เมื่อ 28 ปีก่อน " ฝ้ายเบอเกอรี่ " อาจจะเป็นเพียงแค่ร้านผลิตขนมปังแถวธรรมดา แต่ปัจจุบันได้พัฒนาเป็นธุรกิจเบอเกอรี่ยอดนิยม มีสาขา 15 แห่งทั่วจังหวัดเชียงใหม่
: พิชัยยง มาเยอะกู่ "
ฝ้ายเบอเกอรี่ " นับเป็นโลคอลแบรนด์ที่สร้างจากรุ่นบรรพบุรุษมาสู่รุ่นหลานโดยแท้จริง และรูปโฉมใหม่ของฝ้ายเบเกอรี่ที่ดูทันสมัยขึ้นเกิดขึ้นจากฝีไม้ลายลายมือของเจเนเรชั่นรุ่นใหม่ อย่าง "
ปริตรา จิรกิตติยางกูล " นักธุรกิจสาวรุ่นใหม่ไฟแรง วัยแค่ 25 ปีเท่านั้น บัณฑิตคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนักศึกษาปริญญาโท คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
" จริงๆ แล้ว ความสำเร็จของ"ฝ้ายเบอเกอรี่" ต้องยกเครดิตให้กับคุณยาย และเครือญาติของตระกูลจิรกิตติยางกูล ที่ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ผ่านพ้นมาได้จนถึงทุกวันนี้ ที่สำคัญ การลองผิดลองถูกในการปรุงแต่งเบอเกอรี่ให้มีรสชาติถูกปากผู้บริโภคอย่างไม่หยุดนิ่ง น่าจะเป็นจุดขายสำคัญที่ทำให้ทุกย่างก้าวของเราเดินไปอย่างมั่นคง และเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ "
ปริตรา เล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความภาคภูมิใจ
หากย้อนไปยุคแรกที่ร้านได้เปิดครั้งแรกในย่านประตูสวนดอก ตอนนั้น "
คุณยายกิมหลั่น เหล่มประวัติ" เป็นผู้ริเริ่ม พร้อมกับลูกๆ เมื่อปี 2522 โดยเฉพาะมีคุณแม่ "
มาลินี จิรกิตติยางกูล " เป็นมือขวาร่วมทำขนมปังมาโดยตลอด ครั้งแรกที่ทำขายก็จะเป็นพวกขนมปังแถว ตอนนั้นคุณยายเล่าให้ฟังว่า
" ของเราขนมปังจะเนื้อนุ่ม และหอมทำให้ได้รับการตอบรับดี" แต่กว่าที่จะผลิตขนมปังขายไม่ใช่ว่าจู่ก็เริ่มได้เลย คุณยายต้องเดินทางไปร่ำเรียนกับเพื่อนที่กรุงเทพฯ ก่อนจะมาตัดสินใจลงทุนที่จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยเงินก้อนแรก 5 หมื่นบาท
ปริตรา บอกว่า คุณยายเป็นคนมองการณ์ไกลที่มองเห็นช่องทางทำมาหากิน ในสมัยก่อนจังหวัดเชียงใหม่มีน้อยราย แต่โจกท์ตอนนั้นก็ท้าทายไม่น้อย เพราะต้องทำอย่างไรให้ขนมปังที่ผลิตออกมาสามารถขายได้ และที่สำคัญ รสชาติต้องอร่อย แรกๆ คุณยายต้องทดลองครั้งแล้วครั้งเล่า กว่าจะลงตัวเป็นสูตรที่แน่นอน ต้องใช้เวลาร่วม 10 ปีเลยทีเดียว
จากนั้นเบอเกอรี่ของร้านก็พัฒนามาเป็นพาย, แอคแคร์ และขนมปังใส่ไส้ต่างๆ ก่อนที่จะมีการคิดค้นสูตรอาหาร เพิ่มให้มีความหลากลายในร้านมากขึ้น รวมไปถึงคอฟฟี่เบรคที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากภาครัฐ และภาคเอกชน
ระหว่างนั้น จากสาขาแรกที่ประตูสวนดอก ก็ขยับขยายเรื่อยมา จากช่วง 10 ปีแรกเพิ่มไป 5 สาขาจนกระทั่งปัจจุบันมีทั้งหมด 15 สาขาในจังหวัดเชียงใหม่ ยังไม่รวมกับจุดขายในสถานีน้ำมัน และซุปเปอร์มาเก็ตต่างๆ อีกหลายแห่ง โดยเฉพาะในปี 2549 ที่ผ่านมา นับเป็นการเปลี่ยนแปลงของ
"ฝ้ายเบอเกอรี่" ที่ได้ปรับโฉมร้านให้ทันสมัยขึ้นควบคู่กับการนำอาหาร และเครื่องดื่มเข้ามาให้บริการอย่างครบครัน ภายใต้การทำงานของรุ่นหลาน โดยเบื้องหลังมี คุณยาย และเครือญาติ เป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของ "
ฝ้ายเบอเกอรี่" นั้น "ปริตรา" ยอมรับว่ากระแสของการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นเป็นแรงผลักดัน แต่ด้วยศักยภาพที่มีอยู่หากปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยก็ยิ่งจะทำให้ความเข้มแข็งของธุรกิจแน่นขึ้น และด้วยการบริหารที่เข้ามารับช่วงต่อจากรุ่นยาย และรุ่นแม่ การบ้านที่ต้องทำหลังจากนี้ เห็นจะหนีไม่พ้นการควบคุมของเหลือให้อยู่ในระดับ 0% และทำอย่างไรจะยืดอายุสินค้าได้ เพราะทุกวันนี้เราไม่ได้ใช้สารกันปูด ซึ่งหากทำได้จะทำให้ควบคุมรายจ่าย และเพิ่มรายได้ โดยทุกวันนี้ เรากำหนดให้ทุกสาขาบริหารจัดการ มีการสั่งสินค้าเข้ามา เพื่อให้กระบวนการผลิตไปพร้อมๆ กันได้
นอกจากนั้น ต้องใส่ใจข้อมูลความเคลื่อนไหวในตลาดเบอเกอรี่ทั่วโลกด้วย โดยหน้าที่ด้านนี้ พี่สาว
"วัธนี จิรกิตติยางกูล" จะเป็นหัวเรือใหญ่ที่สำคัญ และทุกวันนี้ต้องเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศบ่อย โดยเฉพาะไต้หวัน และญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นประเทศผู้นำด้านการทำเบเกอรี่ในทวีปเอเชีย จากนั้นก็จะกลับมาประยุกต์ใช้ให้มีความเหมาะสมกับรูปแบบ และรสชาติที่ถูกปากคนไทย ภายใต้หลักการ คือ ใช้วัตถุดิบอย่างดี ผลิตออกมามีคุณภาพ ที่สำคัญ รูปร่างหน้าตาของขนมจะต้องถูกดีไซน์ออกมาแทบจะทุกเดือน จากเดิมก็มีอยู่แล้วนับร้อยรายการ
" ในอนาคตเรามีเป้าหมายที่จะขยายสาขาเพิ่มขึ้นทั้งในเชียงใหม่ และจังหวัดใกล้เคียงอีก 4 สาขาภายในปี 50 และพร้อมที่จะเปิดเป็นเฟรนไชส์ อีกทั้งจะนำระบบไอทีและมาเก็ตติ้งออนไลน์ เพื่อให้บริการสั่งซื้อสินค้าผ่านทางอินเตอร์เน็ตอีกด้วย " ปริตรา กล่าว
วันนี้แม้จะเป็นเพียงก้าวแรกของ "
ปริตรา " ทายาทของ "
ฝ้ายเบอเกอรี่ " ที่จะเข้ามาพัฒนาธุรกิจให้ทันสมัยยิ่งขึ้น และก้าวต่อไปคงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับนักธุรกิจสาวผู้นี้
อย่างน้อย จุดแข็ง และศักยภาพ ที่สร้างมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เป็นต้นทุนอย่างดี เพียงแค่นำมาแต่งองค์ทรงเครื่องใหม่ก็เชื่อว่า ยังรั้งตำแหน่งธุรกิจเบอเกอรี่ ในจังหวัดเชียงใหม่ ได้เหมือนเดิม//กรุงเทพธุรกิจออนไลน์