Jump to content
CM108.com ซีเอ็มร้อยแปดดอทคอม

Chalapinya Triwit

สมาชิกทั่วไป
  • Content Count

    5
  • Joined

  • Last visited

  1. พิธีอุทิศถวายสะเปาและถวายสลากภัต เป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 คณะวิจิตรศิลป์ มช. ขอเชิญร่วมพิธี “อุทิศถวายสะเปาและถวายสลากภัต เป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9” โดยจัดเป็นรูปขบวนแห่สะเปาหรือเรือสำเภา บรรจุเครื่องสูง เครื่องราชูปโภค เครื่องสักการะและต้นสลากภัต แบบล้านนา จากหอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มช. ผ่านถ.นิมมานเหมินทร์ จนถึงวัดเจ็ดยอด พร้อมเชิญชวนผู้มีจิตศัทธาออกโรงทาน ในวันเสาร์ที่ 14 ต.ค. 2560 เวลา 8.30 น. เป็นต้นไป ณ วัดเจ็ดยอด ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เธียรชาย อักษรดิษฐ์ ผู้รับผิดชอบในขบวนแห่ครั้งนี้กล่าวว่า จากการที่เมื่อวันที่ 13 ต.ค. ปีที่ผ่านมา ปวงชนชาวไทยเได้สูญเสียครั้งยิ่งใหญ่คือการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และในเดือนต.ค.ปีนี้ ก็ครบรอบปีพอดี ดังนั้นทางคณะสงฆ์จ.เชียงใหม่ โดยพระเดชพระคุณท่านเจ้าคณะจ.เชียงใหม่เป็นประธาน ก็มีดำริในการจัดพิธีนี้ขึ้นมาเพื่ออุทิศถวายแด่พระองค์ท่านอันเป็นวาระสำคัญอีกครั้ง ความหมายของคำว่า “สะเปา” นั้นก็คือเรือสำเภา ซึ่งจะเป็นความหมายในเชิงสัญลักษณ์ หมายถึงการเดินทางเข้าสู่ภพภูมิที่ไกลโพ้น เป็นความหมายที่ดีงามสำหรับพุทธศาสนิกชน ซึ่งเป็นการเดินทางของชีวิตหลังความตายภายหลังจากล่วงลับดับขันธ์แล้ว ในพุทธศาสนาจึงเป็นการเดินทางครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งเพื่อไปสู่ภพภูมิ เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการจัดสร้างและสะสมบุญมาตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบัน อันจะเป็นพาหนะที่จะหนุนนำทำให้ดวงวิญญาณไปสู่ภพภูมิที่สูงส่งตามที่ตนเองมุ่งมั่นปรารถนาหรือที่ตนเองสะสมบารมีเอาไว้ สิ่งนี้จึงเป็นคติความเชื่อทางพุทธศาสนาโดยเฉพาะสายล้านนา อันได้คำนึงถึงการที่จะอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับผู้วายชนม์ล่วงลับดับขันธ์ไป และได้มีการสร้างเป็นสัญลักษณ์แทนพาหนะในการเดินทางไกล โดยอาจจะเป็นการเดินทางทางน้ำหรือทางอากาศก็ได้ แต่จะต้องมีพาหนะทั้งสิ้น “สะเปา” จึงได้ถูกสร้างขึ้นเป็นรูปสัญลักษณ์แทนเรือสำเภา ภายในบรรจุข้าวของเครื่องใช้ เครื่องอุปโภคต่าง ๆ โดยอาจเปรียบเทียบได้กับการทำพิธีกงเต็กของวัฒนธรรมจีนก็ได้ เพราะใช้แนวคิดคล้ายกัน เช่นเดียวกับพุทธศาสนาสายมหายาน ที่จะมีการจำลองสิ่งของต่าง ๆ เพื่อทำบุญให้กับคนตาย เช่น บ้าน ที่อยู่อาศัย เสื้อผ้าเครื่องใช้ต่าง ๆ คล้ายกับตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ดังจะเห็นได้จากข่าวในพระราชสำนักช่วงนั้นก็จะมีการจัดพิธีกงเต็กแบบจีนให้กับในหลวงรัชการที่ 9 ด้วย แต่เมื่อเป็นวัฒนธรรมล้านนาจึงใช้แนวคิดเดียวกัน พร้อมกับในช่วงเดือนเดือนก.ย.-ต.ค.ของทุกปี ทางเหนือก็จะเป็นช่วงถวายสลากภัตด้วย ดังนั้น 2 งานจึงมาบรรจบกันในครั้งนี้ ในส่วนของคณะวิจิตรศิลป์ได้รับผิดชอบดูแลในส่วนของสะเปา ซึ่งได้จัดทำขึ้น 2 ลำ ด้วยกัน ลำแรกทำด้วยไม้จริงในรูปแบบเป็นทางการประดับตกแต่งสวยงาม และเมื่อจัดพิธีเสร็จแล้ว สะเปาลำนี้ก็จะถูกตั้งไว้เป็นอนุสรณ์ ให้เป็นที่ระลึกของพระองค์ท่าน ณ วัดเจ็ดยอด ส่วนอีกลำหนึ่งทางคณะวิจิตรศิลป์จะจัดสร้างเป็นสะเปาไม้ไผ่จะมีการบรรจุข้าวของเครื่องใช้แบบพื้นเมือง ทั้งเครื่องอุปโภคบริโภคและประดับตกแต่งให้สวยงาม ซึ่งตรงนี้วิจิตรศิลป์เริ่มลงมือทำกันแล้วในเรื่องของการเตรียมคำพร้อมของรูปทรงต่าง ๆ ในส่วนของผู้ออกแบบสะเปานั้นคืออ.ดร. สืบศักดิ์ แสนยาเกียรติคุณ เป็นผู้ออกแบบ โดยสะเปาจะมีขนาดกว้าง 2×4 เมตร สูง 3 เมตร ซึ่งจำเป็นต้องใช้กำลังคนในการแบก โดยได้รับความร่วมมือจากกำลังทหาร ที่มาร่วมขบวนยกเสลี่ยงเครื่องสักการะ และต้นสลากคัวตานที่จะไปเข้าร่วมงานพิธี พร้อมทั้งบุคลากรและนักศึกษาคณะวิจิตรศิลป์ คณะสถาปัตยกรรมมช. รวมกว่า 200 ชีวิต มีการฟ้อนเล็บนำหน้าขบวนเป็นแบบแผนของธรรมเนียมล้านนาที่มา อิงกับวัฒนธรรมพื้นบ้านที่จะอุทิศถวายแด่พระองค์เป็นครั้งสุดท้าย จึงนับว่าเป็นความยิ่งใหญ่แบบวัฒนธรรมล้านนา อันจะทำให้ขบวนมีความสมพระเกียรติ สำหรับริ้วขบวนจะเริ่มตั้งขบวนที่หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มช. หน้าตลาดต้นพะยอม ในช่วงเช้าของวันเสาร์ที่ 14 ต.ค. เวลาประมาณ 9 โมง และจะแห่ไปตามเส้นทางถ.นิมมานเหมินท์ ผ่านสี่แยกรินคำไปจนถึงวัดเจ็ดยอด ซึ่งเป็นริ้วขบวนที่สวยงามแบบวิจิตรศิลป์ที่เราเคยได้ทำมา ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ดังนั้นช่วงเวลา 9- 10 น. จึงจะมีการปิดเส้นทางสัญจรตั้งแต่แยกสาธารณะสุข ถนนนิมมานเหมินท์ สี่แยกรินคำ ไปจนถึงวัดเจ็ดยอด จึงควรหลีกเลี่ยงเดินทางในวัน-เวลาดังกล่าวด้วย สำหรับท่านที่ต้องการร่วมทำบุญในพิธีนี้ รวมถึงการออกโรงทาน สามารถติดต่อสอบถามไปที่วัดเจ็ดยอด โดยช่วงเช้าหลังจากขบวนแห่งไปถึงที่วัดก็จะเป็นพิธีทางสงฆ์ และพิธีการจะเริ่มในตอนบ่าย นอกจากนั้นยังมีมหกรรมปอยหลวง มหรสพ ซอพื้นเมืองในเรื่องพระราชประวัติหรือพระราชกรณีกิจ โดยความร่วมมือของชมรมขับขานซอพื้นเมืองล้านนา ให้ชมด้วย ในส่วนของการแต่งกายเนื่องจากยังเป็นช่วงไว้ทุกข์ และเป็นงานบุญ ทางคณะกรรมการจัดงานจึงมีมติสมควรให้เป็นชุดพื้นเมืองสีขาว หรือถ้าเป็นสีสุภาพก็ควรมีแถบริบบิ้นสีดำติดด้วย ไม่ควรเป็นเสื้อผ้าที่มีสีสันเพราะเป็นช่วงเวลาสำคัญในการครบหนึ่งรอบปีแห่งการสวรรคต จึงก็ขอเรียนเชิญบอกบุญมายังผู้มีจิตศรัทธา พุทธศาสนิกชนและพสกนิกรชาวไทยทุกท่านที่มีใจอันเป็นกุศลให้ไปร่วมในพิธีครั้งนี้ วันเสาร์ที่ 14 ต.ค. เวลา 9.00 น. เริ่มขบวนแห่จากหอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มช. ไป ณ วัดเจ็ดยอด โดยพิธีจะมีไปจนถึงเวลาประมาณ 15.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่คณะวิจิตรศิลป์ มช. โทร.053-944805 หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.facebook.com/FINEARTSCMU
  2. คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับคณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่ (มหานิกาย) คณะสงฆ์จังหวัดลำพูน เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน (ธรรมยุติกนิกาย) และประชาชน ขอเชิญร่วมสร้างประวัติศาสตร์แห่งมหากุศลบารมี ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีถวายน้ำสรงพระราชทานพระอุตตรพาหุธาตุ(พระบรมธาตุปล้องแขนซ้าย) เป็นกรณีพิเศษ (น้ำสรงพระราชทานลำดับสุดท้ายแห่งรัชกาลที่ 9 ) และพิธีสมโภชพระบรมธาตุสายสัมพันธ์สองแผ่นดินไทย-เมียนมาร์ วันที่ 11-14 ธันวาคม 59 ณ มณฑลพิธี หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รศ.วรลัญจก์ บุณยสุรัตน์ คณบดีคณะวิจิตรศิลป์ มช. กล่าวว่า พระอุตตรพาหุธาตุเป็นพระบรมสารีริกธาตุปล้องแขนเบื้องซ้าย ที่พระมหาสังฆนายก ภัททันตะ กุมาระภิวังสะ อภิธชะ มหารัฏฐคุรุ พระประมุขสงฆ์สูงสุดแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ได้รับสืบทอดมาตั้งแต่อดีต และเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2559 ได้ทรงมอบพระบรมสารีริกธาตุส่วนแขนเบื้องซ้ายซึ่งเป็นส่วนที่เสด็จเพิ่มขึ้นมาจากองค์จริง เพื่ออัญเชิญสู่ประเทศไทย ปัจจุบันประดิษฐานชั่วคราว ณ วัดพระธาตุดอยแต จังหวัดลำพูน สำหรับวัตถุประสงค์ในการจัดงานในครั้งนี้ ก็เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และฟื้นฟูความสำคัญของศาสนาพุทธ เพื่อให้ประชาชน ศรัทธาสาธุชน ได้สักการะพระอุตตรพาหุธาตุ หรือพระบรมสารีริกธาตุปล้องแขนเบื้องซ้ายองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และสร้างเครือข่าย ความสัมพันธ์ทางศาสนาและวัฒนธรรมระหว่างแผ่นดินไทย-เมียนมาร์ สนับสนุนนโยบายส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม ความดีงาม ความเป็นคนไทย รวมทั้งเป็นการสมโภช 720 ปี เมืองเชียงใหม่ด้วย โดยกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-14 ธ.ค. 2559 นี้ เริ่มตั้งแต่วันที่ 11 ธ.ค. เวลา 08.45 น. ขบวนอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุพระอุตตรพาหุธาตุ เคลื่อนออกจากวัดสวนดอกไปยังหอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มช. เวลา 09.15 น. ขบวนอัญเชิญน้ำสรงพระราชทานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (น้ำสรงพระราชทานลำดับสุดท้ายแห่งรัชกาลที่ 9) จากศาลาธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไปยังหอนิทรรศการฯ เวลา 09.45 น. อัญเชิญน้ำสรงพระราชทานฯ สรงพระบรมสารีริกธาตุ เวลา 13.00 น. สรงน้ำพระบรมธาตุ เวลา 16.00 น. มหรสพสมโภช พิธีสวดมนต์ตั๋น พิธีสวดเบิก พิธีกวนข้าวทิพย์ เสร็จพิธีเวลา 22.00 น. ส่วนในวันที่ 12-13 ธ.ค. จะเปิดให้ประชาชนได้สักการบูชาพระบรมสารีริกธาตุตั้งแต่ เวลา 08.00-18.00 น. พิเศษในวันที่ 13 ธ.ค. ครบรอบปีที่ 33 ของคณะวิจิตรศิลป์ ในเวลา 09.00 น. จะมีพิธีเทวาภิเษก “พระพิฆเนศวร์วิจิตรศิลป์ 59” เพื่อประดิษฐานที่คณะวิจิตรศิลป์ ต่อไป และในวันที่ 14 ธ.ค. เวลา 09.00 น. จะเป็นพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุสู่วัดพระธาตุหริภุญชัย และพระธาตุดอยแต จ.ลำพูน จึงขอเรียนเชิญศรัทธาสาธุชน พุทธศาสนิกชน ทุกท่าน ร่วมพิธีถวายน้ำสรงพระราชทาน (น้ำสรงพระราชทานลำดับสุดท้ายแห่งรัชกาลที่ 9) พระอุตตรพาหุธาตุ(พระบรมธาตุปล้องแขนเบื้องซ้าย) และพิธีสมโภชพระบรมธาตุสายสัมพันธ์ ๒ แผ่นดิน ไทย-เมียนมาร์ ระหว่างวันที่ 11-14 ธ.ค. 59 ณ มณฑลพิธี หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสำหรับผู้ที่ประสงค์จะร่วมทำบุญเป็นเจ้าภาพถวายจตุปัจจัยไทยทาน ถวายภัตตาหาร เจ้าภาพกัณฑ์เทศน์ โรงทาน ติดต่อสอบถามได้ที่คณะวิจิตรศิลป์ มช. โทร. 053-944829 053-944805 หรือ 082-8975495 ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุคแฟนเพจ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือแฟนเพจ พระบรมธาตุเจ้าสายสัมพันธ์ ๒ แผ่นดิน https://www.facebook.com/FINEARTSCMU/
  3. เวียนมาอีกครั้งกับ “ประเพณีฟ้อนบวงสรวงบรรพกษัตริย์อารักษ์หลวงแห่งนครเชียงใหม่” ประจำปี 2559 กลุ่มหน่อศิลป์ ภาควิชาศิลปะไทย คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ และเทศบาลนครเชียงใหม่ ได้กำหนดจัดงาน“ประเพณีฟ้อนบวงสรวงบรรพกษัตริย์อารักษ์หลวงแห่งนครเชียงใหม่”ประจำปี 2559 ขึ้น ณ หอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ ภายในหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ ในวันเสาร์ที่ 25 มิ.ย. 2559 ตั้งแต่เวลา 8.00-16.30 น. โดยช่วงเช้ามีพิธีบวงสรวงสังเวยก่อนการฟ้อนบวงสรวงตลอดทั้งวัน ผศ.เธียรชาย อักษรดิษฐ์ หัวหน้าโครงการกล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ กลุ่มหน่อศิลป์ ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันจากภาควิชาศิลปะไทย คณะวิจิตรศิลป์ มช. ประกอบไปด้วยนักวิชาการและนักศึกษาทางด้านศิลปวัฒนธรรม ศิลปินอิสระ ตลอดจนนักบริหารการจัดการทางด้านศิลปวัฒนธรรมแขนงต่างๆ ทั้งในท้องถิ่น ภูมิภาคและระดับนานาชาติ ที่ได้มีความสนใจในความรู้และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมล้านนา ภายใต้การร่วมมือและสนับสนุนจากองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน นั้น ได้ริเริ่มและฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยสำนึกและตระหนักถึงพระปรีชาชาญของเหล่าบรรพกษัตริย์แห่งนครเชียงใหม่ในอดีตทั้งสองราชวงศ์ ที่ได้ขับเคลื่อนนำพาสังคมและวัฒนธรรมล้านนาให้ดำเนินมาอย่างยาวนาน จวบจนกระทั่งถึงปัจจุบันนับเป็นเวลากว่า 720 ปีล่วงมาแล้ว โดยมีสถานที่สถิตอยู่ ณ หอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางการปกครองและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ใจกลางเมืองในเขต “คุ้มแก้วหอคำ” ของบรรพกษัตริย์แห่งนครเชียงใหม่ในอดีต ซึ่งในปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ นับตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา การกำหนดจัดงานประเพณีดังกล่าวนี้ ได้ถือปฏิบัติเป็นประจำทุก 4 ปี ตามแบบโบราณ ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการรำลึกถึงและแสดงกตัญญุตาคารวะแด่บรรพกษัตริย์แห่งนครเชียงใหม่ และบรรพชนล้านนาในช่วงหลังจากเทศกาลบุญปีใหม่สงกรานต์และก่อนเทศกาลเข้าพรรษา เพื่อเป็นการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีการบวงสรวงผีอารักษ์และผีบรรพบุรุษของล้านนา เพื่อเผยแพร่เกียรติคุณของบรรพชนล้านนาผ่านความศรัทธาและพิธีกรรมโบราณ เพื่อเป็นการส่งเสริมความรู้และความเข้าใจในประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่น ให้แก่สาธารณชนทั่วไป และเพื่อเป็นการเปิดพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่สู่สาธารณชนในระดับท้องถิ่น ภูมิภาคและสากลให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางต่อไป อันจะเป็นการจรรโลงไว้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ดีงามตามความเชื่อและศรัทธาในท้องถิ่นล้านนา นับเนื่องแต่อดีต ที่เคยได้มีการจัดงานบวงสรวงบูชาผีอารักษ์และบรรพบุรุษในช่วงเวลาดังกล่าวเอาไว้ให้กับอนุชนรุ่นหลังสืบต่อไปภายหน้า นับเป็นส่วนหนึ่งในการนำวัฒนธรรมล้านนามาเป็นส่วนช่วยฟื้นฟูสภาพสังคม และยังส่งเสริมสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวอีกด้วย โดยรูปแบบการจัดงานนั้นจะประกอบไปด้วยการประกอบพิธีกรรมแบบโบราณ นับตั้งแต่การสังเวยด้วยเครื่องสักการะ การฟ้อนบวงสรวงโดยเหล่าบรรดาม้าขี่ที่นั่งของผีบรรพบุรุษ ผีอารักษ์ และผีเจ้านาย จากเมืองลำปาง เมืองลำพูน และเมืองเชียงใหม่ อีกทั้งยังมีการจัดนิทรรศการภาพถ่ายทางวิชาการเรื่อง “ความเชื่อและศรัทธาในผีบรรพบุรุษชาวล้านนา”(Faith and Worshipping in Lan Na) ให้ได้ชมภายในงาน เพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้และสร้างความเข้าต่อสาธารชนถึงแนวความคิดในคติความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษโดยสังเขปด้วย ดังนั้น จึงขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมงาน “ประเพณีฟ้อนบวงสรวงบรรพกษัตริย์อารักษ์หลวงแห่งนครเชียงใหม่” ในวันเสาร์ที่ 25 มิ.ย. 2559 ตั้งแต่เวลา 8.00-16.30 น. ณ หอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ ภายในหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ (ด้านหลังพระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์) อ.เมือง จ.เชียงใหม่ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานภาควิชาศิลปะไทย โทร. 053-944-817-8 หรือที่หน้าแฟนเพจ เฟซบุค ของ ภาควิชาศิลปะไทย คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  4. จากการที่จ.เชียงใหม่ อบจ.เชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่และคณะวิจิตรศิลป์ มช. ได้กำหนดจัดพิธีอัญเชิญพระทักขิณโมลีธาตุ จากวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร ไปประดิษฐาน(ชั่วคราว) ณ มณฑลพิธีข่วงอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ เพื่อสมโภชเมืองเชียงใหม่ในวาระที่มีอายุครบ 720 ปี และวัดพระธาตุศรีจอมทองอายุครบ 550 ปี และเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 7 รอบ ระหว่างวันที่ 10-12 มิ.ย.59 นั้น ในพิธีดังกล่าวจะมีการจัดขบวนแห่ และปิดเส้นทางการจราจรในตัวเมืองเชียงใหม่ ดังนั้นทางคณะผู้จัดงานจึงต้องขออภัยในความไม่สะดวก และขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทาง ตามวันและเวลา ดังนี้ 10 มิ.ย. 59 เวลา 09.30-10.00 น.- รถขบวนแห่พระธาตุออกจากวัดพระธาตุศรีจอมทอง ไปตามถนนเชียงใหม่–ฮอด ผ่านสามแยกทางขึ้นดอยอินทนนท์ ผ่านทางแยก อ.ดอยหล่อ ถึงหน้าวัดฟ้าหลั่ง ไปตามถนนเชียงใหม่–ฮอด ถึงสะพานลอย หน้าตลาดสดปากทางเจริญ หยุดขบวน เพื่ออัญเชิญพระธาตุข้ามสะพานลอย ขบวนเคลื่อนตัวรับองค์พระธาตุขึ้นรถแห่ และออกเดินทางไปยังสี่แยกถนนเลี่ยงเมืองสันป่าตอง–หางดง เวลา 10.00–10.30 น. - ขบวนแห่พระธาตุถึงสี่แยกถนนเลี่ยงเมืองสันป่าตอง–หางดง เลี้ยวซ้ายไปตามถนนเลี่ยงเมืองสันป่าตอง–หางดง ผ่านสี่แยกเลี่ยงเมือง อ.แม่วาง (ผ่านสัญญาณไฟจารจรไม่ลงทางลอด) ไปตามถนนเลี่ยงเมืองสันป่าตอง–หางดง ถึงสี่แยกสะเมิง เลี้ยวซ้าย ไปตามทางถนนสะเมิง และเลี้ยวซ้ายทางเข้าวัดอินทราวาส (ต๋นเกว๋น) 11 มิ.ย. 59 เวลา 08.00-12.00 น.- พิธีอาราธนาพระบรมธาตุเสด็จออกจากมณฑปจำลอง ขึ้นสู่มณฑปคันทองบนรถยนต์ โดยขบวนแห่พระธาตุฯ (ขบวนที่ 1) ออกจากวัดอินทราวาส (ต๋นเกว๋น) ไปยังถนนสะเมิง เลี้ยวซ้ายไปตามถนนเลียบคลองชลประทาน ผ่านสี่แยกพืชสวนโลก ผ่านแยกอุโบสถ ถึงสี่แยกต้นพยอม เลี้ยวขวา ไปตามถนนสุเทพ ผ่านสี่แยกสาธารณสุขฯ ไปตามถนนสุเทพ ถึงวัดสวนดอกเลี้ยวซ้ายเข้าวัดสวนดอก เวลา 10.00-11.00 น.- (ขบวนที่ 2) ขบวนพระเสตังคมณีและพระศิลา ออกจากวัดเชียงมั่น ไปตามถนนราชภาคีนัย เลี้ยวซ้ายไปตามถนนศรีภูมิ ผ่านแยกประตูช้างเผือก เลี้ยวซ้ายเข้าวัดหม้อคำตวง เพื่อรอสบทบขบวนหลักจากวัดสวนดอก เวลา 12.00–15.00 น. - ขบวนแห่พระบรมธาตุฯ จัดเป็นรูปขบวนเดินเท้า ความยาวของขบวนประมาณ 2 กม. ออกจากวัดสวนดอก ไปตามถนนสุเทพ ผ่านโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ เลี้ยวซ้ายไปตามถนนบุญเรืองฤทธิ์ เลียบคูเมืองด้านนอก ผ่านวัดปันเสา เลี้ยวขวาบริเวณแจ่งหัวลิน ไปตามถนนมณีนพรัตน์ ผ่านวัดโลกโมฬี จนถึงประตูช้างเผือก อัญเชิญพระธาตุฯ ขึ้นสู่บุษบก เจ้านายฝ่ายเหนือเข้าร่วมในขบวน นายก อบจ.เชียงใหม่ ประเคนขันเชิญพระธาตุเข้าเวียง ขบวนดำเนินไปตามถนนพระปกเกล้า ผ่านหน้าวัดหัวข่วง ผ่าน ร.ร.อาชีวะศึกษา มายัง ร.ร.ยุพราชวิทยาลัย ไปตามถนนทางเข้ามณฑลพิธีข่วงอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ เป็นอันเสร็จสิ้น 12 มิ.ย. 59 เวลา 06.30–8.00 น.- พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์และสามเณร จำนวน 721 รูป จากข่วงอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ถึงประตูท่าแพ เวลา 9.00–12.00 น. - พิธีอัญเชิญพระบรมธาตุเสด็จกลับยังวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร และอัญเชิญพระเสตังคมณี (พระแก้วขาว) และพระศิลาเสด็จกลับวัดเชียงมั่น โดยรถขบวนแห่พระธาตุฯ ออกจากถนนพระปกเกล้าไปยังประตูช้างเผือก เลี้ยวขวาไปตามถนนมณีนพรัตน์ (คูเมืองด้านนอก) ไปยังแจ่งศรีภูมิ ผ่านประตูท่าแพ ถนนคชสาร เลี้ยวขวาที่แจ่งขะต้ำไปถนนราชเชียงแสน ถนนช่างหล่อ เลี้ยวขวาจุดกลับรถสถานีดับเพลิงประตูเชียงใหม่ เลี้ยวซ้ายไปตามถนนบำรุงบุรี (คูเมืองด้านใน) ขบวนผ่านประตูแสนปุง ผ่านสวนบวกหาด เลี้ยวขวาแจ่งกู่เฮือง ไปตามถนนอารักษ์ เลี้ยวซ้ายที่จุดกลับรถหน้า ร.ร.วัฒโนทัยพายัพ เลี้ยวซ้ายไปยังถนนบุญเรืองฤทธิ์ จนถึงประตูสวนดอก เลี้ยวซ้ายไปตามถนนสุเทพ ผ่านวัดสวนดอก เลี้ยวซ้ายสี่แยกต้นพยอม ไปตามถนนเลียบคลองชลประทาน ผ่านสี่อุโบสถ ผ่านสี่แยกพืชสวนโลก ผ่านสี่แยกสะเมิง (วัดต้นเกว๋น) ไปตามถนนเลี่ยงเมืองหางดง-สันป่าตอง ผ่านสัญญาไฟจราจร อ.แม่วาง (ไม่ลงทางลอด) ตรงไปตามถนนเลี่ยงเมืองฯ เลี้ยวขวาไปยังถนนเชียงใหม่–ฮอด เข้าสู่เขต อ.จอมทอง ถึงบริเวณวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร จึงเป็นอันเสร็จสิ้นพิธีอัญเชิญพระธาตุเจ้าเข้าเวียงในครั้งนี้ สอบถามรายละเอียดหรือดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คณะวิจิตรศิลป์ มช. โทร.053-944805, 082-8975495 และที่แฟนเพจเฟสบุค “พระธาตุเจ้าเข้าเมือง”
×