่ติดเชื้อ เช่น ผู้ที่เป็นไข้หรือเป็นหวัด ทำความสะอาดบ้านอยู่เสมอ เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ โดยเฉพาะทิชชูที่ใช้แล้ว ควรทิ้งลงถังขยะที่ปิดมิดชิด ไม่ควรใช้แก้วน้ำร่วมกับผู้อื่น ควรใช้แก้วน้ำของตัวเอง และหลีกเลี่ยงการใช้แก้วน้ำที่ผู้ป่วยใช้แล้ว หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ทารกที่สูดดมควันบุหรี่เข้าไปมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัส RSV และพบอาการที่รุนแรงได้มากกว่า ทำความสะอาดของเล่นเด็กเป็นประจำ โดยเฉพาะหลังพบว่าเด็กที่ป่วยมาเล่นของเล่นนั้น ๆ เครดิต : https://www.108news.net/news/5458
  9. คลินิกสุขภาพชาย การหย่อนสมรรถภาพทางเพศ น้องชายไม่แข็งหรือที่เราเรียกกันติดปากว่า "นกเขาไม่ขัน" ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องแปลกในผู้ชายสูงอายุ อย่างไรก็ตาม อายุไม่ใช่สาเหตุหลัก 75%ของผู้ชายที่มีอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ มีสาเหตุมาจากปัญหาด้านกายภาพและวิธีแก้ไขปัญหานี้คือควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษา การหย่อนสมรรถภาพทางเพศ(Erectile Dysfunction) พบมากในผู้ชายอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไปที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบหลอดเลือด เบาหวานและโรคหัวใจร่วมด้วย ซึ่งส่วนใหญ่เมื่อเกิดปัญหาแล้วมักไม่กล้าพบแพทย์เพราะเขินอาย บางรายปล่อยไว้กระทั่งปัญหารุนแรงจนเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ หมดความมั่นใจในตัวเอง เกิดความกังวลใจ ซึมเศร้า รู้สึกเครียดและรบกวนคุณภาพชีวิตคู่เป็นอย่างมาก อาการจะเริ่มจากอวัยวะเพศชายไม่สามารถแข็งตัวหรือแข็งไม่เต็มที่ จนทำให้เกิดความพอใจในขณะปฏิบัติกิจทางเพศได้จาก 3-4 ครั้งจนกระทั้งไม่สามารถทำภารกิจจนเสร็จได้ ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศมีหลายระยะ ระยะที่ 4 เป็นระยะเหมือนคนปกติไม่ต้องรักษาอะไร ระยะที่ 3 สามารถแข็งตัวได้บ้างแต่อ่อนกว่าระยะที่4 ยังพอสอดใส่ได้ แต่พบว่า ระยะนี้เริ่มมีปัญหาแล้ว หาปล่อยทิ้งไว้ก็จะมีปัญหาตามมา ระยะที่ 2 สามารถแข็งตัวแต่ไม่สามารถสอดใส่ได้ ระยะที่ 1 ไม่สามารถแข็งตัวนิ่ม เรียกว่า "อ่อนปวกเปียกเลย" คลินิกสุขภาพเพศชาย โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ ให้การบริการตรวจวินิจฉัย รักษาและให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยเพศชายที่มีปัญหาหย่อนสมรรถภาพทางเพศ(Erectile Dysfunction, ED)อย่างเป็นระบบและมาตรฐานโดยแพทย์ผู้เชียวชาญเฉพาะ ได้แก่ การรักษาด้วยยาฮอร์โมน ยากินหรือยาฉีดเพิ่มขยายหลอดเลือดของอวัยวะเพศ การฉีดยาขยายหลอดเลือดเข้าที่แกนอวัยวะเพศ การใช้อุปกรณ์สูญญากาศ การรักษาด้วยคลื่นกระแทก(Shock Wave) การผ่าตัดใส่แกนองคชาตเทียม Shockwave Therapy Shockwave Therapy หรือการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามารักษาผู้ชายที่มีปัญหาอวัยวะเพศไม่แข็งตัว คลื่นเสียงที่ยิงเข้าไปบริเวณอวัยวะเพศตามจุดที่กำหนดไว้ทำให้มีการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น โดยรพ.จุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ ใช้เครื่อง Shockwave ARIES (Application to Restore and Improve using Extracorporeal Shockwaves) ของบริษัท Dornier Med Tech ประเทศเยอรมนี ซึ่งใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และงานวิจัยทางการแพทย์มาพัฒนากว่า 3 ทศวรรษจนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล หลักการการทำงานของเครื่องARIES จะส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าผ่านด้ามจับ Shockwave Emitter โดยใช้ Smart Focus Technology ซึ่งเป็นนวัตกรรมในการควบคุมระดับพลังงานและความถี่ของคลื่น Shockwave ให้ตรงไปยังเนื้อเยื่อที่เป็นเป้าหมายในการรักษาได้ โดยจะส่งผ่านคลื่นจากระดับผิวลงสู่ระดับลึกไปยังเนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อบริเวณอวัยวะเพศได้ เป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงสามารถใช้กับผู้ป่วยที่มารักษามีปัญหาการแข็งตัวของอวัยวะเพศ สร้างความมั่นใจและแก้ปัญหาชีวิตในครอบครัวได้เป็นอย่างดี ระยะเวลาในการทำต่อครั้งประมาณ 15-20 นาที/สัปดาห์ โดยทำ 5 -10 ครั้งหรือสัปดาห์ละครั้ง นาน 5-10 สัปดาห์ สามารถทำให้เกิดการสร้างหลอดเลือดใหม่(Angiogenesis)และเพิ่มการไหลเวียนของเลือดบริเวณอวัยวะเพศ ซึ่งมีผลทำให้การแข็งตัวของอวัยวะเพศดีขึ้นจากการกระตุ้นหลอดเลือดที่มีอยู่แล้ว ขั้นตอนการทำ Shockwave เริ่มจากการกระตุ้นบริเวณต่างๆของอวัยวะเพศเพื่อให้ครอบคลุมบริเวณที่เรียกว่า "corpus cavernosum" ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อภายในอวัยวะเพศ การทำ Shockwave สามารถใช้ได้จำนวนสูงสุด 5,000 shots กระตุ้นบริเวณอวัยวะเพศ 5 ตำแหน่งเพื่อครอบคลุมทั่วทั้งบริเวณของอวัยวะเพศและกล้ามเนื้อรอบๆที่เกี่ยวข้อง คนไข้ที่ได้รับการรักษาไปแล้วให้คะแนนความพึงพอใจหลังการรักษาเพิ่มขึ้นถึง 7 points ตามหลักการของ IIEF (International Index of Erectile Function) นอกจากนั้นการไหลเวียนของเลือดที่ดีขึ้นยังสามารถวัดได้จากผลการวิเคราะห์ต่างๆและคนไข้ส่วนใหญ่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ปกติหลังได้รับการรักษา 5 ครั้งและผลการรักษาดังกล่าวอยู่ได้นานถึง 6 สัปดาห์ โดยอาจแตกต่างกันได้ในคนไข้แต่ละราย การรักษาโดยใช้เครื่องมือ ARIES เป็นวิธีที่ง่ายเนื่องจากคนไข้จะไม่เจ็บปวด ไม่รู้สึกเขินอายและเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูง เนื่องจากสามารถช่วยให้คนไข้มีสุขภาพร่างกายที่ดีขึ้นและได้ผลในระยะยาวและที่สำคัญที่สุดคือช่วยเพิ่มความมั่นใจและความสุขในการใช้ชีวิต การทำผ่าตัดใส่แกนองคชาตเทียม แบ่งเป็น 2 ชนิด ดังนี้ 1. ชนิดแกนแข็งชิ้นเดียว(nonhydraulic) แกนองคชาตเทียมชนิดนี้จะไม่มีกลไกที่ซับซ้อน ทำให้ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องกลไกชำรุด(mechanical failure)แต่ข้อเสียคือไม่เป็นธรรมชาติและการซ่อนรูปทำได้ลำบาก รวมทั้งไม่สามารถขยายขนาดได้ตามต้องการ รูป: แกนแข็งชิ้นเดียว รูป: หลังผ่าตัดใส่แกนแข็งชิ้นเดียว 2. ชนิดแกน 2 ชิ้น(hydraulic penile prosthesis) แกนชนิดนี้สามารถปั๊มให้ของเหลวจากถุงพัก(reservoir) ไหลเข้ามาที่แกนองคชาตเมื่อต้องการให้องคชาตแข็งตัวและสามารถปั๊มออกเพื่อให้อ่อนตัวได้เมื่อไม่ต้องการมีเพศสัมพันธ์ ทำให้การซ่อนรูปทำได้ดีและสามารถขยายขนาดได้เมื่อแข็งตัว ปัจจุบันบางรุ่นจะสามารถเพิ่มความยาวขององคชาตได้เวลาแข็งตัว รูป: แกน 2 ชิ้น รูป: หลังผ่าตัดใส่แกน 2 ชิ้น คนไข้ที่เหมาะสมกับการใส่แกนองคชาตเทียมได้แก่ คนไข้EDที่มีสาเหตุมาจากโรคทางร่างกายร่วมกับให้การรักษาด้วยวิธีง่ายๆอื่นๆแล้วไม่ได้ผล การรักษาที่ดีในรายที่มีสาเหตุมาจากโรคทางจิตใจควรจะได้รับการรักษาด้วยวิธีการใส่แกนองคชาตเทียมก็ต่อเมื่อได้รับการรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผลและได้รับคำแนะนำจากจิตแพทย์ให้รับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด ในปัจจุบันนี้แพทย์จะนิยมใช้ชนิดที่เป็น hydraulic เกือบทั้งหมดเนื่องจากให้ความรู้สึกที่เหมือนธรรมชาติมากกว่า นอกจากนี้ต้องพิจารณาถึงเรื่องความพิการในคนไข้บางรายโดยเฉพาะทางการใช้มือ เนื่องจากแกนองคชาตเทียมบางรุ่นการปั๊มและการปล่อยให้น้ำไหลกลับจะทำได้ยากในคนไข้ที่มีความพิการทางมือหรืออาจจะต้องคุยกับคู่ของคนไข้เพื่อดูว่ายอมรับที่จะช่วยเหลือคนไข้ในการทำให้องคชาตแข็งตัวและอ่อนตัวหรือไม่ เว็บที่เกี่ยวข้อง : https://www.chularat3.com/service_detail.php?lang=th&id=731
  10. ศูนย์ตา สุวรรณภูมิ ก่อตั้งขึ้นตามแนวคิดที่ว่า เป็นศูนย์กลางของโรงพยาบาลจักษุครบวงจร ในภาคตะวันออกของประเทศไทย ศูนย์ตา สุวรรณภูมิ มีทีมจักษุแพทย์ระดับวุฒิบัตรวิชาชีพที่มีประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญครบทุกสาขากว่า 20 ปี ครบครันด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ทันสมัย สำหรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาและความปลอดภัยสูงสุดแก่ทุกดวงตาที่ต้องได้รับการผ่าตัดรักษา ด้วยห้องผ่าตัดมาตรฐานสากล นอกจากนี้ ศูนย์ตา สุวรรณภูมิ ยังรองรับผู้บริการด้วยระบบเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด , เครื่องมือวินิจฉัยโรคตาครบครัน และสิ่งอำนวยความสะดวกหลากหลายที่พัฒนารูปแบบให้มีความเหมาะสมสำหรับผู้ป่วยโรคตาโดยเฉพาะ ไม่เว้นแม้แต่ศัลยกรรมจักษุตกแต่ง เป็นการรักษาโรคและความผิดปกติทุกชนิดของเปลือกตา ท่อน้ำตา และเบ้าตา ที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของจักษุแพทย์ด้านจักษุและศัลยกรรม และเรามีทีมบุคลากรชำนาญงานด้านจักษุคอยให้การดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อการบริการที่มีคุณภาพและประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เข้ารับบริการทุกท่าน เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง : https://www.108news.net/news/13047 Tags : ศูนย์ตา
  11. อยากมี “ลูก” แต่ทำไมไม่มีสักที มั่นใจได้ว่า ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 11 อินเตอร์ พร้อมดูแล ค้นหาสาเหตุ และแก้ไขทุกปัญหาให้กับคู่สมรสในทุกเหตุผล ด้วยประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาภาวะผู้มีบุตรยากและนักวิทยาศาสตร์ทางห้องปฏิบัติเชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงตัวอ่อน และครบครันไปด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ เทคโนโลยีทางห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย หัวใจหลัก 2 ดวงของการรักษาภาวะมีบุตรยาก เมื่อใดก็ตามที่คู่สามีภรรยาไม่สามารถมีบุตรได้เองตามธรรมชาติเพราะปัจจัยต่างๆ การพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาภาวะผู้มีบุตรยากและได้รับการดูแลจากทีมนักวิทยาศาสตร์ทางห้องปฏิบัติเชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงตัวอ่อนที่มีความสามารถ นับเป็นหัวใจหลัก 2 ประการของความสำเร็จในการมีบุตร ซึ่งเรามีทีมแพทย์ ทั้งนายแพทย์และแพทย์หญิงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ด้านการรักษาภาวะมีบุตรยาก นักวิทยาศาสตร์ทางห้องปฏิบัติการเชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงตัวอ่อนที่มีความชำนาญเฉพาะสาขาที่จะคอยดูแลคู่สมรสทุกคู่อย่างเต็มศักยภาพและครบวงจร ได้แก่ การรักษาตามสาเหตุที่ตรวจพบ เช่น การให้ยารักษา การผ่าตัดแก้ไขตามสาเหตุ การตรวจวิเคราะห์น้ำเชื้ออสุจิ (Semen analysis) การตรวจคุณภาพของเชื้ออสุจิ (HBA test) การผสมเทียม (Intrauterine Insemination: IUI ) การทำเด็กหลอดแก้ว (In Vitro Fertilization: IVF) การรักษาใช้เทคโนโลยีในการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย (Intracytoplasmic Sperm Injection: ICSI) การตรวจคัดกรองตัวอ่อนและการตรวจวินิจฉัยโรคทางพันธุกรรมของตัวอ่อน ก่อนใส่กลับเข้าสู่โพรงมดลูก PGS (Preimplantation Genetic Screening) , PGD (Preimplantation Genetic Diagnosis) และ NGS (Next Generation Sequencing) การรักษาภาวะแท้งบุตรง่าย และฝากครรภ์ การตรวจหาความสมบูรณ์ของทารกในครรภ์และการตรวจดูโครโมโซม การฝากไข่ เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง : http://www.chularativf.com Tags : ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก
  12. ศูนย์เลสิก สุวรรณภูมิ โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 1 สุวรรณภูมิ เลือกใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด MEL 90 จาก CARL ZEISS , GERMANY ที่มีคุณสมบัติโดดเด่นแห่งนวัตกรรมการแก้ไขปัญหาสายตาผิดปกติด้วยวิธีเลสิก LASIK ปลอดภัย แม่นยำ ตามมาตรฐานระดับสากล เลสิก LASIK เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด MEL 90 จาก CARL ZEISS , GERMANY เลสิก LASIK เป็นวิธีการผ่าตัดรักษาภาวะสายตาผิดปกติ (สายตาสั้น สายตาเอียง และสายตายาวโดยกำเนิด ) แบบถาวร โดยใช้เทคโนโลยีแยกชั้นกระจกตา SBK จาก MORIA , FRANCE รุ่นใหม่ล่าสุด ที่พัฒนาขึ้นใหม่ที่แยกชั้นกระจกตาได้บางมากขึ้น เทียบเท่า Femto Second Laser แยกชั้นกระจกตา และใช้ Excimer Laser เปลี่ยนความโค้งของกระจกตา และปิดผิวกระจกตากลับเข้าที่เดิม ข้อดีของ LASIK ศูนย์เลสิก สุวรรณภูมิ ด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด MEL 90 จาก CARL ZEISS , GERMANY • รักษาภาวะสายตาผิดปกติ (สายตาสั้น สายตายาวโดยกำเนิด และสายตาเอียง ) แบบถาวร • เทคโนโลยี เครื่องแยกชั้นกระจกตา SBK จาก MORIA , FRANCE รุ่นใหม่ล่าสุด ที่พัฒนาขึ้นใหม่ แยกชั้นกระจกตา ได้บางมากขึ้น เทียบเท่า Femto Second Laser. • คงรูปร่างความโค้งของกระจกตาให้ใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุดหลังการรักษา Optimized Aspheric เพื่อลดภาวะแสงกระจายตอนกลางคืนอันเนื่องมาจากการปรับเปลี่ยนความโค้งของกระจกตาด้วยวิธี Lasik • MEL 90 มีระบบ ตรวจจับความเคลื่อนไหวของตา ขณะทำการยิงเลเซอร์รักษา Eye Tracker System เพื่อความแม่นยำในการรักษามากยิ่งขึ้น • ใช้ระยะเวลาน้อยมากในการรักษาสายตาผิดปกติ เพียง 2 วินาที ต่อการรักษาสายตาสั้น -1.00 D • สามารถมองเห็นได้ทันทีหลังการผ่าตัด (แต่จะยังไม่คมชัดเต็มที่ในวันแรก) • สามารถกลับบ้านได้ในทันทีหลังการผ่าตัด • เพิ่มคุณภาพการมองเห็นทั้งกลางวันและกลางคืน ปรึกษาปัญหาสุขภาพตา ปัญหาโรคตาทางโทรศัพท์โดยทีมบุคลากรที่มีความรู้เฉพาะทางตา ทุกวันทำการของศูนย์ตา (9.00-20.00 น.)
  13. ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 11 อินเตอร์ : Chularat 11 IVF Center ตั้งขึ้นด้วยความตั้งใจที่ช่วยให้คู่สามีภรรยาสามารถเอาชนะอุปสรรค อันเนื่องมาจากปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อการมีบุตรยาก โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านรักษาการมีบุตรยากจากสถาบันที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ ผ่านการศึกษาอบรมจากในและต่างประเทศ และมีประสบการณ์มาเป็นเวลายาวนาน คอยให้คำปรึกษาและดูแลผู้ป่วยอย่างครบวงจร โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้การช่วยเหลือคู่สมรสที่มีปัญหาการมีบุตรยาก ให้สามารถมีบุตรได้สมความปรารถนา ด้วยบริการด้านเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่มีความทันสมัยและมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล หากคุณแต่งงานมานานกว่า 1 ปี และมีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอแต่ยังไม่ตั้งครรภ์ แสดงว่าคุณกำลังอยู่ใน “ภาวะการมีลูกยาก” โดยหลักการแล้วแม้ว่าภาวะนี้จะไม่ใช่โรค แต่ก็เป็นปัญหาสำหรับคู่สมรสที่หวังอยากมีเจ้าตัวน้อย เพื่อความสมบูรณ์แบบของชีวิตครอบครัว การที่คู่สมรสไม่สามารถมีบุตรได้อาจเกิดจากความผิดปกติบางอย่างที่ส่งผลต่อภาวะการเจริญพันธุ์ ทำให้ไม่สามารถเกิดการปฏิสนธิได้ตามธรรมชาติ โดยอาจมีสาเหตุจากฝ่ายหญิงหรือฝ่ายชาย หรือทั้งสองฝ่าย หรือไม่ทราบสาเหตุ อยากมี “ลูก” แต่ทำไมไม่มีสักที มั่นใจได้ว่า ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 11 อินเตอร์ พร้อมดูแล ค้นหาสาเหตุ และแก้ไขทุกปัญหาให้กับคู่สมรสในทุกเหตุผล ด้วยประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาภาวะผู้มีบุตรยากและนักวิทยาศาสตร์ทางห้องปฏิบัติเชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงตัวอ่อน และครบครันไปด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ เทคโนโลยีทางห้องปฏิบัติการที่ทันสมัยเมื่อใดก็ตามที่คู่สามีภรรยาไม่สามารถมีบุตรได้เองตามธรรมชาติเพราะปัจจัยต่างๆ การพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาภาวะผู้มีบุตรยากและได้รับการดูแลจากทีมนักวิทยาศาสตร์ทางห้องปฏิบัติเชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงตัวอ่อนที่มีความสามารถ นับเป็นหัวใจหลัก 2 ประการของความสำเร็จในการมีบุตร ซึ่งเรามีทีมแพทย์ ทั้งนายแพทย์และแพทย์หญิงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ด้านการรักษาภาวะมีบุตรยาก นักวิทยาศาสตร์ทางห้องปฏิบัติการเชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงตัวอ่อนที่มีความชำนาญเฉพาะสาขาที่จะคอยดูแลคู่สมรสทุกคู่อย่างเต็มศักยภาพและครบวงจร ได้แก่ การรักษาตามสาเหตุที่ตรวจพบ เช่น การให้ยารักษา การผ่าตัดแก้ไขตามสาเหตุ การตรวจวิเคราะห์น้ำเชื้ออสุจิ (Semen analysis) การตรวจคุณภาพของเชื้ออสุจิ (HBA test) การผสมเทียม (Intrauterine Insemination: IUI ) การทำเด็กหลอดแก้ว (In Vitro Fertilization: IVF) การรักษาใช้เทคโนโลยีในการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย (Intracytoplasmic Sperm Injection: ICSI) การตรวจคัดกรองตัวอ่อนและการตรวจวินิจฉัยโรคทางพันธุกรรมของตัวอ่อน ก่อนใส่กลับเข้าสู่โพรงมดลูก PGS (Preimplantation Genetic Screening) , PGD (Preimplantation Genetic Diagnosis) และ NGS (Next Generation Sequencing) การรักษาภาวะแท้งบุตรง่าย และฝากครรภ์ การตรวจหาความสมบูรณ์ของทารกในครรภ์และการตรวจดูโครโมโซม การฝากไข่ เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง : http://www.chularativf.com
×