อยากให้ทุกคนได้รับรู้ว่า โรงพยาบาลลานนา จ.เชียงใหม่ ไร้ความรับผิดชอบ ทำให้พ่อดิฉันเสียชีวิต แล้วยังบอกว่าไม่ผิด
วันที่ 15 พฤศจิกายน 2550 ดิฉันได้พาพ่อไปรักษาที่โรงพยาบาลลานนา ด้วยอาการปวดศรีษะ ความดันสูง 170 กว่า แล้วก็ได้รอพบแพทย์หญิงเบญจพร คุณาวาณิชกุล พ่อก็ได้เล่าอาการให้ฟังบอกว่าปวดศรีษะมาก ทานยาความดันก็ไม่ลด แพทย์หญิงเบญจพร ก็ให้ทานยา อัลดาแลค แล้วให้นอนพักจนความดันลดลงไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ก็ให้กลับบ้านได้แล้วให้ยาไปทานที่บ้าน ตลอดทั้งคืนความดันไม่ลดเลย และปวดศรีษะตลอดเวลา
จนวันที่ 16 พฤศจิกายน 2550 ก็ได้กลับไปโรงพยาบาลลานนาอีกครั้ง ตอนประมาณ 13.30 น. และก็ได้กลับไปพบแพทย์หญิงเบญจพร แล้วดิฉันก็ขอให้พ่อดิฉันรักษาตัวที่โรงพยาบาล เพราะไปกลับบ้านก็ไกลกลัวว่าพ่อจะไม่ได้พักผ่อน แต่แพทย์หญิงเบญจพรบอกว่า ไม่มีสิทธิ์ให้นอนได้ ต้องส่งต่อให้หมออีกคนรักษา
จากนั้นก็ได้ส่งต่อหมออีกคน คือ นายแพทย์จุมพล พรรณเชษฐ์ พอตรวจเสร็จ ก็ได้คำพูดที่ว่า ความดันแค่นี้เอง ไม่อันตราย ไม่จำเป็นต้องนอนหรอก กลับบ้านเลย แล้วก็ให้ยากลับบ้าน จากนั้นตอนประมาณ 3 ทุ่มกว่า พ่อของดิฉันก็ได้เรียกให้เอาเครื่องวัดความดันมาวัด ความดันสูงถึง 200 กว่า แล้วพ่อของดิฉันก็เกิดอาเจียนออกมา ปวดศรีษะมาก ดิฉันก็พาพ่อไปโรงพยาบาลลานนา ประมาณเกือบ 5 ทุ่ม ก็ได้เข้าห้องฉุกเฉินได้แค่เติมน้ำเกลือจากนั้นก็ให้ขึ้นนอนพักที่ห้อง โดยกว่าหมอเวรจะมาตรวจได้ ดิฉันต้องถามพยาบาลแล้วถามอีก ก็ได้คำตอบที่ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะได้ว่า ให้คนไข้ที่ห้องฉุกเฉินขึ้นมาให้หมดก่อนหมดเวรถึงจะมาตรวจทีเดียว ดิฉันก็ได้ถามเรื่องหมดจะมาตรวจเมื่อไหร่ตลอดเวลา จนเกือบประมาณ 2 ชั่วโมงที่หมอให้นอนรอ โดยที่พ่อของดิฉันปวดหัวมากแต่ก็ไม่ได้รีบมาตรวจเลย พอหมอคือหมอ นายแพทย์ไพฑูรย์ ณรงค์ชัย เข้ามาตรวจก็ได้สั่งให้ฉีดยา 2 เข็ม พอฉีดเข้าไปแล้ว พ่อของดิฉันก็อาเจียนออกมาแล้วก็ได้หลับไปเลย โดยไม่มีวันตื่นขึ้นมาอีกเลย ก้อได้แค่ปั๊มหัวใจ และหมดลมในเวลา ตี 3 กว่า
ถ้าหมอให้นอนและรักษาตั้งแต่ตอนบ่ายพ่อดิฉันก็คงไม่ตาย และอีกอย่างถ้าไม่ให้นอนรอเกือบ 2 ชั่วโมง โดยนำพ่อไปสแกนสมองก็คงดีกว่านี้ แต่นี้หมอไม่ทำอะไรเลย ให้นอนรอความตายอย่างเดียว พอกันทีกับโรงพยาบาลลานนาที่ขึ้นชื่อว่าเป็นโรงพยาบาลเอกชน แท้จริงแล้วไร้ความรับผิดชอบ ห่วย เฮงซวยที่สุด
ขอแสดงความเสียใจ๋โต้ยน่อครับบ..
รพ.บ่ใจ่เฉพาะตี่ รพ. ลานนาอย่างเดียวครับ..เป็นทุกตี่ครับ ยิ่งเราใช้สิทธิประกั๋นสังคมยิ่งร้ายครับบบ
รู้สึกว่าพาหมาไป รพ .สัตว์หมอมันยังจะดูแลดีกว่านี้เลยครับบ...
หลายครั้งตี่มอง ตา แล้ว จ่ายยาโดยถามแค่ว่าเป๋นอะหยั๋งมา...แล้วเลือกยาเลยโดยตี่บ่ถามเลยว่าอาการเป๋นได
เลยเลิกตี่จะไปหาแล้วครับบ...รอมันบ่ไหวแล้วก่อไปแอดมิชทีเดียวเลยนะครับ...
คนเคยใช้บริการ
May 2 2008, 13:21
ได้ยินมาเยอะมากเกี่ยวการบริการที่ไม่เอาไหน ของโรงพยาบาลนี้ ผม มีพนักงานบริษัทที่ใช้ประกันสังคมกับที่นี่ แต่เดี่ยวนี้ไม่เอาแล้ว ยกเลิกทั้งบริษัท เปลี่ยนโรงพยาบาล เพระชีวิตคน ไม่ใช่ผักปลา ไม่ใช่สิ่งที่ต้องนำมาทำกันเล่น ๆ ต้องจริง จัง เอาใจใส่ บาปบุญมีจริง สักวันจะเกิ ดกับคนใกล้ตัวหมด เอง... พูดตรง ๆ โรงพยาบาลนี้ห่วยแตก
10ปีก่อน
May 2 2008, 13:36
เรื่องผมกับเรื่องคุณเหมือนกันมากครับ คุณพ่อผม ก็เสียที่โรงพยาบาลนี้ นอนอยู่เป็นเดือน ไม่มีใครสนใจอะไรเท่าไร คุณหมอเจัาของไข้ก็ไม่ได้ประจําทีนี้ พ่อพยายามบอกหมอและพยาบาลถึงอาการของพ่อ แต่บางครั้งเราได้ยินเสียงด่าว่าจากพยาบาล หลายครั้ง ผมนํ้าตาซึมสงสารพ่อ พ่อเป็นคนดี เราอยากได้สิ่งที่ดีที่สุดให้พ่อ มีวันหนึ่งคุณพ่อความดันผิดปกติ หมอผู้หญิงที่วัดถามพยาบาลว่าเอาอย่างไรดี ผมงงว่าทําไมหมอไม่มีความรู้เหรอ สุดท้ายเอาตามความเห็นพยาบาล ฉีดยาให้พ่อ2เข็ม เราไม่ได้เฉลียวใจเพราะคุณพ่ออารมณ์ดีปกติ จนตกดึก พาคุณพ่อไปห้องicu รักษาได้พักหนึ่ง พยาบาลก็เรียกไปพบพ่อ ผมไม่เฉลียวใจใดๆเลย ผมบอกพ่อว่าไม่เป็นไรน่ะพ่อ พ่อดูปกติทุกอย่าง ผมไม่รู้ว่ารักษาให้ยาอย่างไรบ้าง จนกระทั่งคุณพ่อช็อค เราเข้าไปดูพ่อ ภาพมันสะเทือนใจผมที่สุด เขาบอกเขาช่วยอะไรไม่ได้ แต่ก็ขอขอบคุณพี่ผู้ช่วยพยาบาลในคืนนั้นที่ช่วยเหลือครับ (ดูท่าทางชาวบ้านๆแต่จริงใจช่วย)ตอนนั้นไม่มีทั้งหมอและพยาบาล ไม่มีใครเชื่อว่าพ่อจะเสีย ทุกคนคิดว่าพ่อจะหายเป็นปกติแต่มันเป็นไปแล้ว ทุกๆคนกังขามากกับเรื่องนี้ ก็นั่นแหละครับไม่มีใครรู้หรอกว่าการที่เราเสียท่านไปมีผลกับชีวิตเราแค่ไหน เรื่องที่ผมเล่าเป็นเรื่องเกิดขึ้นจริง ก็แค่เอามาเล่าสู่กันฟังครับ
อ่านแล้วสลดใจยังไงก็ไม่รู้ นี่ขนาดไม่ได้เป็นคนใกล้ชิดเรานะเนี่ยะ เห้อ! ที่ใหนก็เหมือนกันเนอะ ถ้าเราไม่มีเงิน หรือ ไม่ใช่คนรวย การบริการมันก็ต่างกันอย่างนี่แหละคะ มีประสบการณ์ เพื่อนขับมอไซด์ โดนรถชน เข้ารักษาที่โรงพยาบาลราชเวช ลำพูน มีคนเอาไปส่งตอนเกือบสองทุ่ม เรารู้ตอนสี่ทุ่ม ตามไป ญาติยังไม่มาเพราะบ้านเค้าไกลมากๆๆๆ ไปถึงเห็นเพื่อนนอนบนเตียง พยาบาล บรุษพยาบาลยืนล้อมรอบเตียง คุยเรื่องสับเพเหระ ( ทำเหมือนว่าอาการเพื่อนเราจี๊บๆๆ ) แต่พอเราเดินไปเห็น โอ้โห ++ คุณทำไมไม่ทำอะไรเนี่ยะ เค้าบอกว่ากลางคืนที่นี่ไม่มีหมอ อ้าว+ แล้วคุณทำได้แค่ปั๊มหัวใจ ใส่น้ำเกลือ และยืนดูเฉยๆ เนี่ยะนะ
เราก็เลยบอกว่าคุณไม่มีหมอก็ส่งต่อไปเชียงใหม่ หรือ ที่อื่นซิ เค้าบอกว่า รอเช็คประกันรถมอไซด์อยู่ว่ามีประกันหรือเปล่า จะได้เคลียร์ค่ารักษาที่นี่ ( ซึ่งมีแค่ยืนรุมกันที่เตียง คุยหัวเราะคิกๆๆ) คือบอกก่อนนะว่าอาการหนักมากๆๆๆ เราก็บอกว่าค่อยเคลียร์ไม่ได้เหรอ ส่งไปที่อื่นก่อน เค้าบอกว่าถ้าน้องไม่เช็คให้ดีๆๆ ส่งไปที่อื่นหมดเยอะนะ จะจ่ายไหวเหรอ ( ดูมันพูด ) เราก็เลยโมโห ก็เลยด่าไปว่า คุณจะธุรกิจอะไรนักหนา หน้าที่ของคุณคือช่วยชีวิตคนไม่ใช่เหรอ เค้าทำงานบริษัทฯ เค้ามีประกันอยู่แล้ว ไม่ต้องรอประกันจาก พรบ.รถมอไซด์หรอก มันก็ยังไม่ยอม ถามเราว่าเป็นญาติเหรอ เราบอกเป็นเพื่อน มันก็บอกว่ารอญาติมาก่อนละกัน เราก็บอกว่าญาติเค้าอีกนานนะกว่าจะมาหนะ บ้านเค้าไกลมากๆๆๆ มันไม่ยอม เราก็เลยโทรไปบอกคนรับผิดชอบที่บริษัทฯ ให้ช่วยหน่อย ให้ผู้มีอำนาจมาช่วย รู้ใหม๊นานมากกว่ามันจะยอม เพราะบริษัทฯ บอกว่าจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง เที่ยงคืนกว่าจะไปต่ออีกโรงพยาบาล ไปถึงอีกโรงพยาบาลเค้าบอกว่า ให้รีบเข้าให้ผ่าตัดด่วน
สุดท้ายเพื่อนก็ตาย ถ้ามันทำอะไร โดยคำนึงถึง หน้าที่ที่ต้องช่วยชีวิตคน คงมีคนอีกหลายคนที่รอดชีวิต เราได้แต่ด่ากระทบว่า ถ้าไม่ใช่พ่อแม่ ญาติพี่น้องมัน ก็คงไม่เดือดร้อนหรอก ( ตอนนั้นร้องไห้ด้วย และด่าดังมาก )
ผมเป็นคนหนึ่งที่ถูกทางโรงบาลกระทำเหมือนกัน ขนานผมเป็นประกันชั้นหนึ่งยังทำกับผมเลยครับท่านผู้อ่านและผมจะไม่ไปอีกแล้วครับโรงบาลลานา
ลูกผู้ชายเสียแม่
May 2 2008, 15:05
เออ ผมก็นึกขึ้นได้ แม่ผมก็เสียที่นี่เหมือน ผมพาแม่มารักษาที่นี่ตลอด ครั้งละร่วมหมื่น เงินสดตลอด ครั้งสุดท้ายตอนแม่เสีย หมดไป 1 แสน 8 หมื่น ตอนั้นแม่ไม่รู้สึกตัว ย้ายมาจากโรงพยาบาล สวนดอก(คณะแพทย์ศาสตร์ มช.) คิดว่าคงจะดีกว่า สุดท้าย หมอไม่เอาใจใส่เหมือนกันเลย สุดท้ายแม่ก็เสีย เสียดายชีวิตแม่ ...เสียใจ คาใจ ว่าเราได้ช่วยบุพการีของเราถึงที่สุดหรือเปล่า
เคยเจอเหมือนกันบริการห่วย ๆ ของ รพ.ลานนา ประสบอุบัติเหตุแล้วข้อเท้าเป็นแผลถลอก และติดเชื้อ จะมีหนองอยู่ข้างในแต่แผลข้างนอกแห้ง หมอที่ตรวจทั่วไปบอกว่าต้องเข้าตรวจกับหมอที่แผนกอุบัติโดยตรง (เป็นผู้ชาย) เพื่อดูว่าจะรักษายังไงให้แผลข้างในหาย พอเข้าพบก็เล่าอาการให้ฟัง แล้วหมอคนนั้นก็ทำหน้าตาเฉยชา แล้วย้อนถามเราว่าจะให้เขาทำอย่างไร เราเป็นคนไข้ก็ต้องให้หมอตัดสินใจเพื่อการรักษา แต่นี่มาถามเราแบบนี้ มันรักษาไม่ถูกหรือไง เราก็อารมณ์เสียกลับใส่มันไปเลย ก็บอกมันไปว่าจะให้กรีดแผลรักษาแผลข้างในให้หายจากการเป็นหนอง มันก็บอกว่าแบบนี้ไม่ต้องกรีดก็ได้ เดี่ยวให้ยาไปทาแผลก็หายแล้วค่อยกลับมาให้มันตรวจใหม่ แต่วันนี้มันจะฉีดยาวัคซีนกันบาดทะยักให้ 1 เข็มก่อน แล้วไม่ดีขึ้นกลับมาตรวจอีกที แล้วใจหายเลย ทายาแล้วแผลข้างนอกมันแห้ง แต่ข้างในมันอักเสบจนเป็นหนอง ไม่หายซักที แต่บุรุษพยาบาลคนหนึ่งเหมือนจะเข้าใจในความรู้สึกของเราเขาก็เข้ามาพูดให้กำลังใจ ว่าทำตามที่หมอบอกถ้าไม่ดีขึ้นก็ให้รีบกลับมา ทำประกันสังคมไว้กับที่นี่ ถ้ามารับการรักษาอะไรก็ขออย่าให้เจอกับอีตาหมอหน้าหยิ่งคนนั้นอีกละกัน หมออะไรห่วย ๆ สุด สงสัยรักษาไม่เป็นถึงถามเราว่าจะให้รักษายังไง ปัจจุบันหายแล้วแต่ข้อเท้าเป็นแผลเป็นน่าเกลียดมาก ๆ เห็นข้อเท้าทีไรก็เศร้าใจ
จริงๆนะเห็นด้วยเพราะเราก็เคยเจอ
มะยมกวน
May 2 2008, 20:02
เสียใจด้วยครับ ทุกวันนี้ผมว่าเป็นแบบนี้เยอะนะครับ ไม่ใช่แค่ที่โรงพยาบาลนี้
ผมเจอแบบหมอถามอาการไป หอบไป คือเขาต้องไปตรวจคนใข้หลายที่
คือ วิ่งเข้า ร.พ. นั้น วิ่งออก ร.พ.นี้ หลายแห่งจะใช้วิธิจ้างหมอเวียน
บางทีก็เลยไม่ได้ให้ความละเอียดกับคนใข้สักเท่าไหร่ หมออาชีพจริงๆ หาได้ยากครับ
อ่านแล้วเศร้าจังค่ะ
เคยคิดว่ากรณีอย่างนี้น่าจะเกิดกับ รพ.ของรัฐ
ตอนนี้ รพ. เอกชนก็เป็นเหมือนกันเหรอเนี่ย
ผู้มาเยือน
May 2 2008, 20:11
ร.พ.แม็ค
ณ ห้องรวมพัดลม
คนไข้ : คุณพยาบาล เตียงนั้นเขาเป็นไข้เลือดออก เอามานอนในห้องรวม ถ้ายุงกัด มันไม่ติดกันเหรอ
พยาบาล : ยุงมันไม่มีเชื้อ
คนไข้ : ?????????
ก๊ายโฮงยาบ่มีหมอ
May 2 2008, 22:01
โรงพยาบาลชื่อคุ้นๆ รักษาคนป่วยโรคไข้เลือดออก มีการเติมเลือด ปรากฏเอากรุ๊ปเลือดผิดกันมาใส่ คนไข้ตาย ปิดข่าวกันใหญ่ ปรากฏคนตายเป็นลูกผู้มีอันจะกิน ตายมาหลายปีแล้ว แต่หมู่เฮายังจำได้ เพราะเหตุว่ากลางคืนบ่มีหมอ มีแต่พยาบาล แถมบางครั้งเป็นผช.พยาบาล ดีนะที่ไม่เหมือนบาง รพ. เอา ผช.พยาบาลแบบเรียนลัด อบรม 6 เดือน ก็มาใส่ชุดขาว ที่แท้เป็นเด็กเทกระโถน หรือรับจ้างนอนเฝ้าไข้ แต่กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ มาดูแลคนไข้อาการหนัก ระวังนะอย่าเอาพ่อแม่พี่น้องญาติโยมไปเสี่ยงชีวิต
ผู้มาเยือน
May 3 2008, 00:59
จริง ๆ ไม่น่าจ่ายประกันสังคมให้ รพ. เลย รพ.เอาไปกินสบาย
จ่ายไปก็ไร้ค่า รักษาส่ง ๆ ต้องไปรักษาเองตามคลินิกหมอเฉพาะทางอยุ่ดี
เสียตังสองต่อสามต่อ รักษาอย่างนี้ไป สถานบริการพิเศษของ สวนดอกดีกว่า
น่าจะเอาเงินที่อยู่ในกองทุนที่เรา ๆ ท่าน ๆ ต้องจ่ายให้ประกันสังคม
(ปี ๆ นึงเงินกองทุนที่ได้จากประกันสังคม เป็ฯตัวเองหลายร้อยหลายพันล้านบาทนะคะ)
เอาไปทำอย่างอื่นที่ดีกับคนจ่ายเงินอย่างเรา ๆ ดีกว่าที่จะให้ รพ. นอนกินอย่างนี้ดีกว่าไหมคะ
(จริง ๆ เงินขนาดนี้สร้างสถานบริการหรือคลีนิกอายุรกรรมได้เลยนะคะ)
ผู้ใหญ่บ้านเมืองก็มันแต่รับทานชีวิตมนุษย์เงินเดือนอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ จะทำยังไงกันล่ะคะนี่
รอแพทย์
May 3 2008, 10:49
ผมมีบัตรทองที่บังคับให้ไปใช้บริการที่ รพ.รอแพทย์ ประตูเชียงใหม่
เลยลองเข้ารับการรักษาที่ รพ.นี้ด้วยอาการเล็บฉีก
สะใจมากจริง ๆ ใช้เวลาค่อนวันกับการหาเอกสารประเคนให้
เหตุเพราะท่านไม่มีเครื่องถ่ายเอกสาร
และอีกค่อนวันรอแพทย์...รอยา
สรุปแล้ว รพ.สนุกกับการพลิกตัวเพื่อรับเงินประกันจากรัฐมาก ๆ
แต่ไม่สนุกกับการให้บริการทางการแพทย์ที่จะต้องมีค่าใช้จ่ายบ้าง
ผมทิ้งบัตรทองแล้วครับ หันไปทำประกันสุขภาพกับบริษัทประกันชีวิตแทน
สะดวกสบายใจดีกว่ากันเยอะเลย
เพียงแต่ต้องทนมองเกมเสือพบสิงห์ระหว่าง รพ.กับบริษัทเอาประกันหน่อย
ก็เท่่านั้น ... ทำใจได้เพราะบ้านเราเป็นกันอย่างนี้ไปเสีนหมด
ผมขอเล่าประสบการณ์ตรงกับที่นี่บ้าง
ผมมีทั้งประกันสังคมและประกันชีวิตที่เบิกได้กับโรงพยาบาลลานนา ผมมีอาการเวียนหัว-ตาลาย-อาเจียร ถึงขั้นยืนไม่อยู่ต้องคลานขึ้นรถแล้วโทรเรียกให้คนที่บ้านมารับ พอแฟนผมมารับก็รีบพาไปที่นี่ เข้า ER แล้วก็นอนรอหมอ...รอ.....แล้วก็รอ...รอดูอาการ จากเวลาที่ไปถึงราวๆ 5 ทุ่ม ก็ต้องรอจนถึงเที่ยงคืนกว่าๆ จนมีพบาลชุดใหม่มาเปลี่ยนเวรเป็นรุ่นน้องที่แฟนผมรู้จัก ก็เลยมีความคืบหน้าขึ้นบ้าง คือรีบมาเจาะเลือด แล้วก็นอนรอผลเลือด....ปรากฏว่าน้ำตาลในเลือดต่ำมากกว่าเกณฑ์ ก็เลยฉีดยาไป 2 เข็ม แล้วก็รอจนหมอมา
ผมขอหมอนอนที่นี่ แต่หมอบอกว่าไปเป็นไรมาก กลับบ้านได้เลย (คิดในใจเดินก็ยังไม่ไหวเสือกจะให้กรูกลับบ้าน) ผมก็ยืนยันว่าจะนอน ผมมีสิทธ์เบิกได้ ทั้ง 2 ทาง แฟนผมก็ไปคุยกับหมออยู่นานจนในที่สุดประมาณ ตี 3 พยาบาลก็มาเติมน้ำเกลือให้แล้วบอกว่าต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล (พึ่งรู้เหรอ) แล้วไปถึงห้องก็ราวๆ ตี 4 แต่พอขึ้นไปบนตึกเขาบอกว่าห้องของประกันสังคมเต็ม ต้องอยู่ในห้องสังเกตูอาการไปก่อน.......ผมละหงุดหงิดมากๆอยากพักก็ไม่ได้พีกสักที.....ผมเลยขอห้องพิเศษเพราะมีประกันชีวิตอยู่ด้วยสามารถเบิกได้...คำตอบที่ได้ก็คือขอตรวจสอบดูก่อน......จนในที่สุดผมได้ห้องจริงๆตอน 6 โมงครึ่ง ถึงได้พักจริงๆซะที
ผมนอนต่อที่นี่อีก 2 คืน เพราะแค่ลุกเดินก็เวียนหัว มันไม่ไหวจริงๆ .....แต่หมอนี่สิ ทุกเช้าที่เข้ามาถึง จะถามว่า วันนี้อยากกลับบ้านเลยไหม........ผมสงสัยมากว่าทำไมต้องถามแบบนี้......คนไข้จะกลับบ้านได้อยู่ที่ความอยากยังงั้นเหรอ....ผมเข้าใจมาตลอดว่าคนไข้จะกลับบ้านได้เมื่อหายดีแล้ว......แต่อาการของผมที่เดิน 2 ก้าวก็มึนหัวหมอดันไล่กลับบ้านทุกวัน
สรุปผมก็ทนอาการขับไล่ไสส่งของหมอไม่ไหว ผมก็เลยบอกไปว่าออกก็ออก บอกแฟนผมเก็บของเลย......
แต่พอจะกลับจริงๆก็ยุ่งยาก จะต้องมีสำรองจ่ายก่อนจำนวนหนึ่ง....ผมละงงจริงๆ ทั้งประกันชีวิตก็มีประกันสังคมก็ของที่นี่มันยังต้องสำรองจ่ายอยู่อีกเหรอ.....ผมละงงจริงๆ
สรุป ผมก็ยอมจ่ายเงินเพื่อตัดรำคาญ แล้วไปเสียเวลาเบิกเอาทีหลัง.....แล้วอยากจะบอกว่า ที่ผมได้นอน 2 คืนเขาคิดในใบเสร็จว่านอน 3 คืน รวมคืนแรกด้วยที่ผมนอนใน ER กว่า 4 ชั่วโมง และอีก 2 ชั่วโมงเศษในห้องดูอาการ.......พอกันที
ใครทำประกันสังคมที่ไหนดีๆบอกกันบ้าง อยากเปลี่ยนจริงๆ
ผู้มาเยือน บุญมา
May 3 2008, 13:43
ภาษิตกะเหรี่ยงโบราณ
ไปหมอสงขายนา ไปหมอจินดาขายบ้าน
ภาษิตยองสมัยใหม่
"ปื๊ดขอนหาจะเข็บ" ระวังไปเจ็บที่รานนา
ถ้าบะใคร่ไปนอนผวา(บ่มีหมอ)หื้อเว้นเซ็นธรัล
หื้อหลีกเลี่ยงขับซิ่งวิ่งวนชนสนั่น
พลาดพลั้งรีบยืนยันรถกู้ภัย "บ่ไปราชเวด"
kool-kool
May 3 2008, 15:43
โรงพยาบาลลานนา เคยเหมือนกันคะแต่ผ่านมาประมาณ 10 ปีแล้ว ยังไม่ปรับปรุงเหรอคะ ตอนน้ันพี่่ชายเป็นไมเกรน และมีไข้ด้วยไปส่งที่่โรงพยาบาลต้ังแต่ 7 โมงเช้าพยาบาลพาไปที่ห้องรักษาฉุกเฉินเข้าไปถึงก็ให้นอนบนเตียงแล้วดึงผ้าม่านปิดไว้ แล้วบอกให้ญาตินั่งรอแล้วบอกว่าคุณหมอยังไม่มาต้องรอ 8 โมง เราก็รอจนประมาณเกือบ 20 นาทีก็ไม่เห็นเค้าทำอะไรก็เลยลุกเข้าไปดูพี่ชาย ต้องตกใจมากสภาพพี่เราตอนนั้นนอนงอตัวอยู่บนที่นอนเส้นเลือดตรงขมับปูดโปนและที่ปากของพี่ชายเราเค้าเอาผ้ายัดไว้เอง(มาถามตอนหลังพี่ชายเราบอกว่าปวดหัวมากจนจะช็อคถ้าไม่เอาผ้ายัดปากก็จะกัดลิ้นตัวเองเพราะเค้าไม่มีแรงแม้จะตะโกนเรียก) พอเราเห็นสภาพพี่เราก็ตะโกนความจริงเราตะหวาดพวกพยาบาล 2-3 คนที่อยู่ใกล้เตียงนั่นแหละว่าขอร้องให้ดูสภาพพี่ชายเราหน่อยไม่ใช่ปล่อยแบบนี้พอพยาบาลเห็นสภาพพี่ชายเราเค้าก็ตกใจมากรีบเอามอร์ฟีนมาฉีด สักพักพี่ชายเราก็ดีขึ้น ยังกลับมาคิดทีหลังเลยว่าถ้าเราไม่เปิดม่านเข้าไปดูพี่เราจะมีอะไรเกิดขึ้นทั้งที่พยาบาลพวกน้ันอยู่ห่างจากเตียงไม่ถึง5 ก้าวเลย หยั่งงี้ถ้ายังไม่ทำการรักษาก้ออย่าปิดผ้าม่านเลยเพราะมองไม่เห็นคนไข้ และอีกอย่างถ้าพวกคุณไม่ใส่ใจก้ออย่าไล่ญาติเค้าออกจากห้องเลย อย่างน้อยเค้าก็ยังช่วยดูคนไข้ซึ่งเป็นญาติด้วยความจริงใจมากกว่าพวกคุณ
น้องน้อย
May 3 2008, 23:02
ครอบครัวผมก็เจอแต่ไม่เลวร้ายเท่าครับคือว่าแม่ผมต้องไปตรวจเบาหวานทุก2เดือนคือหมอนัดน่ะครับแล้วแม่ก็ไปกับพือไปตั้งแต่ 7 โมงเช้าเพื่อจะดได้ไม่ต้องรอนานแต่สุดท้ายก็เหมือนเดิมคือไปตรวจเลือดอย่างมากก็รอผลเลือดประมาณไม่เกิน2ชั่วโมงอย่างช้าสุดๆๆๆๆเลยแต่วันนั้นพ่อและแม่รอจนเที่ยงเพื่อให้หมอสรุปว่าเป็นอย่างไรบ้างแต่ผลสุดท้ายกลับบอกว่าหมอตรวจเสร็จแล้วกลับไปแล้วแล้วยังให้รออีกเป็นหลายๆ ชั่วโมงไม่มีการออกมาบอกต้องเสียเวลาทำงานทำการเขาไม่ค่อยคิดถึงตรงนั้นเลยทั้งที่ต้องเสียเงินแต่ละครั้งไม่ต่ำกว่า 7,000-8,000 บาทเลย คิดแล้วโมโหเนอะเฮ้อ
เด็กรุ่นนั้น
May 3 2008, 23:22
QUOTE(ก๊ายโฮงยาบ่มีหมอ @ May 2 2008, 22:01)

โรงพยาบาลชื่อคุ้นๆ รักษาคนป่วยโรคไข้เลือดออก มีการเติมเลือด ปรากฏเอากรุ๊ปเลือดผิดกันมาใส่ คนไข้ตาย ปิดข่าวกันใหญ่ ปรากฏคนตายเป็นลูกผู้มีอันจะกิน ตายมาหลายปีแล้ว แต่หมู่เฮายังจำได้ เพราะเหตุว่ากลางคืนบ่มีหมอ มีแต่พยาบาล แถมบางครั้งเป็นผช.พยาบาล ดีนะที่ไม่เหมือนบาง รพ. เอา ผช.พยาบาลแบบเรียนลัด อบรม 6 เดือน ก็มาใส่ชุดขาว ที่แท้เป็นเด็กเทกระโถน หรือรับจ้างนอนเฝ้าไข้ แต่กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ มาดูแลคนไข้อาการหนัก ระวังนะอย่าเอาพ่อแม่พี่น้องญาติโยมไปเสี่ยงชีวิต
คนตาย เป็นคนตระกูลนิ่มซี่เส็ง ครับ
ถ่ายเลือดผิดกรุ๊ป ประมาณปี 33
ผู้มาเยือน_monkey_*
May 4 2008, 19:19
โรงพยาบาลสัตว์ที่ใช้บริการอยู่ประจำ ขอเอ่ยชื่อ ร.พ สัตว์บ้านหมากับเเมว ตรงเชียงใหม่เเลนด์ บริการกับสัตว์ได้ดีมากๆ ดูเเลเเละอธิบายเกี่ยวกับโรคที่เป็นอย่างละเอียดมากๆให้เวลากับการตรวจไม่เคยเร่งรีบทั้งๆที่เค้าคิดค่าหมอแค่ประมาณ30-50 บาท ยกตัวอย่างเพื่อเปรียบกับการบริการกับ คน เวลาไปใช้บริการในโรงพยาบาลเทียบกันไม่ได้เลย รีบๆถามอาการ รีบๆเขีอนใบสั่งยาไม่เคยอธิบายเกี่ยวกับโรคที่เป็นหรือวิธีการรักษาเลย หรือหมอสัตว์กับหมอคนจรรยาบรรณต่างกัน
เคยไปโรงพยาบาลนี้ตอนลูกเป็นไข้ตัวร้อนรอหมอนานมากเลยไปที่อื่นแทน
จริงๆเชียงใหม่เป้นเมืองท่องเที่ยวน่าจะมีโรงพยาบาลที่มีมาตราฐานและใหม่เยอะกว่าปัจุบันนี้เนอะ
ที่โรงแรมน่ะสร้างกันเข้าไป
ผู้มาเยือน
May 5 2008, 13:27
ขอแสดงความเสียใจด้วยครับ ผมว่าถ้าหมอเค้าเลือกได้เค้าคงไม่อยากให้ใครเสียชีวิตหรอกครับ แต่ก็เสียความรู้สึกเหมือนกัน ใจเย็นๆนะครับ ทำบุญให้ท่านมากๆ ท่านไปสบายแล้วครับยังเหลือเราๆที่ต้องทนต่อสู้ในโลกนี้
ผมก็มีประสบการณ์จากโรงพยาบาลลานนามาเหมือนกัน เกือบตายเลยครับ ผ่าตัดไส้ติ่งไม่รู้บ้านไหน ผ่าตัดตี้ง 2 รอบ เย็บตั้ง 27 เข็ม เสียตังค์ไปตั้ง 7 หมื่น จำได้ไม่เคยลืม ถ้าไม่รีบเปลียนไปโรงพยาบาลเชียงใหม่รามเสียก่อน คงตายไปแล้ว ตอนนี้ ยังทิ้งรอยแผลเป็น ไว้ดูต่างหน้า เต็มหน้าท้องเลยครับ ตั้งแต่นั้นมา ไม่ยอมไปเหยียบอีกเลย สรุป แค่เป็นไส้ติ่ง ผมหมดเงินไปเป็นแสน เฮ้อ อนิจจัง พยายามที่จะอโหสิ ให้นะ แต่ทำไม ทำคนไม่เลิก[color="#FF0000"][/color]
torcm1234
May 6 2008, 12:42
ป่าแงะ สันทราย ลานนา ตอนไป เดินไปได้ แต่ตอนกลับ นอนกลับทุกเกือบทุกรายครับ เจอมากับตัวเองตลอดเลย....
เราก็เคยเจอกระดูกแตกหลุดห้อยอยู่อย่างงั้นทั้งคืน ดันบอกว่าแค่ฟกช้ำดำเขียว ให้นอนพักไม่หายพรุ่งนี้มาใหม่ ไม่มีการตรวจใด ๆ นอกจากยืนดูเฉย ๆ

ไปราม1 หมอเขนเข้าห้องผ่าตัดเลย ดีใจมากจะได้หายซะที ปวด....ดดด
แล้วอยู่มาได้ อย่่างไร เกือบ 30 ปี????
ผู้มาเยือน
May 9 2008, 15:58
บทความนี้เป็นบทความของ...หมอแมวค่ะ..จาก mthai.com
"...ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์การออกประกาศ"ข้อเท็จจริงทางการแพทย์"ที่ออกมาโดยแพทยสภา มีการพยายามเสนอข่าวในเชิงที่ว่าสิ่งที่แพทยสภาออกมาคือ"กฎหมาย"และมีความพยายามบิดเบือนโดยกลุ่มคนบางกลุ่มว่าประกาศฉบับนี้เป็น"กฎหมายห้ามฟ้องแพทย์"ยิ่งเมื่อมีสื่อมวลชนบางคน และแพทย์บางคน(ที่แพทย์ทั้งหลายก็รู้ว่าเป็นใคร) ออกมาให้ความเห็นคัดค้านว่าเป็นการกระทำที่ผิดจรรยาแพทย์ ก็เลยทำให้เกิดความน่าสงสัยว่า แพทยสภาจะมีหรือที่จะออกประกาศออกมาให้คนด่าเล่นอันที่จริงแล้วเมื่อประมาณ6เดือนก่อน ผมได้อ่านร่าง"ประกาศข้อเท็จจริงทางการแพทย์"ที่แพทยสภาได้ส่งไปที่บ้านแล้วรอบหนึ่งและได้มีความคิดจะเขียนแล้วเอามาลงในMthaiอยู่แล้ว แต่ในครั้งนั้น ด้วยเชื่อว่าอ่านเนื้อความแล้ว ไม่มีเหตุอะไรที่น่าจะต้องเขียน และมองโลกในแง่ดีว่ามันไม่ได้เป็นกฎหมายอะไรทั้งนั้น เป็นแค่การบอกกล่าว"เรื่องธรรมดาสามัญ"ของมนุษย์ปุถุชนภายใต้กรอบกฎหมายบ้านเมืองคำถามก่อนการอ่านต่อไปก.เป็นกฎหมายหรือข้อบังคับหรือไม่ (ไม่ เป็นประกาศเพื่อแสดงความจริง) สิ่งที่ทางแพทยสภาประกาศออกมา คือ"ข้อเท็จจริง" สิ่งที่กล่าวขึ้นมาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย เช่น คนไข้มารพ.โดยต้องการให้แพทย์รักษาตามใจตนเอง(ข้อ1) ผู้ป่วยปิดบังข้อมูลโรคประจำตัวบางอย่างจนเกิดผลเสียต่อการรักษา(ข้อ8) เป็นต้น สิ่งที่แพทยสภาทำนั้นก็เป็นเช่นเดียวกับประกาศสิทธิผู้ป่วยนั่นคือ เป็นการบอกสิทธิของผู้ป่วย และสิ่งที่ผู้ป่วยควรจะทำเพื่อประโยชน์ทางสุขภาพของตนเอง ซึ่งทั้งสิทธิผู้ป่วยและข้อเท็จจริงทางการแพทย์ ต่างเป็นสิ่งที่ตั้งอยู่บนกฎหมายและรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว เพียงแต่แพทยสภานำมากล่าวให้ชัดเจนเท่านั้นข.มีข้อใดที่ก่อผลเสียต่อผู้ป่วยหรือไม่ (ไม่มี แค่บอกกล่าวความจริง) อย่างที่บอกแล้วว่าเป็นการประกาศสิ่งที่เป็นอยู่จริงอยู่แล้ว ไม่ได้มีผลต่อการรักษาผู้ป่วย เพียงแต่แสดงจุดยืนให้ชัดเจน อีกทั้งเป็นการบอกให้รู้ว่าการรักษาด้วยระบบทางวิทยาศาสตร์การแพทย์นั้นมีข้อจำกัดหลายอย่าง ถึงแม้จะรักษาอย่างเต็มที่ในประเทศหรือที่ซึ่งมีเทคโนโลยีที่พร้อม แต่กับเมืองไทยซึ่งแพทย์ยังมีไม่มากยิ่งไปกันใหญ่ผมอยากนำเสนอให้ทุกท่านอ่านประกาศข้อเท็จจริงไปด้วยกันกับผม และมาดูในรายละเอียดของแต่ละข้อกัน1."การแพทย์" ในที่นี้ หมายถึงการแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งคือการแพทย์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วทางวิทยาศาสตร์ว่ามีประโยชน์ ปกติแพทย์เรียนมายังไงก็รักษาอย่างนั้น แต่ว่าในการทำงานกับคนจริงๆ ในชนบทจริงๆ มีความเชื่อความเข้าใจหลายอย่างที่บางครั้งแก้ไขยากตามสามัญสำนึก ถ้ามารพ.แต่ไม่รักษาตามที่แพทย์บอก หรือไปรักษาทางไสยศาสตร์,ความเชื่อ ก็ย่อมเป็นความรับผิดชอบของคนๆนั้นแต่ชีวิตจริงไม่ใช่แบบนั้น ที่แพทย์ชนบทตัวจริงต้องเจอคือต้องชนกับความเชื่อของชาวบ้านบางคนมารพ. ปวดท้องหมอสงสัยไส้ติ่ง ผู้ป่วยไม่ต้องการผ่าตัด แต่ต้องการนอนพ่นน้ำมนต์ในโรงพยาบาล แพทย์เห็นว่ากลับไปแล้วต้องตายแน่ก็เลยให้นอนรพ.(แต่ผู้ป่วยหัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอมผ่าตัด) ... ต่อมาผู้ป่วยปวดท้องมาก แพทย์ตื้อให้ผ่าจนผู้ป่วยยอมผ่า แต่พบว่ากลายเป็นไส้ติ่งแตกไปแล้ว... กรณีแบบนี้ถ้าเกิดขึ้นในภาคกลาง ผมพนันได้10:1 ว่าหมอต้องโดนร้องเรียนแน่นอนหรือที่ผมเจอเอง โดนงูกัด เอางูมาโรงพยาบาล ... ผมแนะนำให้นอนโรงพยาบาล แต่ญาติและผู้ป่วยไม่ยอม บอกว่าจะเอากลับไปรักษาด้วยว่านที่บ้าน (คงคิดแล้วใช่ไหมครับว่าแล้วจะพามารพ.ทำไม) พอถามว่าแล้วพามาทำไม เค้าก็ตอบซื่อๆว่า ถ้ากลับไปบ้านแล้วเป็นอะไรไปจะได้มีคนรับผิดชอบ....... ผมฟังแล้วก็หน้าชาเหมือนกัน (สรุปแล้วผมก็บอกว่าถ้าไม่รักษาที่รพ. จะมาให้หมอรับผิดชอบคงไม่ได้หรอก... ว่าแล้วผู้ป่วยก็เลยยอมนอนรพ.)2.การแพทย์ยังไม่สามารถให้การวินิจฉัย ป้องกัน และ/หรือบำบัดให้หายได้ทุกโรคหรือทุกสภาวะ บางครั้งอาจทำได้เพียงบรรเทาอาการหรือประคับประคองเท่านั้น ยิ่งกว่านั้น บางโรคยังมิอาจให้การวินิจฉัยได้ในระยะเริ่มแรกเรื่องนี้สามัญสำนึกทั่วไปก็คงรู้ว่าจริง อย่างความแก่ชรา โรคเอดส์ มะเร็งหลายๆชนิด ไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้(ยังไงก็ตาย) ในการรักษานั้นส่วนใหญ่แพทย์จะบอกกล่าวญาติไว้เลยว่า ไม่ไหวแล้ว หรือ แม้จะไม่หมดหวังทั้งหมดแต่ก็แย่มากแล้วให้ทำใจญาติบางคนกลับไม่เข้าใจในจุดนี้ และไปคิดว่าแพทย์พูดเล่นพูดเผื่อ เมื่อเกิดการเสียชีวิตก็มองไว้ก่อนเลยว่าเป็นความผิดของแพทย์หลายครั้ง ผุ้ป่วยเสียชีวิตแล้ว หัวใจไม่เต้นไม่หายใจ เดินทางไปโรงพยาบาลใช้เวลาครึ่งชั่วโมง เมื่อไปถึงแพทย์ปั้มหัวใจพยายามช่วยและไม่สำเร็จ เมื่อนำศพกลับไปกลับเป็นเรื่องราวขึ้นมาว่าแพทย์รักษาไม่ดีรักษาไม่รอด .... เรื่องเหล่านี้เวลาเอาไปพูดกันก็มักวิจารณ์ว่าทำไมหมอถึงไม่มีฝีมือ ทั้งที่หัวใจหยุดมานานครึ่งชั่วโมง หมอเกรียนเทพที่ไหนก็ไม่สามารถช่วยเหลือได้ ส่วนเรื่องการไม่สามารถวินิจฉัยโรคในภาวะเริ่มแรกนั้น คงต้องบอกถึงเรื่องไส้ติ่งเป็นหลักไส้ติ่งส่วนใหญ่วันแรกที่ปวด จะปวดกลางๆท้อง.... หมอตรวจไม่เจออะไรทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นประธานชมรมแพทย์ชนบทหรือจะเป็นแพทย์ที่ทำงานในชนบทจริงๆก็ตาม เมื่อผ่านไปสองสามวันอาการจึงจะเด่นชัดช่วงที่ผมยังผ่าไส้ติ่งอยู่ จะเห็นชัดเจนว่าคนไข้เกือบทุกคนที่ต้องผ่าไส้ติ่งโดยที่ไปหาหมอท่านอื่นมาก่อน จะด่าหมอคนแรกว่าห่วยที่วินิจฉัยไม่ได้ ผมก็ต้องมานั่งทำความเข้าใจว่า ต่อให้หมอเทพเกรียนมาจากไหน ก็วินิจฉัยไม่ได้ ... คนไข้เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้างเคยมีรายหนึ่งพอผมผ่าเสร็จมาดูอาการ ทั้งผู้ป่วยและญาติก็ชมผมว่าพูดจาเพราะสนใจคนไข้ ไม่เหมือนหมอคนก่อนที่ไม่บอกอะไรพูดจาตะคอกโฮกฮากตรวจก็ห่วย.... จนผมต้องบอกว่า หมอคนแรกกับคนที่สองมันก็ผมเองนั่นแหละ แล้วก็จำไม่ได้ว่าไปตะคอกใส่เมื่อไหร่(ปีนั้นทั้งปีไม่ได้ตะคอกใครเลยอยู่แล้ว).... ประกาศฉบับนี้ คงไม่ได้ทำให้ผู้ป่วยเข้าใจอะไรนัก แต่การมีอยู่ของข้อนี้ก็จะทำให้ง่ายต่อการอธิบายมากขึ้นว่า ไอ้ที่หมอบอกพร่ำบ่นอยู่เนี่ย เป็นความจริงที่แพทย์ท่านอื่นๆทั่วไปเขาก็รู้กัน ไม่ใช่ยกเมฆมาคนเดียว3.ในกระบวนการดำเนินการทางการแพทย์อาจเกิดสภาวะอันไม่พึงประสงค์ได้ แม้ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมจะใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอแล้วก็ตาม ซึ่งถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ในทางการแพทย์นั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าไม่มีอะไรที่ปลอดภัย100% ไม่ว่าจะเป็นอะไรที่เล็กน้อยมากๆเช่นการถอดเล็บ หรือเจาะเลือดน่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้กัน และเวลาแพทย์พูดถึงสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ก็มักจะไม่สนใจฟังหรือรำคาญ.... และเมื่อเกิดเรื่องขึ้นมาก็มักจะบอกว่าเป็นความผิดพลาดของแพทย์ยกกรณีที่เกิดขึ้นกับคนที่รู้จักกับทางครอบครัวผม สุขภาพแข็งแรงดี ไปตรวจเช๊คสุขภาพและทำเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์(ซึ่งปกติมีการฉีดสี)ซึ่งทั้งคนทำและถูกทำก็รู้ว่ามีโอกาสแพ้อยู่แล้วแต่ต่ำมาก.... โชคร้ายที่แจ๊คพ็อตมาตรงพอดี เกิดการแพ้รุนแรงจนถึงแก่ชีวิต แม้จะเตรียมเครื่องมือช่วยเหลือล่วงหน้าเต็มที่อยู่แล้วก็ช่วยเหลือไม่ทัน.... ผมเอง เคยมีผู้ป่วย(จริงๆไม่ป่วย) จะมาขอให้ผมส่งตรวจCT โดยที่ไม่ได้มีอาการอะไรเลย ผมก็ยกเรื่องแบบนี้ให้ฟังและพยายามบอกว่าถ้าไม่มีอะไร ก็ไม่ต้องไปตรวจเพราะอันตรายและไม่ได้อะไรขึ้นมา... แต่ดูท่าทีแล้วอีกฝ่ายคงจะคิดว่าผมพูดเล่นซะมากกว่าการมีอยู่ของประกาศข้อนี้ เป็นการยืนยันความจริงที่จะช่วยให้แพทย์อธิบายได้ง่ายขึ้นว่าของพวกนี้มันไม่ได้ปลอดภัย100% ไม่ใช่คำขู่เล่นๆของหมอและเวลาไปออกทีวี จะได้เลิกอ้างคำพูดว่า แพทยสภาไม่เคยประกาศว่าการรักษาอย่างถูกต้องก็สามารถเกิดภาวะไม่พึงประสงค์ได้4.ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมย่อมใช้ดุลพินิจในการเลือกกระบวนการดำเนินการทางการแพทย์ รวมทั้งการปรึกษาหารือส่งต่อโดยคำนึงถึงสิทธิและประโยชน์โดยรวมของผู้ป่วย สามัญสำนึกของคนทั่วไป ถ้าอยู่บ้านก็รักษาตัวเอง แต่หากมาโรงพยาบาลแล้วแม้ว่าจะสามารถเป็นผู้ตัดสินใจได้ก็ต้องให้แพทย์เป็นผู้รักษา แต่ในทางปฏิบัติแล้วจะพบว่าผู้ป่วยบางรายต้องการตัดสินใจการรักษาทั้งหมดโดยที่ไม่ฟังความเห็นของแพทย์อย่างเช่นตรวจพบว่าเป็นการท้องนอกมดลูก แต่ผู้ป่วยเคยได้ยินว่ามีการรักษาโดยใช้ยาไม่ต้องผ่าตัด แต่แพทย์เห็นว่าเริ่มไม่ดีแล้วหากปล่อยหรือยอมส่งตัวไปในโรงพยาบาลที่ทำแบบนั้นได้ ต้องเดินทางอีกเป็นหลายชั่วโมง มีโอกาสถึงแก่ชีวิต แพทย์ก็มีสิทธที่จะไม่ยอมใช้การรักษานั้นตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง ต้องส่งไปตรวจเพิ่มเติมและรักษาในศูนย์มะเร็ง แต่ผู้ป่วยบอกว่าไม่ต้องส่งหรอก ตัดก้อนทิ้งก็พอ แพทย์เห็นว่าการตัดก้อนเฉยๆโดยไม่ฉายแสงให้คีโมต่อนั้นไม่มีประโยชน์อันใด ก็มีสิทธิไม่ยินยอมรักษาตามแบบที่ผู้ป่วยต้องการถ้าจะเอาให้ชัดเจนและใกล้ตัวทุกท่านมากๆ ก็อย่างกรณีเจ็บคอมีไข้ต่ำๆไปแล้วได้แต่ยาพาราฯที่หลายๆคนบ่นกันนักหนาว่าจ่ายแต่พาราฯ .... ก็ถ้าคอแดงนิดเดียว ไข้37นิดๆ ทอนซิลไม่อักเสบ การจ่ายยาแก้อักเสบฆ่าเชื้อ นอกจากไม่มีประโยชน์แล้วยังไปทำให้เชื้อในร่างกายเกิดการดื้อยา เป็นผลเสียในภายภาคหน้า ... แพทย์ก็มีสิทธิที่จะไม่สั่งยาเอาไปกินให้เชื้อดื้อเล่น (แต่ปัจจุบันถ้าคนไข้เยอะมากๆ อธิบายไม่ทัน หลายแห่งก็อาจจะต้องยอมให้ไปเพราะถ้าไม่ให้ก็ไม่ยอม... เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุซึ่งหลายที่แก้ไขไม่ได้)5.เพื่อประโยชน์ต่อตัวผู้ป่วยเอง ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมอาจปฏิเสธการรักษาผู้ป่วยที่ไม่อยู่ในสภาวะฉุกเฉินอันจำเป็นเร่งด่วนและเป็นอันตรายต่อชีวิต โดยต้องให้คำแนะนำหรือส่งต่อผู้ป่วยตามความเหมาะสม ข้อนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ และถูกใช้เป็นเครื่องมือในการบิด....ข้อมูลในการออกรายการหนึ่ง....ในข้อนี้ต่างจากข้อ4ตรงที่ ข้อ4มุ่งเน้นเรื่องกระบวนการรักษาเป็นหลัก แต่ในข้อ5นี้พูดถึงว่าการที่แพทย์จะไม่รักษานั้นประกอบด้วยองค์ประกอบใดบ้างนั่นคือ หากแพทย์จะไม่ยอมรักษาผู้ป่วยก็ต้องมี- ผลประโยชน์ของผู้ป่วยเป็นหลัก ไม่ใช่ผลประโยชน์ของแพทย์หรือโรงพยาบาล- เป็นภาวะที่ตรวจแล้วหรือเห็นชัดว่าไม่ฉุกเฉิน ไม่อันตรายต่อชีวิตในตอนนั้น (และเมื่อประกอบกับข้อ5 ถ้าช่วยแล้วมีผลเสียมากกว่าส่งต่อก็มาเข้าเกณฑ์นี้อีก)- ต้องบอกว่าที่ไม่รักษาก็ต้องบอก แนะนำ หรือส่งต่อให้รักษา .... ไม่ใช่เดินมา มองหน้า โบกมือให้กลับไปแล้วไม่บอกอะไรที่ผ่านมาปัญหานี้มีมากทีเดียวในกรณีรูปแบบต่างๆกันเช่น-ผู้ป่วยตื้อให้รักษาไปเลยด้วยวิธีที่ผู้ป่วยเชื่อว่าได้ผล แต่แพทย์เห็นชัดแล้วว่าถ้ารักษาแบบนี้ไม่มีทางดีขึ้นแน่.... ตัวอย่างยอดนิยม เช่นผู้ป่วยมีอาการซีดเรื้อรัง มารพ.ขอรับเลือดโดยไม่ยอมตรวจเพิ่มเติมหลายครั้ง ครั้งนี้มาขอรับเลือดเมื่อแพทย์ตรวจร่างกายและเจาะเลือดแล้วพบว่าซีดเพียงเล็กน้อย .... แพทย์จึงให้ส่งตัวไปโรงพยาบาลจังหวัดเพื่อทำการตรวจส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร และปฏิเสธการไม่ให้เลือด-ผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน.... ผู้ป่วยขี่จักรยานหกล้ม(หัวไม่กระแทกไม่สลบมีแผลถลอกเล็กน้อย) เดินมาโรงพยาบาล ตรวจแล้วเอกซ์เรย์แล้ว(ทั้งที่รู้ว่าไม่จำเป็นแต่ผู้ป่วยต้องการมาก) พบว่าน่าจะเป็นอาการช้ำธรรมดา แต่ผู้ป่วยต้องการนอนโรงพยาบาลให้น้ำเกลือและเอกซ์เรย์สมอง แพทย์เห็นว่ารักษาด้วยการกินยาพาราเซตามอลและพักสักวันก็เพียงพอ ผู้ป่วยไม่พอใจและเห็นว่ารถล้มเป็นเรื่องฉุกเฉินเร่งด่วนอาจจะถึงแก่ชีวิต ... แต่เมื่อแพทย์ตรวจและไม่พบความจำเป็นที่จะต้องตรวจแล้ว ก็สามารถอธิบายและไม่ตรวจรักษาต่อได้ (จะให้ตรวจอะไรต่อล่ะครับ)น่าเสียดายที่ประกาศฉบับนี้ไม่ครอบคลุมถึงเพื่อประโยชน์ของผู้ป่วยที่มีอาการหนักถึงแก่ชีวิตกว่า... เพราะที่ผ่านมาปัญหาหนึ่งที่พบบ่อยก็คือ ระหว่างที่แพทย์พยาบาลกำลังช่วยเหลือผู้ป่วยที่กำลังจะตาย(เช่นโดนยิง, รถคว่ำ, ปอดทะลุ หรือคนไข้เลือดไหลท่วมเป็นลิตรๆ) บางครั้งเกิดมีคนที่รอไม่ไหวบอกว่าตนเองฉุกเฉินเร่งด่วนเข้ามาขัดขวางการรักษา เช่น คนไข้ขาดยาความดัน10วัน คนไข้อยากผ่าหูด คนไข้ท้องเสียที่ความดันปกติ ซึ่งถ้าแพทย์คนไหนเกิดเหตุการณ์นั้นและดวงตกพอ ก็อาจจะโดนญาติผู้ป่วยทั้งสองฝ่ายร้องเรียนพร้อมๆกันคำถามที่ถามกันมากเนื่องจากมีการปลุกกระแสก็คือ อย่างนี้แพทย์มีสิทธิปฏิเสธผู้ป่วยได้เสมอใช่ไหม คำตอบก็คือไม่ใช่.... ถ้าเป็นโรคที่แพทย์รักษาได้ที่นั่นเลย ก็ต้องตรวจรักษาตามปกติดังนั้นอาจจะตอบปัญหาที่มีคนสร้างกระแสว่า "ถ้าคนไข้ไม่มีเงิน หมอไม่รักษาได้" ว่า "ไม่เป็นความจริง" 6.ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรฐานและจริยธรรมวิชาชีพ ย่อมมีสิทธิ และได้รับความคุ้มครองที่จะไม่ถูกกล่าวหาโดยไม่เป็นธรรม ตามกฎหมายไทยภายใต้รัฐธรรมนูญ ประชาชนทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองจากการถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม จึงมีการฟ้องหมิ่นประมาทกันในสังคมไทยกรณีที่เจอกันบ่อยมากก็คือหมอตรวจในโรงพยาบาล ผู้ป่วยบางคนมารักษาแล้วเกิดความไม่พอใจ... ยกตัวอย่างกรณีของผม ผู้ป่วยมาแล้วต้องการยาที่ไม่จำเป็นและเห็นแล้วว่าอันตราย(มาขอยานอนหลับ4-5ชนิด) พอไม่ให้ก็เดินมาหน้าห้องแล้วมาด่าว่าผมที่หน้าห้องตรวจ พอมีคนมาเชิญไปที่อื่นดีๆ ก็ออกไปด่าหน้าโรงพยาบาลว่าหมอด่าว่าและไม่ยอมตรวจ...ถ้าเป็นอาชีพอื่น ผู้ป่วยคนนี้คงโดยฟ้องหมิ่นประมาทหรือแจ้งความไปแล้ว แต่สังคมไทยเป็นสังคมที่อลุ้มอล่วยกันมาก ที่ผ่านมาแพทย์มักจะปล่อยไป... แต่ปัจจุบันเวลาเกิดเหตุผู้ป่วยกล่าวหาแพทย์แล้วแพทย์ปล่อยเลยไป ก็กลายเป็นว่ายอมรับว่าทำจริง (เป็นข่าวก็แพทย์ผิด) ถ้าหากแพทย์ไปฟ้องหรือไปแจ้งความแพทย์ก็จะโดนกล่าวว่าไม่มีความเมตตา ประกาศนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อบอกให้รู้ว่าแพทย์ก็เป็นคนๆนึง มีสิทธิต่างๆเท่ากันกับคนทั่วไป หากคิดว่าไม่พอใจในการตรวจรักษาหรือมาตรฐาน ก็ควรจะปฏิบัติเช่นเดียวกับความไม่พอใจในการรับบริการอื่นๆ นั่นคือร้องเรียนไปตามระบบ ถ้าหากออกมาต่อยหมอ ด่าหมอ ก็ต้องรับรู้ไว้ว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามที่นพ.เกรียนศักดิ์ ได้บอกว่าเป็นการคุ้มครองไม่ให้ถูกฟ้องหรือแจ้งความนั้น ก็ไม่เป็นความจริง เพราะในกฎหมายไทย ประชาชนทุกคนก็มีสิทธิได้รับความคุ้มครองที่จะไม่ถูกกล่าวหา"อย่างไม่เป็นธรรม"อยู่แล้วถ้าทำผิด ก็โดนร้องเรียนฟ้องร้องได้ตามกฎหมาย7.ภาระงาน ข้อจำกัดของสถานพยาบาล ความพร้อมทางร่างกาย จิตใจ และสภาพแวดล้อมของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ย่อมมีผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินการทางการแพทย์ เอาง่ายๆครับ หลายโรงพยาบาลมีหมออยู่กันแค่สองคน ดูผู้ป่วยนอกวันละ300-400คนต่อช่วงเช้า ตกเย็นต้องมาอยู่เวรถึงเช้า วันเว้นวัน.... บางครั้งเจอเรียกตัวไปประชุมของจังหวัด ไปเป็นพยานศาล ซะ1คน อีกคนก็ต้องอยู่เวร บางคนไม่ได้นอนติดกันสามวัน บางคนจำต้องอยู่เวร5วันติดกัน ไม่ได้นอนเต็มตื่นสักคืนหมอบางคนที่เป็นข่าว ข่าวไม่ลงไปด้วยว่าสภาพหมอบางคนอาการหนักแค่ไหน , หมอบางคนมีไข้39-40 แต่ก็ต้องทนทำงานเพราะไม่มีคนอื่นมาอยู่เวรแทน (รพ.ใกล้ก็เต็มกลืน) , บางคนเป็นข่าวว่าพูดจาไม่เพราะไม่มีหางเสียง แต่ข่าวเลี่ยงไม่ลงว่าแพทย์โดนด่าบุพการี โดนถุยน้ำลายใส่ หรือโดนผลักอก โดยคนที่เรียกตนเองว่า"ผู้ป่วย" กฎหมายของบางประเทศ สั่งห้ามแพทย์ไม่ให้ทำงานเกิน....ชม.ต่อสัปดาห์ ใครทำมีความผิดแต่ของไทย แพทย์ส่วนใหญ่รู้ดีว่าถ้าไปกำหนดเพดานการทำงานแบบนั้นล่ะก็ได้วุ่นวายกันไปทั่วแน่นอน ก็เลยไม่มีใครออกมาเรียกร้องเพื่อเห็นแก่ส่วนรวมดังนั้นประกาศในข้อนี้ จึงเป็นแค่การบอกความจริงอีกข้อตามหลักเหตุและผลว่า "ในสภาพโรงพยาบาลของประเทศกำลังพัฒนา มีหมอ1-2คน ทำงานได้นอนวันละ5-6ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด มีคนไข้มาวันละ300-400คน โดนคนไข้บางคนด่าว่าทุกวัน จะให้รักษาเทียบเท่ารพ.มหา'ลัยฮาร์วาร์ดของอเมริกาและให้นั่งคุยกับคนไข้คนละครึ่งชั่วโมง คงเป็นไปไม่ได้"8.การปกปิดข้อมูลด้านสุขภาพและข้อเท็จจริงต่างๆ ทางการแพทย์ของผู้ป่วยต่อผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ทำการวินิจฉัยและรักษาย่อม มีผลเสียต่อการวินิจฉัยและการรักษา ตามสามัญสำนึกของคนทั่วไป ถ้าปกปิดหรือไม่บอกข้อมูลทางสุขภาพแล้วก็ย่อมมีผลเสียใช่ไหมครับ... อย่างเช่น ผู้ป่วยมีโรคหอบหืดอยู่ก่อน เมื่อไปรักษาโรคความดันสูงกลับไปบอกหมอว่าไม่มีโรคประจำตัว.... เมื่อหมอให้ยาลดความดัน ก็เกิดอาการหอบหืดกำเริบ... ฟังดูก็ปกติดีผู้ป่วยผิดพลาดเองที่ไม่บอกแต่ความซับซ้อนของมันอยู่ที่ว่า บางโรคถ้าปกปิดปุ๊บ อาจจะส่งผลเสียจนถึงชีวิต หรือพิการได้ และเมื่อเกิดเหตุขึ้นมาแล้วผู้ป่วยและญาติบางครั้งก็ร้องเรียนโดยพยายามจะ"ไม่พูดถึงประเด็นที่ผู้ป่วยได้ปกปิดข้อมูล" มีบางกรณีเคยเป็นข่าวออกทีวีด้วยซ้ำถ้ายกตัวอย่างให้ชัดเจนขึ้น ผู้ป่วยติดเชื้อเอดส์และรู้ตัวอยู่แล้ว ป่วยมีไข้ไอไปโรงพยาบาล แพทย์ถามโรคประจำตัวก็ตอบว่าไม่มี เมื่อตรวจรักษาตามแนวทางปกติก็ตรวจไม่พบอะไร เวลาผ่านไปปรากฎว่าผู้ป่วยติดเชื้อชนิดที่ไม่พบในคนปกติ เกิดอาการหนักต้องเข้าไอซียู เมื่อหายก็กล่าวหาว่าแพทย์ตรวจรักษาไม่ดีทำไมไม่ตรวจด้วยเครื่องมือชนิดหนึ่งซึ่งถ้าตรวจจะเจอทันที และอ้างว่าที่ไม่บอกแพทย์ว่าติดเอดส์ก็เพราะแพทย์ไม่ได้บอกก่อนว่าสำคัญต่อการรักษาเอาง่ายๆว่า เวลาเกิดเรื่องแล้ว ผู้ป่วยบางคนจะอ้างว่า "หมอไม่บอกก่อนว่าถ้าปกปิดแล้วอันตรายขนาดนี้ ถ้าหมอบอกว่าอันตรายผมก็บอกแล้ว" (มีจริง และน่าเสียใจที่อ้างแล้วฟังขึ้นในสื่อต่างๆ)การประกาศนี้ออกมาให้ชัดเจนจะได้เป็นการบอกให้ทุกคนรู้ไปเลยว่า การปกปิดข้อมูลข้อเท็จจริงทางสุขภาพมันก่อผลเสียได้9.การไม่ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของผู้ ประกอบวิชาชีพเวชกรรม หรือบุคลากรทางการแพทย์ ย่อมมีผลเสียต่อการรักษาและการพยากรณ์โรค ฟังดูก็ปกติธรรมดานะครับ ถ้าไม่ทำตามหมอสั่งก็ย่อมเกิดผลเสียต่อการรักษาและต่อโรคในระยะยาว ไม่น่าจะเอามาโกรธแพทย์ แต่ปัจจุบันก็มีปัญหาที่เกิดจากเรื่องแบบนี้อยู่บ่อยๆผู้ป่วยถุงลมโป่งพอง เกิดจากการสูบบุหรี่เป็นเวลานาน... โรคนี้รักษาไม่หายแต่พอจะชะลออาการได้ถ้าไม่สูบบุหรี่เพิ่มเติม แต่ผู้ป่วยหลายคนจะไม่ยอมหยุดสูบบุหรี่ โรคก็จะหนักขึ้นเรื่อยๆ.... ผมเองรักษาผู้ป่วยที่เป็นแบบนี้หลายคน มีบางรายมีอาการหนักเพราะหยุดสูบบุหรี่ไม่ได้มาโรงพยาบาลต้องใส่ท่อช่วยหายใจเข้าเครื่องช่วยหายใจ ญาติบางคนมีเชื่อว่าการสูบบุหรี่จะทำให้เป็นแบบนี้ และตั้งแง่ว่า "ถ้าหมอรักษาดีมีมาตรฐานต่อให้สูบบุหรี่ก็ไม่มีทางเป็นอย่างนี้ ที่อาการหนักเป็นเพราะหมอรักษาไม่ดี"ผู้ป่วยเบาหวาน ไม่ควบคุมอาหารเลยแม้จะขู่หรือแนะนำว่าถ้าทำอย่างนี้ต่อไป ไตจะวาย จะทรมานจากอาการน้ำท่วมปอด ผู้ป่วยก็ยังปล่อยต่อไป......ต่อมาเกิดไตวายเรื้อรัง ต้องฟอกไตต้องทนทรมานกับอาการเหนื่อยตลอดเวลา... เมื่อถึงจุดนี้ก็บอกว่าแพทย์รักษาไม่ดีปล่อยให้น้ำตาลขึ้นสูงหลายปีจนไตวายแต่ถ้ากรณีของผมโดนเอาไปเป็นข่าวหน้าหนึ่ง ก็คงโดนบอกว่ารักษาไม่มีมาตรฐานโดยสื่อคงไม่บอกว่าผู้ป่วยไม่ยอมทำตามคำแนะนำแต่ใช้คำว่าไม่มีมาตรฐานแทนดังนั้นประกาศฉบับนี้จึงแค่บอกสิ่งที่ควรจะเป็นสามัญสำนึกธรรมดาเท่านั้นสรุปนะครับ ประกาศฉบับนี้ ก็เป็นการบอกกล่าวสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยว่าตอนนี้มันเกิดเรื่องแบบนี้อยู่ ไม่ใช่กฎหมายหรือข้อบังคับใดๆ ที่จะฟ้องหมอก็สามารถฟ้องได้ตามปกติครับค.ประเทศอื่นมีแบบนี้ไหมมี สามารถดูได้ที่
http://www.who.int/genomics/public/patient...s/en/index.html ในส่วนของความรับผิดชอบ,หน้าที่ของผู้ป่วย มีกำหนดไว้ชัดเจนและให้ความคุ้มครองบุคลากรทางการแพทย์ ต่างจากเมืองไทย ซึ่งคำประกาศนี้ แค่ประกาศเฉยๆว่าความจริงมันเป็นแบบนี้ ไม่มีผลอะไร..........ง.อเมริกา แดนแห่งเสรี มีประกาศแบบนี้ไหมหากไปเปิดเวปของมหาวิทยาลัยการแพทย์ชั้นนำ10แห่งของอเมริกา จะพบว่ามี7แห่งที่มีประกาศแบบเดียวกันนี้ (ที่เหลืออาจจะมีแต่ผมหาไม่เจอ)และที่คุณหมอเกรียงศักดิ์ออกมาบอกว่าเป็นกฎที่ออกโดยโรงพยาบาลเอกชน ผมไม่ทราบว่าXXXXXXXX[Censored]XXXXXXXXXXXเพราะว่าเรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องของเอกชนสักหน่อย หากแต่เป็นเรื่องของระบบสาธารณสุขสากลปล. ผมขอร้องคนที่อ่านบทความนี้แล้วคิดจะด่า โปรดแสดงความเห็นของคุณมาครับถ้าตอบได้ ผมจะตอบ เพราะถ้าหากมาต่อว่าแล้วหนีไป ก็เท่ากับว่าปิดประตูการรับรู้ของตนออกไป และไม่ได้คิดจะให้การสาธารณสุขดีขึ้น
............ขอรับฟังความคิดเห็นจากคุณลุง คุณป้า และพี่ๆที่เคารพในสโมสรอรุณสวัสดิ์ด้วยนะคะ
หรือใครมีประสบการณ์ที่ดีและไม่ดีอย่างไร เล่าสู่กันฟังได้นะคะ นู๋ทรายจะช่วยตอบข้อสงสัยและนำไปปรับปรุงในการทำงานด้วยค่ะ.......ขอบคุณค่ะ..
นี่คือ "lo-fi" version ของเนื้อหาทั้งหมด เพื่อดูเวอร์ชั่นเต็มที่มีข้อมูลครบถ้วน พร้อมการจัดรูปแบบและภาพ โปรด
คลิ๊กที่นี่.