ตามค้านประตูระบายน้ำ แต่เสียงส่วนใหญ่เอาด้วย
การจัดเวทีประชาคม รับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยเนื่องจากน้ำเหนือหลากเข้าท่วมเมืองเชียงใหม่ซ้ำซาก กรมชลประทานจึงเสนอรัฐบาลแก้ปัญหาด้วยการสร้างประตูระบายน้ำกลางแม่น้ำปิงที่ ต.ป่าแดด ใต้เมืองเชียงใหม่ จากนั้นจะรื้อฝายหินทิ้งที่ขวางกั้นกลางแม่น้ำปิง 3 ลูกออก จะสามารถควบคุมระดับน้ำ และปล่อยน้ำลงไปได้รวดเร็ว โดยไม่ให้เอ่อท่วมเมือง ซึ่งมีการรับฟังความคิดเห็นมาแล้ว 3 ครั้ง ๆ แรกที่สำนักงานเทศบาลนครเชียงใหม่ ครั้งที่ 2 ที่ศาลาเฉลิมพระเกียรติ บ้านบ่อน้ำเย็น ม. 11 ต.ป่าแดด ครั้งที่ 3 ที่ ร.ร.เทคโนโลยีเอเชีย และหลังสุดครั้งที่ 4 ที่ห้องโสตฯ ร.ร.พระหฤทัย ถ.เจริญประเทศ ซึ่งเป็นจุดที่น้ำท่วมซ้ำซาก เมื่อบ่ายวันที่ 10 ส.ค.ผ่าน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ครั้งนี้ก็ยังมีคณะทำงานชุดเดิม โดย ดร.วสันต์ จอมภักดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มช. เป็นประธานเปิด นายสกล หาญพิทักษ์กุล ผอ.โครงการก่อสร้าง 2 นายกิตติพร ฉวีสุข หน.กลุ่มงานวิศวกรรมบริหารโครงการฯ นายประพันธ์ เครือปาน หน.ฝ่ายวิศวกรรมฯ และนายอภิวัฒน์ ภูมิไธสง หน.กลุ่มพิจารณาโครงการ ร่วมกันชี้แจงถึงความเป็นมาตั้งแต่เกิดอุทกภัยขึ้นในเมืองเชียงใหม่ปี 2548 มีนางธารทิพย์ ทองงามขำ ประชาสัมพันธ์จังหวัด นส.ทิพย์วรรณ เทศบุตร ผช.ปชส.จังหวัดร่วม โดยตัวแทนชลประทานย้ำถึงการแก้ปัญหาได้แน่นอนหากสร้างประตูระบายน้ำ แม้ระดับน้ำจะมากถึง 800 ลบ.ม.ต่อวินาทีก็ตาม นอกจากนั้นยังจะขุดลอกปากประตูเหมืองทั้ง 3 แห่งทำให้น้ำไหลเข้าสู่พื้นที่การเกษตรได้สะดวกขึ้น
การเปิดประชาคมครั้งนี้นอกจากมีตัวแทนจากชุมชนย่านถนนเจริญประเทศและ ร.ร.ต่างๆ ที่อยู่ย่านนั้นเข้าร่วม ยังมีนายสมาน ทัดเที่ยง ตัวแทนผู้ใช้น้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารามาร่วมสนับสนุน และให้ความเห็น แต่ที่ขาดไม่ได้เห็นจะเป็น นางพาที ชัยนิลพันธ์ ประธานชุมชนวัดเกตการาม ซึ่งเกาะติดมาแล้ว 3 เวทีเพื่อคัดค้านโครงการโดยนำเอกสารข้อเรียกร้องและเสนอแนะมอบให้ตัวแทนชลประทานและแจกผู้เข้าร่วมเวทีประชาคม พร้อมกับพูดย้ำเช่นเดิมว่าจะต้องแก้ปัญหาทั้งระบบ ตั้งแต่ป้องกันการบุกรุกทำลายป่า การปลูกพืชเชิงเดี่ยวทำให้ดินตกตะกอนแม่น้ำปิงตื้นเขิน และลำน้ำคับแคบ ที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการเพราะหากกั้นแม่น้ำปิงแล้วจะทำให้ระดับน้ำสูงท่วมบ้านอยู่อาศัย แต่หากไปสร้างเหนือเมือง เช่นที่แม่แตง และเชียงดาวจะไปช่วยประชาสัมพันธ์ชักชวนให้คนในพื้นที่ร่วมมือด้วย นางพาทีกล่าวตอนหนึ่งว่า ตนไม่อยากพูดมากไปกว่านี้ เพราะจะทำให้เจ้าหน้าที่ชลประทานสะเทือนใจ
อย่างไรก็ตาม มีผู้แสดงความเห็นด้วยก็มีหลายราย และเมื่อมีการแจกแบบสอบถาม ก็มีผู้ให้ความเห็นว่าควรจะเร่งแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเมืองเชียงใหม่ตามหลักวิชาการที่ถูกต้อง ซึ่ง นส.ทิพย์วรรณ เทศบุตร ผช.ประชาสัมพันธ์จังหวัดกล่าวว่า เท่าที่ดูคร่าว ๆแบบสอบถามส่วนใหญ่เห็นด้วย ซึ่งจะได้มอบให้กับ ม.ราชมงคลฯ เป็นผู้ประเมิน สำหรับการทำประชาพิจารณ์ครั้งต่อไป กำหนดขึ้นในวันที่ 25 ส.ค. ที่ชุมชนฟ้าฮ่าม ส่วนวันที่ 26-27 ส.ค. กำลังจะหาสถานที่ต่อไป.
เวทีประชาคมวุ่นมีผู้ค้าน โครงการประตูน้ำฯ
ตามที่สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่ร่วมกับสถานีวิทยุ สวท. เชียงใหม่ และผู้แทนจากสำนักงานชลประทานที่ 1 จัดเวทีประชาคมว่าด้วยปัญหาน้ำท่วมทั้งระบบมา 2 ครั้งคือที่สำนักงานเทศบาลนครเชียงใหม่ ที่บ้านบ่อน้ำเย็น ต.ป่าแดด และครั้งที่ 3 ที่ ร.ร.เทคโนโลยีเอเชีย เมื่อวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมา นอกจากนั้นยังมีอีกนัดในวันอาทิตย์ที่ 10 ส.ค. ที่ห้องโสตฯ ร.ร.พระหฤทัย ถ.เจริญประเทศ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบทุกกลุ่มในเขตอำเภอเมือง และสารภี กับโครงการสร้างประตูระบายน้ำมูลค่า 464 ล้านบาท บริเวณ ต.ป่าแดด ใต้เมืองเชียงใหม่ ซึ่งตัวแทนชลประทานยืนยันจะสามารถป้องกันอุทกภัยเอ่อล้นท่วมเมืองได้แน่นอน แม้ระดับน้ำจะสูงและมีปริมาณไหลหลากถึงระดับ 800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีก็ตามนั้น
เมื่อบ่ายวันที่ 9 ส.ค. เวทีประชาคมครั้งที่ 3 ที่ ร.ร.เทคโนโลยีเอเชีย มี ดร.วสันต์ จอมภักดี จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มช. เป็นประธานเปิด มีนายสกุล หาญพิทักษ์กุล ผอ.โครงการก่อสร้าง 2 นายกิตติพร ฉวีสุข หน.กลุ่มงานวิศวกรรมบริหารโครงการฯ และคณะร่วมกันชี้แจงถึงความเป็นมาตั้งแต่เกิดอุทกภัยขึ้นในเมืองเชียงใหม่ปี 2548 ซึ่งหนักที่สุด ว่าจำเป็นต้องวางระบบแก้ไขไว้ เพราะความเสียหายเกิดขึ้นมหาศาล การลงทุนสร้างประตูระบายน้ำถือว่าคุ้มค่าที่สุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการเปิดประชาคมครั้งนี้ต่างจากเวทีที่ ต.ป่าแดด ซึ่งส่วนใหญ่มีผู้เห็นด้วยกับโครงการ แต่ครั้งนี้มีตัวแทนจากชุมชนวัดเกตการาม และผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 ต.หนองหอย เห็นแตกต่างมีการกล่าวถึงทางราชการไม่ได้ดูแลเมื่อเกิดน้ำท่วมใหญ่ บ้านของประธานชุมชนจมน้ำมากกว่าคนอื่น จึงไม่เห็นด้วย นอกจากนั้นยังพาดพิงถึงการที่ประชาสัมพันธ์จังหวัดนำคณะไปดูเขื่อนเจ้าพระยาก็พาไปไม่ทั่วถึง กับจัดฉากหาคนมาให้สัมภาษณ์แต่ทางบวก แต่คณะของชุมชนวัดเกตออกเงินไปดูเอง ได้ข้อมูลตรงกันข้าม
อย่างไรก็ตามมีตัวแทนจากหมู่บ้านเชียงแสน ริมทางรถไฟแสดงความเห็นว่าอยู่มานานไม่เคยเกิดน้ำท่วม แต่พอมาปี 2548 เกิดน้ำท่วมสูงมาก จึงขอให้เร่งพิจารณาแก้ไขทั้งระบบ เพื่อไม่ให้เกิดซ้ำซากอีก ซึ่งตัวแทนชลประทานยืนยันหากโครงการเกิดจะแก้ปัญหาได้แน่นอน ทางด้านนางธารทิพย์ ทองงามขำ ประชาสัมพันธ์จังหวัดและผู้ดำเนินรายการ กล่าวว่าเวทีประชาคมจะจัดขึ้นอีกวันอาทิตย์นี้ จากนั้นจะจัดอีก 3 นัด แต่ยังไม่ได้กำหนดวัน ส่วนชุมชนที่ประสงค์จะไปดูเขื่อนเจ้าพระยาต้นแบบที่จะนำมาสร้างประตูระบายน้ำเชียงใหม่ก็พร้อมจะจัดพาหนะให้
ที่ฝายท่าวังตาล เมื่อสายวันที่ 10 ส.ค. องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ส่งรถแบคโฮเข้าทำงานซ่อมฝาย คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ซ่อมแซม และหากเป็นไปได้อยากให้เสร็จภายใน 12 ส.ค.นี้ ขณะที่การส่งน้ำเข้าลำเหมืองท่าวังตาล ชลประทานได้ใช้สูบพญานาค 3 ตัวระดมสูบส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตร ด้านชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงฝายได้รับผลกระทบจากตลิ่งพังหลายจุด เช่น จุดลงเรือนำเที่ยวของนายปรีชา นาคงามขำ เจ้าของเรือริเวอร์ครุยส์ กล่าวว่าหลังจากฝายพังระดับน้ำตื้นเขินต้องหยุดกิจการ ต่อมาอีกวันตลิ่งของร้านก็พังลงจึงเร่งซ่อมแซม และว่าหากฝนไม่ตกระดับน้ำต่ำกว่านี้เชื่อว่าจะเกิดตลิ่งพังเพิ่มขึ้นแน่นอน จึงเรียกร้องให้ทางการเร่งซ่อมแซมฝายให้เสร็จโดยเร็ว.
ที่มา : บุณย์ มหาฤทธิ ไทยนิวส์