Line Official CM108
....ไลน์อย่างเป็นทางการ ของ CM108.com
add มารับข่าวสาร ข่าวด่วน ความเคลื่อนไหวได้ ฟรี
id : @cm108.com เพิ่มเพื่อน

ผู้สื่อข่าวออนไลน์ CM108

Administrators
  • Content count

    2,970
  • Joined

  • Last visited

  • Days Won

    27

ผู้สื่อข่าวออนไลน์ CM108 last won the day on May 31

ผู้สื่อข่าวออนไลน์ CM108 had the most liked content!

3 Followers

About ผู้สื่อข่าวออนไลน์ CM108

  • Rank
    ยินดีต้อนรับทุกๆ ท่านครับผม

Recent Profile Visitors

29,488 profile views
  1. เริ่มแล้ววันนี้! "หลินฮุ่ย" ออกโชว์ตัวในส่วนจัดแสดงตามปกติแล้ว หลังสิ้นสุดการตั้งท้อง พร้อมให้เด็กๆ และนักท่องเที่ยวได้ชื่นชมความน่ารักแล้ว ตอนนี้ยังแยกโชว์กับ "ช่วงช่วง" หมีแพนด้าตัวผู้ เพื่อรอผู้เชี่ยวชาญตรวจสุขภาพและอัลตร้าซาวด์เพื่อวิเคราะห์อย่างละเอียด 29 มิ.ย.60 อีกครั้งหนึ่ง ณ สัตว์เชียงใหม่ วันที่ 23 มิถุนายน 2526
  2. "อีเลฟเว่นสตรีท"ออนไลน์มาร์เก็ตเพลสอันดับ 1 จากประเทศเกาหลี บุกเปิดตลาดเชียงใหม่ หลังมองเห็นศักยภาพของคนเชียงใหม่ ที่มีไลฟ์สไตล์และวิถีชีวิตของความเป็นเมืองมากขึ้น ขณะที่เอาใจขาช้อปชาวภาคเหนือ จัดโปรโมชั่นพิเศษ“โปรฮักคนเมือง” หลังประสบความสำเร็จจากการเปิดตัวในไทย ดึงดูดใจนักช้อปไทยแล้วกว่า 4 แสนคน หลังจากได้จัดงานเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมา ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิล์ด ในกรุงเทพมหานคร อีเลฟเว่นสตรีท (11street) ออนไลน์มาร์เก็ตเพลสอันดับ 1 จากประเทศเกาหลี ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ขายและผู้ซื้อชาวไทย โดยนับจนถึงเดือนพฤษภาคม 2560 มีผู้ขายที่เข้ามาร่วมขายของบนแพลตฟอร์มของอีเลฟเว่นสตรีทแล้“อีเลฟเว่นสตรีท” เอาใจชาวภาคเหนือ จัดพิเศษ “โปรฮักคนเมือง”หลังประสบความสำเร็จจากการเปิดตัวในไทย ดึงดูดใจนักช้อปไทยแล้วกว่า 4 แสนคน มีผู้ขายมากกว่า 16,000 รายและมีจำนวนสมาชิกที่เข้ามาสัมผัสประสบการณ์การช้อปปิ้งจากอีเลฟเว่นสตรีทแล้วกว่า 430,000 คน ถือเป็นอีคอมเมิร์ซเจ้าใหม่ที่มาแรงที่สุดของไทยในขณะนี้ ล่าสุด อีเลฟเว่นสตรีทได้จัดโปรโมชั่นใหม่ สำหรับผู้ขายและนักช้อปชาวเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง เป็นการเอาใจนักช้อปในเขตภาคเหนือ และเปิดให้ธุรกิจ เอสเอ็มอี และเจ้าของแบรนด์ ในภาคเหนือ ให้สามารถก้าวเข้าสู่การค้าออนไลน์กับอีเลฟเว่นสตรีทได้โดยง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น นาย ฮง โชล จอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อีเลฟเว่นสตรีท ประเทศไทย กล่าวว่า อีเลฟเว่นสตรีท เป็นออนไลน์มาร์เก็ตเพลสอันดับ 1 ของประเทศเกาหลี และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยสามารถก้าวขึ้นมาเป็นมาร์เก็ตเพลสชั้นนำได้ทั้งในตุรกี อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ผมเชื่อว่าจากประสบการณ์ความเชี่ยวชาญและความสำเร็จที่ผ่านมา เราจะสามารถนำเสนอประสบการณ์การซื้อขายออนไลน์ที่ใช้งานง่าย สะดวก และปลอดภัยให้กับนักช้อปและผู้ค้าชาวไทยทุกคน และขึ้นมาเป็นมาร์เก็ตเพลสออนไลน์อันดับหนึ่งในใจคนไทยได้อย่างแน่นอน “ที่ผ่านมาอีเลฟเว่นสตรีทได้รับการตอบรับที่ดีจากนักช้อปในเมืองไทย จากตัวเลข ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2560 เรามีสมาชิกถึงกว่า 4 แสนคน มีผู้ขายมากกว่า 16,000 ราย และมียอดผู้เข้าชมเฉลี่ยกว่า 17 ล้านครั้ง / เดือน ด้วยรายการสินค้าที่หลากหลายกว่า 4 ล้านรายการ และโปรโมชั่นโดนใจที่หมุนเวียนมาลดราคาตลอดทุกวัน เราจึงเป็นออนไลน์ช้อปปิ้งที่มาแรงที่สุดในขณะนี้” ด้าน นาย ยุน ชาง ซอง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเซลล์ อีเลฟเว่นสตรีท ประเทศไทย กล่าวถึงจุดเด่นของอีเลฟเว่นสตรีทที่สำคัญ “จุดเด่นอย่างหนึ่งของอีเลฟเว่นสตรีทคือเรามีการการันตีสินค้าราคาถูกที่สุดภายใต้โปรโมชั่น Shocking Deals ซึ่งหมุนเวียนสินค้ายอดนิยมมาลดราคาทุกวัน นอกจากนั้น เรายังมีสินค้าหลากหลายส่งตรงจากเกาหลีและประเทศอื่นๆ ทำให้นักช้อปชาวไทยสามารถเลือกซื้อได้ง่ายและสะดวกยิ่งกว่า “ยิ่งไปกว่านั้น อีเลฟเว่นสตรีทยังมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนธุรกิจไทย โดยเฉพาะธุรกิจออฟไลน์ ให้สามารถเข้าสู่การค้าออนไลน์ได้อย่างเข้มแข็ง เพื่อตอบรับกับไลฟสไตล์คนรุ่นใหม่ที่ใช้เวลาบนอินเตอร์เน็ตกันมากขึ้นเรื่อยๆ จุดเด่นสำหรับผู้ขายที่ไม่เหมือนใครของอีเลฟเว่นสตรีทคือ เรามีแคมปัสที่เป็นศูนย์บริการครบวงจรสำหรับผู้ขายถึง 3 แห่ง โดยมีการให้ความรู้และจัดการอบรมทั้งด้านการขาย การตลาด การขนส่งสินค้า และอื่นๆ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ในส่วนผู้ขายที่ไม่สะดวกเข้าร่วมการอบรมที่แคมปัสที่กรุงเทพฯ เราก็มีช่องทางออนไลน์ ทั้งทางยูทูปและเฟซบุ๊ก ไว้อำนวยความสะดวก เพื่อเป็นการช่วยยกระดับศักยภาพของธุรกิจไทยให้ก้าวไปอีกขั้น” โดยหลังจากที่ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากคนกรุงเทพฯ อีเลฟเว่นสตรีทใช้กลยุทธ์เดินสายแนะนำตัวให้เป็นที่รู้จักต่อกลุ่มเป้าหมายผ่านทางสื่อมวลชนท้องถิ่น โดยจังหวัดแรกคือเชียงใหม่ เพราะมองเห็นถึงศักยภาพของคนเชียงใหม่ ที่มีไลฟ์สไตล์และวิถีชีวิตของความเป็นเมืองมากขึ้น การช้อปปิ้งออนไลน์จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการจับจ่าย ในขณะเดียวกัน ถือเป็นโอกาสของธุรกิจในจังหวัดเชียงใหม่ที่ต้องการเปิดตลาดกว้างทั่วประเทศ และสำหรับการเดินทางมาแนะนำตัวกับสื่อมวลชนท้องถิ่นที่จังหวัดเชียงใหม่ในครั้งนี้ อีเลฟเว่นสตรีท ได้จัดโปรโมชั่นพิเศษ ได้แก่ •โปรฮักคนเมือง เอาใจนักช้อปในเขตภาคเหนือโดยเฉพาะ แจกโบนัสคูปองส่วนลดพิเศษ 11% ลดได้สูงสุดถึง 1,000 บาท ดาวน์โหลดได้ทุกวันตั้งแต่ 09:00 น. เป็นต้นไป เพื่อนำมาช้อปสินค้าที่ อีเลฟเว่นสตรีทได้สนุกในราคาประหยัด ตั้งแต่วันนี้ – 22 กรกฎาคม 2017 •โปรสำหรับผู้ขายใหม่ ลงทะเบียนเป็นผู้ขายกับอีเลฟเว่นสตรีทเป็นครั้งแรก พร้อมใส่โค้ด “11ST” รับเลย 3 ต่อ ฟรี! ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2560 1)รับแต้มผู้ขาย 999 แต้ม เพื่อนำมาใช้โฆษณาสินค้าบนอีเลฟเว่นสตรีท2)รับคูปองโฆษณา ทั้งประเภท Plus Bold และ Background จำนวน 10 ใบ3)และหากมียอดการสั่งซื้อครั้งแรกเกิดขึ้นภายใน 31 ธันวาคม 2560 รับเลย ชุดของขวัญพิเศษจากอีเลฟเว่นสตรีท “ถุงผ้า กล่องพัสดุลายอีเลฟเว่นสตรีท 3 ใบ และแฟลชไดรฟ์ โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเวบไซต์ http://www.11street.co.th โมบายแอพพลิเคชั่น 11street Thailand เฟซบุ๊ก “11street TH” http://www.facebook.com/11street.TH และอินสตาแกรม http://www.instagram.com/11streetth สำหรับผู้ขายที่สนใจเข้ามาร่วมขายสินค้ากับทางอีเลฟเว่นสตรีท เพื่อขยายตลาด เพิ่มยอดขาย และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่กว้างมากขึ้น สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เวบไซต์ของอีเลฟเว่นสตรีททาง http://www.11street.co.th/browsing/subContents.do?id=DP_FOOTER_162 เวบไซต์ของอีเลฟเว่นสตรีทแคมปัส http://www.11street.co.th/tpost/FrontTPostAction.do หรือเฟซบุ๊ก http://www.facebook.com/11street.THseller
  3. “Startup Thailand 2017” เดินหน้าขึ้นภาคเหนือมุ่ง”ล้านนา” ชู “Creative Valley@เชียงใหม่” โอกาสสร้างสรรค์ธุรกิจสตาร์ทอัพ “อรรชกา”ตั้งเป้ายกระดับพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้นภายใน 3 ปี เพิ่ม 1,200 ราย “Startup Thailand 2017 ”เดินหน้าต่อขึ้นภาคเหนือมุ่งล้านนา ส่งท้ายจัดงานส่วนภูมิภาคก่อนล่องสู่เมืองกรุงจัดงานปิดท้าย “สตาร์ทอัพ” ของปีนี้อย่างยิ่งใหญ่ ชูคอนเซ็ปต์ “เชียงใหม่…เมืองสร้างสรรค์” (Creative Chiang Mai) พร้อมหนุนให้เป็นเมืองแห่งศูนย์กลางของอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ ความสร้างสรรค์และนวัตกรรม “อรรชกา”ตั้งเป้าหมายการพัฒนาสตาร์ทอัพไว้ภายในระยะเวลา 3 ปี จะสามารถเพิ่มจำนวนสตาร์ทอัพได้ 400 รายต่อปี และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ 1,600 ล้านบาท ภายใน 5 ปี พร้อมก่อให้เกิดการจ้างงานในกลุ่มสตาร์ทอัพ4,000 คนต่อปี หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ / ดร.อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้กล่าวในโอกาสเดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน Startup Thailand 2017 ภาคเหนือ ครั้งที่ 4 ที่ จ.เชียงใหม่ ภายใต้แนวคิด “Creative Valley” ว่าการจัดงานครั้งนี้เพื่อเป็นการเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นและตั้งใจของรัฐบาลในการขับเคลื่อนและบ่มเพาะ “นักรบเศรษฐกิจใหม่” เป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ตลอดจนเป็นการสร้างความต่อเนื่องของกิจกรรมดังกล่าวให้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จึงได้จัดงาน Startup Thailand 2017 อีกครั้งในปีนี้ เพื่อกระจายโอกาสให้คนไทยได้เห็นถึงพลังของประชาคมสตาร์ทอัพที่นำไอเดียผนวกกับเทคโนโลยีมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ รวมถึงมาตรการสนับสนุนต่างๆ จากภาครัฐและเอกชนที่พร้อมให้การบริการอย่างเต็มที่ในงาน ดร.อรรชกา กล่าวต่อไปว่าภาคเหนือถือเป็นอีกหนึ่งภูมิภาคที่มีความสำคัญและมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นเขตเศรษฐกิจชั้นนำของอาเซียน และจังหวัดเชียงใหม่ยังเป็นศูนย์กลางของภาคเหนือทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การศึกษา การแพทย์ และมีความเป็นเอกลักษณ์ทั้งทางด้านศิลปวัฒนธรรม อาหาร วิถีชีวิต และในปัจจุบัน “เชียงใหม่…เมืองสร้างสรรค์” (Creative Chiang Mai) ได้รับการพัฒนาและสนับสนุน ให้เป็นเมืองแห่งศูนย์กลางของอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ ความสร้างสรรค์และนวัตกรรม ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจและการพัฒนาทางด้านสังคม อันนำไปสู่การพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของรัฐบาลไทยที่ต้องการดึงศักยภาพที่เป็นจุดแข็งและมีเอกลักษณ์โดดเด่นของเชียงใหม่เพื่อพัฒนาความสร้างสรรค์และความรู้ทางเศรษฐกิจ พื้นที่เชียงใหม่และกลุ่มจังหวัดทางภาคเหนือมีกลุ่มธุรกิจที่น่าสนใจหลากหลายด้าน เช่น ธุรกิจความงามและสุขภาพ กลุ่มธุรกิจเกษตรและอาหาร การศึกษา การท่องเที่ยวและโรงแรม รวมถึงไอที ซอฟต์แวร์/ดิจิทัลคอนเทนต์ ขณะเดียวกัน ภูมิภาคแห่งนี้ยังเป็นพื้นที่ที่มีสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สตาร์ทอัพจำนวนมากมีแนวความคิดสร้างสรรค์เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดด มีความเป็นสากล สามารถเติบโตออกไปสู่ตลาดโลกได้ และมีสตาร์ทอัพอีกหลายรายยังขาดการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างรวดเร็วและยั่งยืน ด้วยเหตุนี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ หวังว่าการจัดงาน Startup Thailand 2017 ครั้งนี้ จะเป็นกลไกหนึ่งในการสนับสนุนกลุ่มสตาร์ทอัพในสาขาต่างๆ ช่วยเสริมความสมบูรณ์ของ Startup Ecosystem ในภูมิภาคนี้ และเชื่อมโยงชุมชนกับการเติบโตของธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ตลอดจนการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่ผ่านการสร้างแรงบันดาลใจให้ชุมชนเห็นประโยชน์ของการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพัฒนาสร้างสรรค์ธุรกิจแบบใหม่ ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจและชุมชนได้ อันจะส่งผลระยะยาวต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม ecosystem และยกระดับคุณภาพของชุมชนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน “กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้ตั้งเป้าหมายการพัฒนาสตาร์ทอัพไว้ภายในระยะเวลา 3 ปี จะสามารถเพิ่มจำนวนสตาร์ทอัพ ได้ 400 รายต่อปี สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ 1,600 ล้านบาท ภายใน 5 ปี และเกิดการจ้างงานในกลุ่มสตาร์ทอัพ 4,000 คนต่อปี นอกจากนี้ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยเฉพาะใน 9 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่ถือเป็น New Engine of Growth ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต” ดร.อรรชกากล่าว ทั้งนี้ นอกจากภาครัฐจะมุ่งหวังให้กลุ่มสตาร์ทอัพเหล่านี้ สามารถเติบโตและพัฒนาอย่างยั่งยืนได้แล้ว ภาครัฐยังมุ่งหวังให้ สตาร์ทอัพเหล่านี้ มีศักยภาพ และเป็นกำลังสำคัญที่สามารถสนับสนุนการพัฒนายกระดับกลุ่มผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสาขาต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมหลักของประเทศด้วย ซึ่งจะส่งผลโดยรวมต่อการยกระดับอุตสาหกรรมของไทยทั้งระบบ และส่งเสริมการสร้างรายได้ และการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตามการพัฒนาสตาร์ทอัพนั้นจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาและเติบโตของสตาร์ทอัพ หรือ Startup Ecosystem ดังนั้น งาน Startup Thailand ที่จัดขึ้น จึงไม่ได้มุ่งเน้นแต่เพียงการเติบโตของสตาร์ทอัพกลุ่มเดียว หากแต่เพื่อมุ่งส่งเสริมสตาร์ทอัพและพัฒนา Startup Ecosystem ทั้งระบบ ให้สามารถส่งเสริมการพัฒนา และเอื้อประโยชน์ระหว่างกัน ซึ่งรวมถึงการพัฒนาเครือข่ายมหาวิทยาลัย การสนับสนุนกลุ่มนักลงทุน การสร้างเครือข่ายการพัฒนาระหว่างประเทศ และการสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับสตาร์ทอัพ จากแนวคิดการจัดงานในภูมิภาคเหนือครั้งนี้ภายใต้ธีม “Creative Valley” ได้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจและจุดประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้เป็นอย่างดี คือความมุ่งหวังและต้องการยกระดับการเติบโตของทั้งภูมิภาคไปพร้อมๆ กัน เพราะทุกคน ทุกธุรกิจถือเป็นส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศสู่การพัฒนาที่มั่นคงอย่างยั่งยืน” ดร.อรรชกากล่าวในตอนท้าย ด้านรองศาสตราจารย์สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์หลักของการจัดงานครั้งนี้ว่าเพื่อแสดงความพร้อมของประเทศไทยที่จะเป็นสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือการพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้นในอาเซียน และความพร้อมของภูมิภาคอาเซียน ในการเป็นภูมิภาคชั้นนำในการพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้น อีกทั้งเป็นแสดงจุดยืนและความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นประเทศเศรษฐกิจ ฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมส่งเสริม และสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยีรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพในการขยายธุรกิจและสร้างตลาดใหม่ (Scalable) สามารถเติบโตอย่างก้าวกระโดด (High growth) รวมไปถึงการเป็นเวทีในการระดมสตาร์ทอัพของประเทศให้มารวมตัวกันเพื่อสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันและสร้างโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยีรายใหม่ในประเทศไทย ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพได้พบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติและสร้างความตระหนักรับรู้ให้กับทุกคนในสังคมในการเป็นสตาร์ทอัพ เช่น นักเรียน นักศึกษา นักเรียนอาชีวะ เพื่อช่วยผลักดันให้เกิดสังคมแห่งผู้ประกอบการขึ้นในประเทศไทยและส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน การจัดงาน Startup Thailand 2017 ในปีนี้ ทางกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้จัดงานรวมทั้งสิ้น 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ ที่ผ่านมาได้จัดไปแล้ว 3 ครั้ง เริ่มตั้งแต่ภาคตะวันออก อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ภาคใต้ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ขอนแก่น ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 ที่มาจัดขึ้นที่ภาคเหนือจังหวัดเชียงใหม่ในระหว่างวันที่ 23-24 มิถุนายน 2560 ด้วยแนวคิด Creative Valley ที่มุ่งเน้นด้านนวัตกรรมสร้างสรรค์ และปิดท้ายก็จะจัดที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 6 - 9 กรกฎาคม 2560 ภายใต้แนวคิด Startup Thailand 2017 : SCALE UP ASIA วางเป้าหมายที่จะขยายฐานของสตาร์ทอัพโดยเริ่มต้นในระดับภูมิภาคอาเซียน จนไปถึงระดับเอเชีย สำหรับกิจกรรมสำคัญที่จะเกิดขึ้นภายในงาน ตลอด 2 วันได้แก่ Conference & Seminar: พบ กูรู และผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจสตาร์ทอัพมาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์แลกเปลี่ยนความรู้ Startup Showcase : การรวมตัวของเหล่าสตาร์ทอัพ มานำเสนอผลงานนวัตกรรม แนวคิด และการบริการที่สร้างสรรค์ Startup Ecosystem Showcase นิทรรศการที่รวบรวมกลุ่มผู้สนับสนุนทางธุรกิจภาคเอกชน นักลงทุน มหาวิทยาลัย และหน่วยสนับสนุน Startup Government Support : รวมบริการจากภาครัฐ เพื่อการสนับสนุนและการต่อยอดทางธุรกิจของสตาร์ทอัพ และ Pitching Challenge: กิจกรรมที่ค้นหาสุดยอดสตาร์ทอัพจากเวที Startup Thailand ภาคเหนือ โดยที่เชียงใหม่มีทีม Startup Thailand Pitching Challenge เข้าร่วมแข่งขันทั้งสิ้น 11 ทีม และคัดเลือกผู้ชนะเข้าไปในรอบชิงชนะเลิศ Startup Thailand Grand Pitching Challenge ที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 9 กรกฎาคม 2560 รวมไปถึงการจัดการแข่งขัน Startup Thailand League ซึ่งเป็นการแข่งขันการประกวดโมเดลทางธุรกิจของนักศึกษามหาวิทยาลัย สำหรับที่เชียงใหม่มีการแข่งขันทั้งหมด โดยที่เชียงใหม่มีมหาวิทยาลัยส่งนักศึกษาเข้าร่วมแข่งขันทั้งสิ้น 50 ทีมและจะคัดผู้ชนะเลิศจากทั้ง 4 ภาคมาแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ในวันที่ 9 กรกฎาคม ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ เช่นเดียวกัน รองศาสตราจารย์สรนิต กล่าวในที่สุด ด้านนายประจวบ กันธิยะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้กล่าวต้อนรับว่า ในนามของจังหวัดเชียงใหม่ ต้องขอขอบคุณกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้พิจารณาเลือกจัดงาน Startup Thailand ที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งหลังจากงาน Startup Thailand ในปีที่ผ่านมา ได้ก่อให้เกิดกระแสตื่นตัวเรื่องสตาร์ทอัพอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อการเติบโตของ Startup Ecosystem ของภาคเหนือเป็นอย่างมาก นายประจวบ กล่าวเพิ่มเติมว่า “จังหวัดเชียงใหม่เป็นเมืองที่มีความสวยงามทางวัฒนธรรม ผู้คนมีเสน่ห์ อัธยาศัยดีมีน้ำใจ เป็นแหล่งรวมงานศิลปะ หัตถกรรมและวัฒนธรรมที่ล้ำค่า อีกทั้งยังเป็นเมืองน่าอยู่และปลอดภัย มีสาธารณูปโภคสะดวกสบาย ค่าครองชีพไม่สูงมากนัก นอกจากนั้นยังมีการพัฒนาด้านการแพทย์และเทคโนโลยี การบริการที่พัก อสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ทำให้ปัจจุบันมีกลุ่มชาวต่างชาติเข้ามาอยู่อาศัยแบบระยะยาว (Long Stay) มากขึ้น อันดับหนึ่งได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น ตามมาด้วยสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย เยอรมนี แคนนาดา และเนเธอร์แลนด์ รวมกว่า 20,000 คน” ด้วยความพร้อมในทุกๆ ด้าน เชียงใหม่พร้อมเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษและเป็นศูนย์กลางความคิดสร้างสรรค์ พร้อมเป็นเมืองที่จะก่อให้เกิดการลงทุน การสร้างงานสร้างโอกาสได้อย่างแน่นอน และการจัดงานในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญของสตาร์ทอัพในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ ให้สามารถพัฒนาธุรกิจและสร้างโอกาสใหม่ๆ ทางการตลาดได้ ตลอดจนแสดงถึงศักยภาพและขีดความสามารถของสตาร์ทอัพที่เป็นจุดแข็งของประเทศไทยให้สามารถเติบโตในระดับสากลอีกด้วย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ: กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี: โทรศัพท์ 02-333-3700 ต่อ 3727- 3732 ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02-564-7000 ต่อ 71731
  4. ข่าวจากกรมการขนส่งทางบก 23 มิ.ย. 2560 กรมการขนส่งทางบก ร่วมกับ ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลมารับจ้างอย่างผิดกฎหมาย พร้อมขอความร่วมมือผู้ขับรถแท็กซี่ในระบบให้บริการอย่างมีคุณภาพ ปลอดภัย กรณีพบรถที่ต้องสงสัยว่าเป็นรถ UBER หรือ Grab car ให้แจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด ระบุ!!! ภาครัฐอยู่ระหว่างเร่งศึกษาความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการพัฒนารูปแบบการให้บริการแท็กซี่ที่มีความหลากหลายโดยจะคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะและประชาชนเป็นสำคัญ . นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยถึงเหตุการณ์กลุ่มคนขับแท็กซี่ทำการรุมล้อมรถยนต์คันหนึ่งที่เชื่อว่าเป็น UBER หรือ Grab Car ณ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบตามแนวทางปกติและเป็นไปตามมาตรการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการรักษาความปลอดภัยโดยทั่วไปตามหลักสากล ซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้วพบว่า รถคันดังกล่าวมิได้มีการนำมาใช้บริการในลักษณะรับจ้าง จึงได้แจ้งวัตถุประสงค์ของการตรวจสอบ พร้อมกล่าวขอโทษกับผู้ขับรถและผู้โดยสารด้วยความสุภาพ ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ กรมการขนส่งทางบกตระหนักและให้ความสำคัญกับการกำกับ ดูแล การให้บริการขนส่งสาธารณะทางถนนให้มีความปลอดภัยต่อประชาชนสูงสุด เพื่อไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งกันหรือความขัดแย้งที่อาจรุนแรง ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนและภาพลักษณ์ของประเทศ กรมการขนส่งทางบก โดยสำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ ได้มีการประชุมหารือร่วมกับจังหวัดเชียงใหม่ ตำรวจภูธรเชียงใหม่ มณฑลทหารบกที่ 33 การท่าอากาศยานเชียงใหม่ ภาคการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาแนวทางในการแก้ไขปัญหาการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลมารับจ้างอย่างผิดกฎหมาย และได้ร่วมกันลงพื้นที่เข้มงวดการบังคับใช้กฎหมาย สร้างความรับรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนใช้บริการรถสาธารณะที่ถูกต้องตามกฎหมาย รวมทั้งเน้นย้ำกับรถสาธารณะในพื้นที่ให้แจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อพบเห็นการให้บริการโดยใช้รถยนต์ส่วนบุคคล และกำชับให้งดเว้นพฤติกรรมอันจะก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2560 ได้หารือร่วมกันระหว่างสำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ การท่าอากาศยานเชียงใหม่ ตำรวจ ทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับผู้ประกอบการรถเเท็กซี่ รถบริการสนามบิน รถตู้ปรับอากาศประจำทาง (City Shuttle Bus) โดยได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการรถสาธารณะงดเว้นพฤติกรรมรุมล้อมรถที่ต้องสงสัยว่าเป็นรถ UBER หรือ Grab car กรณีพบรถยนต์ที่สงสัยให้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อทำการตรวจสอบจับกุมและลงโทษผู้ขับรถตามข้อหาความผิดอย่างเข้มงวด ทั้งนี้ หากตรวจพบพฤติกรรมรุมล้อมรถอีก สำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่จะได้พิจารณาลงโทษทั้งผู้ขับรถและผู้ประกอบการอย่างเข้มงวดเช่นกัน นอกจากนี้ การท่าอากาศยานเชียงใหม่จะจัดทำป้ายประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเข้าใจต่อประชาชนและนักท่องเที่ยว เพื่อทราบถึงการใช้บริการรถสาธารณะที่ได้จัดเตรียมไว้ให้ พร้อมจัดทำป้ายประชาสัมพันธ์ภายในอาคารผู้โดยสารเป็นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีนต่อไป . อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า ในทางคู่ขนาน กรมการขนส่งทางบกได้ชี้แจงทำความเข้าใจ ประชาสัมพันธ์แนะนำการใช้บริการรถโดยสารที่ถูกกฎหมายแก่ประชาชน และกวดขันจับกุมผู้ให้บริการผิดกฎหมายทั้งรถนอกระบบและรถแท็กซี่ในระบบที่กระทำความผิดทุกกรณี เช่น คนขับรถไม่มีใบอนุญาตขับรถสาธารณะ เก็บอัตราค่าโดยสารไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขประกอบการ เอาเปรียบผู้โดยสาร เพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิประโยชน์ และเพื่อความปลอดภัยของประชาชนโดยไม่เลือกปฏิบัติ สำหรับผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่น กรมการขนส่งทางบกยืนยันว่าสามารถกระทำได้แต่ต้องเป็นการเรียกให้รถแท็กซี่ที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น และกรมการขนส่งทางบกพร้อมให้การสนับสนุนเพื่อเพิ่มทางเลือกและประโยชน์สูงสุดของประชาชน ส่วนผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่นที่ยังไม่มีกฎหมายรองรับ เช่น UBER หรือ Grab Car กระทรวงคมนาคมได้แต่งตั้งคณะทำงานพิจารณากำหนดแนวทางนำแอพพลิเคชั่นมาใช้กับระบบการขนส่ง ประกอบด้วยผู้แทนจากกระทรวงคมนาคม กรมการขนส่งทางบก กรมสรรพากร กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ มณฑลทหารบกที่ 11 กองบัญชาการตำรวจนครบาล และ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งทางบกและจราจร โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการจัดจ้างที่ปรึกษา เพื่อทำการศึกษารูปแบบ แนวทางการแก้ไขปัญหา กรณีการนำรถยนต์ส่วนบุคคลมาให้บริการในรูปแบบรถแท็กซี่ผ่านการให้บริการโดยแอพพลิเคชั่น โดยกำหนดขอบเขตการศึกษาถึงผลดีผลเสียของการนำรถยนต์ส่วนบุคคลมาให้บริการในรูปแบบรถแท็กซี่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ วิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อระบบแท็กซี่เดิม เพื่อให้ได้แนวทางการแก้ไขปัญหาในระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว ตลอดจนแนวทางการแก้ไขปัญหา โดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะและการยอมรับของประชาชน ซึ่งหากผลการศึกษาดังกล่าวแล้วเสร็จ กรมการขนส่งทางบกจะได้เร่งดำเนินการทำความเข้าใจและประชาสัมพันธ์ให้กับผู้ขับรถยนต์รับจ้างสาธารณะ เพื่อจะได้ดำเนินการได้อย่างถูกกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป ลดความขัดแย้งของผู้ให้บริการ และมีทางเลือกให้กับผู้ใช้บริการได้มากยิ่งขึ้น . อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า กรมการขนส่งทางบก ได้ดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลที่จะยกระดับคุณภาพการให้บริการรถแท็กซี่สาธารณะ ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด โดยได้จัดทำโครงการ TAXI OK / TAXI VIP เป็นการยกระดับการให้บริการแท็กซี่ในปัจจุบัน โดยการติดตั้ง GPS Tracking และอุปกรณ์ส่วนควบอื่นๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และความมั่นใจในด้านความปลอดภัยในการเลือกใช้บริการรถแท็กซี่ในระบบ โดยเสนอแก้ไขกฎกระทรวงเกี่ยวกับรถแท็กซี่ทั้งสองฉบับ ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2559 และอยู่ในขั้นตอนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาส่งเรื่องให้กรมการขนส่งทางบก พิจารณายืนยันก่อนส่งให้กระทรวงคมนาคมลงนามและประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ภายในเดือนมิถุนายน 2560 คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในเดือนตุลาคมนี้ สำหรับ โครงการ TAXI OK เป็นการยกระดับการให้บริการแท็กซี่ในปัจจุบัน โดยการติดตั้ง GPS Tracking พร้อมอุปกรณ์แสดงตัวผู้ขับรถ, กล้อง CCTV, มีปุ่มฉุกเฉิน (ส่งข้อมูล Online มาที่ศูนย์ GPS ทันที), มีระบบแจ้งเตือนการใช้ความเร็ว รวมถึงจัดทำระบบเรียกใช้บริการผ่านแอพพลิเคชั่นทางโทรศัพท์มือถือ เพื่อตอบโจทย์การเข้าถึงการให้บริการ ส่วนโครงการ TAXI VIP หรือรถแท็กซี่ชนิดพิเศษ เป็นการเพิ่มทางเลือกในการให้บริการของประชาชน โดยใช้รถที่มีมาตรฐานขนาดตัวรถและสมรรถนะที่สูงกว่ารถแท็กซี่ทั่วไป เพิ่มอุปกรณ์ส่วนควบสำหรับให้บริการที่มีความสะดวกมากขึ้น เพิ่มเติมจากข้อกำหนดการติดตั้งเครื่องมือ อุปกรณ์ส่วนควบตามโครงการ TAXI OK และมีมาตรค่าโดยสารที่สามารถแสดงตำแหน่งเมื่อผู้โดยสารเริ่มใช้บริการและสิ้นสุดการใช้บริการ และผู้ประกอบการต้องเป็นนิติบุคคล มีความพร้อมทางธุรกิจ มีแผนการประกอบการแบบมืออาชีพ เป็นการเพิ่มโอกาส เพิ่มทางเลือกให้กับประชาชนผู้ใช้บริการ ด้านผู้ขับรถต้องผ่านการคัดกรอง โดยการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และต้องผ่านกระบวนการทดสอบใบอนุญาตขับรถสาธารณะ ผ่านการทดสอบขับรถจริงบนถนน พร้อมมีประวัติในฐานข้อมูลประวัติผู้ขับรถสาธารณะของกรมการขนส่งทางบกทุกคน . อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวทิ้งท้ายว่า กรมการขนส่งทางบกได้กำชับคณะทำงานจัดระเบียบรถสาธารณะในทุกจังหวัดซึ่งประกอบด้วยสำนักงานขนส่งจังหวัด ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานจังหวัด ให้ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความรับรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนได้รับทราบและใช้บริการรถสาธารณะที่ถูกต้องตามกฎหมาย รวมทั้งเน้นย้ำกับรถสาธารณะในพื้นที่ให้แจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อพบเห็นการให้บริการโดยใช้รถยนต์ส่วนบุคคล และกำชับให้งดเว้นพฤติกรรมอันจะก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญดังเช่น กรณีเหตุที่เกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ หรือที่จังหวัดชลบุรี เป็นต้น ซึ่งหากพบว่ามีพฤติกรรมดังกล่าวจะพิจารณาลงโทษขั้นเด็ดขาดทั้งผู้ขับรถและผู้ประกอบการ รวมทั้งติดตามเฝ้าระวังเพื่อไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งกันระหว่างรถสาธารณะในระบบและรถส่วนบุคคลที่นำมารับจ้างผ่านแอพพลิเคชั่น สำหรับประชาชนที่พบปัญหาจากการใช้บริการสามารถร้องเรียนทางสายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวในที่สุด
  5. มช. เปิดทำบัตรอนุญาตผ่านเข้า-ออก มหาวิทยาลัย วันที่ 3 ก.ค. – 29 ก.ย. 2560 นี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดให้ทำบัตรอนุญาตผ่านเข้า-ออกมหาวิทยาลัยเชียงใหม่สำหรับรถยนต์ ปี 2559-2561 รอบที่ 3 ในระหว่างวันที่ 3 กรกฎาคม 2560 ถึง 29 กันยายน 2560 เวลา 08.30 น. – 15.00 น. ในวันราชการ คุณพนิดา จอมจันทร์ยอง ผู้อำนวยการกองกลาง ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์รักษาความปลอดภัยและจัดระเบียบการใช้รถในพื้นที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ศปร.) แจ้งว่า การจัดทำบัตรอนุญาตสำหรับยานพาหนะเพื่อใช้ในการผ่านเข้าออกมหาวิทยาลัยรอบนี้ เปิดสำหรับยานพาหนะประเภทรถยนต์ ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2560 ถึง 29 กันยายน 2560 เพื่อจัดระบบการจราจรและการรักษาความปลอดภัยภายในพื้นที่มหาวิทยาลัย จัดเตรียมสถานที่จอดรถภายในพื้นที่มหาวิทยาลัยให้เพียงพอต่อปริมาณยานพาหนะที่ได้รับบัตรอนุญาตในแต่ละประเภท และรวบรวมข้อมูลยานพาหนะที่ได้รับบัตรอนุญาตของทุกส่วนงาน เพื่อรองรับการจัดระบบการจอดรถในพื้นที่ของส่วนงาน โดยอายุของบัตรอนุญาตใช้ได้ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2561 อัตราค่าทำบัตรอนุญาตผ่านเข้า-ออก -นักศึกษาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อัตรา 100 บาท/คัน/ครั้ง -บุคลากรและข้าราชการบำนาญของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อัตรา 100 บาท/คัน/ครั้ง -บุคคลภายนอก อัตรา 200 บาท/คัน/ครั้ง ในกรณีบัตรเก่าชำรุดหรือสูญหาย มีค่าทำบัตรใหม่ -นักศึกษาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อัตรา 50 บาท/คัน/ครั้ง -บุคลากรและข้าราชการบำนาญของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อัตรา 50 บาท/คัน/ครั้ง -บุคคลภายนอก อัตรา 100 บาท/คัน/ครั้ง เอกสารประกอบการยื่นขอทำบัตรอนุญาตผ่านเข้า–ออก - สำเนาคู่มือจดทะเบียนยานพาหนะ - สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือเอกสารที่ทางราชการออกให้ - สำเนาทะเบียนบ้าน - กรณีผู้ที่มีบัตรอนุญาตในรอบปี 2557–2559 ให้ยื่นเฉพาะแบบคำขอเท่านั้น กรณียกเว้นค่าทำบัตร - บุคคลที่มหาวิทยาลัยหรือส่วนงานเชิญมาร่วมดำเนินงานของมหาวิทยาลัยหรือส่วนงานในฐานะใดฐานะหนึ่ง โดยขอให้แนบสำเนาประกาศหรือคำสั่งแต่งตั้ง หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องมาด้วย - บุคลากร และข้าราชการบำนาญของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยกเว้นเฉพาะบัตรรถยนต์คันแรกในรอบปี 2559-2561 เท่านั้น สำหรับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อนุญาตให้นักศึกษายื่นขอทำบัตรอนุญาตผ่านเข้า–ออกมหาวิทยาลัย ได้คนละ 1 คัน โดยรถที่นักศึกษายื่นขอทำบัตรจะต้องเป็นรถที่มีชื่อของตนเองเป็นเจ้าของเท่านั้น หรือหากเป็นรถของผู้ปกครองให้แนบหลักฐานสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของผู้ปกครองด้วย พร้อมลงนามรับรองในแบบคำขอ ในส่วนของบุคลากรของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ส่วนงานต้นสังกัดรวบรวมและยื่นแบบคำขอ เอกสารประกอบพร้อมเงินค่าทำบัตร ไปที่ศูนย์รักษาความปลอดภัยและจัดระเบียบการใช้รถในพื้นที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ศปร.) สำนักงานมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ หากบุคลากรท่านใดที่ไม่มีข้อมูลในระบบ CMU-MIS ขอให้หัวหน้าส่วนงานลงนามรับรองในแบบคำขอ ผู้ที่ประสงค์ทำบัตรฯ สามารถดาวน์โหลดแบบคำขอทำบัตรอนุญาตผ่านเข้า-ออก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ที่เว็บไซต์กองกลาง สำนักงานมหาวิทยาลัย http://general.oop.cmu.ac.th/grantcard59_3/ และยื่นแบบคำขอได้ที่ งานรักษาความปลอดภัย ศูนย์รักษาความปลอดภัยและจัดระเบียบการใช้รถในพื้นที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ศปร. มช.) สำนักงานมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในวันและเวลาราชการจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30 น. – 15.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0-5394-1190 และ 0-5394-1199 ข้อมูล ศูนย์รักษาความปลอดภัยและจัดระเบียบการใช้รถในพื้นที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ งานประชาสัมพันธ์ กองกลาง รายงาน
  6. จังหวัดเชียงใหม่ชวนปั่น จักรยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร (ปั่นไปปลูก) วันที่ 28 กรกฎาคม จากศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติฯ ไปยังอุทยานหลวงราชพฤกษ์ ตั้งเป้านักปั่นเข้าร่วม 1 หมื่นคน วันที่ 22 มิถุนายน 2560 ที่ห้องประชุมชั้น 4 อาคารอำนวยการ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ นายประจวบ กันธิยะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ประชุมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและตัวแทนชมรมจักรยานในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเตรียมจัดกิจกรรมปั่นจักรยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร (ปั่นไปปลูก) ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2560 เวลา 15.00 น. เส้นทางจากศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียติ 7 รอบพระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้ถนนเลียบคันคลองชลประทาน ระยะทาง 15 กิโลเมตร ไปยังอุทยานหลวงราชพฤกษ์ เพื่อร่วมกิจกรรมปลูกป่าอย่างพร้อมเพรียงกัน การจัดกิจกรรมดังกล่าวเป็นหนึ่งในกิจกรรมเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และร่วมกิจกรรมปลูกป่า ของชาวเชียงใหม่ โดยตั้งเป้าหมายมีนักปั่นและประชาชนทั่วไปเข้ารวม ประมาณ 1 หมื่นคน ซึ่งที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางการจัดระเบียบ ลงทะเบียนและรับเสื้อ การอำนวยความสะดวกด้านการจราจร จัดจุดรับ-ส่งจักรยานสำหรับประชาชนที่เข้าร่วมกิจกรรม รวมถึง การตั้งจุดบริการน้ำดื่ม อาหารและอาหารว่าง การดูแลรักษาความปลอดภัยตลอดเส้นทาง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า เมื่อมีการกำหนดรูปแบบการจัดงานที่ชัดเจน จังหวัดเชียงใหม่จะได้ประชาสัมพันธ์เชิญชวน เด็ก เยาวชน ประชาชน และผู้สนใจสมัครเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีของชาวเชียงใหม่ต่อไป. ////////// อธิชัย ต้นกันยา – ส.ปชส.เชียงใหม่ 22 มิถุนายน 2560
  7. บ้านเมืองล้านนา เราน่าอยู่ ปลอดภัยครับ... Cr.กำนันโหน่ง
  8. ผู้ใดรับคนต่างด้าวเข้าทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน มีอัตราโทษปรับตั้งแต่ 400,000 บาท ถึง 800,000 บาท ต่อต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน ขอบคุณข้อมูลจากคุณ ‎Bier Leven อ่านฉบับเต็มๆ ได้ที่ http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/A/065/1.PDF
  9. ด้วยเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2560 ตำรวจภูธรภาค 5 และ บก.สส.ภ.5 ได้จับกุมคนร้ายพร้อมของกลางเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ,คอมพิวเตอร์ และ อุปกรณ์กล้องวงจรปิด ซึ่งได้หลอกลวงผู้เสียหายที่เป็นเด็กผู้หญิงอายุ 13 ปี ให้ถอดเสื้อผ้าจนโป๊เปลือยและคนร้ายได้อัดวีดีโอคลิปไว้ดูและนำมาข่มขู่ผู้เสียหายในภายหลัง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมตัวคนร้ายนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี พฤติการณ์ในการกระทำผิด กล่าวคือ คนร้ายใช้โปรแกรมสไกป์(Skype)และเฟซบุ๊ก (Facebook) เข้าไปชักชวนกลุ่มผู้เสียหายที่ใช้อินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นเด็กผู้หญิงอายุน้อยมาพูดคุยด้วย โดยใช้วิธีการแต่งเรื่องและสร้างตัวละครปลอมขึ้นมา จากนั้นเข้าไปพูดคุยกับผู้เสียหายเพื่อให้หลงเชื่อว่า กำลังมีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อแคท(ตัวละครที่แต่งขึ้น) กำลังถูกข่มขืนกระทำชำเราโดยนายดำ(คนขับคิวรถ)(ตัวละครที่แต่งขึ้น) และขอให้ผู้เสียหายช่วยเหลือเพื่อให้ลดจำนวนครั้งในการถูกข่มขืน โดยผู้เสียหายจะต้องถอดเสื้อผ้าจนโป๊เปลือยโชว์ให้คนร้ายดูผ่านวีดีโอคอลของโปรแกรมสไกป์(Skype) และเฟซบุ๊ก(Facebook)เพื่อที่คนร้ายจะใช้ดูเพื่อสำเร็จความใคร่ของตนเอง จากนั้นคนร้ายได้อัดวีดีโอหรือถ่ายภาพเก็บไว้และนำไว้ข่มขู่ผู้เสียหายให้ยอมถอดเสื้อผ้าในลักษณะอนาจารอีกจำนวนหลายครั้ง นอกจากนี้คนร้ายยังมีการสร้างเรื่องราวและตัวละครปลอมขึ้นมาใหม่เรื่อยๆ เพื่อต่อเรื่องราวให้ผู้เสียหายยินยอมพูดคุยและต้องถอดเสื้อผ้าร่างกายให้คนร้ายดู และคนร้ายยังได้สร้างตัวละครปลอมที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจมาพูดคุยกับผู้เสียหาย เพื่อตรวจสอบว่าผู้เสียหายได้มีการมาแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือไม่ ซึ่งภายหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมคนร้ายรายนี้ได้ ยังตรวจสอบพบรูปภาพของเด็กผู้หญิงในลักษณะโป๊เปลือยรายอื่นอีกจำนวนหลายคนซึ่งตำรวจภูธรภาค ๕ อยู่ระหว่างติดตามตัวมาให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อไป ทีมงานโฆษก ตร. จึงขอประชาสัมพันธ์ข่าวแจ้งเตือนให้ประชาชนได้รับรู้ถึงภัยอันตรายในลักษณะดังกล่าวที่อาจเกิดขึ้นกับบุตรหลานของท่านได้ในอนาคต หากท่านใดมีเบาะแสหรือทราบการกระทำความผิดในลักษณะดังกล่าวโปรดมาแจ้งยัง ศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) หมายเลขโทรศัพท์ 1599 หรือ สายด่วนแจ้งเหตุด่วน เหตุร้าย หมายเลขโทรศัพท์ 191
  10. # ดนตรีในสวนสัญจร เติมสุขให้คนเชียงใหม่ # วันอาทิตย์ ที่ 2 กรกฎาคม 2560 นี้ คนเชียงใหม่ และจังหวัดใกล้เคียง เตรียมพบกับ “ดนตรีในสวน กรมประชาสัมพันธ์ มองทองเมืองไทย เชียงใหม่เมืองงามวัฒนธรรม สุขล้ำดนตรีในสวน พบ ศิลปินพื้นเมืองเชียงใหม่ และวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ เต็มวง ชมฟรี !! ตั้งแต่เวลา 17.30 น.เป็นต้นไป ณ ลานพระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
  11. เชียงใหม่-สุดปลื้มชื่นชมโรงเรียนเทศบาลมาตรฐานเอกชน สุดปลื้มคุณแม่แห่แชร์เรื่องราวโรงเรียนเทศบาลเทศบาลมาตรฐานเอกชน สนับสนุนอุปกรณ์กีฬานานาชนิดรวมถึงสระว่ายน้ำให้เด็ก ด้านผู้อำนวยการเผยสอนคนให้เป็นคนมีกิจกรรมให้เด็กนอกจากการเรียนการสอนทั่วๆไป และมีความเชื่อว่า ถึงแม้ว่าเด็กทุกคนจะมีความแตกต่างกันแต่สามารถเรียรรู้และพัฒนาได้ตามศักยภาพภาพของแต่ละคน จากกรณีมีเรื่องส่งต่อกันมาเรื่องราวสุดประทับใจของผู้ปกครองรายหนึ่งเกี่ยวกับการย้ายโรงเรียนให้ลูกสาวจากโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งมาโรงเรียนเทศบาลหางดง(ประชาคมสร้างสรรค์) ต.หางดง อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ผลปรากฏว่าลูกสาวมีความสุขขึ้นมากและมีความพร้อมทั้งสถานที่และการสนับสนุนกีฬาระดับมาตรฐาน ทั้งสนามวิ่งลู่วิ่งที่นุ่ม สระว่ายน้ำ และการเรียนการสอนแสดงลิเก โดยมีเรื่องส่วต่อกันในโลกโซเชียลอย่างมาก เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 21 มิ.ย.60 ที่อาคาร 1 ชั้น 2 โรงเรียนเทศบาลหางดง(ประชาคมสร้างสรรค์) ต.หางดง อ.หางดง จ.เชียงใหม่ นายสุเทพ อินตาวงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาลหางดง(ประชาคมสร้างสรรค์) โดยการบริหารของ ดร.จำรูญ เร่งถนอมทรัพย์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลหางดง ได้พูดคุยกับคุณแม่คนดังกล่าวทราบชื่อภายหลังว่า นางสร้อยแก้ว คำมาลา อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 120/3 หมู่ 8 ต.หารแก้ว อ.หางดง จ.เชียงใหม่ นักเขียนอิสระ พร้อมลูกสาว ด.ญ.ตาน้ำ คำมาลา อายุ 8 ขวบ โดยน้องตาน้ำเปิดเผยว่ามาอยู่ที่โรงเรียนใหม่มีความสุขมาก ได้เรียนและเล่นกีฬาต่างๆทั้งวิ่งว่ายน้ำ และได้เล่นลิเกด้วย ด้านนางสร้อยแก้ว คำมาลา อายุ 45 ปี คุณแม่ กล่าวว่า ตอนแรกได้ย้ายน้องจากโรงเรียนเอกชนมาโรงเรียนรัฐบาล ก็พึ่งมาทราบว่าที่โรเงรียนแห่งนี้ให้สนับสนุนการกีฬากิจกรรมทุกอย่างของเด็ก โดยมีเครื่องกีฬามาตรฐาน ทั้งสระน้ำที่จะหาได้ยากในโรงเรียนรัฐหรือของเทศบาล ตนจึงนำเรื่องไปเขียนบอกเล่าในกลุ่มเพื่อนๆ แต่ก็มีคนแชร์ไปจนส่งเรื่องบอกต่อกันไปจนโด่งดัง นายสุเทพ อินตาวงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาลหางดง(ประชาคมสร้างสรรค์) เปิดเผยว่า สังคมไทยเข้าใจการศึกษามากขึ้น โรงเรียนเราเน้นการเรียนอย่างมีความสุขสอนคนให้เป็นคน เน้นการสอนที่เด็กเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ มีกิจกรรมให้เด็กนอกจากการเรียนการสอนทั่วๆไป และมีความเชื่อว่า ถึงแม้ว่าเด็กทุกคนจะมีความแตกต่างกันแต่สามารถเรียรรู้และพัฒนาได้ตามศักยภาพภาพของแต่ละคน ภาพและข่าวโดยทีมข่าว CM108.com