ช่วยเหลือ - ค้นหา - รายชื่อสมาชิก - ปฏิทิน
เวอร์ชั่นเต็ม: รักษ์...รักษาสุขภาพ...
เชียงใหม่ร้อยแปด CM108 > Service Zone > รู้ไว้ใช่ว่า
mita
สุขภาพ: 12 เคล็ดลับลดแก๊สในกระเพาะ



การผายอาจจะเรื่องสนุกสำหรับบางคน แต่บางครั้งการปล่อยออกมามากเกินไปนั้นอาจจะไม่ดีต่อคุณและผู้ที่อยู่รอบข้างครับ วันนี้ผมจึงเสนอเคล็ดลับการลดแก๊สในกระเพาะจาก American College of Gastroenterology และ Harvard Medical School ครับ

1. มันเป็นเรื่องปกติและอาจจะเป็นสัญญาณที่ดีด้วย!

ผู้ใหญ่มักจะปลดปล่อยแก๊สในกระเพาะออกมา 10-20 ครั้งต่อวัน อาหารที่ดีต่อสุขภาพหลายประเภททำให้เกิดแก๊สนี่ขึ้นเช่น ถั่วต่างๆ บล็อคโคลี่ และธัญพืชบางชนิด การผายลมเพียงเล็กน้อยถือเป็นเครื่องบ่งบอกว่าคุณกินอาหารที่ควรกินแล้ว


2. กินช้าๆ ไม่ต้องรีบ

เมื่อไรก็ตามที่คุณกินหรือดื่มอะไร มันมักจะมีลม(ปริมารไม่มาก)ลงไปด้วยครับ ลมบางส่วนจะตีกลับเป็นเรอ แต่บางส่วนจะลงไปในกระเพาะหรืออาจะไปถึงลำไส้เลยทีเดียว คำแนะนำในการลดการผายลมส่วนใหญ่จึงมุ่งเน้นลดปริมาณลมนี้ ซึ่งก็คือ กินและดื่มช้าๆ และเคี้ยวอาหารให้ละเอียดครับ


3. อย่าดื่มเครื่องดื่มอัดแก๊ส

อากาศอาจจะเข้าไปในลำไส้ได้ถ้ามันรวมอยู่กับอาหารหรือเครื่องดื่ม เครื่องดื่มอัดลมเช่นโซดาและเบียร์ถือเป็นตัวหลัก สิ่งอื่นๆ นักวิทยาทางเดินอาหารเตือนให้ระวังก็คือเค้ก มิลค์เชคที่อัดแก๊ส และขนมซูเฟล (souffle)


4. งดสูบบุหรี่

ลมส่วนหนึ่งจะถูกกลืนเข้าไปขณะที่สูบบุหรี่ครับ การรณรงค์ลดการสูบบุหรี่บุหรี่มักจะมุ่งเน้นให้คนสูบเห็นถึงความน่ากลัวของผลที่จะเกิดขึ้นเช่นโรคหัวใจและโรคปอด อย่างไรก็ตาม การสูบบุหรี่ก็ทำให้เกิดการผายลมได้ครับ

5. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีกำมะถัน

ลมผายมักจะประกอบไปด้วยแก๊สต่างๆ แต่กลิ่นที่ไม่พึงประสงค์นั้นมาจากแก๊สที่มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบโดยเฉพาะแก๊สไข่เน่า (หรือแก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์) และเมทิลเมอร์แคปทัน (methylmercaptan - แก๊สที่ใส่ในถังแก๊สหุงต้มน่ะครับ) การลดกินอาหารที่มีซัลเฟอร์จึงช่วยลดแก๊สได้นั่นเอง อาหารที่มีกำมะถันได้แก่ ไข่ เนื้อ และกะหล่ำดอกครับ


6. ถั่วและผักบางชนิดก็เป็นสาเหตุเหมือนกัน

มีน้ำตาล 3 ชนิดคือแรฟฟิโนส (raffinose), สตาชิโยส (stachyose) และเวอร์บาสโคส (verbascose) ที่ลำไส้เราไม่สามารถย่อยได้(เพราะไม่มีเอ็นไซม์สำหรับย่อย) น้ำตาลเหล่านี้เป็นอาหารชั้นดีของแบคทีเรียในลำไส้ ซึ่งพวกมันจะย่อยสลายและปลดปล่อยแก๊สออกมา ถั่วชนิดต่างๆ และผักบางชนิดทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะได้ก็เพราะพวกมันมีน้ำตาลเหล่านี้ครับ ถั่วจะไม่สร้างแก๊สขึ้นมามากถ้าคุณต้มมันสักนิดและแช่ในน้ำสักหนึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นก็ไปต้มอีกรอบให้นานกว่าเดิมครับ

7. ยา Beano มีส่วนช่วยอยู่นิดหนึ่งนะเออ!

Beano เป็นชื่อยี่ห้อยาที่มีแอลฟ่า-กาแล็กโตซิเดส (alpha-galactosidase - ชื่อเอ็นไซม์ที่ย่อยสลายน้ำตาลที่ไม่สามารถย่อยได้ก่อนไปถึงลำไส้) ผสมอยู่ การศึกษาของนักวิจัยชาวอิตาลีในปี 2006 พบว่าในปริมาณสูง (เท่ากับ 8 เม็ดต่อวัน) จะช่วยลดการผายลมได้ แต่ในปริมาณปกติ (2 เม็ด) จะให้ผลที่ไม่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ยา Beano ก็คุ้มค่าน่าลองอยู่นะครับ

8. อย่ากินหวาน

อาหารที่ใส่คอร์นไซรัป (ซึ่งมีปริมาณฟรุคโตส) สูงสามารถทำให้เกิดอาการเรอและการผายลมในบางคนได้เนื่องจากลำไส้ไม่สามารถดูดซึมปริมาณฟรุคโตสได้หมด น้ำตาลพวกซอบิทอล (sorbitol) และอื่นๆ (มัลทิทอลหรือไซลิทอล) ก็ถิอเป็นตัวผลิตแก๊สเช่นกัน

9. บางตัวยายังไม่มีการรับรอง

ตัวยาที่มีส่วนผสมของถ่านผง (charcoal) เช่น CharcoCaps เชื่อว่าสามารถดูดกลืนกลิ่นของแก๊สที่มีกำมะถันผสมอยู่ในลำไส้ได้ก่อนที่มันจะกลายมาเป็นลมผาย ซิเมทิโคน (semithicone) สารออกฤทธิ์ในยาลดกรดเช่น Gas-X ทำปฏิกิริยาโดยไปสลายฟองแก๊ส มันใช้เป็นตัวยาที่ช่วยลดแก๊สมานานหลายปี แต่ปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญยังไม่รับรองถึงประโยชน์ของมัน

10. กางเกงในดูดซับกลิ่น

มันตรงข้ามกับเก้าอี้ดูดกลิ่นที่นั่งลงไปแล้วจะมีผงถ่ายที่ช่วยดูดซับกลิ่นไว้ ดร.ไมเคิล เลวิตต์ (Dr. Michael Levitt) นักวิจัยที่มีชื่อเสียงในเรื่องงานวิจัยเกี่ยวกับลมผายรายงานผลการเปรียบเทียบเก้าอี้ดูดกลิ่นและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ไว้ กางเกงในที่มีเส้นใยคาร์บอนกัมมันต์สามารถดูดซับกลิ่นแก๊สที่มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบได้เกือบทั้งหมด แผ่นที่บรรจุอยู่ภายในกางเกงใน (55-77% ส่วนเก้าอี้ดูดกลิ่นดูดกลิ่นได้ 20% เท่านั้น) อย่างไรก็ตาม กางเกงในนี้ราคาสูงมาก ยี่ห้อที่ดร. เลวิตต์ใช้ในการทดลองนั้นราคาอยู่ที่ 65 ดอลลาร์ครับ

11. ปรับเปลี่ยนระบบนิเวศ

แบคทีเรียในลำไส้จะมีการสร้างระบบนิเวศขนาดเล็กของมัน จำนวนชนิดของแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ร่วมกันเพียงไม่กี่ชนิดก็สามารถสร้างปริมาณลมผายได้มากครับ การฉีดยาปฏิชีวนะที่ไปยั้บยั้งแบคทีเรียสามารถช่วยได้ บางครั้งปัญหาอยู่ที่มีปริมารแบคทีเรียอยุ่มากเกินไป ยาปฏิชีวนะชื่อ Rifaxmin (Xifaxan) บางครั้งมักใช้กับผู้ที่มีปัญหาด้านลำไส้รวมถึงการมีผายลมมากด้วยครับ

12. หลีกหนีจากความยุ่งยาก

การศึกษาของนักวิจัยชาวสเปนในปี 2006 แสดงให้เห็นว่าผู้ถูกทดลองจะมีปริมาณแก๊สในลำไส้น้อยลงถ้าพวกเขาค่อยๆ ปล่อยออกมาครับ


ที่มา เวบน้องดิว แห้ง 1000 ติ๊บ
mita
วิธีลดความเครียดที่ได้ผลยามที่คุณมีเวลาน้อย



คุณอาจจะไม่พบ 'ความเครียด' ในรายงานสาเหตุการตาย 10 อันดับแรกของสำนักสถิติแห่งชาติสหรัฐ แต่การศึกษาที่น่าเชื่อถือหลายอันได้เชื่อมโยงความเครียดกับโรคหัวใจและโรคเลือดเลือดสมอง (stroke) ซึ่งเป็นสองโรคที่ติดโผ 10 อันดับนั้นด้วย ความเครียดอาจจะมีส่งผลให้เกิดโรคมะเร็งและโรคระบบหายใจส่วนล่างเรื้อรัง (chronic lower respiratory diseases) ซึ่งอยู่ในดับ 2 และ 4 ตามลำดับอีกด้วย

ในปัจจุบันมีวิธีการมากมายในการลดความเครียด ความเครียดสามารถทำให้เกิดหรือเป็นสาเหตุของโรคซึมเศร้า (depression) และวิตกจริต (anxiety) ที่ส่งผลต่อชาวอเมกันหลายล้านคน มันยังกระตุ้นโรคหืด (asthma) โรคปวดข้อรูมาตอยด์ (rheumatoid arthritis) และโรคกระเพาะอาหารและลำไส้อีกด้วย และความเจ็บป่วยเป็นเพียงปลายเหตุเท่านั้น ความเครียดยังส่งผลถึงอารมณ์ของคุณ ทำให้ความสุขจากชีวิตคุณและคนรักสูญเสียไปอีกด้วย

ในช่วงชีวิตหนึ่ง คุณจะต้องพบเจอกับเหตุการณ์ที่ตึงเครียดบ้าง และคุณยังต้องเผชิญหน้ากับความเครียดเล็กๆ อยู่แทบทุกวันอีกด้วย วิธีรับมือกับความเครียดทั้งใหญ่และเล็กจะเป็นตัวกำหนดผลต่อสุขภาพร่างกายและอารมณ์ของคุณครับ

ขณะที่อาการส่วนใหญ่ของความเครียดจะเห็นเด่นชัด แต่หลายอาการก็ไม่แสดงชัดเจนนัก การป้องกันอย่างแรกคือจดจำการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและอารมณ์ที่เกิดจากความเครียดไว้ ถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่มักจะมีอาการปวดหัว นอนไม่ค่อยหลับ และหงุดหงิดกับความเครียดที่เกิดขึ้นก็ตาม แต่บางครั้งก็อาจจะมีเสียงรบกวนในหู ปัสสาวะบ่อย และกลืนอาหารไม่ค่อยได้ การเข้าใจถึงความเครียดสามารถทำให้เกิดอาการทางร่างกายและพฤติกรรมได้หลายทางและการระบุตัวกระตุ้นความเครียดเป็นสิ่งสำคัญสิ่งแรกที่เราสามารถจะเอาชนะมันได้

ความเครียดเกิดจากหลายสาเหตุ และเกือบทั้งหมดก็มีเทคนิค วิธีการรักษา และการปฏิบัติเพื่อรักษาพวกมัน จากเทคนิคการผ่อนคลายเก่าแก่ไปจนถึงความคิดล่าสุดในเรื่องโภชนาการที่เหมาะสมตั้งแต่การฝึกหายใจไปจนถึงการท่องซ้ำ จะเห็นว่าเรามีเครื่องมือมากมายที่ช่วยในการรักษาความเครียด บางเทคนิคมีประโยชน์ในโอกาสหนึ่งเท่านั้น การทำความเข้าใจวิธีการรักษาความเครียดในแต่ละสถานการณ์ต้องใช้วิธีการลดความเครียดจำนวนหนึ่ง และมันเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ที่เราควรไปพบแพทย์ สิ่งเหล่านี้ล้วนมีประโยชน์มากทั้งในด้านสุขภาพ จิตใจ และการดำเนินชีวิตครับ

วิธีคลายเครียดในระยะเวลาสั้นๆ


วิธีการคลายเครียดระยะสั้นช่วยลดความกลัวและลดความเจ็บปวดขณะที่คุณนั่งอยู่บนเก้าอี้หมอฟันหรืออยู่ในช่วงสอบได้ อีกทั้งมันยังมีประโยชน์ในการขจัดความเครียดก่อนงานประชุมครั้งสำคัญ ขณะติดไฟแดง หรือเมื่อเผชิญกับเหตุการณ์หรือคนที่ทำให้คุณรำคาญ นี่เป็นเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณสามารถทำได้ครับ
  1. เมื่อคุณมีเวลา 1 นาที วางมือของคุณใต้สะดือแล้วค่อยๆ สูดหายใจเข้าช้าๆ หยุดนับหนึ่งถึงสามก่อนจะหายใจออกอย่างช้าๆ ทำเช่นนี้จนครบหนึ่งนาที หรือลองอีกวิธีหนึ่งดูครับ เลือกนั่งให้ตัวเองรู้สึกสบาย จากนั้นก็หายใจช้าๆ แล้วพูดในใจ 'ยุบหนอ' 'พองหนอ' ครับ ทำเช่นนี้สักสองสามครั้ง มันจะช่วยให้คุณรู้สึกสบายขึ้นครับ
  2. เมื่อคุณมีเวลา 2 นาที ค่อยๆ นับถอยหลังจาก 10 จนถึง 0 ในแต่ละตัวเลข หายใจเข้าและออกให้เต็มที่ตัวอย่างเช่น หายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ แล้วพูดในใจว่า 10 และหายใจออกลึกๆ ช้าๆ แล้วพูดว่า 10 หายใจครั้งต่อไปก็จะเป็น 9 และต่อไปเรื่อยๆ ครับ ถ้าคุณรู้สึกหน้ามืด นับถอยหลังให้ช้าลงกว่าเดิมเพื่อเว้นระยะห่างการหายใจ เมื่อคุณนับถึง 0 แล้ว คุณจะรู้สึกผ่อนคลายมากกว่าเดิม ถ้ายังไม่รู้สึกผ่อนคลาย คุณต้องลองทำอีกครั้ง
  3. เมื่อคุณมีเวลา 3 นาที ขณะนั่งทำงานอยู่บนเก้าอี้ ลองพักจากสิ่งที่ทำและตรวจสอบความตึงเครียดทางร่างกาย ผ่อนคลายกล้ามเนื้อใบหน้าและให้ขากรรไกรอ้าออกเล็กน้อย ปล่อยไหล่ ปล่อยให้แขนของคุณตกอยู่ข้างลำตัว ปล่อยมือให้นิ้วห่างกันเพื่อให้มีที่ว่างระหว่างนิ้ว ปล่อยให้หน้าแข้งตกลงสู่เก้าอี้ ปล่อยขาให้แยกออกจากกัน ให้รู้สึกว่าหน้าแข้งและน่องหนักขึ้นและรู้สึกเหมือนเท้าของคุณงอกรากไชลงไปในพื้น จากนั้นจึงค่อยๆ สูดหายใจเข้าและออก แต่ละครั้งที่คุณหายใจ พยายามผ่อนคลายให้มากขึ้นครับ
ที่ มา น้องดิว 1000 9bU[

mita
7 อาการปวดที่ไม่ควรมองข้าม
ปวดหัว ปวดท้อง ปวดแขน ปวดขา อันตราย หัวใจ เส้นเลือด headache chest pain heart

อาการปวดนั้นเกิดขึ้นกับเราได้หลายรูปแบบครับเมื่อวานนี้คุณไปยกของหนักก็ปวด นั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์มากเกินไปก็ปวด เป็นหวัดก็ปวด หิวก็ปวด อิ่มก็ปวดแต่มีอาการปวดบางประเภทครับที่คุณไม่ควรมองข้ามและควรจะปรึกษาแพทย์โดยทันทีเพราะอาการปวดเหล่านั้น มันอาจจะบ่งบอกถึงสัญญาณอันตรายบางอย่างที่เราคิดไม่ถึง ดังต่อไปนี้ครับ

ปวดศีรษะอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง หรือปวดสุดๆเท่าที่เคยปวดมาเลยแบบนี้ ต้องพบแพทย์ครับ หากว่าคุณเป็นหวัดแล้วปวดสุด ๆ มันอาจจะมีสาเหตุมาจากไซนัสก็ได้

หากไม่เป็นหวัด ก็อาจจะมีสาเหตุที่รุนแรง เช่น เลือดออกในสมอง เนื้องอกในสมองก็เป็นได้ ซึ่งบางครั้งต้องอาศัยการซักประวัติ ตรวจร่างกายที่ละเอียด หรือ ต้องใช้เครื่องมือ เช่น CT Scan เพื่อช่วยการวินิจฉัยโรค

ปวดหน้้าอกอาการปวด หรือแน่น อึดอัด บริเวณหน้าอก คอ ขากรรไกร ไหล่ แขน หรือ ท้อง (Pain or Discomfort in the Chest, Throat, Jaw, Shoulder, Arm, or Abdomen) อาการปวดแถวนี้เป็นได้จากหลายสาเหตุครับ โดยอาการปวดบริเวณหน้าอกอาจจะเกี่ยวเนื่องกับโรคหัวใจได้ แต่ควรระวังว่า ภาวะที่เกิดจากหัวใจนั้น โดยทั่ว ๆ ๆไปจะแสดงออกมาในรูปของอาการแน่น อีดอัด ไม่สบาย มากกว่าอาการปวดโดยผู้ป่วยโรคหัวใจจะอธิบายไว้ครับว่า เหมือนกับมีช้างมานั่งทับอยู่บนหน้าอกนั่นแหละ

ส่วนตำแหน่งที่รู้สึกไม่สบายนั้น มักจะเป็นส่วนบนของหน้าอก คอ ขากรรไกร ไหล่ซ้าย หรือแขนครับ อาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น เหงื่อออกท่วมตัว จะเป็นลม หน้าดูซีด แบบนี้ต้องรีบไปรพ.โดยด่วนเลยครับ บางครั้งอาจมีอาการปวดท้องก็มักจะเกิดขึ้นร่วมกันอาการคลื่นไส้ ซึ่งคนจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดคิดว่ามันเป็นอาการของโรคจากทางเดินอาหาร ( GI Distress) จริงๆแล้วเป็นอาการของกล้ามเนื้อหัวใจที่ผนังด้านล่างขาดเลือด

แต่สำหรับอาการของผู้หญิงนั้น จะดูยากกว่าเพราะผู้ป่วยมักจะคิดว่าเป็นอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารเช่น ท้องอืด แน่น หรือ ความรู้สึกปั่นป่วนในท้อง มักไม่ค่อยคิดว่า ตนเองอาจมีโรคหัวใจ ส่วนใหญ่มักจะมีอาการเหนื่อยร่วมด้วย อีกทั้งโอกาสในการเป็นโรคหัวใจจะเพิ่มขึ้นมากในผู้หญิงวัยทอง ดังนั้นคุณผู้หญิงทั้งหลายต้องระมัด ระวังและอย่าไปนิ่งนอนใจเพราะคิดว่าอาการดังกล่าวเป็นเพียงแค่อาหารเป็นพิษเท่านั้น

ปวดหลังอาการปวดหลังส่วนล่างหรือ ระหว่าง สบัก ส่วนใหญ่แล้วเรามักจะคิดว่าเป็นอาการของข้ออักเสบ (arthritis) กล้ามเนื้ออักเสบ แต่ก็สามารถจะเป็นอย่างอื่นได้อีก รวมทั้งโรคหัวใจ หรือ ปัญหาเกี่ยวกับช่องท้อง (Abdominal problems) ที่เป็นอันตรายอีกอย่างหนึ่งก็คือ Aortic Dissection คือเส้นเลือดใหญ่ที่ออกจากหัวใจมีการแยกชั้น ซึ่งอาการปวดอาจจะเป็นไปในลักษณะ ค่อยๆ ปวดเพิ่มขึ้น หรือ ปวดทันทีทันใดก็ได้ ผู้ที่มีความเสี่ยงมาก ก็คือ ผู้ที่มีโรคความดันสูง ผู้ที่สูบบุหรี่ และเป็นโรคเบาหวานโรคนี้อันตรายมากเช่นเดียวกัน ต้องรีบไปรพ.โดยด่วน

ปวดท้้องอาการปวดท้องอย่างรุนแรง (Severe Abdominal Pain) ถ้าหากไส้ติ่งของคุณยังอยู่ นั่นอาจะเป็นสาเหตุหนึ่ง แต่สาเหตุของมันอาจจะเป็นอย่างอื่นอีกก็ได้เช่น ถุงน้ำดีอักเสบ ,ตับอ่อนอักเสบ ,กระเพาะทะลุ ,ลำไส้อุุดตัน โดยแต่่ละอย่างมีลักษณะที่พอแยกได้ดังนี้
  • ไส้ติ่งอักเสบ จะปวดท้องด้านขวา ล่าง ต่ำกว่าระดับของสะดือ อาจมีหนาว หรือมีไข้ เบื่ออาหาร กินข้าวไม่ลง
  • ตับอ่อนอักเสบ จะปวดใต้ลิ่นปี่ ร้าวไปหลัง ปวดมากๆ บางคนมีประวัติ ทานเหล้า เบียร์มาเยอะ แต่บางคนก็เกิดจากนิ่วจากถุงน้ำดีหล่นมาอุด พวกนี้จะไม่มีประวัติกินเครื่องดื่ม Alcohol
  • กระเพาะอาหาร พวกนี้ก็จะปวดใต้ลิ่นปี่ ร้าวไปหลังได้คล้ายๆ ตับอ่อนอักเสบ แต่ถ้าแค่กระเพาะอักเสบ อาการจะไม่รุนแรงมาก ปวดเฉพาะลิ้นปี่ ด้านล่างๆจะไม่ปวด คนไข้จะพอเดินได้ แต่ถ้ากระเพาะอาหารทะลุ พวกนี้จะปวดลิ้นปี่รุนแรง มักปวดด้านล่างร่วมด้วย ส่วนใหญ่มักล่างขวา แต่บางทีก็ปวดทั่วท้องเลย มักต้องหามมา เดินไม่ไหว
  • ลำไส้อุดตัน ส่วนใหญ่มักปวดเป็นพักๆ บีบๆ เหมือนอะไรวิ่งเป็นลูกๆในท้อง มีอาการ ไม่ถ่าย ไม่ผายลม มักมีประวัติเคยผ่าตัดช่องท้อง
ดังนั้นถ้าปวดท้องรุนแรง ต้องรีบพบแพทย์เลยครับ

ปวดขาอาการปวดบริเวณน่อง (calf)ที่จัดว่าอาการปวดบริเวณนี้เป็นอันตรายก็เพราะสาเหตุของมันอาจจะมาจากเส้นเลือดดำอุดตัน (deep vein thrombosis) หรือDVT ก็ได้โดยเส้นเลือดที่อุดตันนั้น สามารถเกิดขึ้นที่ deep veins ของขาได้ และโรคนี้เกิดขึ้นกับคนอเมริกันมากถึงปีละ 2 ล้านคน แล้ว ซึ่งที่เราอาจเคยได้ยินว่าคนที่นั่งเครื่องบินชั้น Economy Class แล้วเกิดเส้นเลือดดำอุดตัน ก็คือโรคนี้แหละครับและเมื่อมันเกิดขึ้น มันก็รบกวนการดำเนินชีวิตมากเสียด้วยและสิ่งที่เป็นอันตรายก็คือ ก้อนเลือดเล็ก ๆ ที่อุดตันนั้น สามารถที่จะหลุดออกและไปอุดที่อื่นแทนซึ่งหากเป็นจุดสำคัญ เช่นไปอุดเส้นเลือดในปอดก็เป็นอันตรายถึงชีวิต กลุ่มเสี่ยงของโรคนี้ ได้แก่ ผู้ป่วยโรคมะเร็ง โรคอ้วน คนท้อง รวมทั้ง ผู้ที่ต้องเดินทางนั่งอยู่ท่าเดียวนานๆ หรือพวกที่หลังผ่าตัด นอนนานๆ ไม่ค่อยได้ขยับตัว ขยับเขยื่อนร่างกาย บางครั้งอาการจะปรากฏออกมาให้เป็นในรูปของการบวม ตึงที่น่องแต่ไม่ปวด หรือทั้งปวดทั้งบวมบริเวณกล้านเนื้อน่องก็ได้

ไม่เพียงแต่เส้นเลือดดำอุดตันที่อุดตันได้ เส้นเลือดแดงก็สามารถอุดตันได้เช่นเดียวกัน โดยจะมีอาการปวดที่ขา ปวดมาก จะมีอาการขาเย็นร่วมด้วย เย็นแบบรู้สึกได้เลย ขาจะดูซีด แบบนี้ก็ต้องรีบไปรพ.ด่วนเลย ไม่งั้นกล้ามเนื้อจะตาย

ปวดเท้้าอาการปวดร้อนที่เท้าและขา (Burning Feet or Legs) มีคนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานจำนวนมากไม่ได้รับการรักษา เพราะบางคนไม่ทราบว่าตนเองป่วยเป็นโรคดังกล่าว อาการนี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็นสิ่งบ่งชี้ในเริ่มแรก โดยจะรู้สึก burning or pins-and-needles sensation ที่เท้าและขา นั่นเป็นการบ่งบอกว่า เกิดความเสียหายขึ้นกับเส้นประสาทเข้าแล้ว ในคนไข้ที่เป็นมากๆ โรคเบาหวานจะทำให้เส้นประสาทเสีย เกิดอาการชาที่เท้าแทน ทำให้คนไข้สามารถเดินเหยียบบุหรี่ได้โดยไม่รู้สึก บางครั้งเกิดเป็นแผลจนเน่าถึงรู้ตัวว่ามีแผลเพราะได้กลิ่นก็มี

ปวดแปลกๆอาการปวดแบบแปลก ๆ ที่อธิบายไม่ได้ (Vague, Combined, or Medically Unexplained Pains) จริง ๆ แล้วอาการปวดมีหลายแบบ บางคนอาจจะบอกว่า ปวดศีรษะแปลก ๆ ยังไงก็ไม่รู้ ปวดท้องหรือปวดแขน แปลก ๆ อธิบายไม่ถูกหรืออาจจะมีอาการปวดหลายแบบผสมกัน

อาการปวด อาจะเป็นอาการเรื้อรัง และ ไม่ได้รุนแรง การอธิบายออกมาไม่ชัดเจนอาจทำให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าใจอาการผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่มีความเครียดดังนั้น ยิ่งถ้าคุณมีความเครียด หรือวิตกกังวลมากเท่าไหร่ ก็ให้พยายามอธิบายความรู้สึกให้มากเข้าไว้ อย่างไรก็ตาม อาจจะมีอาการในลักษณะอื่น ๆ ที่แสดงออกมาอีก และเมื่อไหร่ที่ควรจะมาพบแพทย์ ตัวคุณเองต้องลองสังเกตดูว่า อาการที่เกิดกับตัวคุณนั้นส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันหรือไม่ มันทำให้คุณไม่สามารถทำงานให้ลุล่วงได้หรือเปล่าหรือมันทำให้คุณอยู่ร่วมกับคนอื่นไม่ได้ ถ้าเป็นแบบนี้ ก็ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็ค เช็คให้รู้ว่าไม่มีอะไรผิดปกติก็ไม่ใช่เรื่องที่เสียหาย

ดังนั้น จงอย่านิ่งเงียบและทนปวดอยู่คนเดียวครับ

นพ.ธเนศ พัวพรพงษ์

mita
จัดตู้ยาเตรียมรับมือไข้หวัด
keyword cold flu tonsil ทอนซิล fever uri respiratory

ในช่วงที่อากาศกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ หลาย ๆ บ้านเจอปัญหาไข้หวัดเล่นงานซะแล้วหละครับ ยิ่งใครที่ชอบอวดว่าตัวเองแข็งแรงหวัดเล็กหวัดใหญ่ไม่เคยมากร้ำกรายก็ยิ่งต้องระวังเอาไว้ให้มากเพราะในตู้ยาบ้านคุณอาจจะขาดอุปกรณ์รับมือกับโรคหวัด และพอมันเข้ามาจู่โจมก็แทบตั้งตัวไม่ทันจริง ๆ แล้วในช่วงหน้าหนาว จะมีคนป่วยเป็นไข้หวัดกันเยอะครับแถมยังมีสถิติด้วยว่่า ปริมาณคนป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่เพิ่มมากขึ้นทุก ๆ ปี ดังนั้น เราจึงควรเตรียมตู้ยาประจำบ้านของเราเอาไว้ให้พร้อมเสมอครับ และยารวมทั้งอุปกรณ์ ดูแลรักษาไข้หวัด ในต่างประเทศจะเรียกว่า Flu Survival Kit ก็ล้วนเป็นยาและอุปกรณ์ทึ่เราหาซื้อได้ไม่ยาก ยาและอุปกรณ์หลาย ๆ อย่าง เช่น ยาแก้ไข้ แก้ปวด แก้ไอ แก้เจ็บคอ หรือยาลดน้ำมูก คุณผู้อ่านก็อาจจะมีอยู่ที่บ้านแล้วก็ได้ครับ

คราวนี้เรามาแจกแจงกันให้ละเอียดเสียหน่อยดีกว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณควรจะจัดเตรียมแล้วเสมอครับ เพื่อที่จะรับมือกับไข้หวัดได้ทันท่วงที

สิ่งที่เรามักใช้กันเมื่อเราเป็นหวัด ได้แก่
  • ยาลดไข้ บรรเทาปวด(Fever and pain reliever)
  • ยาแก้ไอ(Cough syrups and drop)
  • สเปรย์พ่นจมูก(Nasal sprays)
  • ยาลดอาการแน่นจมูก หายใจไม่ออก(Decongestants)
  • ปรอทวัดไข้Thermometer
  • กระดาษทิชชู
แต่มีข้อควรระวังที่ต้องบอกกันก่อนนะครับ นั่นคือ ก่อนที่คุณจะให้ยาใด ๆดังที่กล่าวไว้ข้างต้น กับเด็กต้องปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะยาแก้หวัด แก้ไอบางอย่าง
มีฤทธิ์กดระบบประสาท อาจจะเป็นอันตรายต่อเด็กๆได้ครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ปีรวมถึงผู้ใหญ่ที่มีโรคเรื้อรังบางอย่าง เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ ก็ต้องระวังและต้องตรวจเช็คกับแพทย์ หรือเภสัชกรก่อนที่จะรับประทานยานะครับ

ที่นี้มารู้จักยาที่เรามักใช้ในการรับมือกับโรคหวัดครับ

ยาลดไข้
คงไม่มีใครในโลกที่ที่เกิดมาแล้วไม่เคยกินยาลดไข้ ยาลดไข้เป็นยาที่อยู่คู่กับเรามาตลอด ตั้งแต่ผมจำความได้ ยาที่เรานิยมใช้กัน มี 2 กลุ่มคือ
  • กลุ่ม Acetaminophen หรือที่เรารู้จักกันดีคือ Paracetamol ยาในกลุ่มนี้ เป็นยาที่ค่อนข้างปลอดภัย สามารถใช้ได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ๋ ไม่ระคายกระเพาะอาหาร สามารถลดไข้ บรรเทาปวดได้ดีพอสมควร ข้อควรระวังของยาในกลุ่มนี้คือ ยามีผลข้างเคียงกับตับได้ โดยเฉพาะผู้ที่ตับไม่ปกติ หรือ รับประทานเกินขนาดมากๆ อาจทำให้ตับพังได้ อีกอันคือ พวกแพ้ยา ซึ่งก็ห้ามทานอยู่แล้ว
  • กลุ่ม NSAID (Non-Steroid Anti-inflamatory Drug) ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า มันคือยาที่ลดการอักเสบ ทีไม่ใช่ Steroid ฟังดูอาจไม่คุ้น แต่ถ้าบอกว่า Aspirin หรือ Ibuprofen หรือ ทัมใจ ฯลฯ ยาพวกนี้ สามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยา เป็นยาที่สามารถลดไข้ บรรเทาปวดได้ดี ดีกว่า Paracetamol ด้วยซ้ำ แต่ก็มีฤทธิ์ข้างเคียงที่มากกว่า ไม่่ว่าจะเรื่องของการระคายกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นได้ตั้งแต่ ปวดท้อง ถ่ายอุจจาระดำ อาเจียนเป็นเลือด หรือ กระเพาะทะลุไปเลยได้ครับ นอกจากนั้นยังทำให้การทำงานของเกล็ดเลือดแย่ลง ทำให้เลือดหยุดยากขึ้น ในกรณีที่เป็นโรคไข้เลือดออก การทานยากลุ่มนี้ไป อาจทำให้อันตรายถึงชีวิตได้ง่ายๆเลยครับ ยังไม่นับเรื่องการแพ้ยา ฯลฯ นั่นคือ ยากลุ่มนี้ จึงไม่เหมาะที่จะซื้อทานเอง โดยเฉพาะถ้้ายังไม่แน่ใจว่า เป็นโรคอะไรแน่ ควรไปพบแพทย์ก่อนครับ
นั่นคือ ดูเหมือน Paracetamol น่าจะดูใช้ง่ายกว่า อันตรายน้อยกว่าครับ เป็นยาที่สามารถซื้อติดบ้านและทานได้ ถ้ารู้สึกมีอาการดังกล่าวครับ

ยาแก้ไอ
ในการดูแลอาการไอนั้น จะมียาอยู่ 3 ประเภทคือ Expectorant ที่เราเรียกกันว่า ยาขับเสมหะ , Mucolytic หรือ ยาละลายเสมหะ และ Suppressant ยากดการไอซึ่งมีส่วนผสมของ Dextromethorphan สุดท้ายคือพวกยาอมทั้งหลาย

ยาดังกล่าวทำอะไรได้บ้าง และใช้อย่างไร แนะนำดังนี้ครับ
  • ยาขับเสมหะ ละลายเสมหะ ยากลุ่มนี้เป็นยาที่ค่อนข้างปลอดภัย มีขายตามร้านขายยา เราจะคุ้นหูมากๆจาก โฆษณาทั้งหลาย เช่น Bisolvon , Mucosolvan , ไอโคลิด ,มิวโคลิด ฯลฯ ก็พวกๆนี้ทั้งนั้น ยาพวกนี้จะทำให้เสมหะไม่ข้น สามารถไอออกได้ง่าย ทำให้ไม่มีเสมหะค้างมาก ก็จะหายไอไปเอง เป็นยาที่สามารถซื้อเก็บไว้บ้านได้ ทานได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ไม่ค่อยมีแพ้ยา หรือ ฤทธิ์ข้างเคียง ทานให้ตามขนาดที่กำหนดเป็นใช้ได้ ควรทานน้ำมากๆ เพื่อช่วยให้เสมหะใสขึ้น
  • ยากดการไอ ยาพวกนี้จะใช้ได้ผลดี เมื่อมีอาการไอแห้ง ๆ และไม่มีเสมหะ ซึ่งมันจะทำให้เราไม่ไอ ข้อดีคือ เราจะรู้สึกสบายได้อย่างรวดเร็ว ไม่ไอ แต่ก็มีอันตรายที่สูง เนื่องจาก ยาบางชนิดในกลุ่มนี้ อาจมีการกดระบบประสาท ทำให้ง่วงซึม บางชนิดทำให้เกิดการเสพติด หรือ ในกรณีที่มีเสมหะมากๆ ยาชนิดนี้ จะไปกดการไอ ทำให้เสมหะไม่ออก อาจทำให้อาการไม่สบายของเรา ยิ่งไปกันใหญ่ นั่นคือ ควรระวังในการใช้ยา ไม่แนะนำให้ซื้อทานเอง โดยเฉพาะในเด็ก ควรปรึกษาแพทย์ก่อน

  • ยาอม ก็เป็นยาที่มีขายกันทั่วไปตั้งแต่ร้านขายยา ยันร้านสะดวกซื้อ ส่วนใหญ่ก็จะมีสรรพคุณ ส่วนประกอบคล้ายๆกันคือ มียาชา ทำให้เราไม่เจ็บคอ มี Menthol ทำให้เย็น โล่งคอ จมูก บางตัวก็อาจมียาฆ่าเชื้อนิดๆ หน่อยๆผสมลงไปให้ดูดี บางเจ้าก็เอาVitamin C ใส่ลงไปทำให้ อร่อย ช่วยแก้หวัด(หรือเปล่า) ยิ่งบางเจ้ามีการ Differentiated Product ให้หลากหลายทั้ง Sugar Free , เม็ดใส สวย ทำเป็นน้ำยาบ้านปาก กลั้วคอก็ยังมี ( แพงด้วยอีกต่างหาก)ฯลฯ พวกนี้ ก็เป็นยาที่ไม่ค่อยมีพิษภัยเท่าไหร่ สรรพคุณไม่ชัดเจน เหมือนยาผีบอก แต่ทานแล้ว มันก็ทำให้สบาย ชาที่คอ ไม่เจ็บคอ ถ้าไม่แพ้ หรือ ไม่ทานเกินขนาด ไม่น่ามีปัญหา
ยาแก้น้ำมูก คัดจมูก แน่นจมูก
อาการคัดจมูก แน่นจมูก เป็นอาการที่ให้เรารู้สึกป่วยได้มากๆ เช่นเดียวกัน ยาที่ใช้ในกลุ่มนี้มีหลายรูปแบบเช่นเดียวกัน เช่น
  • ยาแก้ภูมิแพ้ บางทีเราก็เรียกว่า ยาแก้แพ้ ยานี้ ก็มีขายกันทั่วบ้านทั่วเมือง ที่เรารู้จักกันดีคือ ยา Chlorpheniramine เป็นยาเก่าแก่ กินกันมานาน ออกฤทธิ์ได้ดี (บางที ดีเกิน คือ ทั้งน้ำมูก น้ำลายแห้งไปหมด คอแห้งไปเลย) ราคาถูกมาก มากๆ ไปซื้อ 1 เม็ดคนขายอาจไม่พูดด้วย เพราะเขาขายกันเป็นร้อยเม็ดครับ ยานี้ ก็สามารถซื้อเก็บไว้บ้านได้ ทานได้ ช่วยลดอาการแพ้อากาศ หรือ น้ำมูกได้ โดยเฉพาะคนที่เป็นภูมิแพ้ร่วมด้วยจะได้ผลดี ฤทธิ์ข้างเคียงคือ ยาทำให้ง่วงครับ บางคนอาจยิ่งชอบ กินแล้วจะได้นอนๆ ไปซะ ปัจจุบัน ก็มียาใหม่ออกมามากมาย คือ ทำให้ไม่ง่วง คอไม่แห้ง กินวันละครั้ง ออกฤทธิ์ยาว ยาพวกนี้ แนะนำให้ไปหาหมอดีกว่า เพราะราคาแพง การไปซื้อทานเองอาจไม่คุ้ม ถ้าแพทย์ดูแล้วไม่จำเป็น เพราะบางชนิด ยิ่งตัวที่ออกมาใหม่ๆ เม็ดเดียวซื้อ Chlorpheniramine ได้สัก300 เม็ดเลย ( นี่พูดจริงนะครับ) นั่นคือ ไปหาหมอดีกว่า ถ้าอยากกินยาแบบนั้น
  • ยากินแก้แน่นจมูก พวกนี้ ได้แก่ยากลุ่ม Pseudoephredineที่เราคุ้นๆ กันในชื่อ Maxiphed , Actifed( อันนี้มียาแก้แพ้ผสมด้วย)เป็นยาที่ใช้ได้ดี มีทั้งแบบเม็ด และแบบน้ำสำหรับเด็กเป็นยาที่่หาซื้อได้ง่าย ส่วนตัวผมเอง ไม่แนะนำให้ไปซื้อยาทานเองครับ ยาพวกนี้ มีฤทธิ์ข้างเคียง เช่นทำให้ใจสั่น ปวดหัว เวียนหัวได้ ในเด็กอาจทำให้ฝันร้าย ร้องกวนได้
  • สเปรย์พ่นจมูก เป็นทางเลือกหนึ่งที่บางท่านชอบ โดยจะมีชนิดที่เรียกว่าSaline nasal sprays ครับการใช้ Saline nasal sprays จะช่วยทำความสะอาดจมูก และลดอาการแน่นเนื่องจากไข้หวัด ทำให้หายใจได้สะดวกขึ้น อีกทั้งสเปรย์ชนิดนี้ไม่มีตัวยาผสมอยู่ จึงสามารถใช้ได้หลายครั้ง อาจจะสัก 2ครั้ง ต่อชั่วโมงก็ยังได้ ส่วนชนิดที่เป็นยา ทั้งยาแก้แน่น หรือ Steroid พวกนี้ ควรไปพบแพทย์ ไม่ควรซื้อมาพ่นเอง เพราะอันตราย บางตัวอาจทำให้ จมูกแน่นขึ้นหลังใช้ไปนานๆ
จริงๆ ยังมียาอีกกลุ่ม ที่ปกติ แพทย์ไม่ค่อยได้ใช้ แต่ ชาวบ้านจะรู้จักมากกว่า คือ ยาที่นำยาที่กล่าว ๆมา มาผสมกัน All in One เลย ส่วนใหญ่จะเอา ยาลดไข้ ผสมยาลดน้ำมูก คือ เอา Paracetamol ผสมกับ Chlorpheniramine ครับ กินแล้วก็ลดได้ทั้งไข้ ทั้งน้ำมูก ที่เรารู้จักกันดี ก็พวก Tiffy , Decolgen ฯลฯ เวลาทีวี จะมีโฆษณาของยาทำนองนี้บ่อย โรงหนังก็ไม่เว้น ( แสดงว่ามันคงขายดีมากๆ) ส่วน Tylenol ซึ่งเป็น Brand ที่ดังมาก ก็ยังทำออกมาเลย ชื่อว่า Tylenol Cold พวกเราอาจไม่เคยได้ยิน (เพราะมันไม่ Sponsor เวลาถ่ายทอดกีฬาหนะ) จริงๆ มันก็ใช้ได้ดีนะครับ ก็ไม่ต่างจากการกินแบบแยกกัน แต่สิ่งที่ควรระวัง คือ เรื่องของขนาดยา ว่า แต่ละเม็ดมันมี ยาอะไร เท่าไหร่กี ่ มิลลิกรัม เพราะส่วนใหญ่ เนื่องจากยาหาง่าย คนก็กินเยอะ บางครั้งไปกินปนกับยาปกติอีก เพราะไม่ทราบว่ามันตัวเดียวกัน เช่นกินทั้ง Tiffy ทั้ง tylenol ซึ่งทั้ง2 ตัวก็มี Paracetamol เป็นส่วนประกอบทั้งคู่ บางครั้งอาจทำให้เกินขนาด หรือ บางทีไม่ได้ มีน้ำมูก แต่่พอกินยาแบบนี้ ก็ได้ยาลดน้ำมูกไปโดยไม่จำเป็นครับ

ยาแก้้อักเสบยาปฏิชีวนะ,ยาฆ่าเชื้อ หรือ Antibiotic หรือที่พวกเราๆ ชอบเรียกกันว่า ยาแก้อักเสบ (ไม่รู้ไปเอามาจากไหน แต่ก็เรียกกันแบบนี้ทั้งประเทศ)เป็นยาเอาไว้สำหรับฆ่าเชื้อโรค ซึ่งการใช้ยาในกลุ่มนี้ ่จริงๆแล้วควรได้รับการดูแลจากแพทย์ ไม่ควรซื้อยาเอง ยิ่งไปกวานั้นจริงๆ แล้ว โรคไขหวัด มากกว่า 80% เกิดจากเชื้อ Virus ครับ ซึ่งไม่ต้องทานยาแก้อักเสบ กินยาตามอาการ กินน้ำเยอะๆ นอนเยอะๆมันก็หายเองได้ครับ การทานยาแก้อักเสบพร่ำเพร่อ จะทำให้เชื้อดื้อยาได้ง่าย ซึ่งทำให้รักษาได้ยากขึ้นอีกทั้งบางชนิดยังส่งผลถึงการดื้อยาโดยรวมของระบบเลยครับ นั่นคือ ไม่ควรกินเอง ควรไปพบแพทย์ครับ


เทอร์โมมิเตอร์วัดไข้ อุปกรณ์อีกชนิดที่ควรมีติดตู้ยาที่บ้านไว้ก็คือ ที่วัดไข้ ที่เราชอบเรียกกันแต่โบราณว่า ปรอทวัดไข้ ถือเป็นสิ่งจำเป็นอีกอย่างหนึ่งเลยครับ เพื่อที่คุณจะได้วัดอุณภูมิร่างกาย และรับประทานยาลดไข้ เมื่อมีอาการไข้ เพราะบ่อยครั้งที่เราทานยาลดไข้ ไปโดยไม่มีไข้ หรือ บางทีก็คิดว่าคนใกล้ตัวมีไข้ เพราะเอามือที่ออกจากห้องแอร์ ไปจับหน้าผากเด็ก แล้วร้อนก็คิดว่า มีไข้

เครื่องวัดไข้ก็มีหลายชนิดครับ
  • ปรอทแก้ว แบบที่ข้างในเป็นปรอทเลยที่แม่นยำมาก ตามหลักวิชาการเลย คือ ใช้อมใต้ลิ้น ข้อดีคือ ไม่ต้องใส่ถ่าน ไม่มีพัง ถ้ามันไม่แตกซะก่อน ราคาถูก ข้อไม่ดีของมันคือ มันดูยาก ต้องคนใช้เป็นเป็นไม่งั้น ดูไม่่ออก , ต้องใช้เวลาในการอม แล้ว รอ ถ้าเอาออกเร็วค่าอาจไม่ถูกต้อง ,ในเด็กจะใช้ยาก เด็กไม่อม กัด เอามาเหน็บรักแร้ ก็ไม่แม่นยำ ปัจจุบัน ปรอทแบบอมที่ทำออกมาเป็น Digital เช่นเดียวกัน แต่ก็ต้องใช้เวลาในการอมเหมือนปรอทจริงๆ
  • ที่วัดแบบแปะหน้าผาก ก็ราคาไม่แพง ใช้ง่าย แต่ ก็พังง่าย ไม่แม่นยำมากนัก
  • แบบวัดที่หูโดยใช้Infrared ก็เป็นนิยมใช้กันมากขึ้น ทั้งที่บ้าน และ ตามรพ.ข้อดี คือ ใช้ง่าย ไม่ต้องรอนาน ข้อเสีย คือ ราคาสูง มีอายุการใช้งาน ต้องใส่ Battery, การวัดต้องวัดเป็น คือ ต้องให้แสงไปตกกระทบเยื่อแก้วหู ต้องมีการดึงใบหูร่วมด้วยอยากถูกต้องมิฉะนั้น ค่าจะผิดพลาด
ในการวัดไข้นั้น มีข้อแนะนำอย่างหนึ่งคือ ถ้าวัดทางปาก ไม่ควรวัดทันทีหลังจากดื่มน้ำร้อน หรือน้ำเย็นนะครับ เพราะค่าอาจไม่ถูกต้องได้

ดื่มน้ำมากๆเวลาไม่สบาย คนโบราณ ผู้หลักผู้ใหญ่ ก็มักจะบอกให้กินน้ำเยอะๆ ไม่ผิดหรอกครับ เพราะการดื่มน้ำเยอะ จะทำให้ระบบไหลเวียนทำงานได้ดี ลดความร้อน ช่วยให้เสมหะ ไม่เหนียว ไอออกได้่ง่าย

ดื่มน้ำอะไรดี?

น้ำที่ทาน เอา ง่ายสุดก็"น้ำเปล่า"นี่แหละครับ จะร้อนจะอุ่นจะเย็น ก็ได้ทั้งนั้น สมัยก่อนเขาชอบให้กินน้ำอุ่น เพราะมันไม่ระคายคอ ไม่ทำให้น้ำมูกไหลถ้าเราพวกแพ้อากาศเย็น แต่จริงๆก็ไม่ได้บังคับ ทานน้ำเย็นก็ได้ น้ำอื่นที่ทานได้ ก็อาจ"น้ำผลไม้" เพราะอาจได้วิตามินไปเสริม(อันนี้ก็ผีบอก อย่าไปจริงจังมาก คิดว่ากินแล้วอร่อยก็ OK แล้ว) แต่ถ้าหวานไป อาจทำให้อ้วนได้ครับ พวกน้ำเกลือแร่ถ้าเราไม่ได้มีอาเจียนหรือท้องเสียมากๆ ก็ไม่จำเป็นครับ

น้ำที่ไม่ควรกินได้แก่
  • น้ำอัดลม อันนี้แน่นอน ไม่มีประโยชน์ อาจทำให้แน่นท้อง ระคายกระเพาะ ทำให้อ้วน กินข้าวไม่ลง กินน้ำได้น้อยลง
  • นม นี่บางคนเขาว่า อาจทำให้คลื่นไส้ แน่นท้อง แต่ถ้าเราไม่ได้เป็นก็น่าจะทานได้ครับ
ปริมาณของน้ำที่ทาน บางคนก็ว่า 2 ลิตร 3ลิตร ต่อวัน จริงๆแล้วมันขึ้นกับกิจกรรมของแต่ละคน อากาศ แต่เอาง่ายว่าน้ำพอมั้ยคือ ดูน้ำที่ออกจากตัวเรา ไม่ต้องไปดูที่อื่นเลย มันคือ ปัสสาวะนั่นเอง ถ้าปัสสาวะเราสีใสดี แปลว่าเราทานน้ำได้เพียงพอครับ ก็ทานแบบที่ทำอยู่ต่อไป เพียงพอแล้ว แต่เราดูสีปัสสาวะแล้วสีเข้มมากแบบนี้แปลว่าทานน้ำไม่พอ จะกี่ิลิตรกี่แก้วต่อวันก็ไม่สนหละครับ ต้องทานให้มากกว่านั้น ยกตัวอย่าง คุณตำรวจจราจรยืนโบกรถทั้งวัน ทานน้ำวันละ3 ลิตร ก็อาจไม่พอ เพราะมันเสียไปทางอื่นหมด เทียบกับหนุ่ม Office เปิดแอร์นั่งโต๊ะมีคนชงกาแฟให้กิน กินน้ำวันละ 1.5 ลิตร ก็บ่นแล้วว่าปัสสาวะทั้งวัน อันนี้สามารถใช้ได้กับคนที่ไตทำงานปกตินะครับ

สุดท้าย ที่ขาดไม่ได้ ก็ต้องพักผ่อนให้เพียงพอครับ นอนเยอะๆครับ

หวังว่าทุกท่านคงพร้อมที่จะรับมือกับโรคประจำชาติของเราแล้วนะครับ

[email="%20tanes@thaiclinic.com"]นพ.ธเนศ พัวพรพงษ์ [/email]

mita
เป็นแผลร้อนในบ่อย ทำอย่างไร
mouth ปาก aphthous ulcer wound

เนื่องจากแผลร้อนในนั้น สาเหตุของการเกิดที่แท้จริงนั้นยังไม่ทราบแน่ชัดคะ
แต่สงสัยว่าเป็นแบคทีเรียหรือไวรัสตัวหนึ่งตัวใดเป็นสาเหตุทำให้เกิด
โดยระยะเวลาที่เป็นมักอยู่ในช่วง 7- 14 วันคะ ขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของแผลคะ

แผลชนิดนี้ เมื่อหายแล้วมักจะเป็นใหม่อีกอยู่เรื่อยๆได้คะ
ส่วนการรักษา ก็จะขึ้นอยู่กับบุคคลและความรุนแรงของโรคคะ ไม่ควรใส่ยาผง
หรือยาที่มีฤทธิ์กัดแผล เพราะจะทำให้อาการของแผล
รุนแรงยิ่งขึ้นหรือแผลอาจหายช้ากว่าเดิมได้คะ จริงๆแล้ว แผลร้อนในนี้สามารถหายเองได้คะ

สำหรับการปฏิบัติตัวนั้น ช่วงนี้ ควรให้ ทานอาหารอาหารที่มีประโยชน์ และควรพักผ่อนให้เพียงพอคะโดยในระหว่างที่เป็นเราอาจใช้ยาทาพวกลดอาการระคายเคืองของแผล เช่นพวก Kenalogก็ได้คะ
แล้วก็ควร หมั่นดูแล รักษา ความสะอาดของช่องปากและฟันให้ดีด้วยคะ เท่านั้นหล่ะคะ อีกไม่กี่วัน แผลร้อนในก็จะหายเองคะ

โดย [email="sujitra@siamdental.com?subject=From%20thaiclinic"]ทพญ.สุจิตรา จิรกุลวัฒนาพร[/email] ทันตแพทย์

mita
ไมเกรน เป็นอย่างไร?
headache, migrain, neurology, brain, head

ไมเกรน ไม่มีสาเหตุ แต่มีปัจจัย(สิ่งบางอย่าง)ที่เป็นตัวกระตุ้นให้อาการกำเริบขึ้น

อาการ: ปวดหัวเป็นๆหายๆ เวลาเป็นจะปวดหัวมากเป็นข้างเดียวของศีรษะ(พบ 70%) หรือ สองข้างก็ได้ (พบได้ 30%) และมักจะมีอาเจียนร่วมด้วย
ส่วนใหญ่เป็นอยู่ 1-2 วันแล้วจะดีขึ้นเอง แล้วจะหายไปเป็นสัปดาห์ บางรายหลายๆเดือนจึงปวดหัวสักครั้ง
ช่วงที่หายนี้จะต้องไม่ปวดหัวเลย
บางคนมีการเห็นแสงยุบยิบ แสงสว่างจ้า หรือมีแสงเป็นเส้นซิกแซกไปมาก่อนปวดหัวไม่กี่นาที
บริเวณที่อาจจะเป็นได้ที่ขมับ หรือหลังหู

ขอเน้นว่า ปวดหัวข้างเดียวไม่จำเป็นต้องเป็นไมเกรนทุกราย ให้ดูระยะเวลาที่เป็น ถ้าปวดหัวข้างเดียวแต่เป็นติดต่อกันหลายๆวัน ดีบ้างเป็นมากบ้าง อันนี้เป็นจากกล้ามเนื้อเกร็งตัว หรือสาเหตุอื่นๆ



การรักษาไมเกรน
migrain ปวดหัว ปวดศีรษะ หน้ามืด neurology

การใช้ยารักษาไมเกรน
ยาไมเกรนแบ่งคร่าวๆเป็น2กลุ่ม คือทานเพื่อหยุดอาการ คือกินขณะมีอาการ ส่วนอีกกลุ่มเป็นยาป้องกัน
ใช้ทานติดต่อกันในกรณีที่เป็นบ่อยๆ ถี่ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นบ่อย

หลักการรักษาไมเกรนที่สำคัญ คือการปฏิบัติตัวเพื่อคุมอาการให้น้อยที่สุด โดยการพักผ่อนให้พอ ไม่อยู่ในที่ร้อนจัด
หลีกเลี่ยงยาบางตัวที่กระตุ้นไมเกรน(มีหลายอย่าง ขอไม่กล่าวถึงในที่นี้) หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เป็นมากขึ้น เช่น ช็อกโกแล็ต เนย ไส้กรอก เบคอน ผงชูรส ฯลฯ
สำหรับการเลือกยาที่จะทาน ควรพบแพทย์ก่อนครับ ไม่ควรเลือกยาเอง เนื่องจากมีผลข้างเคียง และแต่ละคนเหมาะกับยาไม่เหมือนกันครับ

โดย [email="drket@access.inet.co.th,clinic@thaiclinic.com?subject=from%20thaiclinic.com,Neuro%20Med"]นพ.เขษม์ชัย เสือวรรณศรี[/email] อายุรแพทย์ประสาทวิทยา





เรื่องน่ารู้ของยา Cafergot (รักษา Migrain)
ไมเกรน ยา รักษา ปวดหัว ประสาท สมอง หลอดเลือด

cafergot เป็นยาแก้ปวดไมเกรน โดยทานตอนเริ่มปวดทันทีครับ ถ้ายังไม่ปวดไม่ต้องทานครับ ไม่มีผลป้องกัน

การปวดจากไมเกรนนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้ cafergot เสมอไป บางคนทาน พาราเซตามอลก็หายครับ

ถ้าไม่หายควรพบแพทย์อย่างน้อยสักครั้งครับ อย่างน้อยจะได้ดูให้แน่ว่าเป็นไมเกรนจริงหรือเปล่า และจะได้แนะนำเรื่องยา เพราะยามีหลายชนิด และมักมีผลข้างเคียงหากทานไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะ cafergot อาจทำให้เส้นเลือด(โดยเฉพาะหัวใจ)ตีบได้ ถ้าใช้ไม่ถูกต้องหรือเกินความจำเป็น โดยเฉพาะในวัยกลางคนขึ้นไปครับ (ซึ่งจริงๆแล้ว วัยนี้พบไมเกรนได้ไม่บ่อยครับ)

โดย [email="drket@access.inet.co.th,clinic@thaiclinic.com?subject=from%20thaiclinic.com,Neuro%20Med"]นพ.เขษม์ชัย เสือวรรณศรี[/email] อายุรแพทย์ประสาทวิทยา

mita
ไซนัส คือ อะไร
sinus sinusitis ปวดหัว headache

ไซนัส นี่เป็นอวัยวะ ไม่ใช่โรค ครับ

โดยทั่วไปหมายถึงโพรงอากาศที่อยู่รอบๆจมูกมีทางต่อเข้ามากับโพรงจมูก ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องแพ้อากาศ มีสองคู่ คือ ที่หน้าผากใกล้หัวคิ้ว (Frontal Sinus)คู่หนึ่ง กับ ที่ข้างจมูกใกล้ๆโหนกแก้ม(Maxillary Sinus) อีกคู่หนึ่ง

ถ้าเป็นแพ้อากาศหรือหวัด เรื้อรัง จะทำให้เกิดมีการอุดตันของท่อติดต่อระหว่างไซนัสกับโพรงจมูก ทำให้มีการติดเชื้อ เกิดการอักเสบ
เรียกว่าโรคโพรงไซนัสอักเสบ(Sinusitis)

เมื่อเกิดการอักเสบ จะทำให้มีอาการเพิ่มจากคัดจมูก ขี้นมา อาจจะมีอักเสบปวดบวม แดงร้อน อาจจะปวดศรีษะและเบ้าตาหรือโพรงจมูก
บางคนเวลานอนจะรู้สึกมีน้ำหนองไหลลงคอมีกลิ่นเหม็นได้

บ่อยครั้งที่เรามักเรียกพวกแพ้อากาศคัดจมูกเรื้อรังกันว่าเป็นไซนัส ซึ่งไม่ถูกซะทีเดียว

นอกจากหวัดเรื้อรัง ไซนัสอักเสบอาจจะเกิดจากสาเหตุอื่นได้อีกเช่นเนื้องอกในโพรงจมูกไปอุดตัน หรือ การอักเสบจากรากฟัน(ฟันบนโดยเฉพาะแถวเขี้ยว )แล้วลามเข้าไปในโพรงไซนัส)

การรักษาปกติ รักษาตามอาการหวัด และเพิ่มยาปฏิชีวนะเข้าไปฆ่าเชื้ออักเสบ

ในรายเป็นมากอาจจะมีการล้างโพรงไซนัส(บางคนเรียกเจาะแต่ความจริง ใช้เข็มพิเศษแยงเข้าไปตามรูเปิดเดิมของมันที่อุดตัน)

หรือถ้าเป็นมากก้อต้องผ่าตัดขูดเอาเยื่อบุภายในโพรง ที่อักเสบออกให้หมด

หลังจากหาย ต้องระวังปัจจัยเสี่ยง เช่นหวัดเรื้อรัง หรือพวกฟันผุที่เป็นสาเหตุ ไม่งั้นก้อกลับมาเป็นใหม่ได้อีก ครับ

โดย นพ.สมนึก ตปนียวรวงศ์
mita
ปอ ก่อนเน้อเจ้า
นี่คือ "lo-fi" version ของเนื้อหาทั้งหมด เพื่อดูเวอร์ชั่นเต็มที่มีข้อมูลครบถ้วน พร้อมการจัดรูปแบบและภาพ โปรดคลิกที่นี่.
cm108-2008 ......