ช่วยเหลือ - ค้นหา - รายชื่อสมาชิก - ปฏิทิน
เวอร์ชั่นเต็ม: กะเหรี่ยงฮือต้านศาสนาคริสต์ ที่ลำพูน
เชียงใหม่ร้อยแปด CM108 > News Zone > ข่าวประจำวัน
ผู้สื่อข่าวออนไลน์


กะเหรี่ยงฮือต้านศาสนาคริสต์
.............ต้านคริสต์................

กะเหรี่ยงที่นับถือผีในบ้านผาด่าน จ.ลำพูน ประชุมขับไล่ผู้เผยแพร่ศาสนาคริสต์ และผู้นับถือคริสต์ออกจากพื้นที่ ขู่จะทำร้ายและฆ่าทิ้ง อ้างชาวบ้านนับถือผีบรรพบุรุษมาช้านาน ไม่ยอมรับศาสนาอื่น เพราะเป็นสาเหตุทำให้แตกแยก ล่าสุดบุกเผาโบสถ์คริสต์วอด ด้านผู้เผยแพร่ศาสนาคริสต์ในพื้นที่เกรงไม่ปลอดภัย ยื่นเรื่องให้ตำรวจภาค 5 ช่วยแล้ว พร้อมยืนยันจะทำหน้าที่เผยแพร่ศาสนาต่อไป เพราะถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล และไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

เมื่อวันที่ 28 ก.ค.51 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้รับคำบอกเล่าจากนายวรพงษ์ ตาพอ ผู้เผยแพร่ศาสนาคริสต์ ให้ไปสังเกตการณ์ที่บ้านผาด่าน หมู่ที่ 10 ต.ทากาศ อ.แม่ทา จ.ลำพูน ห่างออกไปจากบ้านทากาศประมาณ 5 กิโลเมตร ทั้งนี้สืบเนื่องจากมีผู้ใหญ่บ้านผาด่านฯ ได้เรียกประชุมในหมู่บ้านเพื่อเจราจาปัญหาเกี่ยวกับการเผยแพร่ศาสนาคริสต์เข้าในหมู่บ้าน โดยที่ผ่านมาได้เกิดปัญหาทะเลาะกันมาตลอดเวลาระหว่างชาวกะเหรี่ยงที่นับถือผี กับผู้เผยแพร่ศาสนาคริสต์ ซึ่งส่อเค้าจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และล่าสุดเมื่อต้นปี 2551 มีการเผาโบสถ์คริสต์เสียหายไปทั้งหลัง จากนั้นได้มีการแจ้งความกันแต่ทางผู้นำศาสนาคริสต์ ไม่เอาความ แต่ยังมีเรื่องบาดกันมาโดยตลอด ซึ่งการประชุมครั้งนี้ มีนายสีมา ยอดเขา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 10 บ้านผาด่านเป็นประธานในการประชุม

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายสีมา ยอดเขา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 10 บ้านผาด่านฯ กล่าวว่าที่ผ่านมา ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยที่จะนำศาสนาอื่นเข้ามาเผยแพร่ในหมู่บ้าน ซึ่งตลอดเวลามีการต่อต้านศาสนาคริสต์มาโดยตลอด ชาวบ้านทั้งหมดอยู่ในชุมชนกะเหรี่ยงที่เก่าแก่และนับถือผีแบบดั้งเดิม ซึ่งชาวบ้านนับถือผี และบรรพบุรุษมานานแล้ว เมื่อมีศาสนาอื่นเข้ามาจะทำให้เกิดความแตกแยกชาวบ้านจะแบ่งออกเป็นหมู่เป็นเหล่า

ด้านนายวรพงษ์ ตาพอ ผู้นำและผู้เผยแพร่ศาสนาคริสต์ เปิดเผยว่า ตนได้ไปเผยแพร่ศาสนาที่หมู่บ้านผาด่านเป็นเวลานานกว่า 7 ปีแล้ว ที่ผ่านมาได้มีผู้นำหมู่บ้านบ้านไม่ว่าผู้ใหญ่บ้านและผู้นำทางองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นตลอดจนวัยรุ่นในหมู่บ้าน ขู่ทำร้ายมาโดยตลอด ตนได้แต่ทำเฉย แต่ยังมีการต่อต้านทุกรูปแบบมาตลอด ซึ่งตนได้ยอมทุกอย่างไม่ให้เกิดเรื่องรุนแรง แต่เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2551 ที่ผ่านมาได้มีคนร้ายมาเผาโบสถ์คริสต์ ในพื้นที่เสียหายทั้งหลัง ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ทากาศ มาดูที่เกิดเหตุและมีตำรวจวิทยาการมาทำบันทึกหลักฐานทุกอย่าง แต่หลังจากนั้นทางอำเภอแม่ทาได้เรียกประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้านนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเพื่อหารือกัน เพื่อยุติปัญหาทั้งหมดทั้งเกิดขึ้น โดยตนไม่ขอเอาความกับผู้เผาทำลายโบสถ์แต่อย่างใด และจะขออยู่ร่วมกันอย่างสันติภาพ แต่เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมานี้ได้มีการข่มขู่เอาถือชีวิต ตนคิดว่าไม่ปลอดภัย จึงได้ปรึกษากับผู้ใหญ่ทางศาสนาคริสต์หลายท่าน

ซึ่งได้ข้อสรุปว่า จะต้องทำหนังสือยื่นถึง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหนังสือมีเนื้อหาคือต้องการให้ความยุติธรรมและรักษาความปลอดภัยให้กับตนและผู้นับถือศาสนาคริสต์ทั้งหมด โดยตนจะยืนยันว่าจะเผยแพร่ศาสนาที่บ้านผาด่านต่อไป เพราะถือว่าผืนแผ่นดินไทยบุคคลใดสามารถนับถือศาสนาใดก็ได้โดยมีความชอบธรรมในกฎหมายรัฐธรรมนูญทุกอย่าง และขอดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดกรณีเผาโบสถ์ คริสต์บ้านผาด่านทุกรายและให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยมากกว่านี้

ด้าน พลตำรวจตรี จิรุจจ์ พรหโมบล รองผู้บัญชาการตำรวจผู้ธรภาค 5 เปิดเผยว่าหลังจากได้รับหนังสือร้องเรียนได้สั่งให้ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดลำพูนและ ตำรวจ สภ.ทากาศ ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดในการเผาโบสถ์คริสต์ทุกคน คาดว่าจะจับผู้ต้องหามาดำเนินคดีได้ภายในเร็ว ๆ นี้อย่างแน่นอน เพราะตำรวจในพื้นทีมีข้อมูลอยู่แล้ว นอกจากนี้ได้กำชับให้ตำรวจในพื้นที่ต้องทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยแก่ชาวบ้านที่นับถือศาสนาคริสต์ทุกคน ไม่ให้ทั้งสองฝ่ายเกิดการประทะหรือมีเรื่องราวกันมากกว่านี้ ส่วนการนับถือศาสนาใดนั้นไม่สามารถบังคับได้ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล

ที่มา :
เอกชัย แซ่เขื่อน (หละปูน)
หากนำศาสนาเข้าไปแล้วทำให้ชาวบ้านแตกแยก ขัดแย้ง ทะเลาะกัน ก็ถอยออกมาเถอะครับท่าน เพราะหลักศาสนาทุกศาสนามุ่งเน้นในเรื่องความสงบสุข สันติ และพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น ซึ่งแต่เดิมชาวบ้านเขาก็มีสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว แม้ว่าจะบูชาภูติผีนางไม้ตามความเชื่อเขาก็ตาม แต่พอท่านเอาสิ่งภายนอกที่พวกเรามักเรียกว่า "อารยะ" กลับทำให้ความสงบสุขที่พวกเขาเคยมีสูญสิ้นไป เราควรกลับมานั่งคิดว่าเราทำถูกหรือยัง ไม่ใช่ว่าจะเอาแต่ชนะ หรือผลสำเร็จขององค์กรซึ่งไม่ถูกต้องแน่นอน ศาสนาทุกศาสนาผมเชื่อว่าดี และมีเจตนาที่ดีในการนำเสนอหรือเผยแพร่ แต่ในเมื่อเขาไม่อยากรับก็อย่าไปยัดเยียดให้ จนกระทั่งสังคมของพวกเขาขาดความสุข เพราะศาสดาของท่านคงไม่มีพระประสงค์เช่นนั้นแน่ และนอกจากบาปซึ่งท่านจะต้องได้รับแล้วท่านยังจะเป้น "ศาสนิกนอกรีต" ที่ทำลายศาสนาที่ท่านนับถือเสียเอง....
LoongDang
อยู่ ที่ตัวเรากลุ่มของเรา ครับเขาจะเผยแพร่ อย่างไรก็เป็นเรื่องของเขาเพราะเป็นสิทธิพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ ถ้าเรายังเห็นว่า ศาสนาที่เรานับถือยู่ เป็นสิ่งที่เราพึงพอใจแล้วก็ยึดมั่นต่อไป ไม่ต้องไป ขับไล่ หรือต่อต้านเขา ถ้าไม่มีใครสนใจ เขาจะเลิกลาไป ไปเองครับ
ผู้มาเยือน
มีตัวอย่างที่ผมเจอ กับตัวผมนี่แหละคือพี่สาวแฟนเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์ แล้วพี่สาวแฟนก็พยายามจะให้พ่อแม่ น้อง ๆ ทุกคนเปลี่ยนไปนับถือแบบที่แกนับถือ จนบานปรายกลายเป็นว่าพี่น้องจากที่คุยกัน อยู่อย่างกันมีความสุขกับกลายเป็นว่าทะเลาะกันเรื่องศาสนาคริสต์ จนมองหน้ากันไม่ติด เพราะพี่สาวของแฟนผมพยายามจะรื้อโต๊ะหมู่บูชาพระ ในห้องพระเสียทั้งหมด เพราะพี่สาวแฟนบอกว่าเป็นของดำของไม่ดี ไม่ต้องไปนับถือพ่อแม่แฟนก็พยายามจะพูดคุยให้กันดีดี แต่พี่สาวแฟนก็ไม่เชื่อฟังหรือรับฟังอะไรทั้งสิ้น จนกลายเป็นว่าพี่สาวแฟนต้องย้ายไปอยู่อีกที่...นี่แหละศาสนาคริสต์ คนกลุ่มนี้มีความคิดที่มองคนศาสนาอื่นไม่ดี ไปหมด...จนเกิดเรื่องเกิดราวกันไม่รู้จบ...ผมเคยไปนั่งทานร้านอาหารแห่งหนึ่งเจอสมุดเล็กที่เผ่ยแพร่เรื่องศาสนาคริสต์ ในเนื้อหาของหนังสือเป็นการโจมตีศาสนาพุทธเอามาก ๆ ว่าเสีย ๆ หายจน ผมมองว่าคนนับถือศาสนาคริสต์ มีความรุนแรงมีความคิดที่ ไม่ยอมรับความคิดคนอื่นเลยหรือจนเกิดเรื่องเกิดราวอย่างงี้....จบ
เครียดเหมือนกัน
เราก็มีประสบการณ์เดียวกับคุณความเห็นที่4.ของคุณยังดีที่เป็นพี่สาวแฟน แต่ที่ดิฉันเจอเป็นพ่อของตัวเองนี่แหละค่ะ และเหตุการณ์ในบ้านก็ไม่ต่างจากที่คุณบอกเลยจริงๆ ไม่รู้ว่าเขาตัดสินใจไปเปลี่ยนเป็นศาสนาคริสต์เพราะอะไร หรือใครชักชวน แต่เห็นพ่อจะเคร่งครัดกับเรื่องนี้มากและพยายามจะดึงทั้งฉันและสามีและลูกให้ตามไปด้วยแต่ก็ไม่มีใครเห็นด้วย เพราะทุกคนในครอบครัวเป็นพุทธมาตั้งแต่เกิด แม้แต้ตัวพ่อเองก็ยังเคยบวชอยู่วัดเป็นปีสองปีเห็นจะได้ แล้วอยู่ๆเกิดสติแตกไปเปลี่ยนศาสนา(พ่อเลิกกับแม่ไปนานแล้วนะคะ)ตอนแรกก็พยายามจะดึงดิฉันไปด้วยทุกครั้งแต่ดิฉันไม่ยอมไป หลังจากนั้นพ่อก็เปลี่ยนไปมากค่ะ พอกลับถึงบ้านก็เก็บตัวอยู่ในห้องไม่ค่อยพูดจากับใคร อึดอัดมากเลยค่ะเวลาถึงวันพระหรือวันสำคัญทางศาสนาพุทธดิฉันก็ทำอะไรไม่ค่อยถนัด ทุกวันนี้บรรยากาศในบ้านเหมือนอยู่กันคนละโลกเลยค่ะ แล้วพ่อจะคอยมองตลอดเหมือนต่อต้านศานสนาพุทธ เคยพูดแม้กระทั่งว่าใครที่ไม่นับถือและหนีพระเจ้า(เยซู)ชีวิตจะไม่รอดและจะพบกับความหายนะ ดิฉันพยายามคิดเสมอว่าไม่เป็นไรเพราะยังงัยเขาก็เป็นพ่อ แต่การกระทำบางอย่างดิฉันก็สุดทนจริงๆค่ะบางครั้งดิฉันมองว่าเขาเห็นแก่ตัวและใจคับแคบมากๆ ถ้าไม่ติดว่าเป็นพ่อลูกกันคงจะแหลกกันไปข้าง ที่ดิฉันเห็นบางคนเขาเป็นเพื่อนกัน เป็นสามีภรรยากันแต่นับถือคนละศาสนาเขายังอยู่กันได้ด้วยความเข้าใจเลยค่ะ ทุกวันนี้ดิฉันต้องทนกับเหตุการณ์แบบนี้ทุกวันค่ะ ดิฉันไม่เคยคิดต่อต้านพ่อเลยนะคะ คือถ้าเขาจะเปลี่ยนเป็นคริสต์ก็ไม่ว่า แต่ขออย่างมงายและอย่าไปแทะโลมคนอื่นว่าถ้าไม่เป็นอย่างเขาแล้วชีวิตจะไม่มีความสุข เขายืนยันว่าการเปลี่ยนเป็นศาสนาคริสต์สามารถล้างกรรมได้และไม่มีเวรติดตัวเพราะพระเยซูจะมารับบาปแทนค่ะ และยังมีอะไรอีกหลายๆอย่างที่เขาพยายามยกประเด็นขึ้นมาพูดจนดิฉันเริ่มคิดมากเหลือเกินค่ะว่าถ้าเขาแก่แล้วดิฉันจะดูแลเขายังงัยถ้ายังเป็นแบบนี้ เคยคิดแม้กระทั่งว่าอยากจะแยกไปอยู่คนละบ้านแต่ก็สงสารกลัวไม่มีใครดูแลค่ะ กลัวสามีและลูกจะอึดอัดเหมือนกัน มันเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกจริงๆค่ะคงต้องปล่อยให้เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆก่อน ดิฉันก็ได้แต่ภาวนาและแผ่เมตตาให้ค่ะเพราะไม่รู้จะทำยังงัย ดิฉันไม่ได้หมายความว่าคนที่นับถือศาสนาคริสต์นั้นไม่ดีนะคะเชื่อว่าทุกศาสนาดีหมดแต่อยู่ที่ความเชื่อความศรัทธาและเป็นสิทธิส่วนบุคคลอย่างหนึ่งค่ะ การที่พ่อดิฉันเปลี่ยนไปเป็นศาสนาคริสต์แล้วทำให้ตัวเองต้องเป็นอย่างนี้มันแย่มากค่ะ แทนที่จะทำให้จิตใจของเขาบริสุทธิ์สดใสแต่กลับทำให้มองโลกและมองคนอื่นในแง่ร้ายๆแบบนี้ สุดปัญญาที่ดิฉันจะแก้ไขได้จริงๆค่ะเพราะทุกวันนี้เราก็ต้องช่วยกันหาเงินเลี้ยงลูก เลี้ยงตัวเองและครอบครัวและต้องมาปวดหัวกับเรื่องแบบนี้ เครียดเหมือนกันค่ะ
ผู้มาเยือน
ศาสนา ทุกศาสนา สอนให้คนเป็นคนดีไม่ใช่หรือค่ะ

ถ้าคนมันจะดี นับถือศาสนาอะไรก็ดีทั้งนั้นค่ะ

ดิฉันแต่งงานและได้ย้ายมาอยู่บ้านสามี

แม่สามีเป็นคริสต์

พ่อสามีเป็นพุทธ

สามีดิฉัน เมื่อก่อนเป็นคริสต์ 100% แต่เดี๋ยวนี้ ไปทั้งวัด ไปทั้งโบสถ์ค่ะ

ดิฉันเป็นพุทธ

ลูกของดิฉัน ก็ไปทั้งวัดไปทั้งโบสถ์ค่ะ

แต่ทุกคนก็อยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุข

คนไทยเหมือนกัน รักกันไว้เถอะค่ะ

ปี้หนานหล้าลูกเก๊า
มันไม่ใช่เรื่องความขัดแย้งระหว่าง คริสต์-พุทธ อย่าทำให้ประเด็นสับสน กระเหรี่ยงเขาไม่ได้นับถือพุทธมาก่อน เขาบูชาผีสางนางไม้ตามจารีตประเพณีดั้งเดิมของเขา.....................แล้วไปดึงเอาศาสนาพุทธมาเกี่ยวข้องให้เกิดการโต้แย้งกันทำไม..........................ไปกันใหญ่แล้วครับท่าน.............ปี้หนานตึงเจ็บหัวแต้คนไทยเฮานี้นา......
ผู้มาเยือน
อ่านแล้ว ป๊าดโถ่ ศาสนาเดียวกันมีทั้งแง่บวกแง่ลบนะค่ะ อย่างดิฉันนับถือคริสต์ ก็ไม่เคยชักจูงใครมานับถือตาม มันแล้วแต่ความศรัทธา แต่ที่บอกว่า ศาสนาเราโจมตีศาสนาพุทธอ่ะ บางพวกหรือปล่าวค่ะ อย่างพวกดิฉันไม่โจมตีศาสนาอื่นแน่นอนค่ะ อย่ามาเหมารวมเลยนะค่ะ อ่านแล้วรู้สึกแย่ ยังไงก็คนไทยด้วยกัน รักกันไว้ดีกว่านะค่ะ
ผู้มาเยือน
เหมือนจะฟังความข้างเดียว อยากให้อีกฝ่ายออกมาโต้บ้าง คิดว่าพวกคุณจะถูกข่มขู่ข้างเดียวอย่างนั้นโดยที่คุณไม่ได้ทำอะไรเลย คง คงไม่ใช่ เพราะยังไงคุณก็ยังไปแจ้งความอยู่ นั่นแสดงว่าคุณไม่ได้นิ่งเฉยหรือทน อย่างที่คุณว่า และที่เป็นประเด็นข่าวในนี้เพราะ...ใคร.....อีกนั่นแหละ ถ้าคุณไปวุ่นวายกับเขาก่อนคุณก็ยอมๆและไกล่เกลี่ยให้ชาวบ้านเขาอยู่กัน เหมือนก่อน 7 ปีที่แล้ว ไม่ต้องมานั่งปวดใจแบบนี้ ที่เขาทำมันย่ำยีหัวใจคุณ ใช่ไหม แต่ประเพณีวัฒนธรรมของเขาสืบกันมาตั้งหลายชั่วโคตร..........มันน่าเสียดาย...ความเป็นกะเหรี่ยงของเขาส่วนหนึ่งคงอยู่ตรงที่ในสิ่งที่เขาปฏิบัติต่อกันมานั่นคือ Identity ที่ไม่มีใครเหมือน โปรดเข้าใจตรงนี้ด้วย
ผู้มาเยือน
เปิ่นฮ้องว่ากระหายศาสนิก มากับการล่าเมื่องขึ้น นะก่า
รดา
เห็นด้วยกับคุณความเห็นแรก คุรเอกชัย
ผู้มาเยือน
... เรื่องของเรื่องคือ กระเหรี่ยง หรือ ปากะญอ โทษที ชาวบ้านเรา ๆ ท่าน ๆ เรียกว่า "ยาง"
จะนับถือผีอย่างเคร่งครัด จะทำอะไรผิดผีไปหมด เมื่อก่อนผีไม่ให้ตั้งโรงเรียน ไม่ให้เรียนหนังสือ...
ใครไปทำอะไรที่ผีไม่ชอบ จะมีการเจ็บป่วยกระทันหัน ต้อง แป๋งผี หรือเลี้ยงผี ถ้าแป๋งผีใหญ่หน่อย ก็จะปิดหมู่บ้าน 3 วัน ห้ามใครเข้าออก (กินหม)ู..........

.........ลุ่มน้ำ แม่ขะนาด เขตตำบลทากาศ ตั้งแต่บ้าน ปงผาง แม่สะแงะ ผาด่าน ป่าเลา
จนถึงแม่ขะนาด มีวัฒนธรรมอันเดียวกัน คือนับถือผี นับถือผู้นำ เมื่อก่อนมีผู้นำ คือ ปู่แก่หล้า
หรือปู่หล้า กะโล๊ก ไปไหน ๆ เสียงดังมาก่อน มีหนวดขาวโง้ง ท่านสั่งห้ามตั้งโรงเรียน
ห้ามเด็กเรียนหนังสือไทย มิฉะนั้น จะ "ตู้" ให้ตาย เมื่อศึกษาอำเภอจะไปตั้งโรงเรียนแกจะเถียงบอกว่า
ในคุก มีแต่คนรู้หนังสือ ไม่เห็นมี ก้อ มียาง สักคน.......
.... หลังจากปู่แก่หล้าตาย ปี 2515 ถึงตั้งโรงเรียนได้ แห่งแรก ที่บ้านดอยคำ แม่ขนาด
ป่าเลา (2530)ผาด่าน (สาขาป่าเลา)ตอนนี้ มีโรงเรียนสาขาปงผาง ตามลำดับ......
ปู่หล้าตาย แต่ละบ้านก็ประกาศไม่ฟังคำสั่งจากบ้านป่าเลา

บ้านผาด่าน อยู่เหนือขึ้นไป มีผู้นำ คือ ปู่แก่ นุ ปู่แก่เสาร์ ยอดดอย และปู่แก่ติ๊บ ยอดเขา
ส่งลูกหลานไปบวชเณรวัดศรีโสดา สึกออกมาก็มาเป็นผู้นำหมู่บ้าน และมีคน ไต ไปแต่งงาน
กับสาวยาง มีลูกหลาน ชื่อนาย จ๋อย เป็นคนไตได้เป็น แก่บ้านแทนปู่แก่ติ๊บ เด้กมันฉลาดขึ้น
ต่อมามีค่ายมวย นักมวยจากผาด่านเลือดนักสู้ "ผาด่านยิม" ซึ่ง สจ.แดง และสจ. แว๋ง หนับหนุน
ตลอดมา....
...เมื่อมีโรงเรียน มีนิคมอุตสาหกรรม เด็กหนุ่มสาวจากบ้านผาด่าน ก็มาข้างนอก
มาแต่งงานกับคน ไต หลาย ต่อหลายคน .... แต่แทบทุกสัปดาห์ จะได้รับคำสั่ง
ว่าให้ไปบ้าน พ่อแม่ จะแป๋งผี (เฉพาะครอบครัว) ไก่ 2 ตัว เป็นอย่างน้อย
เนื่องจากพ่อแม่ไม่สบาย ลูกหลาน ไปอยู่ข้างนอก ไปทำไม่ดี ผีเลยมากระทำให้ พ่อแม่ลุงป้า
เมื่อแป๋งผี บ่อยเข้า เกิดความรำคาญ หรือ อับอายสามี หรือภรรยา ที่เป็น ไต พื้นราบ
ก็เลยคิดจะลาออกจากการนับถือผี แต่ถ้าไปนับถือพุทธ ผียังจะตามมาทำร้ายได้
..... ก็เลย หันไปนับถือคริสต์ มีไม้กางเขน ผีทำอะไรไม่ได้.... เมื่อมีตัวอย่าง หนึ่ง
ก็เลยเฮโล พยายามจะลาออกจากการถือ ผี ได้จังหวะ คริสต์ เข้าพอดี พะยะโฮวา
เด็ก ๆ ชอบ มีขนมแจก มีวันขอบคุณพระเจ้า มีดนตรี ที่สำคัญ มีเงินแจกด้วย
เลยเสร็จพวกคริสต์........................
ผู้มาเยือน
ก่อนที่จะเขียนอะไรลงไปอ่านบ้างปะครับ อยากถามมากๆ เขาว่าที่อ่านไปนั้นนะเป็นการขัดแย้งระหว่างความเชื่อดั้งเดิมของเขากับคริสต์ แล้วยังจะเอาพุทธเข้าไปเกี่ยวอีก คนเฮานี้หน้า.....
ผู้มาเยือน
ศาสนาไหนก็ดีทั้งนั้น แต่ที่หน้าเป็นหว่งศาสนาพุทธส่วนมาก คนที่ถือศาสนาพุทธไม่ได้หยุดงานไปวัดวันพระ เหมือนกับศาสนาคริสต์หยุด วันอาทิตย์ ไปโบสถ์ ผู้ใหญ่และผู้เกี่ยวข้องควรพิจารณาแก้ไข เพื่อสังคมอยู่สงบสูขต่อไป อย่าไปว่าชาวกระเหรี่ยงเลย
ผู้มาเยือน
การที่จะให้เขาเป็นคริสต์เตียนเราคิดว่าไม่ผิดนะเพราะคิดว่าอาจารย์ของเขามีหน้าที่โดยตรงที่จะต้องเผยแพร่ แต่... ไม่ควรชวนเขาละทิ้งทุกอย่างที่เป็นประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามของเขาเลย ขอให้แยกแยะให้ออกว่าอันไหนเป็นประเพณีและวัฒนธรรมอันไหนเป็นในส่วนของศาสนาเพราะที่เราเห็นคริสเตียนชอบให้ละทิ้งทุกอย่างที่เป็นการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษแม้แต่ข้อห้ามเล็กๆน้อยๆที่เป็นสิ่งที่ดีงาม เราเสียดายตรงนี้ถ้าหากลูกหลานเติบใหญ่มาก็จะไม่รู้ จะทำตัวให้เป็นเหมือนฝรั่ง เป็นไปไม่ได้ ในที่สุดก็จะกลายเป็นกะเหรี่ยงที่ไร้วัฒนธรรมไม่มีคุณค่าในตัวเอง เราไม่ได้ว่าคริสเตียนไม่ดีเรารู้ว่าคำสอนคริสเตียนดีมากๆ สอนให้อภัย รักทุกคนเราเองก็ชอบตรงนี้ และมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีของพวกเขา แต่อาจารย์ศาสนาเองน่าจะเข้าใจพื้นฐาน รากเหง้า ของกะเหรี่ยงให้มากกว่านี้ เป็นการเดินสายกลางจะดีไหม
ผู้มาเยือน
ค่อยๆคุยกันไป ทุกคนมีเหตุผลอยู่ในตัว
นู๋เฮ้าส์
มนุษย์ก็คือมนุษย์ นะค่ะ การออกความคิดเห็น หรือ การกระทำต่างๆ ก็เกิดจากความเข้าใจของมนุษย์ เอง อย่าเอาศาสนามาเกี่ยวพัน และ ระบายความรู้สึก ความต้องการของตัวเองออกมาจะดีกว่า คุณลองนั่งนิ่งๆ และสงบสติอารมณ์สักนิด และคิดให้ดีๆ ซิค่ะว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้เกิดจากมนุษย์เอง หรือ เกิดจากศาสนา
น้ำที่เชี่ยว
การเผยแพร่ศาสนานั้นถูกต้องในสิทธิมนุษย์ชน แต่ศาสนาที่ชุมชนหรือสถานที่นั้นไม่เห็นชอบด้วยย่อมก่อให้เกิดปัญหา หากคิดมุมกลับบางที่นับถือศาสนาอิสลามอย่างเคร่งครัด แล้วเราพยามไปเผยแพ่ให้เขามานับถือศาสนาพุทธ ถึงเป็นสิทธิมนุษย์ชนก็จะทำให้ก่อเกิดปัญหาแน่ หากเราไปสร้างวัด ในหมู่บ้านท่ามกลางศาสนาอิสลามที่เขานับถืออย่างเคร่งครัดมานานวัดก็อาจจะถุกเผาแน่นอน หากเราคิดเป็นย่อมหลีกเหตุการณืที่ไม่ดีนั้นได้ การเผยแพร่หรือการพยามเผยแพ่ศาสนาอื่นๆในแหล่งชุมชนที่เขาไม่ต้องการ และนับถือศาสนาอื่นๆมาอย่างเคร่งครัดและดีงามแล้ว ความพยามนั้นจะส่งให้เกิดผลเสียหาย เปรียบสเมือนกับคำที่ว่า น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือไปขวาง นั้นเกิดอันตราย น้ำเชี่ยวหมายถึงคนที่นับถือศาสนาเดิมที่เคร่งครัดอย่างมาก เหมือนน้ำที่เชี่ยวมาก บางอย่างต้องการอยากจะกั้นน้ำที่เชี่ยวนั้น หากไปขวางน้ำที่เชี่ยว หากโบสถ์คริสนั้นเป็นเรือ แน่นอนคนฉลาดย่อมรู้ว่าเรือนั้นจะเป็นอย่างไร ศาสนานั้นเป็นสิทธิมนุยชนที่จะนับถือ การเผยแพ่ควรเผยแพ่ในด้านธรรมะและสิ่งดีๆ และไม่ควรแผยแพ่เพื่อต้องการให้เขาเปลี่ยนการนับถือศาสนา นั่นคือการเผยแพ่เพื่อการหวังผล หวังผลของคริสคือสาวก สาวกคือศานิกชนของศาสนานั้น การเผยแพ่ไม่ควรหวังผล หากเผยแพ่ในคำสอนที่ดีๆแล้วบุคคลมีใจที่จะรักเคารพและนับถือด้วยใจจริง หากเผยแพ่แล้วเขาไม่ยอมรับ ก็ควรจะยุติ อย่าไปขวางเขา
อย่าพยามตะแบงเผยแพ่จะส่งเป็นผลเสียได้ หมายถึง ยิ่งเผยแพ่ยิ่งต่อต้าน ยิ่งต่อต้าน การต่อต้านนั้นก็จะลุกลามใหญ่โต ท่านผู้มีความคิดนั้นควรจะทำให้ทุกอย่างมีความสงบสุข

ยิ่งเผยแพ่ ยิ่งต่อต้าน ยิ่งต่อต้านมาก ก็กลายเป็นความเกลียดชัง และกลายเป็นปัญหา ยิ่งเกลียดชังก็ยิ่งไม่มีทางจะยอมรับ เมื่อไม่มีการยอมรับก็ย่อมเกิดการต่อต้าน การต่อต้านย่อมเกิดปัญหา ยุติปัญหา ก็ต้องยุติการต่อต้าน ยุติการต่อต้าน ก็ต้องยุติการพยายามเผยแพ่ ถ้าไม่ยุติก็ไม่จบ ถ้าจบก็ต้องยุติ เพราะเผยแพ่ไปก็ไม่เกิดประโยขน์ใดๆถ้าเขาไม่ต้องการ มีแต่ผลเสีย กับเสีย
ก้ายคนผิดกั๋น
เชื่อ และ ทำ
ในสิ่งที่คุณคิดว่ามันถูกต้อง
ทั้งต่อตนเองและสังคมโลก

อย่าให้คำว่าศาสนามาเป็นเครื่องมือของบางกลุ่มในการสร้างความวุ่นวายให้กับโลก

อย่าคิดว่าคนที่ความเห็นไม่เหมือนเราจะเป็นคนไม่ดีซะทั้งหมด
และอย่าคิดว่าคนที่มีความเห็นตรงกับเราจะเป็นคนดีทุกคน

แต่ละศาสนาสืบทอดมาไม่ต่ำกว่าพันปี
เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าสิ่งไหนจริง สิ่งไหนเท็จ สิ่งไหนถูกแต่งเติมเข้าไป สิ่งไหนถูกบิดเบือน

ศึกษาแล้วใช้สมองคิดดู ว่าควรจะเชื่อสิ่งไหน

ขอลงท้ายด้วยคำเดิม

"ทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี"

มองทุกอย่างให้เข้าลึกถึงแก่น แล้วนำมาบูรณาการเข้าด้วยกัน
แบงค์ เชียงใหม่
[font="Impact"][/font][size="5"][/size][color="#FF00FF"][/color]ทุกความเห็นที่เสนอออกมาก็มีเหตุผลที่จะอ้างนะครับ เพราะความเชื่อมั่นถึงมั่น..เกินไปหรือความคิดเห็นต่างกัน "ข้าดี ของข้าดีที่สุด" ซึ่งคือ"คน" มันต้องมีการโต้เถียงกันเป็นธรรมดาของมนุษย์ที่จะต่อยอดความรู้ ถ้าจะมองย้อนในประวัติศาสตร์ของศาสนาแต่ละศาสนา แต่ละนิกาย มีขัดแย้งในตัวของผู้ที่นับถือศาสนาเดียว และแตกต่างกันเอง ตั้งแต่ระดับพื้นที่ส่วนตัวสู่เวทีสาธารณะที่เรียกว่า "อารยะโลก" ที่เกิดขึ้น เพราะศาสนาเกิดขึ้นได้เพราะความขัดแย้งและสันติสุขในตัวของมันเอง .... ดังนั้น ประวัติศาสตร์ในศาสนาสอนให้รู้ว่าเสมอว่า สงครามคือสันติภาพ และศาสนาเองก็เป็นหนึ่งในนั้น คือ ศาสนาคือความขัดแย้งและคือสันติภาพของโลก
ผู้มาเยือน__-___789

(คิดดูดีดีนะแต่ก่อนไม่มีคริสต์เข้ามาในหมู่บ้านปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นทุกๆคนในหมู่บ้านต่างก็ช่วยกันออกความคิดเห็นเพื่อแก้ปัญหาจนในที่สุดทุกอย่างก็เข้าสู่ภาวะปกติ ไม่ต้องมานั่ง ถกเถียงกันให้เสียเวลาทำมาหากิน แต่พอคริสต์เข้ามา ปัญหาที่เกิดขึ้นยิ่งแก้เหมือนปัญหายิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งอยากจะให้คิดดูดีดีนะว่าที่เข้ามาเผยแพร่นั้น นำความสุขหรือความทุกข์มาให้กับทุกคนในหมู่บ้านกันแน่)

ผู้มาเยือน--
เห็นด้วยอย่างมาก กับ ความคิดเห็นที่ 2
ผู้มาเยือน... aaa
ดิฉันคิดว่าอยู่ที่ตัวบุคคลมากกว่า ดิฉันก็เป็นกะเหรี่ยง มีเพื่อนเป็นคริสเตียน เขาเป็นคนเล่าเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้าให้ฟัง และพาฉันไปโบสถ์ ดิฉันเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นนั้นก็คือความรัก และการให้เกียติผู้อื่นของชาวคริสเตียน ฉันรู้สึกบอุ่นมากๆ พวกเขามีความจริงใจ กับเรา วันนี้ฉันไม่เสียใจเลยที่มีเพื่อนที่เป็นคริสเตีน

เรื่องย่างนี้อยู่ที่ตัวเราด้วย มนุษย์ทุกคนย่อมคิดว่าสิ่งที่มีอยู่แล้วนั้นดีแต่มีอยู่สิ่ง 2 สิ่งที่ไม่พอสำหรับมนุษย์ คือ ยศ เงินทอง
ผู้มาเยือน...
น้อง หัวข้อที่ 5 ค่ะ อย่าเครียดเลยค่ะ เพราะพ่อของน้องกำลังบอกวามจริงของชีวิตกับน้อง พี่เชื่อว่าคุณพ่อของน้องรักและเป็นห่วงน้องมาก เพราะท่านรู้ความจริงที่ท่านแสวงหามานาน มันไม่ใช่เรื่องของศานา แต่มันเป็นเรื่องของความรอดของชีวิตเรา เรื่องของพระเยซูเป็นเรื่องของความจริง ทีเขาไปประกาศก็ไม่ผิดหรอกค่ะ อาจจะดูเหมือนว่าผิดในสายตามนุษย์แต่ในสายพระเนตรของพระเจ้าเป็นสิ่งที่ดี เพราะพระเจ้าต้องการให้ทุกคนได้ยินได้ฟังเรื่องข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ แต่ถ้าเราได้ยินแล้วเราไม่เปิดใจก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเรา เราต้องรับผิดชอบเองระหว่างตัวเรากับพระเจ้าเพราะพระเจ้าจะเสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่งเพื่อรับผู้ที่เชื่อและวางใจไปอยู่สวรรค์กับพระองค์ด้วย ส่วนน้องที่ได้ยินและได้ฟังแล้วก็ถือว่าคุณพ่อของน้องไม่เป็นหนี้ชีวิตกับน้องแล้ว วันสุดท้ายที่พระเยซูเสด็จกลับมาน้องพระคัมภีร์บอกไว้ว่า ผู้ที่ได้ยินได้ฟังแล้วแต่ไม่ยอมเชือในสิ่งที่ได้ฟัง ผู้นั้นจะยืนเอากำปั้นทุบอกตนเองด้วยความเจ็บใจ ที่ไม่ยอมเชื่อ และน้องจะต่อว่าคุณพ่อไม่ได้แม่แต่คำเดียว เพราะคุณพ่อได้บอกน้องแล้ว และพี่ก็ไม่เป็นหนี้น้องเหมือนกันเพราะพี่ก็ได้บอกน้องแล้ว รักคุณพ่อมากๆนะค่ะ เพราะคุณพ่อรักน้องมาก ขอพระเจ้าอวยพรน้องนะค่ะ
ผู้มาเยือน...
ไม่ต้องคิดมาก ถ้าพระเจ้าเปิดใจคุณแล้วคุณจะเห็นความจริงอย่างแน่นอน
นี่คือ "lo-fi" version ของเนื้อหาทั้งหมด เพื่อดูเวอร์ชั่นเต็มที่มีข้อมูลครบถ้วน พร้อมการจัดรูปแบบและภาพ โปรดคลิกที่นี่.
cm108-2008 ......