Line Official CM108
....ไลน์อย่างเป็นทางการ ของ CM108.com
add มารับข่าวสาร ข่าวด่วน ความเคลื่อนไหวได้ ฟรี
id : @cm108.com เพิ่มเพื่อน

happyties

สมาชิกทั่วไป
  • Content count

    5
  • Joined

  • Last visited

  1. สาเหตุของการ แปรรูป ปตท และประโยชน์ที่ประเทศได้รับ เป็นการระดมทุนเพื่อไปแก้ไขปรับสถานการณ์การเงินบริษัทในเครือทั้งหลาย ของ ปตท. ซึ่งเป็นผลดีต่อรัฐ เพราะรัฐจะได้ปันผลเป็นรายได้ ในรูปแบบต่างๆ กลับเข้าสู่รัฐมากขึ้น เป็นการระดมทุนเพื่อนำเงินไปซื้อโรงกลั่น ทำให้โรงกลั่นเป็นของคนไทย เงินทองไม่รั่วไหลออกนอกประเทศ เป็นการกระตุ้นตลาดหลักทรัพย์ ดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนมากขึ้น โดยจะเห็นว่าการแปรรูปในครั้งนี้สร้างผลประโยชน์มากมายให้กับประเทศ ในรูปแบบของเม็ดเงินเข้ารัฐและเม็ดเงินลงทุน จากที่มีกระแสทวงคืน ปตท. ให้กลับมาเป็นของรัฐ ทั้งที่ตอนนี้ ปตท. กลายเป็นบริษัทมหาชนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ จะเกิดผลเสียอย่างไรต่อประเทศบ้าง หากใช้วิธียึดคืน นั่นคือการทำลายความน่าเชื่อถือในการลงทุนของประเทศ ซึ่งมีผลโดยตรงกับนักลงทุนที่จะนำเงินมาลงทุนทั้งในตลาดหลักทรัพย์และนอกตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ประเทศชาติเสียเม็ดเงินจำนวนมหาศาลจากนักลงทุนและมีผลต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ หากใช้วิธีซื้อคืน รัฐต้องระดมทุนมหาศาลเพื่อซื้อหุ้นจำนวน 2.8 พันล้านหุ้น คิดมูลค่าหุ้นทั่วไป รัฐจะต้องใช้เงินประมาณ 1 ล้านล้านบาท (คิดมูลค่าต่อหุ้น 380 บาท) ในการซื้อหุ้นคืน เพื่อให้ ปตท. กลับเป็นของรัฐ นอกจากจะเป็นเรื่องยากและเกิดความเสียหายมากมายในการนำหุ้นกลับมาเป็นของรัฐแล้ว รัฐยังต้องลงแรงในการเข้ามาบริหารงานในส่วนนี้ด้วย ซึ่งไม่มีอะไรการันตีเลยว่าการลงทุนมหาศาลอย่างนี้จะสร้างความคุ้มค่าให้กับรัฐ กลับกันจะเพิ่มความเสี่ยงในการบริหารอีกด้วย สิ่งหนึ่งที่กลุ่มทวงคืนพลังงานหรือ NGO มักนำมาเพื่อปลุกปั่นกระแสทวงคืนพลังงาน คือการที่พยายามบิดเบือนว่า หาก ปตท. กลับมาเป็นของรัฐแล้ว “ราคาพลังงานจะถูกลง” ซึ่งข้อมูลตรงนี้ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เนื่องจากปัจจุบันโครงสร้างราคาพลังงานในประเทศมีสูตรการคิดราคาและอ้างอิงชัดเจน ไม่ว่า ปตท. จะอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ หรือจะกลับเป็นของรัฐ สูตรการคิดราคาหรือการอ้างอิงราคา ก็ยังคงเป็นสูตรเดิม การจัดเก็บภาษีและกองทุนฯ ก็ยังเหมือนเดิม จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่ จะทวงคืน ปตท. กลับมาเป็นของรัฐ เพราะนอกจากการจะสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจในประเทศ เพิ่มความเสี่ยงในการลงทุนและบริหารงานแล้ว ก็ไม่ได้สร้างผลประโยชน์ให้กับรัฐหรือประชาชนได้คุ้มค่ากับสิ่งที่รัฐหรือประเทศจะต้องเสียไป ที่มา : www.รู้จริงพลังงานไทย.com/ประโยชน์การแปรรูป-ปตท/
  2. มีข่าวมากมายว่า ปตท ขี้โกง ออกมาอย่างมากมาย และมีข่าวแฉ ปตท ออกมาอย่างที่เราทราบกัน แต่ล่าสุด องค์กรโปร่งใสนานาชาติจัดให้ ปตท. ติดกลุ่มท็อป 25 หรืออยู่ในกลุ่มที่ถือว่าโปร่งใสที่สุด องค์กรโปร่งใสนานาชาตินำ 100 บรรษัทมาจัดอันดับด้านความโปร่งใสอินเดียคะแนนสูงสุด บรรษัทจีนต่ำสุด ไทยมี 3 บริษัทติด Top 25 ทั้งอินโดรามา,ไทย ยูเนียน โฟรเซน และ ปตท. ส่วนกลุ่มซีพีอยู่ในกลุ่มรั้งท้ายโปร่งใส่อันดับ 93 ได้ 0.6 จาก 10 คะแนน เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2559 องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International)รายงานความโปร่งใสประจำปี 2016 ของบรรษัทใหญ่ระดับโลก (Transparency in Corporate Reporting: Assessing Emerging Market Multinationals) โดยสำรวจ 100 บรรษัทในประเทศเศรษฐกิจใหม่ 15 ประเทศที่ไม่เพียงแต่ทำธุรกิจในประเทศตัวเองแต่ยังออกไปทำธุรกิจนอกประเทศ 185 ประเทศทั่วโลกถือได้ว่าบรรษัทเหล่านี้เกิดความล้มเหลวในด้านความโปร่งใส มีการคอร์รัปชั่นพร้อมกับเรียกร้องให้หยุดคอร์รัปชั่นที่ไปทำธุรกิจในต่างประเทศ จากการสำรวจพบว่า 75 % ของ 100 บรรษัทใหญ่เหล่านี้ทำคะแนนได้น้อยกว่า 5 จาก 10 คะแนนหรือได้เฉลี่ยเพียง 3.4 เท่านั้นถือว่าความโปร่งใส่ลดลงไปอีก 0.2 คะแนน เมื่อเทียบกับการสำรวจครั้งสุดท้ายในปี 2013 สำหรับคะแนนที่ถือว่าโปร่งใสน้อยที่สุดคือศูนย์ (0) และโปร่งใสมากที่สุดคือ สิบ(10) นายโฮเซ่ ยูกาซ ประธานองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ กล่าวว่าจุดระดับที่น่าสงสารความโปร่งใสของบรรษัทในตลาดเกิดใหม่ก็เป็นที่น่าสงสัยว่าบรรษัทเหล่านี้ห่วงใยกับการหยุดคอร์รัปชั่นหรือไม่ หยุดความยากจนที่บรรษัทเหล่านี้ไปทำธุรกิจและช่วยลดความไม่เสมอภาคหรือไม่ อีกทั้งเราพบว่าการคอร์รัปชั่นเพิ่มขึ้นในบรรษัทนานาชาติ พร้อมกับยกตัวอย่างบริษัท Odebrecht Group หรือกลุ่ม China Communications Construction Company ที่เข้าไปทำลายเศรษฐกิจของท้องถิ่น “บรรรษัทต่างๆบอกว่าต้องการต่อสู้กับคอร์รัปชั่นแต่เรื่องนี้ไม่พอเพียง การกระทำต่างหากที่จะเสียงดังกว่าคำพูด”นายยูกาซกล่าว บรรษัทจากกลุ่มประเทศ BRICS 75 บริษัท (Brazil, Russia, India, China และ South Africa)ไม่ได้ทำให้ดีขึ้น โดยเฉพาะบรรษัทจากจีนเข้ามาดึงให้ทั้งกลุ่มได้คะแนนที่ต่ำลง ทั้งนี้บรรษัทจากกลุ่มบริกส์เมื่อรวมกันแล้วเป็นประเทศที่มีจีดีพี (GDP) 30 % ของโลก บรรษัทจากประเทศจีนคิดเป็น 1 ใน 3 ของกลุ่มทำคะแนนได้น้อยเฉลี่ย 1.6 จาก 10 คะแนน มีพียงบรรษัทเดียวที่ติดอยู่ในกลุ่ม top 25 จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่บรรษัทจีนจะต้องยกระดับให้ได้มาตรฐานนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเร็วๆนี้รัฐบาลจีนประกาศลงทุน 60 พันล้านดอลลาร์ในทวีปแอฟริกา เงินเหล่านี้จะต้องจ้างบรรษัทจีนเข้าไปให้บริการ ขณะเดียวกันกลุ่มบรรษัทประเทศจากอินเดียได้คะแนนเฉลี่ยมากที่สุดในบรรดาประเทศต่างๆ 75 % ของบรรษัทอินเดียมีความโปร่งใสมากที่สุด สำหรับบรรษัทจากไทย 3 รายติดกลุ่มท็อป 25 หรืออยู่ในกลุ่มที่ถือว่าโปร่งใสประกอบด้วยบรรษัท โดยติดอันดับที่ 20 , 21 และ 22 ตามลำดับ อินโดรามา เวนเจอร์ (Indorama Venture) 5.6 คะแนน ไทย ยูเนียน โฟรเซน โพรดัคส์ (Thai Union Frozen Products) 5.5 คะแนน ปตท.(PTT) 5.4 คะแนน ขณะที่กลุ่มบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ ( CP Groups ) ได้ 0.6 จาก 10 คะแนนอยู่ในกลุ่มสิบอันดับสุดท้าย คือได้อันดับที่ 93 จากทั้งหมด 100 บริษัทในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ บริษัทเหล่านี้ได้รับการประเมินจากข้อมูลหลายด้าน เช่น โครงการต่อต้านคอร์รัปชั่น การเปิดเผยข้อมูลของบริษัทลูก บริษัทร่วมทุน และบริษัทในเครือรวมถึงข้อมูลการเงินของธุรกิจที่อยู่บริษัทไปเปิดในต่างประเทศ อ่านต่อที่นี่
  3. สตง ปตท ชี้แจงกรณีแบ่งแยกท่อก๊าซแก่รัฐ ท่อก๊าซ ปตท. สำคัญไฉน โดย ฉกาจนิตย์ จุณณะภาต นักกฎหมายพลังงาน จากการเดินสายชี้แจงเรื่อง hot issue ที่ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ต้องการให้ ปตท. แบ่งแยกท่อก๊าซของ ปตท. ไปให้รัฐ ในช่วงที่ผ่านมา นั้น ผมเริ่มมองเห็นภาพว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของ ปตท. กับ รัฐ อย่างที่เคยเข้าใจเสียแล้ว แต่การหาทางออกที่ไม่ถูกต้องของเรื่องนี้ จะกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ประชาชนทุกคนมากทีเดียว ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น คือ ตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทยจะเกิดความปั่นป่วนอย่างมาก เพราะขนาดของกลุ่ม ปตท. ในตลาดมีขนาดถึง 1 ใน 4 ของภาพรวม เอกชนและนักลงทุน จะสูญเสียความเชื่อมั่นและไม่กล้าลงทุนในโครงการใหญ่อีก เพราะไม่รู้ว่าจะโดนรัฐยึดไปเมื่อไหร่ นอกจากนั้น ระบบคุ้มครองสิทธิ์ของเอกชนโดยศาลจะสั่นคลอน เพราะคำพิพากษาของศาลไม่ถูกเชื่อถือโดยหน่วยงานของรัฐ เรื่องย่อๆ เกี่ยวกับท่อก๊าซ ปตท. นี้ เพจ ‘สรุป’ ได้จัดทำไว้แล้วค่อนข้างดีสำหรับผู้ที่ไม่ได้ติดตามมาก่อน ลองอ่านกันได้ครับ สำหรับในโพสต์นี้ ผมจะขอสรุปเรื่องนี้อีกครั้ง เพื่อจะเสริมให้พอเห็นภาพว่า เรื่องท่อก๊าซ ปตท. เริ่มต้นจากตรงไหน และหน่วยงานรัฐออกมาขอให้ ปตท. แบ่งแยกท่อก๊าซ โดยใช้หลักการอะไร เมื่อปี 2544 ปตท. ได้แปลงสภาพตัวเองจากองค์การของรัฐให้เป็นบริษัทมหาชน เพื่อระดมทุนและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ถามว่าทำให้ประสิทธิภาพต่างกันตรงไหนกับของเดิม เพื่อนๆ ลองเทียบการรถไฟ องค์การโทรศัพท์ กับ ปตท. การท่าอากาศยาน ทุกวันนี้ดูครับ ในการแปลงสภาพ ปตท. ต้องใช้กฎหมายฉบับหนึ่ง เรียกย่อๆว่า ‘กฎหมายแปรรูปรัฐวิสาหกิจ’ ซึ่งกำหนดว่า ทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่เดิม ให้โอนมาเป็นของ ปตท. ที่แปลงสภาพแล้วทั้งหมด กฎหมายกำหนดไว้แบบนี้ เพื่อให้บริษัทที่แปลงสภาพมีทุนในการดำเนินการต่อ มิเช่นนั้น ก็ต้องมาแบบตัวเปล่าๆ ซึ่งถ้าต้องหมดตัวเช่นนั้น ก็ไม่รู้ว่า ปตท. จะแปลงสภาพมาเพื่ออะไร หลังจากนั้นอีก 5 ปี มีกลุ่ม NGO ยื่นฟ้องศาลปกครองสูงสุด บอกว่า ปตท. แปรรูปไม่ได้ ผิดกฎหมาย ศาลท่านก็ตัดสินว่า การแปรรูป ปตท. เดินมาไกลถึงขนาดนี้แล้ว คงไม่ต้องให้เดินถอยหลังกลับไปอีก แต่ครั้งนี้ ศาลได้วางหลักกฎหมายขึ้นมาบอกว่า แม้ ปตท. จะแปรรูปแล้ว แต่ก็ต้องแบ่งแยกทรัพย์สินที่ใช้ ‘อำนาจมหาชน’ ที่ได้มาก่อนแปรรูป ปี 2544 ให้กับรัฐนะจ๊ะ ซึ่งตอนนั้น ปตท. ก็ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะไม่แฟร์กับนักลงทุน ก็ตอนที่ ปตท. เปิดขายหุ้นให้นักลงทุนทั่วไป ได้รวมมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดไปแล้ว ไม่เห็นมีใครออกมาทักท้วงอะไร แต่พอผ่านมา 5 ปี จะมาแบ่งทรัพย์สิน ปตท. ไปเฉยเลย ก็เท่ากับว่านักลงทุนถูกหลอกเมื่อ 5 ปีที่แล้ว แต่ศาลก็คือศาล ทุกคนต้องเคารพ มันคือกติกา ปตท. ก็ไม่มีปัญหาอะไร แบ่งแยกทรัพย์สินคืนไป หลักการแบ่งทรัพย์สิน หน่วยงานต่างๆ ก็มาตกลงกันตามที่ศาลบอก คือ อันไหนที่ใช้ ‘อำนาจมหาชน’ ได้มาก่อน ปตท. แปรรูป ก็ให้กับรัฐไป ได้แก่ การเวนคืนที่ดิน การรอนสิทธิที่ดินเอกชน และทรัพย์สินที่อยู่บนที่ดินเหล่านั้น (ซึ่งก็คือ ท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ปตท. นั่นเอง) พอ ปตท. แบ่งแยกเสร็จ ก็ส่งคืนให้กับรัฐไปตามหลักเกณฑ์ ซึ่งศาลปกครองสูงสุดก็เห็นด้วยว่า ปตท. ส่งท่อก๊าซให้รัฐตามคำพิพากษาครบแล้ว แต่ปรากฏว่าวันที่ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งว่า ปตท. ส่งครบแล้ว สตง. กลับส่งหนังสือไปถึงศาลบอกว่า ปตท. ยังส่งคืนไม่ครบนะ โดยเฉพาะท่อก๊าซในทะเล แต่ สตง. ก็ดันไปสัญญากับศาลว่า เรื่องที่ว่าจะคืนครบหรือไม่นั้น ก็แล้วแต่ศาลปกครองสูงสุดจะพิจารณาละกันขอรับ สตง. เพียงแต่ให้ข้อมูลเพิ่มว่าศาลอาจจะได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วน ตอนที่รับรองว่า ปตท. ส่งท่อก๊าซครบแล้ว ศาลปกครองสูงสุดก็ดูข้อมูลที่ สตง. ส่งมาให้ แล้วพิจารณาว่า ท่อก๊าซในทะเลไม่เข้าหลัก ‘อำนาจมหาชน’ ที่ศาลตัดสินเอาไว้ ดังนั้น ที่ศาลรับรองว่า ปตท. ส่งท่อก๊าซครบ จึงถูกต้องแล้ว ศาลก็เลยส่งหนังสือไปแจ้ง สตง. ว่า ศาลพิจารณาความเห็น สตง. แล้ว ก็ยังยืนยันแบบเดิมว่า ปตท. ส่งท่อก๊าซครบแล้ว ‘ตามหลักกฎหมาย’ เรื่องท่อส่งก๊าซ ปตท. ก็เงียบไปอยู่หลายปี และ สตง. ก็รับรองงบการเงิน ปตท. ต่อตลาดหลักทรัพย์มาตลอดไม่มีประเด็นเรื่องท่อส่งก๊าซอีก ทุกอย่างดูเหมือนจะจบตามที่ศาลปกครองสูงสุดบอก ปรากฏว่าหลัง คสช. ยึดอำนาจปี 2557 ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ออกมาเคลื่อนไหวเรื่อง ท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ปตท. อีกครั้ง คราวนี้ไปไกลกว่าเดิม ยิ่งกว่า สตง. คือ ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง (อีกครั้ง) ขอให้ ปตท. แบ่งแยกท่อส่งก๊าซธรรมชาติทั้งหมด ไม่ว่าก่อนหรือหลังแปรรูป มูลค่า 68,000 ล้านบาท พูดง่ายๆ ว่าขอให้ ปตท. มอบท่อก๊าซทั้งหมดให้รัฐนั่นเอง เพราะผู้ตรวจการแผ่นดินบอกว่าท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ประชาชนใช้ร่วมกันก็ต้องตกเป็นของแผ่นดิน! พอกระแสถูกจุดขึ้นมาอีกครั้ง สตง. ที่เคยเงียบไป ก็ลืมสัญญาที่ตัวเองให้ไว้กับศาล ออกมาร่วมวงกับเขาด้วย โดยขอให้ ปตท. มอบท่อก๊าซในทะเลที่ สตง. เคยบอกไว้นานมาแล้วให้กับรัฐ แต่เนื่องจาก สตง. ไม่มีอำนาจไปฟ้องเรียกท่อก๊าซเอง จึงบังคับเชิงข่มขู่ว่า ให้คณะรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน ไปเอามาแทน สตง. มิเช่นนั้น สตง. จะฟ้องศาลให้เอาผิด! เมื่อตอนนี้อำนาจศาลถูกท้าทาย ก็ต้องดูกันต่อไปครับว่า เรื่องนี้จะหาทางออกกันอย่างไร สรุปคือ เรื่องท่อก๊าซธรรมชาติ ปตท. ก็กลับมาเป็นมหากาพย์ด้วยประการฉะนี้ครับ สาเหตุหลักเกิดจากมีบุคคลและหน่วยงานบางกลุ่มไม่เชื่อตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดเมื่อหลายปีก่อนนั่นเอง อ่านเพิ่มเติมได้ที่ www.รู้จริงพลังงานไทย.com/สตง-ให้-ปตท-ชี้แจงเรื่อง/
  4. แปรรูป ปตท ผูกขาดธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน การที่ ปตท. ได้เข้าไปถือหุ้นในโรงกลั่นน้ำมันเกือบทุกแห่งในประเทศ ทำให้ปตท.นั้นมีอำนาจในการควบคุมบริหารโรงงานกลั่นน้ำมันในประเทศเกือบทั้งหมด ทำให้เกิดการผูกขาดในธุรกิจการกลั่นน้ำมัน และการสั่งน้ำมันดิบจากต่างประเทศ เป็นสาเหตุที่ทำให้น้ำมันในไทยมีราคาสูง และมีหลายฝ่ายออกมาเปิดโปงถึงเรื่องนี้ และยังได้เข้าไปทำธุรกิจพลังงานในฐานะของตัวแทนรัฐบาล จึงได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ ในฐานะบริษัทน้ำมันแห่งชาติ แต่เมื่อมีการแปรรูป ปตท เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และได้ขายหุ้นบางส่วนให้กับเอกชน ปตท. จึงเห็นว่าควรลดการผูกขาดลง โดยเฉพาะธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ซึ่งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานก็กำลังพิจารณาที่จะมีการเปิดเสรีมากขึ้น โดยเริ่มในกิจการท่อก๊าซ และการนำเข้าก๊าซจากต่างประเทศก่อน แต่ส่วนธุรกิจการกลั่นน้ำมันได้มีการกล่าวอ้างว่ามีการผูกขาดโดย ปตท. มากถึง 83% ของการกลั่นทั้งหมด (คิดง่ายๆ ปตท.ถือหุ้น 5 ใน 6 โรงกลั่น) นั่นอาจจะเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่มีเหตุผลรับรองอย่างเพียงพอ จากการเข้าไปปรับปรุงกิจการของโรงกลั่น ทำให้ ปตท. ถือหุ้นโรงกลั่นต่างๆ ดังนี้ ไทยออยล์ 49.1% PTTGC 48.9% IRPC 38.5% SPRC 36.0% BCP 27.2% ที่มา www.รู้จริงพลังงานไทย.com/เปิดโปง-ปตทการผูกขาดธุร/ อ่านเรื่อง แปรรูป ปตท เพิ่มเติมที่ www.รู้จริงพลังงานไทย.com/เปิดหลักฐานปตทเป็นของใ/
  5. ทวงคืน ปตท วันนี้ เราจะมาทราบถึง 9 เหตุผล ที่ ปคท. บอกว่า คืนท่อครบถ้วน กันดูบ้าง ว่าจะจริงหรือไม่ ศาลให้ ปตท.คืนท่อก๊าซบางส่วน ไม่ใช่ทั้งหมด ปตท. คืนท่อก๊าซเฉพาะท่อบนที่ดินที่ใช้อำนาจมหาชนรอนสิทธิ ท่อก๊าซในทะเล ไม่ได้รอนสิทธิใคร ขออนุญาติเหมือนเอกชนขอวางสาย Fibre Optic ศาลได้รับข้อมูลทรัพย์สินท่อก๊าซของปตท.ทั้งหมด และรับทราบความเห็นสตง.ในการพิจารณาสั่งและยืนยันว่าปฏิบัติครบถ้วนแล้ว สตง.ยืนยันในหนังสือถึงศาลเองว่าคำตัดสินศาลถือเป็นยุติ สตง.รับรองงบ ปตท.ในฐานะผู้สอบบัญชีมาทุกปี โดยไม่เคยโต้แย้งหรือมีความเห็นเรื่องทรัพย์สินท่อก๊าซที่บันทึกในงบดุล ครม.ยุคนายกฯอภิสิทธิ์ปี 2553 รับทราบรายงานจากกระทรวงการคลังว่าได้ดำเนินการตามมติครม.ที่ให้ปฎิบัติตามคำสั่งศาลครบถ้วนแล้ว หากปตท.หรือหน่วยงานอื่นใดทำนอกเหนือคำสั่งศาล ก็ผิดกฎหมายเช่นกัน เพราะองค์กรเสียหาย ผู้ถือหุ้นสามารถฟ้องผู้เกี่ยวข้องได้ มูลค่าหุ้นปตท.ที่ขายให้นักลงทุนใน IPO ได้รวมทรัพย์สินท่อทั้งหมดในขณะนั้น และรัฐได้รับเงินจากหุ้นที่ขายให้เอกชนนักลงทุนไปแล้ว ที่มา : www.รู้จริงพลังงานไทย.com/tag/ทวงคืน-ปตท/