วัยสูงอายุ เป็นวัยที่ควรได้รับการดูแลสุขภาพร่างกายเป็นพิเศษ ดังนั้นหากการที่ลูกหลานพาท่านไปตรวจสุขภาพประจำปีจึงเป็นสิ่งสำคัญ หากผู้ใหญ่ที่คุณรักเป็นคนที่มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ดีอยู่แล้วเป็นปกติก็จะได้ไม่น่าเป็นห่วงมาก หรือหากพบปัญหาอะไรจะได้รีบรักษาแก้ไขเสียแต่เนิ่นๆ แต่หากท่านนั้นมีโรคประจำตัว หรือโรคเรื้อรัง การไปเข้ารับการตรวจตามที่หมอนัดอย่างสม่ำเสมอ ก็เป็นการดูแลป้องกันตัวเองให้ปลอดจากความไม่สบายต่างๆ ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
การตรวจสุขภาพประจำปีนั้นรวมถึงการสังเกตค่าส่วนสูง น้ำหนัก ความดันเลือด และบันทึกประวัติการฉีดวัคซีนภูมิต้านทานต่างๆ ที่ผ่านมา รวมทั้งการทดสอบระดับการมองเห็นและการได้ยินด้วย และที่สำคัญคือ คนที่อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจสำหรับโรคต่างๆ ดังนี้มะเร็งเต้านม
มะเร็งเต้านมเป็นต้นเหตุการเสียชีวิตของผู้หญิงทั่วโลกจากมะเร็งมากถึงอันดับสอง อย่างที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ประเมินว่า การตรวจแมมโมแกรมเป็นครั้งคราวเมื่อผู้หญิงมีอายุ 40 ปีขึ้นไปจะช่วยลดโอกาสการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมได้ถึง 15-30% เพราะการตรวจแมมโมแกรมจะตรวจสอบการเกิดเนื้องอกผิดปกติบริเวณเต้านมได้ก่อนที่เจ้าตัวจะรู้สึกเฉลี่ยถึง 1.7 ปี ดังนั้น ผู้เชี่ยวชาญเตือนให้ผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไปควรได้รับการตรวจแมมโมแกรมเป็นประจำทุกปี
มะเร็งปากมดลูก
การเกิดมะเร็งปากมดลูกแปรตามอายุที่เพิ่มขึ้น และพบว่า 1 ใน 4 ของจำนวนคนที่เป็นมะเร็งปากมดลูกทั้งหมด เป็นผู้หญิงที่อายุ 65 ปีขึ้นไป ดังนั้นการตรวจหามะเร็งปากมดลูกเป็นครั้งคราวจะช่วยป้องกันการเสียชีวิตจากโรคนี้ได้ เพราะหากตรวจพบมะเร็งแต่เนิ่นๆ ในระยะต้นๆ ก็มีโอกาสสูงที่จะรักษาให้หายได้ ดังนั้นสำนักงานเวชศาสตร์ครอบครัวแห่งสหรัฐอเมริกา (The American Academy of Family Physicians) จึงแนะนำใครที่เคยมีเพศสัมพันธ์ควรตรวจ Pap test อย่างน้อย ทุกๆ 3 ปี
ขณะที่สมาคมมะเร็งแห่งสหรัฐฯ แนะนำเพิ่มเติมว่า ระหว่างการตรวจ Pap test ประจำปีแต่ละครั้ง ควรมีการทดสอบผลซ้ำมากกว่า 1 ครั้งเพื่อความแน่ใจ หากผลการตรวจไม่พบมะเร็งจนครบ 3 ครั้ง ติดกันแล้ว แพทย์อาจแนะนำให้ทิ้งระยะห่างในการตรวจให้นานขึ้นได้ โดยมีหมายเหตุว่า
- ผู้หญิงที่ทำหมันหรือหยุดการมีลูกแล้วควรจะต้องรับการตรวจ Pap test ทุกๆ ปี
- คุณอาจจำเป็นต้องตรวจ Pap test บ่อยครั้งขึ้น หากคุณพบเนื้องอกหรือมะเร็งเกิดที่ส่วนใดๆ ของร่างกาย
การตรวจประจำปีควรทำไปจนถึงอายุ 65 ปี และอาจเลิกตรวจได้หากมีผลการตรวจเป็นปกติติดต่อกัน 9 ปี หรือใครยังไม่เคยตรวจเลยสักครั้งตั้งแต่อายุ 55 ปีเป็นต้นมา ก็น่าจะเข้ารับการตรวจไปจนถึงอายุ 75 ปี
ระดับโคเลสเตอรอล
อย่างที่รู้กันว่าโคเลสเตอรอลสูงเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญของคนทั่วโลก โดยผู้ชายอายุมากกว่า 45 ปี และผู้หญิงที่อายุมากกว่า 55 ปี จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ดังนั้นการระวังควบคุมระดับโคเลสเตอรอลอยู่เสมอจะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและอีกหลายโรคตามมา
สถาบันโรคหัวใจ ปอด และระบบเลือดแห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำว่า ทุกคนที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไปควรได้รับการตรวจวัดระดับไขมันในเลือดอย่างน้อย 1 ครั้งทุกๆ 5 ปี แต่หากใครอยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ มีความดันสูง เป็นเบาหวาน น้ำหนักมาก มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ หรือเคยตรวจแล้วพบว่ามีโคเลสเตอรอลในเลือดสูง (ระดับโคเลสเตอรอลรวม และ LDL สูง) หรือระดับ HDL โคเลสเตอรอลต่ำ ก็ควรจะตรวจบ่อยกว่านั้น
การรู้ผลก่อนเสียแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะคนวัยหนุ่มสาวจะช่วยให้รู้จักเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอยู่เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นในระยะยาว ขณะที่ในผู้ใหญ่ก็จะช่วยให้รู้ว่าถึงเวลาต้องใช้ยาเข้ามาช่วยควบคุมแล้วหรือยัง เพื่อรักษาระดับต่างๆ ให้สมดุลยิ่งขึ้นกว่าเดิม
มะเร็งลำไส้ใหญ่
มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นมะเร็งที่เป็นกันมากที่สุดอีกชนิดหนึ่ง แต่เป็นมะเร็งชนิดที่รักษาให้หายได้หากตรวจพบเนื้องอกในลำไส้ได้แต่เนิ่นๆ ก่อนที่มันจะเจริญกลายเป็นมะเร็งร้าย ดังนั้นจึงเป็นอีกอย่างหนึ่งที่ต้องแนะนำให้ผู้ใหญ่อายุ 50 ปีขึ้นไปเข้ารับการตรวจสม่ำเสมอ แม้จะไม่มีปัจจัยเสี่ยงใดๆ เลยก็ตาม
การตรวจเพื่อหามะเร็งลำไส้ใหญ่ สำหรับคนทั่วๆ ไปมี 4 วิธีดังนี้
- การตรวจเลือดในอุจจาระ
- Sigmoidoscopy การส่องกล้องเพื่อตรวจทวารหนักและลำไส้ใหญ่ส่วนล่าง ทุกๆ 5 ปี
- Colonoscopy การส่องกล้องเพื่อตรวจทวารหนักและลำไส้ใหญ่ทั้งหมด ทุกๆ 10 ปี
- การเอกซเรย์ลำไส้และทวารหนัก หลังฉีดแบเรียม ทุก 5-10 ปี
การทำงานของต่อมไทรอยด์
คนที่อายุ 35 ปีขึ้นไปควรเข้ารับการตรวจต่อมไทรอยด์ (TSH test) ทุกๆ 5 ปี โดยเฉพาะผู้หญิงสูงอายุ และคนที่มีประวัติครอบครัวเคยเป็นโรคเกี่ยวกับไทรอยด์ อาจตรวจได้บ่อยกว่านี้ เพื่อป้องกันความผิดปกติต่างๆ ได้แต่เนิ่นๆ
เบาหวาน
คนที่อายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจเบาหวานทุกๆ 3 ปีเป็นอย่างน้อยเพื่อวินิจฉัยโรคก่อนที่อาการต่างๆ จะเกิดขึ้น เพราะเบาหวานมักจะมาแบบเงียบๆ กว่าจะเกิดอาการผิดปกติต่างๆ ให้รู้ตัวก็มักจะสายเกินป้องกัน ดังนั้นใครที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน เช่น มีน้ำหนักเกิน อ้วน เครียดมากเป็นประจำ โคเลสเตอรอลสูง ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย รวมทั้งคนที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นเบาหวานมาก่อน ควรเริ่มต้นตรวจเบาหวานอย่างสม่ำเสมอทุกปี ตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป
กระดูกพรุน
กลุ่มที่เสี่ยงต่อกระดูกพรุน ได้แก่ ผู้หญิงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ผู้หญิงที่ได้รับฮอร์โมนทดแทนติดต่อกันเป็นเวลานานๆ รวมทั้งผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่มีอาการกระดูกแตกหัก หรือร้าว หรือมีสัญญาณเตือนของกระดูกพรุน เช่น หลังค่อม กระดูกเปราะควรเข้ารับการตรวจมวลกระดูกในความดูแลของแพทย์
มะเร็งต่อมลูกหมาก
เมื่อผู้ชายเข้าสู่วัยทอง หรือแอนโดรพอส อายุประมาณ 50 ปีขึ้นไป จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากมากขึ้น จึงควรเข้ารับการตรวจ 2 วิธีต่อไปนี้ คือ ตรวจเลือด PSA (Prostate-specific antigen) และตรวจลำไส้ตรงด้วยระบบดิจิตอล DRE (Digital rectal examination) เป็นประจำทุกปี แต่หากใครที่มีประวัติคนในครอบครัวเคยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ควรเริ่มตรวจตั้งแต่อายุ 45 ปี รวมทั้งคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ ปัสสาวะไม่ออก ติดๆ ขัดๆ หรือคลำพบก้อนบวมบริเวณต่อมลูกหมากใกล้ๆ อัณฑะ ควรเข้ารับการตรวจทันที
อย่างไรก็ตามสำหรับผู้สูงอายุที่อายุมากๆ (70-80 ปี) หากแพทย์ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากแล้ว การรักษาด้วยการผ่าตัดหรือฉายรังสีอาจทำให้อ่อนเพลียมาก หมดความรู้สึกทางเพศ และปัสสาวะไม่หยุด (ช้ำรั่ว) ได้ ซึ่งจะส่งผลเสียทั้งกับสุขภาพกายและสุขภาพจิตของคนที่เป็นอย่างมาก แพทย์จึงอาจจำเป็นต้องเลี่ยงการรักษาด้วยวิธีการเหล่านี้ และเลือกวิธีที่ดีสุดสำหรับแต่ละสถานการณ์
