Jump to content
CM108.com ซีเอ็มร้อยแปดดอทคอม

Beebee Jaja

สมาชิกทั่วไป
  • Content Count

    34
  • Joined

  • Last visited

About Beebee Jaja

  • Rank
    Advanced Member
  1. โรคไวรัสตับอักเสบบี ภัยเงียบ…..ที่อาจพบโดยบังเอิญ โรคไวรัสตับอักเสบบี เป็นโรคที่มีอาการอักเสบที่ตับ หลายครั้งที่ผู้ป่วยมาขอรับคำปรึกษาด้วยเรื่องผลตรวจสุขภาพพบไวรัสตับอักเสบบี ค่าตับผิดปกติ หรือบริจาคโลหิตไม่ผ่านทั้งที่เป็นคนในวัยทำงานมีสุขภาพดีมาตลอด ไม่มีโรคประจำตัว ไม่มีอาการแสดงใดๆ ทั้งนี้เป็นเพราะไวรัสตับอักเสบบี ในช่วงโรคสงบหรือการอักเสบไม่มากมักไม่กอให้เกิดอาการที่ชัดเจน เราเคยเรียกกันในอดีตว่า “พาหะ” แต่อันที่จริงผู้ป่วยจำนวนหนึ่งอาจมีโรคตับแข็งหรือมะเร็งตับได้ ดังนั้นน่าจะเรียกว่า “โรคไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง” มากกว่า การติดต่อของไวรัสตับอักเสบบี การติดจากแม่สู่ลูกขณะคลอด การติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จากการรับเลือดในสมัยก่อน การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การเจาะ การสัก การใช้ของมีคมร่วมกัน อาการของผู้ที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี ตับอักเสบบีเฉียบพลัน จะมีอาการอ่อนเพลียไข้ตำ เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน อาจจุกที่ลิ้นปี่หรือท้องด้านบนขวาร่วมด้วย โดยต่อมาจะมีตัวเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม ระยะนี้ตับจะอักเสบมากแล้วจะค่อยๆดีขึ้นจนกลับเข้าสู่ปกติพร้อมๆกับยังตาเหลืองต่ออีกสักระยะหนึ่ง ระยะนี้มีโอกาสหายจากโรคได้ด้วยตัวเอง แต่บางรายระยะนี้อาจมีภาวะตับอักเสบรุนแรง ตับทรุดลงรวดเร็ว อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ตับอักเสบบีเรื้อรัง ผู้ป่วยมักไม่มีอาการ ไม่สามารถหายได้เอง ซึ่งผู้ป่วยตับอักเสบบีเรื้อรังที่ไม่ได้ตรวจติดตามรักษา มีโอกาสเสี่ยงโรคตับแข็งและโรคมะเร็งตับ การรักษาโรคไวรัสตับอักเสบบี ระยะสงบ จะติดตามผมเลือดเป็นระยะอย่างน้อยทุก 3-6 เดือน เพื่อเตรียมตัวรักษาเมื่อมีการอักเสบ โดยระยะที่ตับยังไม่อักเสบจะยังไม่มีการใช้ยาต้านไวรัส ระยะตับอักเสบ จะตรวจปริมาณไวรัสและรักษาโรคโดยการใช้ยาฉีดหรือยาต้านไวรัสชนิดรับประทาน ระยะที่มีตับแข็งหรือระยะที่มีมะเร็งตับ จะพิจารณาใช้ยาต้านไวรัสชนิดรับประทาน การรักษาในกลุ่มพิเศษ เช่น ผู้ป่วยที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกันผู้ป่วยที่เตรียมรับยาเคมีบำบัด จะมีการพิจารณารักษาด้วยยาต้านไวรัสชนิดรับทาน การปฏิบัติตัวของผู้ที่เป็นไวรัสตับอักเสบบี ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อตรวจเลือด อัลตราซาวด์ตับเป็นระยะ ถ้ามียารับประทานตามแพทย์ระบุไม่ควรขาดยา เนื่องจากอาจดื้อยาได้ สามารถรับประทานอาหารได้ทุกชนิด อาจหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกถั่วและธัญพืชที่เก็บค้างนาน เนื่องจากอาจมีสารอะฟลาทอกซิน ซึ่ง เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งตับ ควรงดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด หลีกเลี่ยงการใช้ยาชุด ยาลูกกลอนสมุนไพร ยาต้ม เนื่องจากอาจกดภูมิคุ้มกันของร่างกายทำให้ไวรัสกำเริบและทำให้เกิดตับอักเสบจากตัวยานั้นๆเองได้ การป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี กรณีที่บุคคลในบ้านเดียวกันเป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี สามารถรับประทานอาหารร่วมโต๊ะกันได้ ไม่พบการติดต่อทางน้ำลาย สิ่งของที่ไม่ควรใช้ร่วมกันกับผู้ที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี คือ มีดโกน ที่โกนหนวด กรรไกรตัดเล็บ เนื่องจากอาจปนเปื้อนเลือดได้ ปรึกษาแพทย์เรื่องการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี ในรายที่ยังไม่เป็นโรค ที่มาของเนื้อหา : https://www.108news.net/news/47109
  2. งานพระสมุทรเจดีย์ ปี 2561 จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานบุญและประเพณีสำคัญของชาวสมุทรปราการ กับงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์และงานกาชาด 2561 ร่วมไหว้ขอพรองค์พระสมุทรเจดีย์ พร้อมกับร่วมกิจกรรมสนุกสนานมากมาย และพบกับการออกร้านจำหน่ายสินค้า อาหาร ของที่ระลึกพื้นเมืองหลากหลาย นายชาติชาย อุทัยพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมการจัดงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์และงานกาชาดจังหวัดสมุทรปราการ ประจำปี 2561 กำหนดการจัดงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์และงานกาชาด สมุทรปราการ 2561 ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 9 พฤศจิกายน 2561 โดยมีรายละเอียดการจัดงานอื่น ๆ ดังนี้ ช่วงที่ 1 จัดพิธีบวงสรวง (วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม 2561 แรม 4 ค่ำ เดือน 11) เวลา 08.30 น. – บริเวณหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ศาลากลางจังหวัด และ เวลา 09.29 น. –บริเวณองค์พระสมุทรเจดีย์ ช่วงที่ 2 พิธีเปิดงานและพิธีแห่ผ้าห่มองค์พระสมุทรเจดีย์ (วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม 2561 แรม 5 ค่ำ เดือน 11) เวลา 08.00 น. –พิธีเปิดงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์ฯ เวลา 14.00 น. –พิธีห่มผ้าองค์พระสมุทรเจดีย์และ ช่วงที่ 3 พิธีเวียนเทียนรอบองค์พระสมุทรเจดีย์(วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน 2561 (แรม 8 ค่ำ เดือน 11 ) เวลา 18.00 น. –พิธีสวดมนต์และเวียนเทียนรอบองค์พระสมุทรเจดีย์ ซึ่งการจัดงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์จะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี กำหนดให้วันแรม 5 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี เป็นวันเริ่มงาน ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 29 ตุลาคม 2561 เว็บที่เกี่ยวข้อง : https://www.108news.net/news/33016
  3. เข่าเสื่อม (Knee Ostoearthritis) เกิดจากความเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อนที่ข้อเข่า โดยมีสาเหตุสำคัญคืออายุที่มากขึ้น รวมไปถึงสาเหตุอื่น ๆ เช่น มีน้ำหนักตัวมาก เกิดอาการบาดเจ็บ หรือกรรมพันธุ์ เข่าเสื่อมจะพบมากในวัยกลางคนจนไปถึงผู้สูงอายุ หากไม่ได้รับการรักษา โรคก็จะดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ และเมื่อมีการเคลื่อนไหวก็จะทำให้เกิดการเสียดสีจนสึกกร่อน รู้สึกฝืดที่ข้อเข่า เข่าผิดรูปและทำให้เกิดความเจ็บปวด หรือทำให้เกิดความยากลำบากและความไม่สะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน อาการเข่าเสื่อม เมื่อต้องเคลื่อนไหวหรือทำกิจกรรมบางอย่าง จะทำให้มีอาการเจ็บปวดและรู้สึกฝืดที่ข้อเข่า ทำให้เคลื่อนไหวได้ไม่สะดวก รวมไปถึงเมื่อไม่ได้เคลื่อนไหวนาน ๆ ก็อาจทำให้เจ็บปวดและรู้สึกฝืดขัดที่ข้อเข้าได้เช่นกัน อาการอื่น ๆ ของเข่าเสื่อม ได้แก่ เมื่อต้องเคลื่อนไหวจะมีเสียงเสียงลั่นในข้อ มีอาการกดเจ็บ เข่าอ่อนแรงและเสียมวลกล้ามเนื้อ ข้อเข่าไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เต็มที่ เสียความยืดหยุ่น ข้อติดหรือขยับได้ยาก มักจะเกิดขึ้นเวลาเช้าหรือต้องนั่งเป็นเวลานาน ทำให้เกิดความยากลำบากเวลาเดิน ขึ้นบันได หรือลุกจากเก้าอี้ ผู้ที่มีอาการสำคัญของเข่าเสื่อม เช่น อาการเจ็บปวด ข้อเข่าฝืด รวมไปถึงอาการที่กล่าวไปข้างต้น หากมีอาการติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาและหาทางรักษา เพราะหากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้อาการมีความรุนเแรงยิ่งขึ้น สาเหตุของเข่าเสื่อม สาเหตุของเข่าเสื่อม เกิดจากกระดูกอ่อนที่ทำหน้าที่ปกป้องส่วนปลายกระดูกข้อต่อเสื่อมลง ซึ่งทำให้เกิดอาการที่ได้กล่าวในข้างต้นตามมา เข่าเสื่อมที่มาจากสาเหตุอื่นหรือไม่ทราบสาเหตุ มีดังต่อไปนี้ อายุ เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด ซึ่งความเสี่ยงในการเกิดเข่าเสื่อมจะมีมากขึ้นเมื่อมีอายุที่มากขึ้น แต่ก็สามารถเกิดกับผู้ที่อายุยังน้อยได้เช่นกัน โดยความเสี่ยงจะเพิ่มมากขึ้นเมื่อมีอายุ 40 ปี ขึ้นไป การบาดเจ็บ ได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาหรืออุบัติเหตุ และแม้ว่าจะได้รับการรักษาจนหายเป็นปกติแล้ว แต่ก็ยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดเข่าเสื่อมได้ในอนาคต เพศ เพศหญิงมีโอกาสเกิดเข่าเสื่อมได้มากกว่าเพศชาย โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 55 ปี ขึ้นไป แต่ในกรณีนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด โรคอ้วน ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินหรือเป็นโรคอ้วน อาจทำให้ข้อต่าง ๆ โดยเฉพาะข้อเข่าต้องรับน้ำหนัก 3-4 เท่าต่อน้ำหนักตัว ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงให้เข่าเสื่อมได้เมื่อเวลาผ่านไป กรรมพันธุ์ ผู้ป่วยข้ออักเสบบางรายจะพบว่ามีประวัติของคนในครอบครัวเป็นโรคเข่าเสื่อม เกิดจากโรคข้ออักเสบชนิดอื่น ๆ เข่าเสื่อมอาจมีสาเหตุจากโรคข้ออักเสบชนิดอื่น ๆ ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดการทำลายของข้อต่อ เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เก๊าท์ นอกจากนั้น ผู้ที่ประกอบอาชีพที่ต้องยกของหนักหรือแบกรับน้ำหนักมาก ๆ เป็นเวลาติดต่อกันยาวนาน ก็จะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดเข่าเสื่อมได้มากขึ้น การวินิจฉัยเข่าเสื่อม แพทย์จะเริ่มต้นจากการถามประวัติ เช่น อาการ โรคประจำตัว หรือพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน และตรวจสอบอาการต่าง ๆ จากการตรวจเข่า เช่น อาการบวมแดง อาการกดเจ็บ และดูการเคลื่อนไหวของข้อเข่า เพื่อช่วยให้วินิจฉัยได้ละเอียดและหาสาเหตุได้ชัดเจนยิ่งขึ้น หรือวินิจฉัยหาสาเหตอื่น ๆ ด้วยการตรวจเพิ่มเติม ได้แก่ เอกซเรย์ (X-rays) หรือใช้เครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging: MRI) นอกจากนั้น แพทย์อาจตรวจน้ำในไขข้อหรือตรวจเลือด เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุอื่น ๆ ที่อาจทำให้มีอาการปวดข้อหรืออาการที่คล้ายเข่าเสื่อม เช่น รูมาตอยด์ โรคเก๊าท์ การอักเสบหรือการติดเชื้อต่าง ๆ การรักษาเข่าเสื่อม การรักษาเข่าเสื่อม จะมุ่งเน้นไปที่การลดความเจ็บปวดและช่วยให้เคลื่อนไหวได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยการรักษาจะอาศัยวิธีต่าง ๆ ร่วมกัน ได้แก่ ปรับพฤติกรรมในการใช้ชีวิต ลดน้ำหนัก ควบคุมอาหารและออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก เพราะเมื่อมีน้ำหนักตัวเกินก็จะทำให้เข่าต้องรับน้ำหนักมากและทำให้พัฒนาเป็นเข่าเสื่อมได้ในที่สุด บริหารข้อเข่า บริหารกล้ามเนื้อข้อเข่าให้มีความแข็งแรงอยู่เสมอหรือยืดเหยียดเข่าเป็นประจำ เพื่อให้กล้ามแข็งแรงจนสามารถช่วยพยุงข้อเข่าได้และเมื่อข้อเข่ามีความยืดหยุ่นสูงก็จะช่วยลดความเจ็บปวดได้ดี การออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่เพิ่มความตึงเครียดให้กับข้อมากเกินไป เช่น วิ่ง หรือเล่นเวท แนะนำให้ว่ายน้ำ ซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่ข้อไม่ต้องรับแรงกดมาก นอกจากนั้น สามารถเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อด้วยการเดินเร็วหรือปั่นจักรยาน สัปดาห์ละอย่างน้อย 150 นาที การรักษาด้วยยา ใช้ยาแก้ปวดหรือยาแก้อักเสบ ผู้ป่วยสามารถปรึกษาแพทย์เพื่อใช้ยาบรรเทาอาการเจ็บปวด เช่น ยาอะเซตามิโนเฟน (Acetaminophen) หรือไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) แต่ไม่ควรใช้ยานานเพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง นอกจากนั้น หากใช้ยาดังกล่าวแล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาขอใช้ยาตามแพทย์สั่ง ฉีดคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Cortisone Injections) สามารถช่วยลดการอักเสบและความเจ็บปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ แพทย์จะฉีดยาชาบริเวณข้อและฉีดยาเข้าไปที่ข้อของผู้ป่วย ซึ่งผู้ป่วยสามารถรับการฉีดได้ 3-4 ครั้งต่อปีเท่านั้น เพราะหากฉีดมากเกินไปอาจสร้างความเสียหายกับข้อได้อย่างถาวร ฉีดกรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid) กรดไฮยาลูโรนิกเป็นส่วนสำคัญของน้ำในข้อต่อ ซึ่งการฉีดกรดไฮยาลูโรนิกเข้าไปที่เข่าจะช่วยเพิ่มความหล่อลื่นให้กับข้อเข่า การรักษาทางเลือก การฝังเข็ม (Acupuncture) เป็นวิธีรักษาแบบธรรมชาติตามศาสตร์แพทย์แผนจีน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นความสมดุลให้มวลกระดูกและกระตุ้นการสร้างน้ำหล่อเลี้ยงที่ข้อ โดยระยะเวลาที่ใช้ในการรักษาจะแตกต่างกันไปแต่ละบุคคล ใช้ครีมยาเฉพาะที่ เช่น แคปไซซิน (Capsaicin) เพื่อบรรเทาอาการปวดข้อเข่าจากเข่าเสื่อม ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เช่น คอนดรอยติน (Chondroitin) จะช่วยชะลอการแคบลงของช่องระหว่างข้อและลดอาการเจ็บข้อได้ แต่จะพบว่ามีส่วนน้อยที่ได้ผลและส่วนใหญ่จะบอกว่าเป็นเหมือนยาหลอกเสียมากกว่า ซึ่งยังต้องมีการเก็บข้อมูลมากขึ้น กายภาพบำบัดหรือกิจกรรมบำบัด การกายภาพบำบัด เป็นวิธีที่ช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้วิธีทำให้กล้ามเนื้อรอบข้อเข่ามีความแข็งแรงและเรียนรู้วิธีเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับข้อต่อจากนักกายภาพบำบัด ซึ่งวิธีเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการที่ดีขึ้น ปวดน้อยลงและขยับเคลื่อนไหวได้มากขึ้น กิจกรรมบำบัด ผู้ป่วยจะได้เรียนรู้วิธีใช้ชีวิตประจำวันอย่างเหมาะสม เช่น การทำงานบ้านหรือการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันให้มีความเจ็บปวดน้อยที่สุด การผ่าตัด สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงและการรักษาอื่น ๆ ไม่เป็นผล การผ่าตัดก็จะเป็นทางเลือกสุดท้ายที่แพทย์จะใช้ในการรักษา โดยจะมี 3 รูปแบบ ได้แก่ การผ่าตัดเพื่อให้ผิวข้อเข้ามาชิดกัน (Arthrodesis) ศัลยกรรมเปลี่ยนข้อเข่า (Arthroplasty) หรือการตัดเปลี่ยนแนวกระดูก (Osteotomy) เป็นต้น วิธีการผ่าตัดขึ้นกับความเหมาะสมในแต่ละบุคคล โดยมีการปรึกษาร่วมกันทั้งประโยชน์และภาวะแทรกซ้อนก่อนการผ่าตัด การป้องกันเข่าเสื่อม การป้องกันเข่าเสื่อมไม่ให้ทรุดลงหรือกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันมากนัก สามารถทำได้ด้วยการดูแลรักษาสุขภาพ ทั้งการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย หรือการควบคุมน้ำหนัก หากปรับพฤติกรรมเหล่านี้ให้ไปในทางที่ดีขึ้นได้ นอกจากจะดีต่ออาการของข้อเสื่อมแล้ว ยังมีผลดีต่อสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยอีกด้วย ผู้ป่วยเข่าเสื่อมที่กำลังรักษาด้วยการรับประทานยาตามแพทย์สั่ง แม้อาการจะดีขึ้นแล้ว ก็ควรที่จะรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยควรติดต่อ หรือขอคำปรึกษากับทีมแพทย์ผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะเข่าเสื่อมเป็นโรคที่เกิดขึ้นในระยะยาวและควรได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อผู้ป่วยพบว่าตนเองมีอาการหรือความกังวลใด ๆ เกิดขึ้น ก็ควรแจ้งให้ทีมแพทย์ผู้ดูแลทราบ เพื่อที่จะได้รับการช่วยเหลืออย่างตรงจุด เว็บที่เกี่ยวข้อง : https://www.108news.net/news/9310
  4. เด็กหลอดแก้ว (IVF) คือ อะไร ขั้นตอนและปัจจัยเสี่ยง เนื่องด้วยในปัจจุบัน คู่แต่งงานส่วนใหญ่มักจะเจอกับปัญหามีบุตรยาก สุขภาพไม่แข็งแรงจึงไม่สามารถมีบุตรได้ ทำให้เกิดเทคโนโลยีการทำเด็กหลอดแก้วขึ้นมา นั่นก็เพื่อช่วยให้คู่รักที่มีบุตรยากสามารถมีบุตรได้อย่างง่ายดายมากขึ้น โดยอาศัยการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย ก่อนจะนำตัวอ่อนที่ปฏิสนธิเรียบร้อยแล้วใส่กลับเข้าไปภายในร่างกายของผู้หญิง เพื่อการตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์แบบนั่นเอง และเพื่อความเข้าใจที่ถ่องแท้มากขึ้น เราจะมาทำความรู้จักกับนวัตกรรมการทำเด็กหลอดแก้วกันดังนี้ เด็กหลอดแก้ว คืออะไร? เด็กหลอดแก้ว ก็คือเด็กที่เกิดจากการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย ซึ่งไม่ใช่วิธีทางธรรมชาติ โดยที่มาของคำว่าเด็กหลอดแก้วนั้น เกิดจากการที่ขั้นตอนในการปฏิสนธิระหว่างสเปิร์มและเซลล์ไข่ จะต้องทำในหลอดทดลองที่มีลักษณะเป็นหลอดแก้ว จึงถูกเรียกว่าเด็กหลอดแก้วนั่นเอง และเนื่องจากเป็นวิธีที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก จึงทำให้ผู้คนที่มีบุตรยาก นิยมหันมาพึ่งพาเทคโนโลยีด้วยการทำเด็กหลอดแก้วมากขึ้น ปัจจัยพิจารณาในการทำเด็กหลอดแก้ว อย่างไรก็ตามการทำเด็กหลอดแก้ว จะต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์ด้วย ซึ่งผู้ที่จะทำเด็กหลอดแก้วจะต้องเป็นผู้ที่อยู่ในภาวะมีบุตรยากจริงๆ และมีสุขภาพที่แข็งแรงมากพอที่จะตั้งครรภ์ได้ โดยมีปัจจัยที่ทางแพทย์จะทำการพิจารณา ดังนี้ พิจารณาฝ่ายชาย 1.ฝ่ายชายมีความผิดปกติของเชื้ออสุจิหรือคุณภาพของตัวอสุจิต่ำมาก จึงไม่สามารถมีบุตรด้วยวิธีธรรมชาติได้ แต่อย่างไรก็ตามหากเชื้ออสุจิของฝ่ายชายไม่แข็งแรง การทำเด็กหลอดแก้วก็อาจไม่ได้ผลเช่นกัน 2.มีปัญหาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ จึงไม่สามารถมีบุตรได้หรือมีโอกาสที่จะมีบุตรน้อยมาก พิจารณาฝ่ายหญิง 1.ระบบท่อนำไข่มีความผิดปกติ เช่น ท่อนำไข่อุดตัน เคยผ่าตัดมาก่อนและเคยเกิดการกระทบกระเทือนที่ทำให้ท่อนำไข่เกิดความเสียหาย เป็นต้น จึงทำให้มีบุตรยากและบางรายก็อาจมีปัญหาประจำเดือนมาไม่ปกติอีกด้วย 2.ฮอร์โมนเพศผิดปกติ ทำให้เกิดภาวะไม่ตกไข่เรื้อรัง ส่วนใหญ่จะมีอาการประจำเดือนขาดร่วมด้วย (แต่ไม่ตั้งครรภ์) 3.พยายามจะมีบุตรมาแล้วมากกว่า 3 ปี โดยไม่ได้ป้องกันด้วยวิธีใดเลย แต่ก็ไม่ตั้งครรภ์ 4.มีความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือไม่ เพื่อจะได้หาหนทางแก้ปัญหาไม่ให้ลูกที่เกิดจากการทำเด็กหลอดแก้วมีความผิดปกติทางพันธุกรรมไปด้วย 5.ช่วงอายุของผู้ทำเด็กหลอดแก้ว โดยส่วนใหญ่แพทย์จะแนะนำให้ทำเด็กหลอดแก้วได้สำหรับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป นอกจากว่ามีปัจจัยร้ายแรงที่ทำให้ไม่สามารถมีบุตรได้จริงๆ เช่น รังไข่เสื่อมก่อนวัย เคยทำหมันด้วยการผูกท่อนำไข่หรือกำลังอยู่ในระหว่างเจ็บป่วยที่ส่งผลให้ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ เป็นต้น ควรเตรียมตัวก่อนทำเด็กหลอดแก้วอย่างไรบ้าง? ก่อนทำเด็กหลอดแก้ว จะต้องเตรียมตัวให้พร้อมด้วยการไปพบแพทย์เพื่อรับคำปรึกษาและตรวจวินิจฉัยปัจจัยต่างๆ ว่าสามารถทำเด็กหลอดแก้วได้หรือไม่ ซึ่งแพทย์จะทำการตรวจทดสอบการทำงานของรังไข่ ตรวจคัดกรองภาวะติดเชื้อ ทดสอบโพรงมดลูก วิเคราะห์คุณภาพและความผิดปกติของน้ำอสุจิ รวมถึงการทดสอบถ่ายฝากตัวอ่อน โดยหากผ่านการทดสอบเหล่านี้ก็จะสามารถทำเด็กหลอดแก้วได้ ขั้นตอนต่อไปก็คือ เตรียมตัวตามที่แพทย์แนะนำและเตรียมเงินค่ารักษา ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 100,000-300,000 บาทต่อครั้งเลยทีเดียว ขั้นตอนการทำเด็กหลอดแก้ว สำหรับขั้นตอนการทำเด็กหลอดแก้ว อาจมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับแต่ละคลินิกหรือสถานพยาบาลนั้นๆ แต่ก็สามารถสรุปเป็นขั้นตอนหลักๆ ได้ดังนี้ ควบคุมรอบเดือนให้ประจำเดือนมาปกติ จากนั้นแพทย์จะฉีดยากระตุ้นการตกไข่ ซึ่งต้องฉีดต่อเนื่องเป็นประจำประมาณ 10-12 วัน ตรวจสอบความคืบหน้าของการกระตุ้นการตกไข่ และฉีดฮอร์โมนเข็มสุดท้ายก่อนเก็บไข่ประมาณ 34-38 ชั่วโมง เก็บไข่ โดยแพทย์จะดูดไข่ออกจากช่องคลอด ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที ซึ่งระหว่างนั้นแพทย์ก็จะให้ยาสลบหรือยาชาแก่ผู้ป่วย แพทย์นำไข่และสเปิร์มที่ได้ไปทำการปฏิสนธิกันในห้องปฏิบัติการ พร้อมกับฉีดยาฮอร์โมนให้กับฝ่ายหญิงเพื่อเตรียมมดลูกให้พร้อมสำหรับการตั้งครรภ์ เมื่อตัวอ่อนมีความแข็งแรงพอแล้ว แพทย์จะนัดเพื่อฉีดตัวอ่อนกลับเข้าไปในมดลูก เป็นอันเสร็จสมบูรณ์ ระยะเวลาและโอกาสในการทำสำเร็จ ระยะเวลาในการทำเด็กหลอดแก้วจะใช้เวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์ ซึ่งมีโอกาสสำเร็จอยู่ที่ 15-35 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับสุขภาพของว่าที่คุณแม่และปัจจัยอื่นๆ อีกหลายอย่าง นอกจากนี้การทำเด็กหลอดแก้วก็มีโอกาสที่เด็กจะไม่แข็งแรงและอาจเกิดความพิการได้ไม่ต่างจากการตั้งครรภ์ธรรมดาเช่นกัน ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น การทำเด็กหลอดแก้วอาจมีความเสี่ยงเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นกับว่าที่คุณแม่หลังจากถ่ายฝากตัวอ่อนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีความเสี่ยงที่มักจะเกิดขึ้นมากที่สุดดังนี้ 1.รังไข่บวม เนื่องจากได้รับฮอร์โมนกระตุ้นมากเกินไป ส่งผลให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องอืด หายใจลำบากและอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องร่วงได้ 2.ตั้งครรภ์นอกมดลูก เพราะไข่เข้าไปฝังตัวอยู่ในท่อนำไข่แทนที่จะเป็นมดลูก ซึ่งภาวะนี้เด็กจะไม่สามารถเจริญเติบโตได้ และต้องผ่าเอาเด็กออก 3.เกิดความเครียด เนื่องจากการทำเด็กหลอดแก้วส่งผลกระทบทั้งต่อร่างกายและจิตใจหลายอย่าง ต้องอาศัยกำลังใจจากคนรอบข้างและการบำบัดเป็นหลัก 4.ได้รับผลข้างเคียงจากยา ผู้ทำอาจมีผลข้างเคียงจากการใช้ยาในขณะถ่ายฝากตัวอ่อน ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการปวดหัว กระสับกระส่าย ร้อนวูบวาบและอารมณ์แปรปรวนหงุดหงิดง่าย 5.เสี่ยงคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะทำให้ทารกมีน้ำหนักแรกเกิดน้อยมาก และอาจมีปัญหาเรื่องการหายใจ เพราะปอดยังพัฒนาไม่เต็มที่ 6.เสี่ยงภาวะแทรกซ้อน อาจมีภาวะแทรกซ้อนในขั้นตอนการเก็บไข่ เช่น การติดเชื้อ เกิดแผลในมดลูกและอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อกระเพาะปัสสาวะและลำไส้ได้ 7.มีโอกาสตั้งครรภ์แฝด ซึ่งหากสุขภาพของคุณแม่ไม่แข็งแรง ก็อาจทำให้คลอดก่อนกำหนดหรือทารกมีน้ำหนักตัวน้อยได้ ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับผู้ที่มีการถ่ายฝากตัวอ่อนมากกว่า 1 ตัว การทำเด็กหลอดแก้ว เป็นนวัตกรรมที่มีความทันสมัย ซึ่งจะช่วยให้ผู้ที่มีบุตรยากสามารถมีบุตรได้อย่างที่ต้องการ เพียงนำสเปิร์มของฝ่ายชายและเซลล์ไข่ของฝ่ายหญิงมาปฏิสนธิกันภายนอกร่างกาย ก่อนจะนำกลับเข้าไปในมดลูกของฝ่ายหญิงเพื่อการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติต่อไป แต่อย่างไรก็ตามการทำเด็กหลอดแก้วก็อาจเกิดความผิดพลาดและมีความเสี่ยงเช่นกัน ดังนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์ให้ดีก่อนทำ และทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดเสมอ ที่มาของเนื้อหา : https://www.108news.net/news/23104
  5. โรคมะเร็ง คืออะไร สาเหตุ และวิธีการรักษาโรคมะเร็ง มะเร็ง (Cancer) คือ ภาวะที่เซลล์ในร่างกายของเรามีการแบ่งตัวและเจริญขึ้นโดยรวดเร็วอย่างผิดปกติในสารพันธุกรรม (DNA) โดยเริ่มจากเป็นเซลล์เล็กๆ แล้วค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นตามเวลา นานวันเข้าเซลล์นั้นก็จะขาดเลือดไปหล่อเลี้ยงทำให้เซลล์ในก้อนเนื้อนั้นตาย จนกลายเป็นก้อนเนื้องอกร้ายที่ไปเบียดบังทั้งส่วนที่เกิดและส่วนอื่นๆ ที่อยู่ข้างเคียง จากนั้นก็จะค่อยๆ กระจายไปในส่วนอื่นๆ ของร่างกายโดยผ่านระบบกระแสเลือดหรือน้ำเหลืองของเราเป็นตัวนำเชื้อไป สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็ง สำหรับสาเหตุที่ทำให้ผู้คนต่างป่วยด้วยโรคมะเร็งกันมากขึ้นนั้นเกิดได้จากทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน คือ 1. ปัจจัยภายนอก – ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี มักเกิดในคนที่ไม่นิยมกินร้อนช้อนกลาง โดยอาจติดจากทางน้ำลายในการรับประทานอาหารร่วมกัน – การติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ ในกรณีที่ชอบรับประทานอาหารแบบดิบๆ หรือกึ่งสุกกึ่งดิบ – ผู้ที่ชอบดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นชีวิตจิตใจ และผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ – ผู้ได้รับรังสีอัลตราไวโลเลตจากแสงแดดเป็นเวลานาน – ผู้ที่เคยผ่านการฉายรังสีเอกซเรย์ – สารอะฟลาทอกซินที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหารและเครื่องดื่มที่เรารับประทานกันทุกวัน โดยเฉพาะในพวกพริกแห้ง ถั่ว ฯลฯ – สารก่อมะเร็งในอาหารจำพวกปิ้ง ย่าง ทอด โดยเฉพาะเนื้อที่ย่างหรือปิ้งจนไหม้เกรียม หรือเนื้อที่ทอดโดยใช้น้ำมันซ้ำๆ ทุกวัน – สารไฮโดรคาร์บอน เป็นสารเคมีที่นำมาใช้ในการถนอมอาหารอย่างไนโตรซามิน ซึ่งเป็นสีย้อมผ้าที่นำมาใช้เป็นสีผสมอาหาร 2. ปัจจัยภายใน – เกิดจากความผิดปกติภายในร่างกาย เช่น เด็กพิการแต่กำเนิด ซึ่งเป็นความผิดปกติทางพันธุกรรม – ร่างกายมีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือขาดสารอาหารบางอย่าง เช่น พวกวิตามินเอ หรือซี ฯลฯ ซึ่งจะเห็นได้ว่ามะเร็งส่วนใหญ่นั้นเกิดจากปัจจัยภายนอกมากกว่าปัจจัยภายใน นั่นหมายความว่าเราสามารถป้องกันการก่อเกิดโรคมะเร็งได้มากพอสมควร ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมและระเบียบวินัยการเลือกปฏิบัติของเราเป็นหลัก รวมทั้งความรู้ในเรื่องของสารก่อมะเร็งด้วย อาการของโรคมะเร็ง – สำหรับในช่วงแรกของการเกิดโรคมะเร็งขึ้นในร่างกายนั้นเรียกได้ว่าแทบไม่มีอาการอะไรส่อเค้า หรือบอกให้ผู้ป่วยทราบได้เลยว่ากำลังเผชิญกับโรคมะเร็งนี้อยู่ ทำให้กว่าที่จะรู้ตัวก็สายเกินแก้ – เมื่อเป็นประสักระยะหนึ่งหรือหลายปี ผู้ที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งส่วนใหญ่มักจะเริ่มรู้สึกอ่อนเพลียง่าย เบื่ออาหาร รับประทานอาหารได้น้อยลง อิ่มเร็ว ผอมซูบ น้ำหนักลด ร่างกายเริ่มดูทรุดโทรมลง ไม่สดชื่นกระปรี้กระเปร่าเหมือนเดิม – และเมื่ออยู่ในระยะที่มะเร็งเริ่มลุกลามมากขึ้นก็จะเริ่มปรากฏอาการอย่างชัดเจนในระยะนี้ จะรู้สึกเจ็บปวดและทรมานเป็นอย่างมากตามจุดต่างๆ ที่เกิดมะเร็งขึ้น ทั้งนี้จะมีอาการมากน้อยอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับโรคมะเร็งที่เป็นว่าเป็นมะเร็งชนิดใด ประเภทไหน และการกระจายของเซลล์มะเร็งภายในนั้นไปเบียดบังอวัยวะส่วนใดบ้าง ณ ขณะนั้น สัญญาณเตือนที่ควรเริ่มสันนิษฐานว่าเป็นมะเร็ง – มีเลือดออกผิดปกติทางทวารต่างๆ โดยเฉพาะในทวารหนัก หรือปากมดลูก – เริ่มรู้สึกว่ากลืนอาหารลำบากมากขึ้น หรือรู้สึกเสียดแน่นท้องบ่อยๆ และนาน – เมื่อปัสสาวะออกมาเป็นเลือด หรืออุจจาระออกมาเป็นก้อนสีดำ – เสียงเริ่มแหบแห้ง และไอบ่อยมากขึ้นจนเรื้อรัง – เมื่อเกิดบาดแผลขึ้นในร่างกายแล้วไม่หายสักที – เมื่อคลำเจอก้อนหรือตุ่มที่ขึ้นตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย – เมื่อไฝ หูด หรือปานในร่างกายตามส่วนต่างๆ เริ่มเปลี่ยนแปลง เช่น ใหญ่ขึ้น หรือสีเปลี่ยน เป็นต้น วิธีรักษาโรคมะเร็ง สำหรับการรักษาโรคมะเร็งนี้แพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยอาการของโรค มีการตรวจอย่างละเอียดว่าเซลล์มะเร็งร้ายกระจายไปอยู่ในบริเวณใดของร่างกายบ้าง เมื่อทราบแล้วก็จะรักษาไปตามอาการ โดยมะเร็งแต่ละชนิดการรักษาก็อาจจะแตกต่างกันออกไปบ้าง แต่ทั้งนี้ก็มีวิธีที่แพทย์นิยมรักษากันอยู่ คือ 1. การผ่าตัด หากผ่าตัดออกได้แพทย์จะทำการผ่าตัดก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อกำจัดก้อนเนื้อร้ายที่อยู่ในร่างกายเราออกไป แต่วิธีนี้ไม่ได้สามารถทำการรักษาได้กับมะเร็งทุกประเภท และหากทำการผ่าตัดแล้วก็ยังไม่แน่นอนว่าจะหายขาด 100 เปอร์เซ็นต์หรือไม่ เพราะเซลล์มะเร็งอาจยังหลงเหลือหรือหลบซ่อนอยู่ในร่างกาย โดยอาจเป็นเซลล์มะเร็งที่กำลังเริ่มจะเกิดแต่ยังไม่โตให้เห็น ทำให้แพทย์ไม่สามารถรู้หรือสังเกตเห็น เมื่อปล่อยไปสักระยะก็จะกลับเข้าสู่วังวนเดิม คือเริ่มก่อตัวขยายใหญ่ขึ้น ก็ต้องมาผ่าตัดกันใหม่อีกรอบ แต่โดยมากกับวิธีการผ่าตัดนี้แพทย์มักแนะนำให้ทำคีโมหรือเคมีบำบัดร่วมด้วย เพื่อเพิ่มโอกาสที่จะช่วยให้หายขาดจากโรคมะเร็งนี้ได้ 2. การใช้รังสีรักษา เป็นการฉายแสงไปยังเซลล์มะเร็งในร่างกาย เพื่อทำลายกลุ่มก้อนเซลล์มะเร็งนั้น สำหรับการฉายแสงนี้เป็นการรักษาแบบเฉพาะที่ โดยอาศัยปัจจัยจากชนิดของมะเร็งที่เป็น รวมทั้งระยะเวลาที่เกิดมะเร็ง ตลอดจนสุขภาพของผู้ป่วยด้วยว่าแข็งแรงพอหรือไม่ ซึ่งหากผู้ป่วยพร้อมก็จะทำการฉายแสงประมาณ 2 – 10 นาที โดยต้องทำการฉายแสงสัปดาห์ละ 5 วัน รวมประมาณ 5 – 8 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ แต่การรักษาด้วยรังสีรักษานี้จะทำให้เกิดผลข้างเคียงขึ้น ได้แก่ ผิวหนังจะแห้งๆ คันๆ แดง หรือคล้ำ รวมทั้งมีอาการเจ็บคอ ลิ้นไม่รู้รส ปากแห้ง และอ่อนเพลียมาก 3. เคมีบำบัด (คีโม) สำหรับวิธีนี้ถือเป็นการรักษาอย่างถูกจุด เรียกว่าถึงรากถึงโคน แก้ที่สาเหตุโดยตรงของปัญหา เพราะเป็นการให้ยาเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งทั้งหมดที่อยู่ภายในร่างกาย รวมทั้งที่กระจายเข้าไปตามต่อมน้ำเหลืองหรือกระแสเลือดด้วย โดยแพทย์จะนัดมาทำการตรวจร่างกายวัดความดันและทำการเจาะเลือด ซึ่งหากผลการตรวจร่างกายผ่าน แพทย์ก็จะให้ไปทำการให้คีโมซึ่งก็เหมือนกับการให้น้ำเกลือทั่วไป เพียงแต่ต้องนอนรอหลายชั่วโมงจนกว่าตัวยาจะหมด และในระหว่างการให้คีโมนี้ผู้ป่วยบางคนอาจเกิดอาการแพ้ได้ ซึ่งอาจรู้สึกเวียนศีรษะ คลื่นไส้ หรืออาเจียน และผลข้างเคียงที่ตามมาหลังจากการให้คีโมประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ ผมจะเริ่มร่วง รู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน เป็นแผลในปาก และปริมาณเม็ดเลือดลดลงทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย ตลอดจนอาจรู้สึกหายใจลำบาก มีผื่นขึ้น ท้องผูกถ่ายไม่ออก หรือมีไข้ เป็นต้น แต่การรักษาด้วยวิธีนี้ก็มีราคาค่อนข้างแพงเลยทีเดียว แถมยังต้องทำหลายครั้ง ขึ้นอยู่กับแพทย์เป็นผู้วินิจฉัยว่าต้องทำทั้งหมดกี่ครั้งจึงจะหายเป็นปกติ รายชื่อโรคมะเร็งที่พบได้บ่อย 1. มะเร็งตับ 2. มะเร็งปอด 3. มะเร็งเม็ดเลือดขาว 4. มะเร็งสมอง 5. มะเร็งปากมดูก 6. มะเร็งลำไส้ 7. มะเร็งกล่องเสียง 8. มะเร็งผิวหนัง 9. มะเร็งรังไข่ 10. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง 11. มะเร็งต่อมลูกหมาก 12. มะเร็งเต้านม 13. มะเร็งกระเพาะอาหาร 14. มะเร็งกระดูก 15. มะเร็งหลอดอาหาร 16. มะเร็งลิ้น 17. มะเร็งช่องปากและลำคอ 18. มะเร็งท่อน้ำดีและถุงน้ำดี 19. มะเร็งหลอดลม 20. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ 21. มะเร็งตับอ่อน 22. มะเร็งไต 23. มะเร็งไทรอยด์ 24. มะเร็งโพรงมดลูก การป้องกันและลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง – เริ่มควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ – หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ – นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ – หลีกเลี่ยงจากพื้นที่ที่มีอากาศหรือมลภาวะเป็นพิษ อย่างท่อไอเสียจากรถยนต์ หรือควันจากโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นต้น – รับประทานผักผลไม้ที่ให้วิตามินซีสูง เช่น ส้ม, มะนาว, สตรอว์เบอร์รี, ฝรั่ง หรือผักใบเขียวต่างๆ ฯลฯ – รับประทานผักผลไม้ที่ให้วิตามินเอสูง เช่น แครอท, มะละกอ, กะหล่ำ หรือเซเลอรี ฯลฯ – รับประทานอาหารที่ให้กากใยหรือไฟเบอร์มาก เช่น ข้าวโพด, เมล็ดธัญพืชต่างๆ ฯลฯ – รับประทานผักตระกูลกะหล่ำมากๆ เช่น ดอกกะหล่ำ, กะหล่ำปลี, บร็อกโคลี, หรือผักคะน้า ฯลฯ – ควรจำกัดอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตและไขมัน – ระมัดระวังไม่รับประทานอาหารที่มีเชื้อราขึ้น – หลีกเลี่ยงอาหารปิ้ง ย่าง ทอด รมควัน หรือของหมักดอง รวมทั้งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป – ไม่ดื่มสุราแอลกอฮอล์ และงดสูบบุหรี่ – หลีกเลี่ยงอาหารประเภทสุกๆ ดิบๆ อย่าง ก้อย ปลาจ่อม เป็นต้น – พยายามหลีกเลี่ยงการตากแดด โดยเฉพาะในเวลาหลัง 09.00 น. เป็นต้นไป เพราะเป็นช่วงที่มีรังสีอัลตราไวโอเลตจำนวนมากที่ทำลายเซลล์ผิวหนังของเรา และอาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้ ดังนั้น จะเห็นได้ว่าโรคมะเร็งนั้นเป็นโรคอันตรายที่ไม่มีใครอยากประสบพบเจอ ซึ่งเราสามารถป้องกันให้ห่างไกลจากโรคมะเร็งได้ ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมระเบียบวินัยของทุกคนเป็นหลักว่าจะสามารถยับยั้งชั่งใจในเรื่องอาหารการกินได้มากน้อยเพียงใด เพราะจะเห็นได้ว่าสาเหตุของโรคมะเร็งส่วนใหญ่นั้นเกิดมาจากการรับประทานอาหารเป็นส่วนมาก เราจึงควรเลือกรับประทานอาหารที่มีแต่คุณประโยชน์และคุณค่าทางโภชนาการ รวมทั้งความสะอาดโดยไม่มีการปนเปื้อนของสารเคมีต่างๆ เพื่อให้ห่างไกลจากโรคร้ายอย่างมะเร็ง เว็บที่เกี่ยวข้อง : https://www.108news.net/news/14667
  6. มะเร็งต่อมลูกหมาก จะพบมากในชายที่อายุมากกว่า 60 ปี ต่อมลูกหมาก คืออวัยวะในระบบสืบพันธุ์เพศชาย อยู่ข้างล่างกระเพาะปัสสาวะ ด้านหน้าไส้ตรงและบังบางส่วนของท่อปัสสาวะอยู่ ทำหน้าที่สร้างของเหลวที่เป็นส่วนหนึ่งของน้ำอสุจิ และช่วยให้เกิดสภาพเหมาะสมกับตัวอสุจิ ต่อมมีขนาดโตขึ้นตามอายุและขึ้นอยู่กับปริมาณฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน ภาวะที่ส่งผลกระทบต่อต่อมลูกหมากคือ การติดเชื้อบริเวณต่อม การเติบโตของต่อมที่ไม่สัมพันธ์อายุ (โรคต่อมลูกหมากโต) และมะเร็งต่อมลูกหมาก โดยบทความนี้จะกล่าวถึงเพียงมะเร็งต่อมลูกหมากเป็นหลัก มะเร็งต่อมลูกหมากจะพบมากในชายที่อายุมากกว่า 60 ปี ส่วนใหญ่จะเป็นและเติบโตอย่างช้าๆ ไม่มีอาการทำให้ตรวจพบได้ยาก แต่ในบางรายอาจมีอาการรุนแรงและแพร่ไปสู่อวัยวะอื่นตั้งแต่ต้นก็ได้ อาการของมะเร็งต่อมลูกหมาก ส่วนมากจะเริ่มด้วยปัสสาวะแสบขัด มีเลือดปนมาในปัสสาวะและเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ในบางรายอาจมีปวดกระดูกร่วมด้วย ส่วนมากระยะเริ่มต้นของมะเร็งจะไม่แสดงอาการแต่สามารถตรวจได้โดยการตรวจทางทวารหนัก ตรวจเลือด การสแกนหรือการตรวจชิ้นเนื้อ ปัจจัยเสี่ยงสำหรับมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งต่อมลูกหมากพบได้ยากในชายอายุต่ำกว่า 40 ปี แต่ความเสี่ยงจะสูงขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น และส่วนมากจะเริ่มตรวจพบเมื่ออายุมากกว่า 60 ปี โดยปัจจัยเสี่ยงต่างๆมีดังนี้ ชายที่บริโภคอาหารประเภทเนื้อแดงและอาหารไขมันสูง ปริมาณมาก และรับประทานผักและผลไม้น้อย เชื้อชาติ แอฟฟริกัน-อเมริกัน จะมีความเสี่ยงสูงกว่าชาวเอเชีย ชายน้ำหนักเกิน หรือมีภาวะอ้วน มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากมาก่อน (บิดาหรือพี่ชาย) เนื่องจากพันธุกรรมมีผลต่อการเกิดโรค มีข้อมูลกล่าวว่ามะเร็งต่อมลูกหมากมีความเกี่ยวข้องกับต่อมลูกหมากอักเสบเรื้องรัง การติดเชื้อจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์การดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ การวินิจฉัยโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก โรคมะเร็งต่อมลูกหมากสามารถตรวจพบได้โดยใช้วิธีตรวจทางทวารหนักร่วมกับการตรวจเลือดหาค่า PSA (Prostate specific antigen) หรือแอนติเจนต่อมลูกหมาก ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ได้ว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากหรือไม่ และนอกเหนือจากนี้ยังสามารถตรวจยืนยันผลโดยวิธีตรวจชิ้นเนื้อจากต่อมลูกหมากโดยผ่านทางทวารหนักได้ โดยนำมาส่องใต้กล้องจุลทรรศน์ หากได้ผลตรวจแน่นอนแล้วว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก สามารถใช้การสแกนเอ็มอาร์ไอ มาสแกนหาการแพร่กระจายของมะเร็งได้ การเอ็กซ์เรย์ช่องอก อัลตร้าซาวน์ช่องท้องและกระดูกก็สามารถทำได้หากแพทย์สงสัยว่าการกระจายสู่บริเวณเหล่านี้ แต่โดยมากมะเร็งต่อมลูกหมากไม่ได้มีอาการของโรคที่รุนแรงมากและสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะต้นๆก็สามารถรักษาได้หลายวิธี โดยวิธีการรักษาที่เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับอายุ สภาพร่างกาย โรคร่วม ระยะของมะเร็งและผลตรวจชิ้นเนื้อร่วมถึงค่าแอนติเจนต่อมลูกหมากด้วย วิธีการรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก การเฝ้าระวังเชิงรุก (Active surveillance) คือการติดตามโรคของผู้ป่วย โดยไม่มีการรักษาใดๆ แต่คอยตรวจติดตามระยะและอาการของโรค ซึ่งจะใช้กับผู้ป่วยระยะแรกหรือผู้ป่วยสูงอายุมากแล้ว การผ่าตัดต่อมลูกหมาก (Radical prostatectomy) โดยการตัดก้อนมะเร็งทิ้ง ซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดก้อนและวิจารณญาณของแพทย์ ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธีคือ การผ่าเปิดช่องท้อง ผ่าตัดโดยการส่องกล้อง หรือแม้กระทั่งการใช้หุ่นยนต์ในการผ่าตัด การผ่าตัดมีอัตราความสำเร็จสูงแต่ก็มีผลข้างเคียงในระยะยาวเช่นกันเช่น เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ปัสสาวะไม่ออก และท่อปัสสาวะแคบลง ในบางกรณีอาจมีการแนะนำให้ตัดอัณฑะร่วมด้วยเพื่อลดผลจากฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนที่อาจมีผลต่อการแพร่กระจายและการเติบโตของมะเร็ง การฉายรังสี โดยการฝังแร่กัมมันตรังสี หรือการฉายรังสีจากภายนอกก็ได้ ซึ่งสามารถทำได้หลังจากการผ่าตัดหากการผ่าตัดยังไม่สามารถกำจัดก้อนมะเร็งได้หมด การใช้ฮอร์โมน สามารถใช้ยาที่สามารลดระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในร่างกายลง โดยวิธีนี้ใช้ได้ทั้งในระยะแรกและระยะท้ายของมะเร็งต่อมลูกหมาก เคมีบำบัด มักจะใช้ในระยะท้ายของโรคมะเร็ง ที่ใช้วิธีควบคุมระดับฮอร์โมนไม่ได้ผล วิธีอื่นๆ เช่น การใช้ความเย็น (Cryoablation) ใช้คลื่นความถี่ ใช้อัลตร้าซาวน์ วิธีเหล่านี้เหมาะกับผู้ป่วยที่สภาพร่างกายไม่เหมาะสมกับการทำผ่าตัดใหญ่ วิธีทั้งหมดนี้อาจใช้วิธีเดียวหรือใช้หลายวิธีร่วมกันในการรักษาก็ได้ ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของผู้ป่วยและวิจารณญาณของแพทย์ และแนะนำให้หมั่นตรวจติดตาม และตรวจเลือดอยู่เสมอเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำได้ เว็บที่เกี่ยวข้อง : https://www.108news.net/news/10621
  7. โรคไบโพลาร์ เป็นโรคที่ทำให้ผู้ที่เป็น มีความผิดปกติทางอารมณ์ มีอารมณ์สองขั้วที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน แบบที่หนึ่ง มีพฤติกรรมแบบเศร้า และ แบบที่สอง มีอาการพลุ่งพล่าน หรือเรียกว่าแบบเมเนีย อารมณ์ของผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นช่วงๆ ไป อาจมีอาการแบบแรกคือแบบเศร้าก่อน แล้วสักพักก็จะมีอาการเมเนีย บางคนอาจมีอาการแบบเมเนียก่อน แล้วจึงมีอาการแบบเศร้าขึ้นมา หรืออาจจะสลับกับอาการปกติต่อเนื่องกันไป ความชุกของโรคอารมณ์สองขั้ว สถาบันส่งเสริมสุขภาพจิตแห่งชาติ (National Institute of Mental Health (NIMH)) ได้ประมาณไว้ว่าราว ๆ ร้อยละ 2.6 ของประชาชนชาวอเมริกา หรือประมาณ 600,000 คน จะมีโรคอารมณ์สองขั้วอยู่ และจากข้อมูลของ NIMH พบว่ามีมากกว่าร้อยละ 80 ที่ถูกจัดว่ามีอาการรุนแรง โรคอารมณ์สองขั้ว หรือเพียง จิตอารมณ์คลุ้มคลั่งและซึมเศร้า (Manic Depression) ? คุณอาจเคยได้ยินชื่อ “จิตอารมณ์คลุ้มคลั่งและซึมเศร้า (Manic depression)” ที่ใช้อธิบายถึงโรคสุขภาพทางใจที่มีอาการคล้ายกับโรคอารมณ์สองขั้ว ความจริงแล้วโรคอารมณ์สองขั้วเคยถูกเรียกว่า จิตอารมณ์คลุ้มคลั่งและซึมเศร้า (Manic depression) จนกระทั่งช่วงปี คศ.1980 ในสมัยนั้นจิตแพทย์ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อของโรคนี้ในคู่มือการวินิจฉัย และสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิต (Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders) – แนวทางที่ช่วยจิตแพทย์ในการวินิจฉัยโรค เนื่องจากคำว่า “โรคอารมณ์สองขั้ว” ดูจะบรรยายถึงภาวะและอาการได้ดีกว่า นอกจากนี้ยังมีการถกเถียงกันเกี่ยวกับเรื่องที่ชื่อเก่านั้นเป็นการตราหน้าอย่างหนึ่ง และ ทั้งมาเนีย และ ซึมเศร้า ต่างเป็นคำที่ใช้บรรยายถึงความรู้สึกและอารมณ์ในชีวิตประจำวัน ด้วยเหตุนี้ โรคอารมณ์สองขั้วจึงเป็นชื่อที่ใช้เรียก และการวินิจฉัยสำหรับแพทย์ในปัจจุบัน สาเหตุของโรคไบโพลาร์ ปัจจุบันเชื่อว่าสาเหตุของความผิดปกติทางอารมณ์นั้นมีได้หลายสาเหตุ ดังนี้ ปัจจัยทางชีวภาพ ได้แก่ ความผิดปกติของสารสื่อประสาท ในสมอง ความผิดปกติของระบบฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกาย , การนอนหลับที่ผิดปกติ, ความผิดปกติของการทำงานในส่วนต่างๆ ของสมองที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์ ปัจจัยทางจิตสังคม เช่น การไม่สามารถปรับตัวเข้ากับความเครียด หรือปัญหาต่าง ๆ ภายในชีวิตได้ ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดความผิดปกติทางอารมณ์ขึ้นมาได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยทางสังคมไม่ใช่สาเหตุของโรค แต่อาจเป็นตัวกระตุ้นให้โรคแสดงอาการได้ ปัจจัยทางพันธุศาสตร์ ขณะนี้ยังไม่ทราบรูปแบบของการถ่ายทอดผ่านยีนที่ชัดเจนของโรค แต่จากการศึกษาพบว่าสามารถพบโรคนี้ได้บ่อยขึ้นในครอบครัวที่มีผู้ป่วยเป็น bipolar มากกว่าในประชากรทั่วไป อาการของโรคไบโพลาร์ Bipolar Disorder อาจแบ่งกลุ่มกว้าง ๆ ออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ Bipolar I Disorder คือ มีอาการเมเนีย สลับกับช่วงซึมเศร้า หรืออาจมีอาการเมเนียเพียงอย่างเดียวก็ได้ Bipolar II Disorder คือ มีอาการซึมเศร้า สลับกับช่วงไฮโปเมเนีย (hypomania) อาการในช่วงอารมณ์ซึมเศร้า (Depressive Episode) มีอาการดังต่อไปนี้เกือบตลอดเวลาและเป็นติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ มีอารมณ์ซึมเศร้า (ในเด็กและวัยรุ่นอาจเป็นอารมณ์หงุดหงิดก็ได้) ผู้ป่วยจะรู้สึกเบื่อหน่ายท้อแท้ ความสนใจหรือความเพลินใจในกิจกรรมต่างๆ แทบทั้งหมดลดลงอย่างมาก อะไรที่เคยชอบทำก็จะไม่อยากทำ แรงจูงใจในการทำสิ่งต่าง ๆ ก็จะลดลง น้ำหนักลดลงหรือเพิ่มขึ้นมาก (น้ำหนักเปลี่ยนแปลงมากกว่าร้อยละ 5 ต่อเดือน) หรือมีการเบื่ออาหาร หรือเจริญอาหารมาก นอนไม่หลับ อาจมีอาการนอนหลับยาก หรือนอนแล้วตื่นเร็วกว่าปกติ อาจนอนหลับ ๆ ตื่น ทำให้รู้สึกไม่สดชื่น หรือผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการนอนหลับมากไป ต้องการนอนทั้งวัน กลางวันหลับมากขึ้น กระวนกระวาย อยู่ไม่สุข หรือเชื่องช้าลง อ่อนเพลีย รู้สึกไม่มีแรงไม่อยากทำอะไร รู้สึกตนเองไร้ค่า บางรายอาจรู้สึกสิ้นหวัง มองสิ่งรอบ ๆ ตัวในแง่มุมที่เป็นลบไปหมด รวมถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึงด้วย สมาธิ และความจำแย่ลง คิดเรื่องการตาย คิดอยากตาย อาการในช่วงที่อารมณ์ดี หรือคึกคักมากกว่าปกติ (mania หรือ hypomania) ได้แก่ อารมณ์เปลี่ยนแปลง ผู้ป่วยจะมีอารมณ์ร่าเริงมีความสุข เบิกบานใจ หรือหงุดหงิดง่ายก็ได้ ซึ่งญาติใกล้ชิดของผู้ป่วยมักจะสังเกตได้ว่าอารมณ์ของผู้ป่วยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมจนผิดปกติ ซึ่งอาการที่เกิดขึ้น จะต้องเป็นติดต่อกันทุกวันอย่างน้อย 1 สัปดาห์ มีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น ผู้ป่วยจะมีความเชื่อมั่นว่าตนเองมีความสามารถมาก เกินไป เชื่อว่าตนเองสำคัญ และยิ่งใหญ่ หรืออาจมีเนื้อหาของความคิดผิดปกติมาก ถึงขั้นว่าตนเองสำคัญ หรือยิ่งใหญ่ เช่น เชื่อว่าตนเองมีอำนาจมาก หรือมีพลังอำนาจพิเศษ เป็นต้น การนอนผิดปกติไป ผู้ป่วยจะมีความต้องการในการนอนลดลง ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกว่านอนแค่ 3 ชั่วโมงก็เพียงพอแล้ว เป็นต้น ความคิดแล่นเร็ว (flight of idea) ผู้ป่วยจะคิดค่อนข้างเร็ว บางครั้งคิดหลาย ๆ เรื่องพร้อม ๆ กัน คิดเรื่องหนึ่งไม่ทันจบก็จะคิดเรื่องอื่นทันที บางครั้งอาจแสดงออกมาในรูปของการมีโครงการต่าง ๆ มากมาย พูดเร็วขึ้น เนื่องจากความคิดของผู้ป่วยแล่นเร็ว จึงส่งผลต่อคำพูด ที่แสดงออกมาให้เห็น ผู้ป่วยมักจะพูดเร็ว และขัดจังหวะได้ยาก ยิ่งถ้าอาการรุนแรงคำพูดจะดัง และเร็วขึ้นอย่างมากจนบางครั้งยากต่อการเข้าใจ วอกแวกง่าย ผู้ป่วยจะไม่ค่อยมีสมาธิอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นาน และความสนใจมักจะเปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งเร้าภายนอกที่เข้ามากระตุ้นได้ง่าย การเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้น ในผู้ป่วยบางรายจะทำกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดเวลา ทั้งที่ทำงาน ที่โรงเรียน หรือที่บ้าน มีการเคลื่อนไหวเพิ่มมากขึ้นชัดเจน ไม่สามารถอยู่นิ่ง ๆ ได้ ยับยั้งชั่งใจไม่ได้ ผู้ป่วยเมเนียมักจะแสดงพฤติกรรมที่เกิดจากการยับยั้งชั่งใจไม่ได้ เช่น ดื่มสุรามาก ๆ โทรศัพท์ทางไกลมาก ๆ เล่นการพนัน หรือเสี่ยงโชคอย่างมาก ใช้เงินมากขึ้น ได้ ** สำหรับอาการไฮโปเมเนียนั้นจะมีอาการข้างต้นเช่นเดียวกับเมเนีย แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่ หรือการใช้ชีวิตประจำวันมากนัก และผู้ป่วยต้องมีอาการอย่างน้อยที่สุดนาน 4 วัน ** โรคอารมณ์สองขั้วในเด็กและวัยรุ่น แม้ว่าโรคอารมณ์สองขั้วในเด็ก และวัยรุ่นจะมีอาการแสดงเหมือนกับผู้ใหญ่ แต่อาการเหล่านี้ในเด็ก และวัยรุ่นอาจต้องใช้ความท้าทายในการหามากขึ้น สาเหตุก็เพราะเด็กและวัยรุ่นยังไม่สามารถแยกอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงจากความเครียด หรือเหตุการณ์ร้ายแรงได้แน่ชัด จึงทำให้เด็กที่เป็นโรคอารมณ์สองขั้วมักได้รับการวินิจฉัยผิด หากพบเด็กที่มีอาการแสดงถึงอารมณ์ที่แปรปรวนรุนแรง มากผิดปกติไปจากเดิม ให้ลองปรึกษาแพทย์หรือกุมารแพทย์ การทดสอบและวินิจฉัยโรคอารมณ์สองขั้ว เนื่องจากยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดของโรคอารมณ์สองขั้ว การวินิจฉัยจึงยังเป็นเรื่องที่ท้าทาย หากสงสัยว่าคุณอาจจะเป็นโรคอารมณ์สองขั้ว คุณจะต้องผ่านการทดสอบดังต่อไปนี้ การตรวจร่างกาย รวมถึงการตรวจเลือด เพื่อหาสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดอาการคล้ายโรคอารมณ์สองขั้ว MRI PET หรือ CT เพื่อหาความผิดปกติในโครงสร้างหรือสารสื่อประสาทภายในสมองที่มีความเกี่ยวข้องกับโรคอารมณ์สองขั้ว หรือ เพื่อหาโรคอื่น ๆ ที่อาจเป็นสาเหตุ การตรวจร่างกายทางจิตวิทยา แพทย์จะถามคุณเกี่ยวกับความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรม (ครอบครัวและเพื่อนอาจจะถูกปรึกษาด้วย ภายใต้ความยินยอมของคุณ) บันทึกและติดตามอารมณ์และอาการของคุณทุกวันเพื่อยืนยันการวินิจฉัย ยังมีการทดสอบเกี่ยวกับโรคอารมณ์สองขั้วอีกมาก เช่นแบบสอบถามที่ใช้เพื่อดูอาการของคุณให้แน่ชัด เพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรค แต่แพทย์อาจจะไม่ได้ใช้แบบสอบถามนี้ วิธีการรักษาโรคไบโพลาร์ การใช้ยา หากคุณได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคอารมณ์สองขั้วแล้ว คุณอาจจะต้องเริ่มทานยาเพื่อปรับอารมณ์ให้คงที่ในทันที เมื่ออารมณ์ของคุณเริ่มแปรปรวน หรือไม่สามารถคุมอาการได้ คุณจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์เพื่อจัดการสภาวะของคุณและเข้ารับการรักษาในระยะยาว มียาหลายตัวที่ใช้ในการรักษาโรคอารมณ์สองขั้ว อาทิ ยาปรับอารมณ์ (Mood stabilizers) ยาต้านโรคจิต (Antipsychotics) ยาต้านซึมเศร้า (Antidepressants) ยาคลายกังวล (Antianxiety medications) แพทย์อาจสั่งยาให้คุณมากกว่าหนึ่งประเภท ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคอารมณ์สองขั้วรวมถึงลักษณะการดำเนินโรคของคุณ ผู้ป่วยโรคอารมณ์สองขั้วทั้ง Bipolar I และ Bipolar II ส่วนใหญ่จำเป็นจะได้รับยาปรับอารมณ์เพื่อควบคุมอารมณ์ โดยเฉพาะอาการมาเนีย หรือมาเนียชนิดอ่อน (manic or hypomanic episodes) หากคุณมีอาการดังกล่าว ยาปรับอารมณ์ที่ได้รับอาจมี เช่น Tegretol (carbamazepine) Depakote (divalproex sodium) Lamictal (lamotrigine) Lithobid (lithium) Depakene (valproic acid) นอกจากนี้ ยาต้านโรคจิตยังมีที่ใช้ในการควบคุมอาการมาเนีย หรืออาการซึมเศร้า โดยเฉพาะหากผู้ป่วยมีอาการหลงผิด (Delusions) หรือประสาทหลอน (Hallucinations) ร่วมด้วย ตัวอย่างของยาต้านโรคจิตที่ใช้ Abilify (aripiprazole) Saphris (asenapine) Symbyax (olanzapine and fluoxetine) Latuda (lurasidone) Zyprexa (olanzapine) Seroquel (quetiapine) Risperdal (risperidone) Geodon (ziprasidone) ยาต้านซึมเศร้ายังสามารถใช้เพื่อควบคุมอาการซึมเศร้า ซึ่งเสริมฤทธิ์กับยาปรับอารมณ์ หรือยาต้านโรคจิต สุดท้ายแพทย์อาจจะสั่งยากลุ่ม Benzodiazepine – ยาในกลุ่มยาคลายกังวลที่จะช่วยผ่อนคลาย และช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น สำหรับการรักษาโรคอารมณ์สองขั้วที่ดีที่สุดนั้นยังมีการลองผิดลองถูกอยู่เป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีหลายทางเลือกสำหรับการรักษา ทางที่ดีคุณควรจะปรึกษากับแพทย์เพื่อหาทางรักษาที่ดีสำหรับคุณ ผลข้างเคียงจากยาที่ใช้รักษาโรคอารมณ์สองขั้ว สิ่งหนึ่งที่ท้าทายสำหรับการรักษาโรคอารมณ์สองขั้ว คือ ผลข้างเคีองมากมายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยา ซึ่งบางผลข้างเคียงนั้นร้ายแรง หากคุณเกิดผลข้างเคียงจากยาที่ใช้รักษา ให้ปรึกษาแพทย์ อย่าหยุดยาเองจนกว่าแพทย์จะสั่งให้คุณหยุดยา เพราะหากคุณหยุดยาเองทันที อาการอาจจะกลับมา หรือคุณอาจจะเกิดอาการถอนยาได้ นอกจากเรื่องผลข้างเคียง ยาที่ใช้รักษาโรคอารมณ์สองขั้วอาจเกิดปฏิกิริยาต่อกันกับยาคุมกำเนิด หรือมีผลต่อหญิงตั้งครรภ์ หรือกำลังจะตั้งครรภ์ได้ ดังนั้น หากคุณมีการใช้ยาคุมกำเนิดอยู่ ตั้งครรภ์ หรือกำลังจะตั้งครรภ์ ปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนเริ่มยาสำหรับการรักษาโรคอารมณ์สองขั้ว จะทำอย่างไรถ้าทานยารักษาไบโพลาร์แต่ไม่ได้ผล ? ยาเป็นส่วนสำคัญของการรักษาโรคไบโพลาห์ แต่ถ้าคุณพบว่ามันไม่ช่วยให้อาการดีขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น หรือมีผลข้างเคียงมากเกินไป คุณก็อย่าเพิ่งท้อใจ และให้รีบบอกแพทย์ค่ะ ” มีทางเลือกสำหรับรักษาโรคไบโพลาห์มากมาย ” กล่าวโดย Megan Schabbing จิตแพทย์แห่ง OhioHealth ” ทั้งนี้แพทย์อาจต้องร่วมมือกับคุณเพื่อจ่ายยาชนิดใหม่ หรือรักษาแบบผสมผสาน ” เขาเสริม และการทำเช่นนี้สามารถทำให้คุณกลับมารู้สึกดีขึ้นอีกครั้ง สัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาเปลี่ยนการรักษา ถ้าคุณเป็นโรคไบโพลาห์ คุณควรให้ความร่วมมือกับจิตแพทย์และทีมที่ช่วยรักษา และมันเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคุณที่จะสังเกตอาการของตัวเอง คุณควรบอกให้แพทย์รู้เมื่อ มีพลังงานมากกว่าปกติ มีพลังงานลดลง รู้สึกเศร้าหรือสิ้นหวัง เมื่อสังเกตว่าอารมณ์ของตัวเองเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วหลายครั้งในแต่ละวัน คุณอาจมีความสุข หรือมีพลังเป็นบางช่วง แล้วเปลี่ยนเป็นรู้สึกหม่นหมอง หรือซึมเศร้าในช่วงเวลาต่อมา สงสัยว่ามีบางคนกำลังจ้องมอง หรือพยายามทำร้ายคุณ รู้สึกผิดมากโดยไม่มีเหตุผล นอนไม่หลับ หรือตื่นเช้ามากผิดปกติ มีปัญหากับการทำงานให้เสร็จตามกำหนด หรือตามที่ตั้งใจไว้ ทำเรื่องสุ่มเสี่ยง หรือทำโดยไม่คิด มีปัญหากับเพื่อน ครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงาน ตัวอย่างเช่น คุณพบว่าตัวเองทะเลาะกับคนอื่นมากกว่าปกติ สังเกตว่าลักษณะทางกายภาพเปลี่ยนไป เช่น น้ำหนักตัวเพิ่ม ปวดหัว หัวใจเต้นเร็ว หรือมีปัญหากับน้ำตาลในเลือด เมื่อไรถึงจะเริ่มเปลี่ยนการรักษา ? ” ถ้าคุณสังเกตว่ายาที่ทานไม่ได้ช่วยรักษาโรคไบโพลาห์อย่างที่มันเคยทำได้ หรือคุณรู้สึกไม่ดี คุณควรไปพบแพทย์ในทันที ” กล่าวโดย Michael F. Grunebaum จิตแพทย์จาก New York State Psychiatric Institute นอกจากนี้ถ้าคุณพบว่ามีบางสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เช่น ได้ยินเสียงบางอย่าง อยากทำร้ายตัวเอง หรือปวดบริเวณกึ่งกลางของร่างกายมาก คุณก็ควรไปโรงพยาบาลด่วน ทั้งนี้จิตแพทย์จะสอบถาม และอาจแนะนำให้ทดสอบบางอย่าง เช่น ตรวจเลือด เพื่อดูว่ายามีผลต่อคุณอย่างไร และการหยุดทานยาก็อาจทำให้มีปัญหาตามมา ” งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือ การค่อยๆ หยุดทานยา โดยใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน ” กล่าวโดย Grunebaum นอกจากนี้เขายังเสริมด้วยว่า การหยุดทานยาที่ใช้รักษาโรคไบโพลาห์ในทันทีสามารถส่งผลต่ออารมณ์ อย่างไรก็ดี แพทย์อาจแนะนำให้คุณรักษาโดยใช้วิธี Electroconvulsive Therapy (ECT) ซึ่งแพทย์จะส่งกระแสไฟฟ้าไปยังสมองหลังจากคนไข้ได้รับยาสลบ การรักษาวิธีนี้สามารถช่วยให้อาการของโรคซึมเศร้าและโรคไบโพลาห์ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ECT จะให้ผลเร็วกว่าการทานยา แม้ว่าผลของมันจะไม่คงอยู่นานก็ตาม และถ้าจะป้องกันไม่ให้เกิดอาการเดิมซ้ำอีกครั้งคุณอาจจำเป็นต้องทานยา หรือรักษาโดยใช้ ECT แบบระยะยาว เคล็ดลับที่ช่วยให้การเปลี่ยนวิธีรักษาง่ายขึ้น เมื่อคุณเปลี่ยนยาหรือวิธีรักษาอื่นๆ มันยังเป็นเรื่องสำคัญที่คุณควรสังเกตสุขภาพของตัวเอง สำหรับวิธีที่เราอยากแนะนำมีดังนี้ พบจิตแพทย์เป็นประจำ – คุณควรไปพบจิตแพทย์ที่คุณไว้ใจ และรู้สึกสบายใจที่ต้องไปหาบ่อยๆ บำบัดโดยการพูดคุย – การรักษาด้วยวิธี Cognitive Behavioral และบำบัดโดยวิธีพูดคุยสามารถช่วยจัดการกับอารมณ์ทั้งในระหว่างและหลังการเปลี่ยนวิธีรักษา หาคนสนับสนุน – คนใกล้ตัวของคุณอาจไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ของคุณ ซึ่งการได้พูดคุยกับกลุ่มคนที่เป็นโรคนี้เหมือนกันก็ถือเป็นทางเลือกที่ดี เพราะพวกเขาจะเข้าใจว่าคุณเจออะไรมาบ้าง ดูแลตัวเอง – คุณควรนำนิสัยที่ดีต่อสุขภาพมาใช้ และมันเป็นเรื่องสำคัญที่คุณควรนอนให้เพียงพอ เพราะหากนอนน้อย มันก็สามารถทำให้อาการกำเริบ และทำให้อารมณ์ไม่เสถียร นำนิสัยที่ดีต่อสุขภาพมาใช้ – คุณควรออกกำลังกายเป็นประจำ ทานอาหารให้สมดุล และจัดการกับความเครียด แม้ว่ามันไม่ได้ช่วยให้คุณหายขาดจากโรคไบโพลาห์ แต่การทำสิ่งเหล่านี้สามารถช่วยให้คุณรักษาตัวได้ง่ายขึ้น เครดิต : https://www.108news.net/news/13418
  8. เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ผู้ใช้เฟซบุ๊ก @อภิสิทธิ์ แช่ย่าง ซึ่งเป็นชาวไทยภูเขา บ้านรวมไทยพัฒนาที่ 4 ต.รวมไทย อ.พบพระ จ.ตาก ได้โพสต์ร้องเรียนอ้างว่า มีตำรวจ 2 นาย สวมเครื่องแบบสีกรมท่า ติดป้ายหน้าอก ภ.จว.ตาก แต่ไม่ติดป้ายชื่อตนเอง เข้ามาตั้งด่านลอยแล้วจับกุมชายชาวไทยภูเขาเผ่าม้งด้วยการมัดมือไพล่หลัง บริเวณหน้าโรงเรียนรวมไทย โดยเจ้าของคลิปพยายามไลฟ์สดและตะโกนถาม 2 ตำรวจ ตลอดเวลา อ้างว่าคนถูกจับโดนทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บมีเลือดไหลด้วย ส่งผลให้ชาวบ้านเกิดความไม่พอใจ พร้อมทั้งได้สอบถามว่าจับกุมน้องชายด้วยข้อหาอะไร เป็นตำรวจที่ใดมีบัตรข้าราชการหรือไม่ เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งตำรวจรูปร่างผอมตอบกลับว่า ตอนนี้ยังไม่ได้รับบัตรข้าราชการ ส่วนที่อีกนายหนึ่งไม่พูดอะไรแค่หยิบมือถือมาบันทึกคลิปไว้เท่านั้น โดยขณะนี้ยังไม่มีรายงานว่าทั้งคู่มาจากหน่วยงานใดกันแน่ รวมทั้งเรื่องการตั้งด่านตรวจแค่ 2 นาย ก็ยังไม่ชัดเจน อยู่ระหว่างติดต่อสอบถามไปยัง บก.ภ.จว.ตาก ถึงเรื่องราวดังกล่าว เพราะอยู่ในความสนใจของคนในพื้นที่อย่างมาก. ที่มาของเนื้อหา : https://www.108news.net/news/10828
  9. ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด รพ.จุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ เป็นโรงพยาบาลเอกชนเพียงแห่งเดียวในเขตภาคตะวันออกของประเทศไทย ที่มีศูนย์หัวใจครบวงจรที่มีความพร้อมสูงสุดในการตรวจวินิจฉัยและให้การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจโดยมีเครื่องมือและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ครอบคลุมในทุกๆด้านตลอด 24 ชั่วโมงภายใต้การรับรองมาตรฐานคุณภาพระดับโลก JCI หากพูดถึง โรคหัวใจ หลายคนมักเข้าใจว่า เป็นโรคของคนวัยกลางคนและผู้สูงอายุ สำหรับผู้ที่มีอายุน้อยมักเข้าใจว่าโรคหัวใจนั้นเป็นโรคที่ไกลตัว แต่แท้จริงแล้ว “โรคหัวใจ” สามารถเกิดขึ้นกับคนในทุกเพศทุกวัย ทุกช่วงอายุ อีกทั้งยังเป็นสาเหตุนำไปสู่การเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทยและทั่วโลก นายแพทย์สันติชัย กาลเนาวกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านแพทย์ศัลยกรรมทรวงอก ศูนย์โรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ กล่าวถึงแนวโน้มของโรคหัวใจที่เกิดกับคนไทยว่า “ปัจจุบันคนไทยมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคหัวใจเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ซึ่งมีสาเหตุจากภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบตัน ในอดีตโรคนี้พบ ได้มากในผู้ป่วยที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันกลับตรวจพบโรคนี้ในผู้ป่วยที่ มีอายุต่ำกว่า 40 ปี เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยสาเหตุหลักน่าจะเกิดจากพฤติกรรมการ ดำเนินชีวิตและการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น บุหรี่, สุรา, ยาเสพติด ร่วมกับเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันที่มีศักยภาพในการ ตรวจวินิจฉัยได้ละเอียดและแม่นยำมากขึ้น” “พฤติกรรมการบริโภคของคนไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด อาหารยอดฮิตเลย ก็จะเป็นกลุ่มบุฟเฟต์-หมูกะทะ ซึ่งมักจะรับประทานเป็นปริมาณมากเพื่อความคุ้มค่า หรือการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงมากเกินพอดี ทำให้เกิดโรคไขมันในเลือดสูง เป็นเหตุนำไปสู่ภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบตันและโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้ในที่สุด” อย่างไรก็ดี ในประเทศไทย การตรวจวินิจฉัยและการรักษาโรคหัวใจ ได้มีการพัฒนารุดหน้าอย่างมาก จนได้รับการยอมรับว่ามีมาตรฐานเทียบเท่าระดับสากล ปัจจุบัน ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ เป็นเพียงแห่งเดียวในภาคตะวันออกของประเทศไทยที่มีความพร้อมสูงสุดในการให้บริการตรวจ วินิจฉัยและรักษาโรคหัวใจทุกชนิด โดยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจ และเครื่องมือที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ภายใต้การรับรองมาตรฐาน คุณภาพระดับโลก JCI “แน่นอนว่า การป้องกันนั้นง่ายกว่าการรักษามาก เพียงแค่ปรับพฤติกรรมการบริโภคและการดำเนินชีวิต ลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่เป็นต้นเหตุของการเกิดโรคลง รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่พอดี เลิกดื่มสุรา เลิกสูบบุรี่และยาเสพติด ต่าง ๆ อีกทั้งหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ เพียงเท่านี้ก็จะมีสุขภาพที่ดีและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจได้แล้ว” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านแพทย์ศัลยกรรมทรวงอก ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ กล่าวทิ้งท้าย เครดิต : https://www.108news.net/news/7846
  10. คุณพ่อคุณแม่หลายท่าน อาจจะเกิดความกังวลไม่น้อย เมื่อเห็นเจ้าตัวเล็กน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ ผอมแห้ง ดูแล้วไม่สบายใจ ไม่สบายตา เรามาดูกันว่าถ้า ทารกน้ำหนักน้อย ตัวเล็กเกินไป คุณพ่อคุณแม่อย่างเราควรทำอย่างไรดี 1. ปล่อยให้ลูกดูดนมนานจนกว่าจะพอใจ ถ้าลูกของคุณยังเป็นทารก นมแม่ คือสารอาหารที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย แต่ถ้าหากลูกตัวเล็กหรืออยากให้ลูกเพิ่มน้ำหนัก เมื่อให้นมลูกก็ควรให้แน่ใจว่าลูกจะได้ทานหรือดูดนมนานเพียงพอต่อความต้องการของทารก โดยคุณแม่อาจจะสังเกตได้จากสัญญาณต่าง ๆ ว่าลูกได้ทานหรือดูดนมเพียงพอหรือไม่ เช่น ถ้าลูกกลับตัวไปมา ไม่งอแง และเริ่มง่วง ก็ให้เลิกดูดได้ พยายามอย่าดึงลูกออกมาจนกว่าลูกจะอิ่ม และลองนับจำนวนครั้งที่ลูกปัสสาวะดู ถ้าลูกปัสสาวะประมาณ 6 ครั้งต่อวัน นั่นแสดงว่าเขาได้ดื่มนมในปริมาณที่เพียงพอแล้วครับ 2. ให้ทานอาหารบ่อยขึ้น หากลูกน้อยมีอายุเกินกว่า 6 เดือน หรือมีอายุครบปีแล้ว แต่ยังผอมมาก การให้ลูกทานอาหารบ่อยขึ้น จะยิ่งทำให้ลูกได้แคลอรี่เพิ่ม และน้ำหนักจะค่อยๆขึ้นด้วย ท้องเล็ก ๆ ของลูกน้อยไม่สามารถจุอาหารปริมาณมากได้ในครั้งเดียว ถ้าลูกทานอาหารได้น้อยใน 1 มื้อ คุณแม่ก็อาจจะลองจัดตารางให้ลูกทานหลายมื้อในแต่ละวัน แต่ลดปริมาณอาหารแต่ละมื้อให้น้อยลง 3. ให้ลูกทานอาหารที่เหมาะสม สำหรับเด็กโต คุณแม่ควรเลือกอาหารที่มีไขมันแบบสุขภาพดี เช่น น้ำมันมะกอก ปลาแซลมอน โยเกิร์ตนม ชีส หรือซีเรียลที่ทำมาจากข้าวและข้าวโอ๊ต โดยอาจจะผสมซีเรียลบดกับนม เพื่อช่วยเพิ่มน้ำหนักของเด็กได้ครับ 4. นวดให้ลูก คุณพ่อคุณแม่สามารถนวดกระตุ้นพัฒนาการให้ลูกได้นะครับ เพราะการนวดจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น และช่วยเพิ่มน้ำหนักทารกได้อีกด้วย 5. ให้ออกไปวิ่งเล่น ถ้าลูกของคุณโตขึ้นมาหน่อย เช่น อายุ 1 ขวบครึ่ง ถึง 2 ขวบขึ้นไป อีกหนึ่งเคล็ดลับที่ทำให้ลูกทานได้มากขึ้น นั่นก็คือ การปล่อยให้พวกเขาได้วิ่งเล่นเยอะๆ จนเหนื่อย เมื่อเด็กๆ ได้ใช้พลังงานมากๆ พวกเขาก็จะทานอาหารได้มากขึ้น 6. ให้ลูกนอนเป็นเวลา การนอนหลับให้เป็นเวลาและเพียงพอในแต่ละวัน จะช่วยให้ฮอร์โมนการเจริญเติบโตทำงานได้เต็มที่ ทำให้ลูกน้อยค่อยๆมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 7. หมั่นพาลูกไปตรวจสุขภาพ คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปพบคุณหมอ และตรวจสุขภาพเป็นประจำ เพื่อดูว่าลูกน้อยมีปัญหาสุขภาพ หรือเป็นโรคที่ทำให้มีน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์หรือไม่ เช่น การติดเชื้อที่หู ปากอักเสบเชื้อรา โรคกรดไหลย้อน โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ ภาวะโลหิตจาง สภาพลิ้นยึด อาการแพ้ต่าง ๆ หรือแม้แต่อาการหวัดเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำให้เด็กน้ำหนักลดลงได้ ซึ่งหากตรวจพบได้เร็ว ก็จะสามารถรักษาได้อย่างทันท่วงที ที่สำคัญควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติต่างๆของลูกน้อยในแต่ละวันอยู่เสมอนะครับ เครดิต : https://www.108news.net/news/6649
  11. ในสถานการณ์ที่ โรคหัวใจ ยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆของประชากรในทุกประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคลิ้นหัวใจรั่ว หัวใจโต การให้การรักษาที่มีประสิทธิภาพอย่างรวดเร็วทันเวลาและมีคุณภาพสูงสุดตรงตามมาตรฐานทางการแพทย์ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วย ศูนย์โรคหัวใจและหลอดเลือด รพ.จุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ เป็นโรงพยาบาลเอกชนเพียงแห่งเดียวในเขตภาคตะวันออกของประเทศไทย ที่มีศูนย์หัวใจครบวงจรที่มีความพร้อมสูงสุดในการตรวจวินิจฉัยและให้การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจโดยมีเครื่องมือและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ครอบคลุมในทุกๆด้านตลอด 24 ชั่วโมงภายใต้การรับรองมาตรฐานคุณภาพระดับโลก JCI นอกจากนี้ ยังมีห้องตรวจสวนหัวใจ ห้องผ่าตัด หอพยาบาลผู้ป่วยหนักโรคหัวใจและหอพักผู้ป่วยหัวใจ (CCU) รวมถึงมีหน่วยฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจและปอด (Cardio-pulmonary rehabilitation unit) ไว้รองรับการดูแลภายหลังเข้ารับการรักษา ศูนย์โรคหัวใจ รพ.จุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ได้สร้างผลงานที่ดีเลิศจนเป็นที่ไว้วางใจและยอมรับทั้งในระดับประเทศและระดับสากล JCI จนได้รับการยกย่องว่าเป็นศูนย์โรคหัวใจ อันดับหนึ่งในเขตภาคตะวันออกและเป็นหนึ่งในศูนย์โรคหัวใจที่ดีที่สุดในประเทศไทย ทีมแพทย์ พยาบาลและสหวิชาชีพประจำศูนย์โรคหัวใจ รพ.จุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ ทุกท่านพร้อมให้การดูแลอย่างทุ่มเทเสียสละตลอดเวลา รวมถึงผ่านการฝึกอบรบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีประสบการณ์ในการดูแลรักษาผู้ป่วย โรคหัวใจ มาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังได้มีการศึกษาต่อยอดองค์ความรู้ให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา นำมาซึ่งการพัฒนาคุณภาพการให้บริการผู้ป่วยให้ได้รับผลการรักษาที่ดีที่สุด ในกรณี มีผู้ป่วยฉุกเฉินเข้ามาในโรงพยาบาล ทุกคนจะได้รับการดูแลและรักษา โรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันโดยการขยายหลอดเลือดหัวใจทันที ภายในไม่เกิน 60 นาที ภายใต้ระบบ Fast Track ที่มีประสิทธิภาพตามมาตราฐานที่ดีเยี่ยมเช่นเดียวกัน การบริการทางการแพทย์ของศูนย์โรคหัวใจและหลอดเลือด รพ.จุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ประกอบไปด้วยแผนกต่างๆ ดังต่อไปนี้ 1. แผนกอายุรกรรมโรคหัวใจ (Department of cardiology) 2. แผนกมัณฑนากรหลอดเลือดหัวใจ (Department of cardiac intervention) 3. แผนกสรีรวิทยาคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Department of electrophysiology) 4. แผนกศัลยกรรมหัวใจและทรวงอก (Department of cardio-thoracic surgery) 5. หน่วยฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจและปอด (Cardio-pulmonary rehabilitation unit) ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทีม OPD โรคหัวใจ ผลงานของศูนย์โรคหัวใจและหลอดเลือด รพ.จุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ (ตามสถิติข้อมูลการให้บริการ 3 ปี) การทำหัตถการ CAG, PCI จำนวนมากกว่า 12,500 ราย การทำหัตถการ EPS จำนวนมากกว่า 200 ราย การทำหัตถการผ่าตัด (ลิ้นหัวใจ,บายพาส (CABG) ให้บริการผู้ป่วยมากกว่า 750 ราย การตรวจวินิจฉัยและการรักษา การตรวจหัวใจด้วยคลื่นไฟฟ้า (EKG, ECG) การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiogram) การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูงผ่านหลอดอาหาร (TEE) การตรวจสมรรถภาพหัวใจด้วยการออกกำลังกาย (Exercise stress test) การตรวจการทำงานหัวใจประกอบกับการให้ยาโดบูทามีน (Dobutamine Stress Echocardiogram) เครื่องตรวจการบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจชนิดพกพา 24 ชม. (Holters monitoring) การตรวจสมรรถภาพการไหลเวียนของหลอดเลือด (ABI Vascular screening) การตรวจหัวใจและหลอดเลือดด้วยเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง (CTA scan 160 slice) การตรวจหัวใจและหลอดเลือดด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRA scan) การฉีดสีหลอดเลือดหัวใจเพื่อวินิจฉัย (CAG) การถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและขดลวด (PCI) การตรวจทางสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ (Electrophysiologic study) เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติชนิดถาวร (AICD) การใส่เครื่องกระตุกหัวใจ การใส่เครื่องกระตุกหัวใจชนิดชั่วคราว การใส่เครื่องกระตุกหัวใจชนิดถาวร การจี้ด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง เพื่อรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (RF ablation) Cardio-thoracic surgery การผ่าตัดทางเบี่ยงเส้นเลือดหัวใจตีบตัน (By pass) แบ่งเป็น 2 ชนิด หัวใจหยุดเต้น หัวใจไม่หยุดเต้น ผ่าตัดลิ้นหัวใจ ซ่อมแซมลิ้นหัวใจ,เปลี่ยนลิ้นหัวใจ โดยใช้ลิ้นหัวใจชนิดโลหะ,เนื้อเยื้อ,ลิ้นหัวใจมนุษย์ที่ได้รับการบริจาค ผ่าตัดเส้นเลือดแดงใหญ่: เส้นเลือดแดงใหญ่เอออร์ติกฉีกขาด, เส้นเลือดแดงใหญ่เอออร์ติกโป่งพอง, ผ่าตัดเส้นเลือดแบบปกติ ผ่าตัดใส่ขดลวดค้ำยันเส้นเลือดผ่านสายสวน (TEVAR) ผ่าตัดแก้ไขความผิดของขั้วหัวใจ ผ่าตัดซ่อมแซมขั้วหัวใจ ผ่าตัดเปลี่ยนขั้วหัวใจ ผ่าตัดหัวใจด้วยเทคนิคการแผลเล็ก / ผ่าตัดหัวใจด้วยการส่องกล้อง ซ่อมแซมหรือเปลี่ยนลิ้นหัวใจไมตริล (Mitral) เปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติก ซ่อมแซมหรือเปลี่ยนลิ้นหัวใจไตรคัสปิด ปิดรูรั่วผนังหัวใจห้องบน (ASD) ผ่าตัดปอด ผ่าตัดช่องอก ผ่าตัดช่องอกโดยการส่องกล้อง แผลเล็ก (VATS) ผ่าตัดอวัยวะภายในช่องอก ใส่เครื่องปอดเทียมเพื่อการพยุงชีพ: ECMO รถพยาบาลผู้ป่วยฉุกเฉิกหัวใจ CCU Mobile เว็บที่เกี่ยวข้อง : http://www.chularat.com/service_detail.php?lang=th&gid=3&id=11
  12. ลักษณะและหน้าที่ของลิ้นหัวใจ หัวใจมีหน้าที่สูบฉีดเลือดไปทั่วร่างกาย ประกอบด้วยห้องหัวใจ 4 ห้อง โดยมี ลิ้นหัวใจ ซึ่งเป็นอวัยวะที่คอยปิดและเปิดให้เลือดผ่านเข้าออกในแต่ละห้องหัวใจทั้งหมดจำนวน 4 ลิ้น ได้แก่ ลิ้นเอออร์ติก (Aortic Valve) ลิ้นไมตรัล (Mitral Valve) ลิ้นไตรคัสปิด (Tricuspid Valve) และลิ้นพูลโมนิค (Pulmonic Valve) ลิ้นทั้งสี่นี้จะทำงานประสานกันเพื่อให้หัวใจสามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้ หากลิ้นหัวใจมีความผิดปกติ ไม่ว่าจะเกิดการตีบ (Stenosis) หรือรั่ว (Regurgitation) จะทำให้การทำงานของหัวใจผิดปกติด้วย ไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้ตามปกติ นอกจากนั้นยังอาจทำให้มีเลือดคั่งในปอด ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเหนื่อยง่าย ถ้าเป็นมากขึ้น จะนอนราบศีรษะต่ำไม่ได้ เนื่องจากอาการแน่น และเหนื่อยหายใจลำบาก พยาธิสภาพหรือสาเหตุของความผิดปกติของลิ้นหัวใจ แบ่งได้ดังนี้ 1) ความพิการของลิ้นหัวใจแต่กำเนิด (Congenital Valve Disease) เช่น ลิ้นหัวใจตีบ เด็กที่เป็นโรคกลุ่มนี้ จะมีอาการตั้งแต่แรกคลอด และมักจะต้องรักษาด้วยการผ่าตัด 2) โรคลิ้นหัวใจรูมาติกส์ (Rheumatic Heart Disease) เป็นโรคลิ้นหัวใจผิดปกติชนิดที่พบมากที่สุดในประเทศไทย เกิดจากการติดเชื้อสเตรปโตคอคคัส กรุ๊ป เอ ทำให้เกิดไข้รูมาติกส์เมื่อครั้งผู้ป่วยยังเป็นเด็กและมีผลทำลายลิ้นหัวใจ ของผู้ป่วยในระยะยาว ส่วนมากจะเริ่มอาการแสดงความผิดปกติของหัวใจ 5-10 ปี หลังจากเป็นไข้รูมาติกส์ 3) โรคลิ้นหัวใจผิดปกติจากการเสื่อมสภาพ (Degenerative Valve Disease) มักพบในผู้ป่วยสูงอายุ เกิดจากการเสื่อมสภาพของเนื้อเยื่อของลิ้นหัวใจ ทำให้เกิดการผิดปกติของการเปิดหรือปิดของลิ้น เช่น ลิ้นไมตรัลรั่ว ซึ่งเกิดจากตัวลิ้นมีการเสื่อมและยืดตัวมาก หรือลิ้นเอออร์ติกตีบในผู้สูงอายุ ซึ่งเกิดจากการเสื่อมของเนื้อเยื่อและมีหินปูนมาเกาะที่ตัวลิ้น (Calcification) 4) โรคลิ้นหัวใจอักเสบจากการติดเชื้อ (Infective Endocarditis) เกิดจากการติดเชื้อในกระแสเลือด (Bacteremia) และตัวเชื้อโรคไปเกาะกินที่ลิ้นหัวใจ ผู้ป่วยจะมีอาการเฉียบพลัน และหัวใจวายรุนแรงรวดเร็วมาก ซึ่งเกิดจากการฉีกขาดของตัวลิ้น และทำให้เกิดการรั่วของลิ้นอย่างรุนแรง กลุ่มโรคนี้ส่วนหนึ่งพบในผู้ป่วยที่ใช้ ยาเสพติดฉีดเข้าเส้นโดยใช้เข็มที่ไม่สะอาดพอ เป็นเหตุให้เชื้อโรคเข้าในกระแสโลหิตได้ อย่างไรก็ตาม สามารถพบโรคลิ้นหัวใจอักเสบนี้ในผู้ป่วยที่ไม่ได้ติดยาเสพติดได้ โดยเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายด้วยช่องทางอื่น เช่น ทางฟันในผู้ป่วยที่มีการอักเสบของฟันหรือฟันผุ (Infective Endocarditis) เกิดจากการติดเชื้อในกระแสเลือด (Bacteremia) และตัวเชื้อโรคไปเกาะกินที่ลิ้นหัวใจ ผู้ป่วยจะมีอาการเฉียบพลัน และหัวใจวายรุนแรงรวดเร็วมาก ซึ่งเกิดจากการฉีกขาดของตัวลิ้น และทำให้เกิดการรั่วของลิ้นอย่างรุนแรง กลุ่มโรคนี้ส่วนหนึ่งพบในผู้ป่วยที่ใช้ ยาเสพติดฉีดเข้าเส้นโดยใช้เข็มที่ไม่สะอาดพอ เป็นเหตุให้เชื้อโรคเข้าในกระแสโลหิตได้ อย่างไรก็ตาม สามารถพบโรคลิ้นหัวใจอักเสบนี้ในผู้ป่วยที่ไม่ได้ติดยาเสพติดได้ โดยเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายด้วยช่องทางอื่น เช่น ทางฟันในผู้ป่วยที่มีการอักเสบของฟันหรือฟันผุ แนวทางการรักษาผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจผิดปกติ การรักษาด้วยยา (Medical Treatment) การรักษาด้วยบอลลูน (Percutaneous Balloon mitral valvulotomy, PBMV) เป็นการรักษาโรคลิ้นหัวใจไมตรัลตีบ โดยการใส่สายสวนที่มีบอลลูน เข้าทางเส้นเลือดดำที่ขาหนีบ และสอดบอลลูนนี้ไปถึงลิ้นที่ตีบ และขยายลิ้นโดยบอลลูนนั้น การผ่าตัด มี 2 ชนิด คือ การขยายลิ้นหรือซ่อมลิ้น (Valve Repair) การผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ (Valve Replacement) ประเภทของลิ้นหัวใจ (Heart Valve for Replacement) 1) ลิ้นหัวใจเทียม (Mechanical Valve) มีชนิดลูกบอล ทำจากสาร Silastic และชนิดโลหะเป็นบานพับ (Disc Valve) ทำงานเหมือนการปิดเปิดของประตูหรือหน้าต่าง ข้อดี: ลิ้นหัวใจเป็นโลหะ จึงคงทนไม่มีการเสื่อมสลาย ข้อเสีย: ต้องกินยากันเลือดแข็ง (anticoagulation) ตลอดชีวิต เกิดลิ่มเลือดจากลิ้นหัวใจได้ เกิดการติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจใหม่ได้ มีเสียงของลิ้นหัวใจดังรบกวน 2) ลิ้นหัวใจจากเนื้อเยื่อสัตว์ (Bioprosthesis, Tissue Valve) มี 2 ชนิด คือ ลิ้นหัวใจหมู (Porcine Valve) และลิ้นหัวใจที่ทำจากเยื่อหุ้มหัวใจของวัว (Bovine Pericardium) ข้อดี: ไม่ต้องกินยากันเลือดแข็งและเกิดลิ่มเลือดที่ลิ้นหัวใจน้อย ข้อเสีย: ลิ้นหัวใจใหม่จะเสื่อมสภาพภายใน 5-10 ปี ทำให้ต้องทำผ่าตัดใหม่ 3) ลิ้นหัวใจของมนุษย์ (Homograft Heart Valve) จากผู้บริจาคอวัยวะ วิธีนี้เป็นการนำลิ้นหัวใจจากผู้เสียชีวิตที่ได้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะไว้ตั้งแต่ก่อนเสียชีวิต หรือได้รับอนุญาตจากญาติผู้เสียชีวิตให้นำลิ้นหัวใจมาใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งถ้านำมาผ่านกระบวนการเตรียมและเก็บโดยวิธีพิเศษจะสามารถเก็บรักษาไว้ใช้ได้ถึง 5 ปี ผู้เสียชีวิตที่สามารถบริจาคลิ้นหัวใจมี 3 ประเภท คือ 1) ผู้เสียชีวิตจากสมองตาย ที่บริจาคอวัยวะเพื่อการปลูกถ่ายอวัยวะ แต่หัวใจมีสภาพไม่เหมาะสมที่จะนำไปปลูกถ่ายได้ 2) ผู้เสียชีวิตที่หัวใจหยุดเต้น ทั้งนี้ผู้บริจาคต้องไม่มีข้อห้ามในการนำลิ้นหัวใจไปใช้ ซึ่งจะพิจารณาจาก อายุ สาเหตุการเสียชีวิต ระยะเวลาที่เสียชีวิต การติดเชื้อต่าง ๆ เป็นต้น 3) ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายหัวใจใหม่ สามารถบริจาคหัวใจดวงเก่าไม่มีพยาธิสภาพที่ลิ้นหัวใจ ข้อดี: โอกาสเกิดการติดเชื้อของลิ้น ต่ำมาก อายุการใช้งานนานพอสมควร (10-22 ปี) ไม่ต้องรับประทานยากันเลือดแข็งตัว เสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือด ที่ลิ้นหัวใจน้อย ไม่มีเสียงของลิ้นหัวใจดังรบกวน ดีมากในกรณีโรคลิ้นหัวใจอักเสบจากการติดเชื้อ ข้อเสีย: ต้องได้จากผู้บริจาคอวัยวะเท่านั้น มีความสลับซับซ้อนในขั้นตอนการเก็บรักษา (Valve Preservation) การผ่าตัดใส่ลิ้นหัวใจนี้แก่ผู้ป่วยค่อนข้างมีความยุ่งยากมากกว่าการใส่ลิ้นหัวใจ 2 ชนิดแรก ถึงแม้ว่าในการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจให้แก่ผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจผิดปกติจะมีชนิดลิ้นให้เลือกหลายชนิด ซึ่งมีความแตกต่างกันในคุณลักษณะ คุณสมบัติ อายุการใช้งาน ความยากง่ายในการผ่าตัดรวมถึงราคาที่แตกต่างกัน สิ่งหนึ่งที่ควรตระหนักและขอเน้นก็คือ ลิ้นหัวใจแต่ละชนิดนี้ไม่สามารถใช้ทดแทนกันได้ ผู้ป่วยแต่ละรายจะมีชนิดของลิ้นหัวใจที่เหมาะสมที่สุด เพียงชนิดเดียวเท่านั้น ศัลยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในการเลือกใช้ลิ้นหัวใจให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งต้องอธิบายเหตุผลและรายละเอียดให้ผู้ป่วยเข้าใจด้วย
  13. ในสถานการณ์ที่โรคหัวใจยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของประชากร ในทุกประเทศทั่วโลก การให้การรักษาที่มีประสิทธิภาพอย่างรวดเร็วทันเวลาและมี คุณภาพสูงสุดตรงตามมาตรฐานทางการแพทย์ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วย ศูนย์โรคหัวใจและหลอดเลือด รพ.จุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ เป็นโรงพยาบาลเอกชนเพียงแห่งเดียวในเขตภาคตะวันออกของประเทศไทย ที่มีศูนย์หัวใจครบวงจรที่มีความพร้อมสูงสุดในการตรวจวินิจฉัยและให้การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจโดยมีเครื่องมือและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ครอบคลุมในทุกๆด้านตลอด 24 ชั่วโมงภายใต้การรับรองมาตรฐานคุณภาพระดับโลก JCI นอกจากนี้ ยังมีห้องตรวจสวนหัวใจ ห้องผ่าตัด หอพยาบาลผู้ป่วยหนักโรคหัวใจ และหอพักผู้ป่วยหัวใจ (CCU) รวมถึงมีหน่วยฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจและปอด (Cardio-pulmonary rehabilitation unit) ไว้รองรับการดูแลภายหลังเข้ารับการรักษา ศูนย์โรคหัวใจ รพ.จุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ได้สร้างผลงานที่ดีเลิศจนเป็นที่ไว้วางใจและยอมรับทั้งในระดับประเทศและระดับสากล จนได้รับการยกย่องว่าเป็นศูนย์โรคหัวใจ อันดับหนึ่งในเขตภาคตะวันออก และเป็นหนึ่งในศูนย์โรคหัวใจที่ดีที่สุดในประเทศไทย ทีมแพทย์ พยาบาลและสหวิชาชีพ ประจำศูนย์โรคหัวใจ รพ.จุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ ทุกท่านพร้อมให้การดูแลอย่างทุ่มเทเสียสละตลอดเวลา รวมถึงผ่านการฝึกอบรบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีประสบการณ์ในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังได้มีการศึกษาต่อยอดองค์ความรู้ให้ทันสมัยอย่างต่อ เนื่องตลอดเวลา นำมาซึ่งการพัฒนาคุณภาพการให้บริการผู้ป่วยให้ได้รับผลการรักษาที่ดีที่สุด ในกรณี มีผู้ป่วยฉุกเฉินเข้ามาในโรงพยาบาล ทุกคนจะได้รับการดูแลและรักษา โรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันโดยการขยายหลอดเลือดหัวใจทันที ภายในไม่เกิน 60 นาที ภายใต้ระบบ Fast Track ที่มีประสิทธิภาพตามมาตราฐานที่ดีเยี่ยมเช่นเดียวกัน การบริการทางการแพทย์ของศูนย์โรคหัวใจและหลอดเลือด รพ.จุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ประกอบไปด้วยแผนกต่างๆ ดังต่อไปนี้ 1.แผนกอายุรกรรมโรคหัวใจ (Department of cardiology) 2.แผนกมัณฑนากรหลอดเลือดหัวใจ (Department of cardiac intervention) 3.แผนกสรีรวิทยาคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Department of electrophysiology) 4.แผนกศัลยกรรมหัวใจและทรวงอก (Department of cardio-thoracic surgery) 5.หน่วยฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจและปอด (Cardio-pulmonary rehabilitation unit) ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทีมพยาบาล WCU ทีม OPD โรคหัวใจ ผลงานของศูนย์โรคหัวใจและหลอดเลือด รพ.จุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ (ตามสถิติข้อมูลการให้บริการ 3 ปี) การทำหัตถการ CAG, PCI จำนวนมากกว่า 12,500 ราย การทำหัตถการ EPS จำนวนมากกว่า 200 ราย การทำหัตถการผ่าตัด (ลิ้นหัวใจ,บายพาส (CABG) ให้บริการผู้ป่วยมากกว่า 750 ราย การตรวจวินิจฉัยและการรักษา การตรวจหัวใจด้วยคลื่นไฟฟ้า (EKG, ECG) การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiogram) การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูงผ่านหลอดอาหาร (TEE) การตรวจสมรรถภาพหัวใจด้วยการออกกำลังกาย (Exercise stress test) การตรวจการทำงานหัวใจประกอบกับการให้ยาโดบูทามีน (Dobutamine Stress Echocardiogram) เครื่องตรวจการบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจชนิดพกพา 24 ชม. (Holters monitoring) การตรวจสมรรถภาพการไหลเวียนของหลอดเลือด (ABI Vascular screening) การตรวจหัวใจและหลอดเลือดด้วยเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง (CTA scan 160 slice) การตรวจหัวใจและหลอดเลือดด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRA scan) การฉีดสีหลอดเลือดหัวใจเพื่อวินิจฉัย (CAG) การถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและขดลวด (PCI) การตรวจทางสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ (Electrophysiologic study) เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติชนิดถาวร (AICD) การใส่เครื่องกระตุกหัวใจ การใส่เครื่องกระตุกหัวใจชนิดชั่วคราว การใส่เครื่องกระตุกหัวใจชนิดถาวร การจี้ด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง เพื่อรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (RF ablation) Cardio-thoracic surgery การผ่าตัดทางเบี่ยงเส้นเลือดหัวใจตีบตัน (By pass) แบ่งเป็น 2 ชนิด หัวใจหยุดเต้น หัวใจไม่หยุดเต้น ผ่าตัดลิ้นหัวใจ ซ่อมแซมลิ้นหัวใจ,เปลี่ยนลิ้นหัวใจ โดยใช้ลิ้นหัวใจชนิดโลหะ,เนื้อเยื้อ,ลิ้นหัวใจมนุษย์ที่ได้รับการบริจาค ผ่าตัดเส้นเลือดแดงใหญ่: เส้นเลือดแดงใหญ่เอออร์ติกฉีกขาด, เส้นเลือดแดงใหญ่เอออร์ติกโป่งพอง, ผ่าตัดเส้นเลือดแบบปกติ ผ่าตัดใส่ขดลวดค้ำยันเส้นเลือดผ่านสายสวน (TEVAR) ผ่าตัดแก้ไขความผิดของขั้วหัวใจ ผ่าตัดซ่อมแซมขั้วหัวใจ ผ่าตัดเปลี่ยนขั้วหัวใจ ผ่าตัดหัวใจด้วยเทคนิคการแผลเล็ก / ผ่าตัดหัวใจด้วยการส่องกล้อง ซ่อมแซมหรือเปลี่ยนลิ้นหัวใจไมตริล (Mitral) เปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติก ซ่อมแซมหรือเปลี่ยนลิ้นหัวใจไตรคัสปิด ปิดรูรั่วผนังหัวใจห้องบน (ASD) ผ่าตัดปอด ผ่าตัดช่องอก ผ่าตัดช่องอกโดยการส่องกล้อง แผลเล็ก (VATS) ผ่าตัดอวัยวะภายในช่องอก ใส่เครื่องปอดเทียมเพื่อการพยุงชีพ: ECMO รถพยาบาลผู้ป่วยฉุกเฉิกหัวใจ CCU Mobile เว็บที่เกี่ยวข้อง : http://www.chularat.com/service_detail.php?lang=th&gid=3&id=11
  14. ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 11 อินเตอร์ : Chularat 11 IVF Center ตั้งขึ้นด้วยความตั้งใจที่ช่วยให้คู่สามีภรรยาสามารถเอาชนะอุปสรรค อันเนื่องมาจากปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อการมีบุตรยาก โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านรักษาการมีบุตรยากจากสถาบันที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ ผ่านการศึกษาอบรมจากในและต่างประเทศ และมีประสบการณ์มาเป็นเวลายาวนาน คอยให้คำปรึกษาและดูแลผู้ป่วยอย่างครบวงจร โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้การช่วยเหลือคู่สมรสที่มีปัญหาการมีบุตรยาก ให้สามารถมีบุตรได้สมความปรารถนา ด้วยบริการด้านเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่มีความทันสมัยและมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เว็บที่เกี่ยวข้อง : http://www.chularativf.com
  15. คลินิกโรคระบบทางเดินปัสสาวะ ระบบทางเดินปัสสาวะของคนเราประกอบด้วย ไต (Kidney) ท่อไต (Ureter) 2 ข้าง กระเพาะปัสสาวะ (Bladder) และท่อปัสสาวะ (Urethra) ไตทำหน้าที่กรองของเสียออกในรูปปัสสาวะ ส่งผ่านท่อไตไปยังกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะ คลินิก โรคระบบทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินปัสสาวะ ให้บริการตรวจรักษาโรคและความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ อาทิเช่น นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ, มะเร็งต่อมลูกหมาก, มะเร็งในระบบทางเดินปัสสาวะ และโรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น นอกจากนี้ยังรับปรึกษาปัญหาเกี่ยวกับการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ โดยการวิเคราะห์ของทีมแพทย์เฉพาะทางร่วมกับการใช้เครื่องมือที่ทันสมัย พร้อมด้วยบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและใส่ใจบริการ คลินิกโรคระบบทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ เน้นวิธีการรักษาโดยใช้เทคโนโลยีการผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็ก เจ็บน้อย และให้ผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูง คลินิกโรคระบบทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ ให้บริการตรวจรักษาในด้านต่างๆ ดังนี้ การักษานิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ การรักษามะเร็งต่อมลูกหมากโดยการฝังแร่ ศูนย์มะเร็งต่อมลูกหมาก การให้คำปรึกษาและแนะนำเกี่ยวกับสุขภาพเพศชายและการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (Erectile Dysfunction) ตลอดจนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ศูนย์สมรรถภาพเพศชาย การรักษามะเร็งในระบบทางเดินปัสสาวะ การรักษาโรคติดเชื้อและความผิดปกติอื่นในระบบทางเดินปัสสาวะ เทคโนโลยีที่ใช้ในการรักษาที่คลินิกโรคระบบทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ ได้แก่ 1. การผ่าตัดต่อมลูกหมากโดยใช้เลเซอร์พีวีพี (Photoselective Vaporization of Prostate หรือ PVP) เป็นวิธีการรักษาโดยใช้เลเซอร์เพื่อตัดต่อมลูกหมากออกบางส่วนหรือทั้งหมด โดยแพทย์มักแนะนำการผ่าตัดวิธีนี้ให้กับผู้ป่วยที่มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่ต่อมลูกหมากโต (Benign Prostatic Hyperplasia หรือ BPH) 2. การผ่าตัดต่อมลูกหมากโดยใช้วิธีส่องกล้อง (Transurethral Resection of the Prostate หรือ TURP) คือ การผ่าตัดเพื่อนำเอาต่อมลูกหมากบางส่วนหรือทั้งหมดออก เป็นวิธีที่ใช้เพื่อรักษาภาวะต่อมลูกหมากโตที่มีอาการปานกลางถึงมาก ซึ่งไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา 3. การฝังแร่รักษามะเร็งต่อมลูกหมาก (Brachytherapy) เป็นวิธีการรักษามะเร็งต่อมลูกหมากในระยะเริ่มต้นซึ่งให้ผลการรักษาทัดเทียมกับการผ่าตัด โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด ซึ่งทำให้โอกาสในการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น การกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ อวัยวะเพศไม่แข็งตัว พบได้น้อยกว่าการรักษาโดยวิธ๊ผ่าตัด 4. การสลายนิ่วโดยการใช้คลื่นกระแทก (ESWL: Extracorporeal Shock Wave Lithotripsy) คือ การใช้คลื่นเสียงความถี่ต่ำส่งผ่านผิวหนังไปยังก้อนนิ่ว เพื่อทำให้ก้อนนิ่วแตกออกเป็นชิ้นเล็กๆ และไหลหลุดออกมากับปัสสาวะได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูง การสลายนิ่วโดยการใช้คลื่นกระแทก ส่วนใหญ่จะใช้เพื่อการรักษานิ่วในไตและท่อไต 5. การส่องกล้องผ่านท่อปัสสาวะเพื่อคล้องหรือกรอนิ่วในท่อไต (URS: Uretero-renoscope) วิธีนี้ไม่ทำให้เกิดแผล เนื่องจากเป็นการส่องกล้องผ่านทางรูท่อปัสสาวะที่มีอยู่ตามธรรมชาติ และใช้เครื่องมือคล้องนิ่วหรือกรอนิ่วให้มีขนาดเล็กลง เหมาะสำหรับการรักษานิ่วในท่อไต 6. การส่องกล้องเพื่อกรอนิ่วในไต (PCNL: Percutaneous Nephrolithotomy) เป็นวิธีการรักษานิ่วในไตที่พัฒนามาเพื่อเลี่ยงการผ่าตัด ซึ่งจะใช้วิธีเจาะรูเล็กๆ จากผิวหนังเพื่อผ่านเข้าไปในกรวยไต โดยจะใช้กล้องและเครื่องมือสอดตามเข้าไปกรอนิ่วให้แตกออกเป็นชิ้นเล็กๆ และดูดหรือคีบนิ่วออกมา เหมาะสำหรับนิ่วในไตที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ เว็บที่เกี่ยวข้อง : http://www.chularat.com/service_detail.php?lang=th&gid=3&id=17
×